I'm Projectologist!!
Sunday, 4. October 2009, 03:23:08

รสนิยมการฟังเพลงของดิฉันนั้นส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชาย ที่มีอายุห่างกันมากถึง 16ปี เรียกว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันได้ โลกของเราพี่น้องมาบรรจบตรงที่พี่ชายจำต้องเป็นสารถีไปส่งน้องสาวที่โรงเรียน เมื่อลงรถคันเดียวกันแล้วการออสโมซิสทางด้านรสนิยมเรื่องดนตรีและเพลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนบางครั้งดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า เกิดความชอบศิลปินหรือเพลงนั้นๆด้วยตัวของตัวเองหรือเกิดจากความคุ้นเคยที่ฟังตามพี่
ดิฉันกำลังหมายถึง “The Alan Parsons Project” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Alan Parsons กับ Eric Wolfson ดนตรีแนว Progressive Rock จากฝั่งอังกฤษ สมัยที่ฟังนั้นบรรยากาศการสืบค้นสืบเสาะข้อมูลต่างประเทศสำหรับเด็กมัธยมปลายตอนต้นอย่างเราค่อนข้างลำบาก มีปัญญาซื้อได้แค่เทปผีpeacock นิตยสารเพลงจากเมืองนอกก็ไม่มีปัญญา(ทั้งซื้อและอ่าน) ดิฉันต้องอาศัยไปคุยและถามเอากับร้านน้องท่าพระจันทร์ตามงานชุดเก่าๆ ซึ่งก็ได้มาอย่างที่บอก “ของปลอมล้วนๆ” เครดิตรายละเอียดของเพลงใครจะแต่งจะร้องหน้าตาอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ก็ตะแบงติดตามผลงานกันมา จนเมื่อมาทำงานพอจะลืมตาอ้าปากได้ ก็ค่อยๆไปทยอยสอยตามแต่เงินในกระเป๋าจะเป็นใจ ได้พอรู้เรื่องราวความเป็นมาและหน้าตากันหน่อย
ดิฉันมาได้ฟังงานของพวกเขาครั้งแรกก็เป็นอัลบั้มชุดที่7เข้าไปแล้ว แต่ความจริงพวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าแปลกตาที่ไหน โดยเฉพาะ Alan Parsons นั้นเคยเป็นTape Master ให้กับ The Beatles ในชุด "Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band" แล้วเริ่มขยับขยายมาเป็น Recording Engineer และมีส่วนร่วมในงานชุด "Let It Be","Abbey Road" และแม้ว่า Fab Four สี่เต่าจะแยกย้าย แต่ Paul McCartney และ George Harrison ก็ยังเรียกใช้บริการเขาอยู่ แต่งานชิ้นโบว์แดงในฐานะ sound engineer ที่ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่นั้น มาจากอัลบั้มที่เป็นตำนานของวงการเพลงอัลบั้มหนึ่ง นั่นก็คือ “Dark Side of the Moon” ของ Pink Floyd นั่นเอง
เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเพียบ Alan Parsons เลยชักชวน Eric Wolfson นักแต่งเพลง มาทำอัลบั้ม ผลงานที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Master Piece นั้น เป็นสามอัลบั้มแรก อันได้แก่ Tales of Mystery and Imagination (1975) , I, Robot (1977) , Pyramid(1978) ทั้งคู่ออกอัลบั้มด้วยกันด้วยกันถึง 10 อัลบั้ม ก่อนแยกกันไปออกอัลบั้มเดี่ยวในแนวทางที่แต่ละคนถนัด
โดยส่วนตัวนั้นชอบดนตรีแบบ Orchresta เป็นทุน พอมารวมกับ Progressive Rock นับว่าเข้าทางยิ่งนัก หันมาอ่านเนื้อเพลงก็”โดนใจ”อีก แถม Conceptual Album ชุดต่างๆของเขานั้น ก็ทำให้ดิฉันสนุกในการคิดตามไม่น้อย หลายต่อหลายเพลงพาไปสู่ความรู้เรื่องอื่นๆ หลายต่อหลายเพลงมีดนตรีที่เหมือนกำลังพาเราออกเดินทาง หลายต่อหลายเพลงให้แง่คิด หลายต่อหลายเพลงเคยเป็นเพลงที่ให้กำลังใจให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง เหมือนว่าเพลงเหล่านี้เป็นเพื่อนที่มาแบ่งปันเรื่องราว เป็นพี่ชายที่คอยมาให้คำแนะนำ ในช่วงวัยรุ่นที่ค้นหาความเป็นตัวเอง ดิฉันพบตัวตนของตัวเองจากเพลงของพวกเขา ถึงขั้นออกปากเลยว่า “ถ้าอยากรู้จักดิฉัน ฟัง Alan Parsons Project”สิ ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้เป็นศิลปิน”ระดับกรี๊ดแตก” จึงหาเพื่อนร่วมสนทนายากนัก เจอหลงมาสักคนดิฉันจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เชื่อหรือไม่? สมัยสาวๆถ้าหนุ่มคนไหนที่หลงมาตีสนิทสนมรู้จักวงนี้แล้วล่ะก้อ ดิฉันจะแอบใช้เป็นเกณฑ์ให้คะแนน + + + อยู่ในใจทันที ถูกอกถูกใจขนาดนี้ ดิฉันจึงขอยกตำแหน่ง “ศิลปินถูกจริตตลอดกาล”ให้ไปเลย
ดิฉันชอบทุกอัลบั้มแต่เลือกชุดนี้เพราะทั้งฟังบ่อย ทั้งหยิบยกไปฟังที่ไหนคนอื่นๆก็พอฟังด้วยได้ ไม่แปลกแยกกับผู้คนรอบข้างนัก จริงๆแล้วมีอัลบั้มรวมเพลงของพวกเขาอื่นๆอีก อาทิ ชุด The Definitive Collection แว่วมาว่าแจ่มอยู่ (โดยเฉพาะ ถ้าคุณมีเครื่องเสียงดีๆ)แต่ดิฉันยังไม่มีปัจจัย..(ทั้งซื้ออัลบั้มเพิ่มทั้งซื้อเครื่องเสียง) สดับตรับฟังเพียงแค่นี้ ก็นับว่าสำราญและจรรโลงใจเต็มทีแล้ว...
Ammonia Avenue
(Eric Woolfson - Lead Vocal)
Is there no sign of light as we stand in the darkness?
Watching the sun arise
Is there no sign of life as we gaze at the waters?
Into the strangers eyes
And who are we to criticize or scorn the things that they do?
For we shall seek and we shall find ammonia avenue
If we call for the proof and we question the answers
Only the doubt will grow
Are we blind to the truth or a sign to believe in?
Only the wise will know
And word by word they handed down the light that shines today
And those who came at first to scoff, remained behind to pray
Yes those who came at first to scoff, remained behind to pray
When you can't hear the rhyme and you can't see the reason
Why should the hope remain?
For a man will be tired and his soul will grow weary
Living his life in vain
And who are we to justify the right in all we do?
Until we seek until we find ammonia avenue
Through all the doubt somehow they knew
And stone by stone they built it high
Until the sun broke through
A ray of hope, a shining light ammonia avenue
:หมายเหตุ :
**Ammonia Avenue : นำเนื้อเพลงมาลง เพราะเป็นเพลงแรกที่สะดุดใจ
**Projectologist เป็นชื่อที่ Alan Parsons มักใช้เรียก แฟนเพลงของเขา
**ดิฉันแถมเพลง La Sagrada Familia จากชุด Gaudi มาด้วย เพลงนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและงานของ สถาปนิกชาวสเปน Antoni Gaudí























