Skip navigation.

บันทึกของพ่อ

My Dad's Diary

เรียนที่กรุงเทพฯ:เรียนสวนกุหลาบ

กรุงเทพฯ

ความรู้สึกในวันแรกที่เห็นกรุงเทพฯนั้นรู้สึกตื่นเต้น แม้สภาพในสมัยนั้นจะไม่เหมือนปัจจุบัน คือถนนไม่คึกคัก นานๆมีรถเจ็กรถม้าวิ่งมาสักคันหนึ่ง ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน เดินกันตามฟุตบาธก็ไม่หนาแน่น สถานีหัวลำโพงก็ไม่คึกคัก รถแท็กซี่จอดกันเต็มไปหมดอย่างทุกวันนี้

ข้าพเจ้าและคุณแม่ไปพักอยู่บ้านพระสมัครบุรีรัมย์ สามีคุณพี่ชื่นที่ถนนบ้านแขก(ปัจจุบันเรียก ถนนตานี) บางลำภู และถือโอกาสฝากฝังข้าพเจ้าและน้องสาวอยู่ที่นั่นเลย เมื่อคุณพระสมัครบุรีรัมย์ปลดเกษียณอายุราชการย้ายครอบครัวไปอยู่สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา คุณพระศรการวิจิตรบิดาท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ก็ย้ายมาอยู่บ้านนั้นแทน จริงๆแล้วบ้านนั้นเป็นบ้านเช่า เดิมเป็นวังของพระองค์เจ้าคำรบพระบิดาม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

เมื่อโรงเรียนใกล้เปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม ผู้ปกครองให้ข้าพเจ้าไปสมัครเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อไปทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษ ทางโรงเรียนบอกว่าภาษาอังกฤษยังอ่อนอยู่มาก จะขอให้ลดชั้นไปเรียนมัธยมปีที่๒ ข้าพเจ้าตรึกตรองดูแล้วจึงบอกผู้ปกครองว่าไม่ยอมเรียน ข้าพเจ้าขอลองไปสมัครเรียนที่สวนกุหลาบ ซึ่งหลังจากครูผู้รับที่สวนกุหลาบดูคะแนนจากโรงเรียนเก่าก็ตกลงรับเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่๔ทันที


นักเรียนชั้น ม.๘ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปีพ.ศ.๒๔๗๖

Read more...

ไว้ทุกข์

เรื่องที่จะต้องเล่าเอาไว้ที่นี่คือ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว รัชกาลที่๖เสด็จสวรรคต ข้าราชการและลูกเสือต้องไว้ทุกข์เป็นเวลา๑ปี การไว้ทุกข์ของลูกเสือจึงต่อเนื่องมาถึงปี ๒๔๖๙ด้วย เพราะในยุคนั้นถือเอาวันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ การไว้ทุกข์ของลูกเสือคือใช้ผ้าสีดำกว้งประมาณ๑เซ็นติเมตร สีดำพันรอบผ้าพันหมวก

Read more...

บทที่ ๑ ปฐมวัย (ตอนที่สอง)

การจัดการศึกษา

ารจัดการศึกษาโรงเรียนประชาบาลในสมัยนั้นเป็นเรื่องของอำเภอและจังหวัดจัดการตั้งบริหารเองทั้งนั้น การจัดหาครู อุปกรณ์การสอน การจัดตั้งโรงเรียนควรตั้งที่ไหนอย่างไร อำเภอและจังหวัดดำเนินการเอง กระทรวงศึกษาธิการ หรือในสมัยนั้นเรียกว่า กระทรวงธรรมการนั้น ดูเหมือนจะไม่เข้าไปก้าวก่ายแต่อย่างใด กระทรวงคงจะเป็นเพียงควบคุมทางด้านวิชาการ เช่า การวางหลักสูตร การกำหนดหนังสือเรียนเท่านั้น

ารเงินที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาประชาบาลนั้นก็ดูเหมือนจะมิได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเลย เงินการจัดการศึกษาประชาบาลนั้นได้จากการจัดเก็บเงินศึกษาพลี เงินศึกษาพลีนี้เก็บจากประชาชนผู้ชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่๒๐ปีที่ขึ้นถึง๖๐ปี ทุกคนจะต้องเสียเงินศึกษาพลีปีละ ๒ บาท เงินรายได้นี้เองที่จังหวัดและอำเภอได้ใช้จ่ายในการศึกษาประชาบาลเช่นเป็นเงินเดือนครู เงินทำโต๊ะม้านั่งนักเรียน ทำกระดานดำ รวมทั้งการสมทบด้านแรงงานของประชาชนในการสร้างโรงเรียนประชาบาล

ารเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายขอรัฐหรือเรียกว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระปิยะมหาราชรวมตลอดมาจนถึงในรัชกาลที่๖ที่ต้องการให้ศึกษาประชาบาลนั้นเป็นเรื่องของประชาชนร่วมกันจัดตั้งขึ้น และดำรงรักษาไว้ซึ่งมาตรการความมุ่งหมายที่สมัยรัฐบาลในปัจจุบันที่กระจายอำนาจการดำเนินการศึกษาประชาบาลให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดละมณฑลดำเนินการเองแทนที่จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการแต่ผู้เดียว เรื่องการจัดการศึกษาประชาบาลโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงในการงานของข้าพเจ้าในหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต่อนี้ไป

มื่อพิจารณาถึงการศึกษาประชาบาลระดับชั้นประถมในสมัยข้าพเจ้าศึกษาอยู่กับปัจจุบันนี้ (ขณะเขียนนี้เขียนเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๗)เปรียบเทียบกันดูแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่านักเรียนชั้นประถมในสมัยโน้นอ่านเขียนหนังสือใหม่ได้ดีกว่าปัจจุบัน การที่ข้าพเจ้ากล้ากล่าวว่านักเรียนชั้นประถมสมัยโน้นอ่านเขียนหนังสือไทยเก่งกว่าปัจจุบันนั้น ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าเองมาทั้งสิ้น

นักเรียนสอนหนังสือ

นสมัยนั้นครูก็คงไม่พอกับชั้นเรียนอย่างโรงเรียนประชาบาลทั่วๆไปในปัจจุบัน ครูบางคนต้องสอน๒ชั้นก็มี และมีบ่อยๆที่ครูไม่พอสอน จะเป็นเพราะ ครูลาหรือมีการป่วยก็ตาม ครูใหญ่มาก็จัดเอานักเรียนชั้นป.๓ ป.๔ ไปสอนแทนครูประจำชั้น

ข้าพเจ้าเคยถูกคัดเลือกให้ไปสอนแทนครูชั้นป.๑ ป.๒บ่อยๆ และก็สอนได้ด้วย จะสอนได้ดีหรือไม่นั้นบอกไม่ถูก เพราะ การไปสอนแทนนั้นก็สอนวิชาง่าย๐เช่น การสอนอ่านเขียนตามคำบอก คัดลายมือ เลขคิดในใจ หรือเลขวิธีก็สอนได้อย่างสบาย สมัยนั้นจะทำได้อย่างสมัยนี้หรือไม่ ข้าพเจ้าสงสัย ขอให้เข้าใจว่าครูสอนชั้นประถมในสมัยนั้นก็เพียงจบป.๓ ป.๔ หรือบางคนก็จบจากโรงเรียนแบบเดิมคือ จบชั้นมูลบทเท่านั้น ดังได้เล่ามาแล้วข้างต้น ดังนั้นทำไมเด็กที่กำลังเรียนป.๓ ป.๔ จะสอนป.๑ ป.๒ ไม่ได้ นอกจากนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า สมัยที่เรียนป.๓อยู่นั้นสาสมารถหาเงินได้ถึง๑๑บาทด้วยการรับจ้างเขียนใบเสร็จรับเงินรัชชูประการ

Read more...

บทที่ ๑ ปฐมวัย

วัยเยาว์

ข้าพเจ้าถือกำเนิดเกิดที่อำเภอมุกดาหาร จนเมื่อคุณพ่อได้รับแต่งตั้งจากตำแหน่งปลัดอำเภอมุกดาหาร ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนมุกดากิจโกศล เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๑ นั้น ข้าพเจ้าจำความไม่ได้เลยจนขณะเขียนบันทึกก็นึกไม่ได้ว่า การเดินทางทำกันอย่างใด

แม้แต่บ้านหลังหน้าอำเภอหลังเดิม ที่ว่าการอำเภอหลังเดิมก่อนถูกไฟไหม้นั้นมีลักษณะอย่างไรก็นึกไม่ใคร่ออก มาระลึกความจำได้ตอนเข้าเรียนหนังสือแล้วเท่านั้น แต่ก็เป็นการระลึกได้อย่างกระท่อนกระแท่น คือ จดจำได้อย่างเลือนรางเต็มที่

ข้าพเจ้าเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนอำเภอธาตุพนม ในขณะนั้นดูเหมือนจะยังไม่มีชื่อ คงเรียกว่าโรงเรียนประจำอำเภอธาตุพนม (ภายหลังโรงเรียนนี้มีชื่อว่า ร.ร.พนมวิทยาคาร) ข้าพเจ้าเมื่อลองไล่เรียงดูว่าปีไหน เรียนชั้นไหนแล้วก็พอจะคาดคะเนว่า ข้าพเจ้าเข้าเรียนชั้นประถมปีที่๑ เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ หรือ พ.ศ. ๒๔๖๔ ราวๆนั้นอย่างแน่นอน

โรงเรียน

โรงเรียนหลังแรกที่เข้าเรียนนั้นอยู่ข้างวัดพระธาตุพนมทางด้านใต้ ก็เห็นจะเป็นที่ตั้งร.ร.ธาตุพนมวิทยาคารในปัจจุบันนั่นเอง แต่สภาพพื้นที่และอาคารเรียนคล้ายจะเป็นศาลาเก่าทรุดโทรมเต็มที ฝาทำจากไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าแฝก ห้องหนึ่งๆบรรจุนักเรียนได้ไม่กี่สิบคน

สภาพพื้นที่ก็ออกจะเป็นป่าน่ากลัวอยู่ และดูเหมือนจะเป็นป่าช้าด้วย เพราะขณะนั่งเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนนี้มีชาวบ้านเอาศพคนตายไปเผาใกล้ๆโรงเรียนเสมอ การเดินทางจากบ้านนั้นมาโรงเรียนในขณะปีแรกนั้นจำได้ว่าไกลมาก ต้องมีพี่เลี้ยงอุ้มในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝน

เรียนอยู่ที่นี่ได้ปีเดียว ก็เปลี่ยนสถานที่เห็นจะเนื่องด้วย ๒ อาคารเรียนแห่งนี้ทรุดโทรมมากจะมีอันตรายนั่นเอง จึงหันมาเรียนที่ศาลาข้างประตูโรงเรียนเข้าวัดพระธาตุพนม อาคารเรียนแห่งนี้โอ่โถงกว่าหน่อย พื้นเป็นไม้กระดาน ฝาเพดานมุงกระเบื้องดินเผา มีห้องเป็นห้องๆ เห็นจะเป็นศาลาของวัดธาตุพนมที่มีผู้สร้างไว้ให้คนมานั่งพักอาศัยกระมัง นี่เพียงสันนิษฐาน

การเรียนชั้นประถมในสมัยนั้นเรียนง่ายๆ มุ่งให้อ่านออกเขียนได้และมีความรู้รอบๆตัวพอสมควรเท่านั้น อย่างเช่นประถมปีที่ ๑ ก็เรียนเลขวิธีแบบคิดในใจ อ่าน เขียน คัด จรรยา (คือวิชาศีลธรรม) การรักษาตัว (คือวิชาสุขศึกษา) เรื่องเมืองไทย (คือวิชาภูมิศาสตร์) วิชาที่เรียนก็ง่ายๆ หลักการไม่กว้างขวางอย่างไหนปัจจุบันนี้ เช่นความรู้เรื่องเมืองไทยก็เรียนที่อำเภอธาตุพนม มีกี่ตำบล ถามอำเภอชื่อว่ากระไร สูงขึ้นไปก็เรียนถึงจังหวัดว่ามีกี่อำเภอ แล้วก็ถึงมามณฑลต่างๆ เสนาบดีมีพระนาม หรือนามว่ากระไรอย่างนี้เป็นต้น

การอ่านคัดและเขียนตามคำบอกนั้น จะต้องเรียนทุกวัน เมื่อเรียนเพียงประถมปีที่ ๑ หรือปีที่ ๒ ก็อ่านเขียนไทยได้อย่างดีแล้ว ผิดกับปัจจุบัน ป.๖ ยังอ่านเขียนหนังสือไม่ค่อยจะได้ ที่เป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า หลักสูตรการเรียนมันฟั่นเฟือนและมากไปจนเด็กไม่สามารถจะรับและจดจำได้ โดยเฉพาะเด็กตามชนบทซึ่งเครื่องอำนวยการศึกษานั้นไม่พร้อมอยู่แล้ว แต่ไปเรียนในสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นเลย จึงจำได้ยาก

ครู

สมัยนั้นครูสอนชั้นประถมก็จบแค่ประถมก็จบแค่ชั้นประถม ๓ ประถม ๖ เท่านั้น ไม่มี ป.ป. ปกศ. ดาษดื่นอย่างทุกวันนี้ แต่ทำไมเขาถึงสอนได้ดี เงินเดือนก็เพียงขั้นแรก๔บาท ๓-๖ ปีจึงจะขึ้นทีเป็น ๖ บาท ใครเงินเดือน ๑๐ บาทก็นับว่าอัตราสูงแล้ว การแต่งกายของครูก็ต้องนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อชั้นนอกแบบราชการ คือคอตั้งกระดุม ๖ เม็ด เงินเดือน ๕ บาท เขาก็แต่งกันได้เพราะอะไร จะได้เล่าให้ฟังต่อไป

เครื่องเขียน

เครื่องเขียนแบบเรียนนั้นไม่มีมาก นักเรียนชั้นประถม ๑ ไม่ต้องมีอะไร มีเพียงกระดานชนวนแผ่นเดียวกับดินสอหินหนึ่งแท่งก็ไปเรียนได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่า กระดานชนวนแตกบ่อยๆ เพราะเดินทางจากบ้านมาโรงเรียนมันไกล กระดานชนวนจึงหลุดมือแตกบ่อยๆ เมื่อขึ้น ป.๒ ป.๓ จึงใช้สมุดดินสอ แต่ก็ไม่กี่เล่ม มีไว้เพียงเพื่อจดวิชาต่างๆเท่านั้น แบบเรียนก็มีเพียง แบบเรียนเร็วเล่ม๑ เล่ม๒ นิทานอีสปเท่านั้น ผิดกับนักเรียนปัจจุบันเพียงชั้นประถม ๒- ๓ ก็หิ้วกันแขนแทบหลุด เพราะ ต้องใช้สมุดมาก หนังสือเรียนมาก

การแต่งกาย

การแต่งกายของนักเรียนประชาบาลสมัยนั้นก็แต่งกันง่ายๆ คือนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ซึ่งชาวชนบทก็อาจจะใช้ผ้าฝ้ายย้อมมะเกลือก็ได้ เสื้อคอกลมแขนสั้น หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า “เสื้อคอพวงมาลัย” เรื่องรองเท้าไม่ต้องพูดถึง ข้าพเจ้าแม้เป็นถึงลูกนายอำเภอก็ไม่เคยสวมรองเท้าไปโรงเรียน

(บทที่ ๑ – ปฐมวัย ยังมีต่อ)


Read more...

คำนำ "บันทึกของพ่อ"

คำนำจากลูกผู้เขียนบันทึก

เรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อนั้น ผู้คนโดยมากภายมักพากันคิดไปกันว่า ช่องว่างเรื่องวัยระหว่างพ่อสูงวัยกับลูกคนสุดท้องที่หลงมาเกิดนั้นคงจะทำให้มีความสัมพันธ์ที่น่าจะห่างเหินพอตัว แต่ในความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้ว่าเราอาจไม่ได้เป็นพ่อลูกที่สนิทกันแบบกอดรัดฟัดเหวี่ยง แต่เราก็คุ้นเลยสนิทสนมกันได้ โดยผ่านถ้อยคำในเรื่องเล่าต่างๆนาๆของพ่อ

จากเรื่องเล่าด้วยปากคำ จนมาถึง เรื่องเล่าด้วยปากกาผ่านการมองตั้งแต่ตอนเป็นเพียงเด็กชายลูกข้าราชการจนกระทั่งเติบโตและได้สืบเนื่องเป็นข้าราชการชายไทยเจริญรอยตามบรรพบุรุษที่มีปณิธานมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อแผ่นดินเกิด

ฉันจะไม่ขอเกริ่นอะไรมากหรอกนะ ขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายได้ทำความรู้จักพ่อของฉันจากเรื่องราวทั้งส่วนตัวและส่วนรวมผ่านหลายยุคผ่านหลายกาลนี้ ด้วยตัวเองไปพร้อมๆกันเถิด

หมายเหตุ : กำลังอยู่ในช่วงสืบค้นหาภาพประกอบ และจะทยอยนำมาลง





Read more...

เพลง ขลุ่ยผิว

เพลง ขลุ่ยผิว

ประพันธ์ โดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์
ขับร้องและบรรเลงโดย บัตเตอร์ฟลาย


Read more...