Tuesday, 6. November 2007, 00:22:30
วัยเยาว์ ข้าพเจ้าถือกำเนิดเกิดที่อำเภอมุกดาหาร จนเมื่อคุณพ่อได้รับแต่งตั้งจากตำแหน่งปลัดอำเภอมุกดาหาร ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนมุกดากิจโกศล เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๑ นั้น ข้าพเจ้าจำความไม่ได้เลยจนขณะเขียนบันทึกก็นึกไม่ได้ว่า การเดินทางทำกันอย่างใด
แม้แต่บ้านหลังหน้าอำเภอหลังเดิม ที่ว่าการอำเภอหลังเดิมก่อนถูกไฟไหม้นั้นมีลักษณะอย่างไรก็นึกไม่ใคร่ออก มาระลึกความจำได้ตอนเข้าเรียนหนังสือแล้วเท่านั้น แต่ก็เป็นการระลึกได้อย่างกระท่อนกระแท่น คือ จดจำได้อย่างเลือนรางเต็มที่
ข้าพเจ้าเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนอำเภอธาตุพนม ในขณะนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีชื่อ คงเรียกว่าโรงเรียนประจำอำเภอธาตุพนม (ภายหลังโรงเรียนนี้มีชื่อว่า ร.ร.พนมวิทยาคาร) ข้าพเจ้าเมื่อลองไล่เรียงดูว่าปีไหน เรียนชั้นไหนแล้วก็พอจะคาดคะเนว่า ข้าพเจ้าเข้าเรียนชั้นประถมปีที่๑ เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ หรือ พ.ศ. ๒๔๖๔ ราวๆนั้นอย่างแน่นอน
โรงเรียนโรงเรียนหลังแรกที่เข้าเรียนนั้นอยู่ข้างวัดพระธาตุพนมทางด้านใต้ ก็เห็นจะเป็นที่ตั้งร.ร.ธาตุพนมวิทยาคารในปัจจุบันนั่นเอง แต่สภาพพื้นที่และอาคารเรียนคล้ายจะเป็นศาลาเก่าทรุดโทรมเต็มที ฝาทำจากไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าแฝก ห้องหนึ่งๆบรรจุนักเรียนได้ไม่กี่สิบคน
สภาพพื้นที่ก็ออกจะเป็นป่าน่ากลัวอยู่ และดูเหมือนจะเป็นป่าช้าด้วย เพราะขณะนั่งเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนนี้มีชาวบ้านเอาศพคนตายไปเผาใกล้ๆโรงเรียนเสมอ การเดินทางจากบ้านนั้นมาโรงเรียนในขณะปีแรกนั้นจำได้ว่าไกลมาก ต้องมีพี่เลี้ยงอุ้มในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝน
เรียนอยู่ที่นี่ได้ปีเดียว ก็เปลี่ยนสถานที่เห็นจะเนื่องด้วย ๒ อาคารเรียนแห่งนี้ทรุดโทรมมากจะมีอันตรายนั่นเอง จึงหันมาเรียนที่ศาลาข้างประตูโรงเรียนเข้าวัดพระธาตุพนม อาคารเรียนแห่งนี้โอ่โถงกว่าหน่อย พื้นเป็นไม้กระดาน ฝาเพดานมุงกระเบื้องดินเผา มีห้องเป็นห้องๆ เห็นจะเป็นศาลาของวัดธาตุพนมที่มีผู้สร้างไว้ให้คนมานั่งพักอาศัยกระมัง นี่เพียงสันนิษฐาน
การเรียนชั้นประถมในสมัยนั้นเรียนง่ายๆ มุ่งให้อ่านออกเขียนได้และมีความรู้รอบๆตัวพอสมควรเท่านั้น อย่างเช่นประถมปีที่ ๑ ก็เรียนเลขวิธีแบบคิดในใจ อ่าน เขียน คัด จรรยา (คือวิชาศีลธรรม) การรักษาตัว (คือวิชาสุขศึกษา) เรื่องเมืองไทย (คือวิชาภูมิศาสตร์) วิชาที่เรียนก็ง่ายๆ หลักการไม่กว้างขวางอย่างไหนปัจจุบันนี้ เช่นความรู้เรื่องเมืองไทยก็เรียนที่อำเภอธาตุพนม มีกี่ตำบล ถามอำเภอชื่อว่ากระไร สูงขึ้นไปก็เรียนถึงจังหวัดว่ามีกี่อำเภอ แล้วก็ถึงมามณฑลต่างๆ เสนาบดีมีพระนาม หรือนามว่ากระไรอย่างนี้เป็นต้น
การอ่านคัดและเขียนตามคำบอกนั้น จะต้องเรียนทุกวัน เมื่อเรียนเพียงประถมปีที่ ๑ หรือปีที่ ๒ ก็อ่านเขียนไทยได้อย่างดีแล้ว ผิดกับปัจจุบัน ป.๖ ยังอ่านเขียนหนังสือไม่ค่อยจะได้ ที่เป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า หลักสูตรการเรียนมันฟั่นเฟือนและมากไปจนเด็กไม่สามารถจะรับและจดจำได้ โดยเฉพาะเด็กตามชนบทซึ่งเครื่องอำนวยการศึกษานั้นไม่พร้อมอยู่แล้ว แต่ไปเรียนในสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นเลย จึงจำได้ยาก
ครูสมัยนั้นครูสอนชั้นประถมก็จบแค่ประถมก็จบแค่ชั้นประถม ๓ ประถม ๖ เท่านั้น ไม่มี ป.ป. ปกศ. ดาษดื่นอย่างทุกวันนี้ แต่ทำไมเขาถึงสอนได้ดี เงินเดือนก็เพียงขั้นแรก๔บาท ๓-๖ ปีจึงจะขึ้นทีเป็น ๖ บาท ใครเงินเดือน ๑๐ บาทก็นับว่าอัตราสูงแล้ว การแต่งกายของครูก็ต้องนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อชั้นนอกแบบราชการ คือคอตั้งกระดุม ๖ เม็ด เงินเดือน ๕ บาท เขาก็แต่งกันได้เพราะอะไร จะได้เล่าให้ฟังต่อไป
เครื่องเขียนเครื่องเขียนแบบเรียนนั้นไม่มีมาก นักเรียนชั้นประถม ๑ ไม่ต้องมีอะไร มีเพียงกระดานชนวนแผ่นเดียวกับดินสอหินหนึ่งแท่งก็ไปเรียนได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่า กระดานชนวนแตกบ่อยๆ เพราะเดินทางจากบ้านมาโรงเรียนมันไกล กระดานชนวนจึงหลุดมือแตกบ่อยๆ เมื่อขึ้น ป.๒ ป.๓ จึงใช้สมุดดินสอ แต่ก็ไม่กี่เล่ม มีไว้เพียงเพื่อจดวิชาต่างๆเท่านั้น แบบเรียนก็มีเพียง แบบเรียนเร็วเล่ม๑ เล่ม๒ นิทานอีสปเท่านั้น ผิดกับนักเรียนปัจจุบันเพียงชั้นประถม ๒- ๓ ก็หิ้วกันแขนแทบหลุด เพราะ ต้องใช้สมุดมาก หนังสือเรียนมาก
การแต่งกายการแต่งกายของนักเรียนประชาบาลสมัยนั้นก็แต่งกันง่ายๆ คือนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ซึ่งชาวชนบทก็อาจจะใช้ผ้าฝ้ายย้อมมะเกลือก็ได้ เสื้อคอกลมแขนสั้น หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า “เสื้อคอพวงมาลัย” เรื่องรองเท้าไม่ต้องพูดถึง ข้าพเจ้าแม้เป็นถึงลูกนายอำเภอก็ไม่เคยสวมรองเท้าไปโรงเรียน
(บทที่ ๑ – ปฐมวัย ยังมีต่อ)Read more...