Skip navigation.

When I awoke, I was alone.

ระหว่างเดินทางสู่ความตาย

เชยังไม่ตาย



สายวันหนึ่ง…
ผมพบ “เช” ในห้างโลตัส
เชสวมเสื้อโปโลสีฟ้าสดใส
สแลคสีน้ำเงินเข้มรีดเรียบกลีบคม
ถุงเท้าตารางหมากรุก
และรองเท้าหนังสีขาวคาดเทา
สะอาดเอี่ยมตั้งแต่หัวจดเท้า…
หัว ! ใช่
บนหัวของเชไม่มีหมวกเบเร่ต์สีดำติดดาวแดงเหมือนที่เคยเห็น
เส้นผมหยักลอนใส่น้ำมันหวีเสยเรียบแปล้
ปอยผมด้านหลังทำไฮไลต์สีเงินจางๆ
หนวดเคราแต่งเล็มมาอย่างดี
หมดจดเหมือนเชเพิ่งเดินออกมาจากนิตยสารแฟชั่นผู้ชาย

ผมพบ “เช” ในแผนกเครื่องเสียง
เชยืนอยู่ระหว่างลำโพงสัญชาติญี่ปุ่นคู่ใหญ่
พนักงานขายใส่แผ่นซีดีลงในถาดเล่นแผ่น แล้วบอยแบนด์จากไต้หวันก็เริ่มแหกปาก
ถึงท่อนแยกที่ท่วงทำนองเป็นแร็พ และเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ
ผมเห็นเชขยับปากตาม ปลายเท้ากระดกขึ้นลงตามจังหวะ

จบเพลง…
เชยิ้มอย่างพอใจ
เขาล้วงบัตรเครดิตสัญชาติอเมริกันออกจากกระเป๋าหนังจระเข้สีดำที่ผลิตในฝรั่งเศส ส่งให้พนักงาน
จากนั้นจึงเปิดฝาพับของโทรศัพท์มือถือจากเกาหลีใต้ที่ผลิตด้วยแรงงานราคาถูกในโรงงานประเทศโลกที่สาม…
กดแป้นตัวเลข แล้วยกขึ้นแนบหู

ผมไม่ได้ตาฝาด…
ข่าวลือเรื่อง “เช” ยังมีชีวิตอยู่เป็นความจริง
อาจมีเพียงหมวกเบเร่ต์สีดำติดดาวแดงเท่านั้นที่ถูกฝังอยู่ก้นหลุมอันลึกลับ
เชยังไม่ตาย…
เชยังไม่ตาย…และคุณอาจเคยเห็นเขาบ้างแล้ว


.............................


ภาพประกอบ : วิกิพีเดีย สารารุกรมเสรี

บนถนน (ขากลับ)



20.32 น.
ผมอยู่ในรถคันหนึ่ง กดโทรศัพท์ไปหาแม่ที่อยู่กับพ่อในรถอีกคัน
“อยู่แถวไหนแล้ว…” เสียงแม่เพลียๆ
“ใกล้แล้วล่ะ อีกชั่วโมงน่าจะถึง แม่กินข้าวยัง”
“อือ ซื้อลูกชิ้นข้างทางกินกับพ่อคนละไม้สองไม้ พอแล้ว…ลูกล่ะ”
“ยังเลยแม่ ไม่ว่างแวะเลย อืม…ไม่รู้จะกินอะไรด้วย คิดไม่ออก” ผมส่ายหน้าอยู่คนเดียวในรถ
สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมบอกแม่ และกดปุ่มยกเลิกการสนทนา

20.45
น้องชายที่อยู่ในรถคันหนึ่ง โทรศัพท์มาหาผมที่อยู่ในรถอีกคัน…
เสียงเพลงค่อนข้างดังลอดช่องลำโพงของโทรศัพท์มาทักทายผมก่อนที่เขาจะพูด
“หูตึงแล้วมั้งเอ็งน่ะ” ผมแซว
เสียงเพลงในรถคันนั้นดูเหมือนจะถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงแผ่วๆ
“ตกลงวันเสาร์พี่ว่างมั้ย…” น้องถาม
ผมไม่แน่ใจ วันเสาร์…วันเสาร์ มนุษยชาติเคยว่างวันเสาร์กันหรือเปล่าไม่รู้ แต่ปัจจุบันการไม่ว่างวันเสาร์เพราะต้องทำงานหรือมีงานด่วน ถือเป็นเรื่องที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องยอมรับ – มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับสัตว์ประเภทเรา คือจะยอมไม่ว่างวันเสาร์ หรือจะว่าง (งาน) ยาวตลอดไป
“มีอะไรด่วนรึเปล่า”
“ไม่มีหรอก จะบอกว่าผมไม่ว่าง ต้องไปกินข้าวกับลูกค้า -” เสียงเพลงที่คลออยู่ปลายสายจบลง และเพลงใหม่เริ่มต้นขึ้น “- คงไปบ้านน้าเปี๊ยกไม่ได้แล้ว ถามดู เผื่อพี่ไม่ว่างด้วย ผมจะได้ไม่โดนแม่ด่ามาก” มีเสียงหัวเราะเบาๆ ตามมาหลังจบประโยค
น้าเปี๊ยก ผมลืมเสียสนิทเรื่องงานทำบุญบ้านน้าเปี๊ยกที่แม่บอกไว้ตั้งแต่ต้นเดือน และบอกทุกคนให้ทำตัวให้ว่าง…ผมลืมญาติตัวเองเสียสนิท
“เออ ยังไม่รู้เลยว่ะ แล้วนี่ถึงไหนแล้ว จะถึงบ้านยัง” ผมเปลี่ยนเรื่อง
“โอ๊ย ! ดึกเลยล่ะ เพิ่งออกจากออฟฟิศ รถโคตรติดเลยพี่”
สัญญาณไฟ (ที่สี่แยกไหนสักแห่ง) เปลี่ยนเป็นสีเขียว น้องบอกผม และกดปุ่มยกเลิกการสนทนา

20.57 น.
ฝนลงเม็ดบางๆ…ผู้คนบนฟุตบาทพยายามเบียดตัวเข้ายังพื้นที่แคบๆ ในป้ายรถเมล์
ไฟถนนสีส้มดูราวกับพระจันทร์เต็มดวง และไฟท้ายจากรถที่จอดติดกันเป็นแพ กระพริบวิบวับเหมือนหมู่ดาว

21.13
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก ปลายสาย น้องสาวกำลังอยู่ในรถแท็กซี่คันใดคันหนึ่ง บนถนนเส้นเดียวกันกับผม…
ผมเหลียวมองแท็กซี่คันข้างๆ - พบแต่คนแปลกหน้า
“พี่ยังไม่ถึงเลย – “ ผมบอกเมื่อรู้ว่าน้องสาวอยู่บริเวณไหน “- แต่ใกล้แล้วล่ะ จะลงไปรอมั้ย หรือจะเข้าบ้านเลย”
“งั้นหนูเข้าบ้านเลยดีกว่า เหนื่อย”
“อือ พ่อกับแม่ถึงแล้วใช่มั้ย อือๆ พี่ก็ใกล้จะถึงแล้วล่ะ มีไรโทรมาละกัน”
สัญญาณไฟยังเป็นสีแดง ผมกดปุ่มยกเลิกการสนทนา

21.32 น.
บนถนนรอบข้างมีแต่คนที่ผมไม่รู้จัก...
ผมรู้ ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง คนรัก ของผม…อยู่ที่นั่น

ดูเหมือนระยะทางจากตรงนี้ไปถึงบ้านจะเหลืออีกไม่ไกล แต่ทำไมผมยังไปไม่ถึงสักที

บนถนน




7.45 น.
บทเพลงซ้ำซากเริ่มบรรเลงตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า (ที่จริง - นอกจากตึกสูงที่ยืนนิ่งเหมือนต้นไม้ตายซากแล้ว เราไม่เคยเห็นขอบฟ้าในเมือง)
มอเตอร์ไซค์แผดคำรามประสานกับแตรรถยนต์ในขณะที่แข่งกันเบียดแทรกไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุด รถเก่าครวญครางเหมือนคนแก่ขี้บ่น บ้างกระตุกเหมือนคนสำลักน้ำ ปั้นจั่นทิ้งตัวกระแทกเสาเข็มตึงตังในช่องทางซ้ายสุด พื้นสะพานเบื้องบนลั่นครืนโครมยามเมื่อคาราวานรถแล่นผ่าน เด็กขายพวงมาลัยตะโกนแข่งกับสัญญาณไฟจราจร…
เมืองอึกทึกทุกเช้า แต่ล้วนเป็นสุ้มเสียงที่ไร้ความหมาย ไม่มีใครสนใจฟัง
ผมก้มลงมองตัวเลขดิจิตอลสีแดงบนหน้าปัดมิเตอร์
“รถติดเพราะตำรวจแม่งมาคอยโบกนี่แหละ…” คนขับแท็กซี่ทำลายความเงียบระหว่างเรา บุ้ยปากออกไปนอกรถ – ผมมองตาม รู้สึกว่าตัวเองพยักหน้า

7.46 น.
ตำรวจจราจรยกแขนข้างหนึ่งขึ้นในอาการห้ามไม่ให้รถยนต์ทางฝั่งที่มีผมร่วมอยู่เคลื่อนไหว แขนอีกข้างงอพับยกตั้งฉากกับพื้น โบกไปมาโดยมีข้อศอกเป็นจุดศูนย์กลาง เหมือนลูกตุ้มนาฬิกากลับทิศ
นกหวีดสีแดงในปากส่งเสียงแหลมแสบหู…

7.47 น.
เด็กหญิงบนเบาะหลังในรถยนต์คันข้างๆ ปิดเปลือกตาสนิท รอยยิ้มบางๆ ระบายที่มุมปาก…อาจยิ้มให้กับอะไรสักอย่างที่ปรากฏอยู่ในความฝันน้อยๆ ของเธอ
คนคู่หน้า – ชายคนขับเคาะนิ้วกับพวงมาลัย ชะเง้อมองไปทางตำรวจจราจรและส่ายหน้าเป็นบางครั้ง…บางที ผมคิด บางทีถ้าเขามานั่งแทนที่ผมในรถแท็กซี่ บทสนทนาระหว่างคนสองคนน่าจะลื่นไหลสอดประสานอย่างมีรสชาติ
ส่วนหญิงสาวกำลังวุ่นวายอยู่กับการแต่งเติมใบหน้าที่สะท้อนอยู่บนกระจกพับบานเล็กในมือ
แน่นอน…ทั้งสามชีวิตในรถยนต์ส่วนตัว ย่อมเกี่ยวข้องผูกพันกันมากกว่ากลุ่มคนแปลกหน้าที่ยืนเบียดกันอยู่บนรถเมล์ซึ่งจอดนิ่งอยู่ในเลนถัดไป แต่ผมกลับมองไม่เห็นความแตกต่างในพวกเขา (เรา) ทั้งหมด
ความเงียบบนรถเมล์ ความเงียบในรถยนต์ส่วนตัว หรือกระทั่งความเงียบที่ซุกซ่อนอยู่ในบทสนทนาฆ่าเวลาระหว่างผมกับคนขับแท็กซี่…ไม่มีอะไรต่างกัน

7.50 น.
รถเคลื่อนตัวช้าๆ ไปข้างหน้าประมาณสิบเมตร แล้วหยุดนิ่งอีกครั้ง
เสียงอึกทึกที่เงียบเชียบดำเนินต่อไป

จู่ๆ ผมก็นึกไม่ออกว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ?

ชีวิต



1.
ปลายธันวา มะลิทิ้งใบหล่นร่วงหมดทั้งต้น ประสาคนไม่รู้และไม่เคยสังเกต ผมคิดว่ามันกำลังจะตาย เพราะเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลอ่อนผอมเกร็งเหมือนชายชราผู้โดดเดี่ยว คงไม่อาจประคับประคองชีวิตให้รอดไปได้
แต่แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน จุดสีเขียวที่เล็กจนเกือบมองไม่เห็นก็แทงออกมาจากปุ่มตาตามข้อกิ่ง
ปีใหม่ใกล้เข้ามา พร้อมๆ กับใบอ่อนที่คลี่ตัวออกรับแสงแดด ส่งสัญญาณแห่งการเริ่มต้น…อีกครั้ง
เป็นความจริงที่ว่า ต้นมะลิแก่ขึ้นทุกปีๆ และกำลังคืบคลานสู่ความตาย แต่ขณะเดียวกัน ใบอ่อนของมันกลับเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่งจะก่อกำเนิดขึ้นบนร่างกายอันชราภาพ
ชีวิตนั้นมีพลัง…




2.
นานมาแล้ว ไทรต้นหนึ่งแอบขึ้นอยู่ข้างกำแพงบ้าน คราวนั้น ผมขุดมันมาลงกระถางเพราะกลัวว่าหากปล่อยไว้รากของมันอาจชอนไชกำแพงหรือตัวบ้านจนเกิดความเสียหาย
ตอนแซะมันขึ้นมาจากพื้นปูน รากบางส่วนถูกคมเสียมตัดขาด และเมื่อมาอยู่ในกระถางได้ไม่ถึงอาทิตย์ ใบของมันก็ค่อยๆ เหี่ยวแห้ง ร่วงโรยจนหมดไม่เหลือ กิ่งบางกิ่งกรอบ กลวง ผุและหักง่ายจนผมเชื่อว่ามันจะไม่รอด…แต่ทั้งที่เชื่ออย่างนั้น ผมก็ยังเฝ้ารดน้ำมันทุกวัน ตั้งใจว่าจะรดไปจนกว่ากิ่งทุกกิ่งจะแห้งตายหมด เพื่อไม่ให้หลงเหลือสิ่งใดติดค้างในใจ…
ผ่านไปเกือบเดือน ใบอ่อนของมันก็แทงทะลุออกมาตามข้อกิ่งที่เหลืออยู่เช่นเดียวกับมะลิ จุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนที่เกือบจะมองไม่เห็นคลี่ตัวออกช้าๆ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจนคล้ายใบไม้ที่ลาลับไปก่อนหน้า จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสามสี่ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นใบใหญ่เขียวเข้มปกคลุมเต็มต้นดังเดิม
ชีวิตนั้นมีพลัง…หากไม่ถอดใจยอมแพ้ไปเสียก่อน




3.
หลายครั้งในระหว่างการเดินทาง…ขณะที่กิ่งใบแห่งความฝันโรยแรงแห้งเฉา และปลิดร่วงออกจากขั้วจนหมดสิ้น กลับมีจุดเล็กๆ สีเขียว เล็กจนหากไม่สังเกตก็อาจถูกมองข้าม ก่อกำเนิดขึ้นในหัวใจที่กำลังอ่อนแรง ค่อยๆ คลี่ตัวออกอย่างเชื่องช้า…
เมื่อนั้น – หากตั้งใจฟัง จะได้ยินเสียงชีวิตบอกกับเราว่า ยังมีหวัง…เสมอ

การนอนแนวทดลอง



1.
เกือบยี่สิบปีที่ผมไม่เคยตื่นเช้าแบบเป็นเรื่องเป็นราว นานทีปีหนถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสไออุ่นจากแสงแรกของวันกับเขาบ้าง แต่ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ด้วยความจำเป็นบางประการทำให้ผมต้องตื่นเช้า…
ด้วยความไม่ชิน การตื่นเช้าในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องทรมานอย่างยิ่งยวด…จะว่าไป มันทรมานมาตั้งแต่กระบวนการเข้านอนให้เร็ว และพยายามข่มตาให้หลับนั่นแล้ว ในหลายคืนกว่าจะหลับได้จริงๆ ก็ล่วงเลยไปถึงตีสามตีสี่ นอนได้เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ต้องอาศัยกาแฟเข้มๆ สองแก้วติด กับบุหรี่อีกหลายมวนประคองตัวไม่ให้ง่วง ซึ่งกว่าที่วิญญาณจะกลับเข้าร่างเต็มตัวก็เกือบๆ เที่ยง…
แต่ในที่สุด เมื่อพยายามมากๆ เข้า ทำบ่อยๆ เนืองๆ ไอ้ที่รู้สึกว่าเป็นความทรมานก็ค่อยๆ คลี่คลาย จนคุ้นเคยกลายเป็นนิสัย และเชื่อว่าถึงตอนนี้ผมสามารถกู้เวลาช่วงเช้าที่หายไปกว่าครึ่งชีวิตกลับคืนมาได้แล้วอย่างน่าภาคภูมิใจ (ตรงไหนวะ)

นอกจากเรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ อย่างการได้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้คนรอบข้าง (ที่มักจะใช้ชีวิตในเวลากลางวัน) ภายใต้เงื่อนไขเวลาเดียวกัน ได้ดื่มดมอากาศบริสุทธิ์ และไม่ต้องนั่งๆ นอนๆ ฆ่าเวลาทิ้งด้วยการดูหนังติดกันสามเรื่องในดึกที่ไม่มีอะไรจะทำแล้ว….
ผมพบว่า คนเราน่าจะเหมาะกับการตื่นเช้ามากกว่า (เรื่องนี้มีงานวิจัยเป็นมั่นเหมาะว่า การเข้านอนไม่ดึกนัก ใช้เวลานอน 6-8 ชั่วโมง และตื่นเช้าพอสมควร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพตับไตไส้พุงของเราโดยตรง)
แต่แน่นอนว่า เรื่องชั่วโมงการนอน อาจต้องเว้นอัจฉริยะบุคคลบางคนไว้ เช่น พระพุทธเจ้า เป็นต้น รวมถึงคุณภาพในการนอนด้วย ถ้านอนเร็วตื่นเช้า แต่หลับไหลอย่างไร้สติ ผลที่ได้ก็อาจไม่ต่างกันนักกับการนอนดึกตื่นเที่ยง

2.
นอกจากการตื่นเช้า…ในบางวัน ผมยังมีความจำเป็นต้องออกเดินทางปะปนไปกับผู้คนจำนวนมากบนท้องถนนด้วย - นั่นเอง ทำให้ผมได้เห็นกับตาว่า ข่าวลือเรื่องตอนเช้ารถติดนั้น เป็นเรื่องจริง !
ในระยะทางไม่ไกลนัก อย่างเช่น จากบางกะปิไปรัชดา ถ้าเคราะห์หามยามซวย ไม่ดูฤกษ์ดูยามก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน ใครบางคนอาจต้องใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง…
เช้าใช้เวลาราวๆ สองชั่วโมงเดินทางไปหาเงิน (ส่วนหนึ่งให้ตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ให้คนอื่น) ครั้นตกเย็นเลิกงาน ก็ใช้เวลาอีกประมาณสองชั่วโมงเพื่อกลับไปมีชีวิตส่วนตัวที่บ้านอย่างเหน็ดเหนื่อย – รวมๆ แล้ว ในหนึ่งวัน มีเวลาที่สูญหายไปโดยแทบไม่ได้ใช้งานอะไรเลย ประมาณ 4 ชั่วโมง…
หนึ่งเดือน มีเวลาที่สูญหายไปโดยแทบไม่ได้ใช้งานอะไรเลย ประมาณ 80 ชั่วโมง…
หนึ่งปี มีเวลาที่สูญหายไปโดยแทบไม่ได้ใช้งานอะไรเลย ประมาณ 960 ชั่วโมง…
และหากใครคนนั้นมีชีวิตอยู่ 75 ปี เขาจะมีเวลาที่สูญหายไปโดยแทบไม่ได้ใช้งานอะไรเลย ประมาณ 41280 ชั่วโมง (คิดเฉพาะช่วงอายุที่เป็นวัยทำงาน)
หรือพูดได้ว่า ในช่วงอายุที่ศักยภาพของร่างกายและสมองพัฒนาถึงขีดสุด และควรจะได้ใช้งานอย่างเต็มความสามารถ ใครคนนั้นต้องหายใจทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ประมาณ 1720 วัน หรือ 4 ปีกว่าๆ

สี่ปีเกือบห้าปี ที่เราหายใจทิ้งไปเปล่าๆ บนท้องถนน บางคนสุขสบายหน่อย ได้หายใจทิ้งในรถยนต์ส่วนตัว แต่หลายคนต้องหายใจทิ้งพร้อมๆ กับคนแปลกหน้าที่ยืนเบียดกันอยู่บนรถประจำทาง พยายามทำหัวให้โล่งเพื่อลดความเครียด หรือเบนความสนใจจากภาพอันน่าหดหู่ที่เห็นไปคิดถึงเรื่องอื่น…เรื่องอนาคต เรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยทั้งแบบที่พอคาดหวังได้ และแบบที่หวังลมๆ แล้งๆ (จากเลขหวยที่ซื้อเมื่อวันก่อน) คิดถึงคนรักที่อาจจะกำลังอยู่บนรถประจำทางคันอื่น (หรือหักมุมหน่อยก็กำลังอยู่กับคนอื่น)
หรือไม่ก็เอาหูฟังที่ต่อจากโทรศัพท์เสียบเข้ารูหูและพูดคุยกับใครสักคนที่กำลังดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกัน

3.
ผมไม่คิดว่ารูปแบบการใช้ชีวิตที่ว่ามาจะนำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตใครได้ (และไม่ได้ทำให้การตื่นเช้าเป็นเรื่องมีคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็น) นอกจากการอยู่รอดไปเป็นครั้งคราวในรอบหนึ่งๆ ของการมาเยือนโลกใบนี้เท่านั้น…
แต่เมื่อนึกถึงว่า 75 ปีเต็มอายุขัยที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า กิน ขี้ ปี้ นอน และตาย…สี่ห้าปีที่หายใจทิ้งไปเปล่าๆ บนท้องถนน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรที่ต้องฉุกคิดใคร่ครวญนัก

ทุกข์ทรมานอันหวานหอม



ลืมตาตื่นในยามเช้า…
แสงแรกของวันโลมไล้พื้นผิวส่วนหนึ่งของโลก
เกิดเงาสูงต่ำทอดตัวสั้นยาวราวภาพเขียนอันวิจิตร
สูดลมหายใจเข้าออกเชื่องช้า…แช่มชื่น
เคลื่อนไหวกายเนิบนิ่ง
แทรกอัตภาพนี้ไปในคลื่นอากาศว่างเปล่า
เพียงลำพัง…

คล้ายเป็นอิสระจากทุกสิ่ง
แต่เปล่าเลย…
ฉันคิดถึงเธอ
คิดถึงเธอ…

อยู่ดี กินดี



นักการเมืองเชิญข้าพเจ้าไปกินมื้อเที่ยง
หลังจากผายมือให้ข้าพเจ้านั่งบนพื้น
เขาก็เริ่มต้นกินอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย

รอจนกระทั่งชิ้นเนื้อในมือของเขา
ถูกแทะจนเหลือเศษเนื้อติดกระดูก
นั่นแหละ…มื้ออาหารของข้าพเจ้าจึงได้เริ่มขึ้นบ้าง

ประชาธิปตอริโภคนิยม



ความฝันสูงสุดของประชาชน
คือการได้ช่วยเหลือนายทุนทุกระดับโดยปราศจากเงื่อนไข
พวกเขายินดีสูญเสียรายได้ส่วนใหญ่
ไปกับสิ่งที่ชีวิตไม่จำเป็นต้องมี

ทั้งที่พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องสนทนากับใครมากถึงขนาดนั้น
แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะซื้อหาโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด…
เสียงเรียกเข้า MP3 หน้าจอสิบหกล้านเฉดสี
สนทนาได้พร้อมกันห้าสาย ต่ออินเตอร์เน็ทความเร็วสูง
พร้อมกล้องดิจิตอลแปดล้านพิกเซล…มาใช้งาน
นั่นเพื่ออะไร ?

ทั้งที่พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางมากถึงขนาดนั้น
แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะซื้อหารถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด…
ระบบขับเคลื่อนห้าล้อ (รวมล้ออะไหล่) ไต่ทางชันได้ถึง 60 องศา
แตรเป็นเสียงซิมโฟนีหมายเลข 5 ในบันไดเสียง ซี ไมเนอร์ ของบีโทเฟน
และเครื่องเสียงที่บรรจุซีดีได้เจ็ดสิบสองแผ่น ให้เสียงกลางดีเลิศ
ได้ยินแม้เสียงผายลมของ จอห์น เลนนอน ที่ซ่อนอยู่ในเพลง imagine…มาใช้งาน
นั่นเพื่ออะไร ?

ทั้งที่ครอบครัวของพวกเขาส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถึงกลาง
แต่พวกเขาก็ยังยินดีที่จะซื้อหาที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ราคาแพง…
มีสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก พร้อมลู่วิ่งมาตรฐานซีเกมส์รอบสระ (อัฒจันทร์แยกขาย)
ที่จอดรถมาตรฐานอู่แท็กซี่ ปูด้วยหินทรายจากอียิปต์
และสนามหญ้าหน้าบ้านมาตรฐานพีจีเอทัวร์ (หลุมทรายแยกขาย)…มาใช้งาน
นั่นเพื่ออะไร ?

ถึงแม้เงินเดือนของพวกเขาบางคนจะน้อยนิด
แต่พวกเขาก็ยังพยายามมีบัตรเครดิตคนละสี่ใบเป็นอย่างน้อย
กู้เงินทุกครั้งที่สบโอกาส
และดำเนินชีวิตตามคำแนะนำจากโทรทัศน์อย่างเป็นเอกภาพ
นั่นเพื่ออะไร ?

ทั้งที่เสียสละถึงเพียงนี้
แต่พวกเขาก็ถ่อมตนอยู่เสมอ ด้วยการกล่าวว่า
ทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อความสุขของตัวเอง
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น…
เพราะถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กล่าวมาทำให้พวกเขามีความสุขได้แล้ว
เหตุใดพวกเขาจึงยังใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่ง เหมือนคนไร้ความสุขอยู่เล่า

นั่นเพื่ออะไร ?…
ถ้าไม่ใช่เพื่อการได้ช่วยเหลือนายทุนทุกระดับโดยปราศจากเงื่อนไข
ช่างน่าสรรเสริญนัก

ประชาธิปตุนนิยม



ความเท่าเทียมกันในโลกทุนนิยม หมายถึง…
นักมวยสองคนตกลงขึ้นชกกันบนเวทีสาธารณะอย่างยุติธรรม
ฝ่ายแรก มีพ่อเป็นผู้บริจาคเงินสร้างสนาม
มีญาติเป็นกรรมการผู้ห้ามบนเวที
และมีเพื่อนเป็นกรรมการให้คะแนน

ส่วนฝ่ายหลังพลัดหลงกับญาติที่หมอชิต
และ…แขนด้วนทั้งสองข้าง

ประชาธิปโตกาภิวัฒน์



เรือของแต่ละคนหายไปในเช้าวันหนึ่ง…
“พรุ่งนี้เอาเงินไปซื้อลำใหม่” คนรวยตะโกนบอกลูกจ้างที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“แย่เลย ฉันเหลือเงินไม่พอจะซื้อเรือเสียแล้ว อาจ…อาจจะต้องหายืมเงินใคร…สักคน” คนจนพึมพำหน้าเศร้า ปรายตามองไปทางคนรวย
“ปิดหัวปิดท้ายแม่น้ำ อย่าให้ใครข้ามแดนไปได้” ทหารสั่งการผ่านวิทยุ ส่วนตำรวจเตรียมตั้งด่านสกัดจับตามลำน้ำ
“โลกหนอโลก.. ตอนมีต้องห่วงคอยรักษา ครั้นพลัดพรากขึ้นมาก็เป็นทุกข์” หลวงพ่อส่ายหน้าไปมา

“เราจะหาเรือทั้งหมดให้เจอ เอาไปทาสีใหม่แล้วขายให้คนรวย ได้เงินมาก็ซื้อเรือราคาถูกๆ ให้ทหารกับตำรวจใช้ เจียดเงินอีกเล็กน้อยทำบุญกับหลวงพ่อ…ที่เหลือเอาไปเปิดอู่ไว้ซ่อมเรือของพวกมันทั้งหมด” นักการเมืองนึกในใจ