Skip navigation.

Between What I See and What I Say:

Chandra

I'm Projectologist!!

Master Hits: The Alan Parsons Project [Original Recording Remastered]



รสนิยมการฟังเพลงของดิฉันนั้นส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชาย ที่มีอายุห่างกันมากถึง 16ปี เรียกว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันได้ โลกของเราพี่น้องมาบรรจบตรงที่พี่ชายจำต้องเป็นสารถีไปส่งน้องสาวที่โรงเรียน เมื่อลงรถคันเดียวกันแล้วการออสโมซิสทางด้านรสนิยมเรื่องดนตรีและเพลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนบางครั้งดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า เกิดความชอบศิลปินหรือเพลงนั้นๆด้วยตัวของตัวเองหรือเกิดจากความคุ้นเคยที่ฟังตามพี่

ดิฉันกำลังหมายถึง “The Alan Parsons Project” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Alan Parsons กับ Eric Wolfson ดนตรีแนว Progressive Rock จากฝั่งอังกฤษ สมัยที่ฟังนั้นบรรยากาศการสืบค้นสืบเสาะข้อมูลต่างประเทศสำหรับเด็กมัธยมปลายตอนต้นอย่างเราค่อนข้างลำบาก มีปัญญาซื้อได้แค่เทปผีpeacock นิตยสารเพลงจากเมืองนอกก็ไม่มีปัญญา(ทั้งซื้อและอ่าน) ดิฉันต้องอาศัยไปคุยและถามเอากับร้านน้องท่าพระจันทร์ตามงานชุดเก่าๆ ซึ่งก็ได้มาอย่างที่บอก “ของปลอมล้วนๆ” เครดิตรายละเอียดของเพลงใครจะแต่งจะร้องหน้าตาอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ก็ตะแบงติดตามผลงานกันมา จนเมื่อมาทำงานพอจะลืมตาอ้าปากได้ ก็ค่อยๆไปทยอยสอยตามแต่เงินในกระเป๋าจะเป็นใจ ได้พอรู้เรื่องราวความเป็นมาและหน้าตากันหน่อย

ดิฉันมาได้ฟังงานของพวกเขาครั้งแรกก็เป็นอัลบั้มชุดที่7เข้าไปแล้ว แต่ความจริงพวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าแปลกตาที่ไหน โดยเฉพาะ Alan Parsons นั้นเคยเป็นTape Master ให้กับ The Beatles ในชุด "Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band" แล้วเริ่มขยับขยายมาเป็น Recording Engineer และมีส่วนร่วมในงานชุด "Let It Be","Abbey Road" และแม้ว่า Fab Four สี่เต่าจะแยกย้าย แต่ Paul McCartney และ George Harrison ก็ยังเรียกใช้บริการเขาอยู่ แต่งานชิ้นโบว์แดงในฐานะ sound engineer ที่ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่นั้น มาจากอัลบั้มที่เป็นตำนานของวงการเพลงอัลบั้มหนึ่ง นั่นก็คือ “Dark Side of the Moon” ของ Pink Floyd นั่นเอง

เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเพียบ Alan Parsons เลยชักชวน Eric Wolfson นักแต่งเพลง มาทำอัลบั้ม ผลงานที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Master Piece นั้น เป็นสามอัลบั้มแรก อันได้แก่ Tales of Mystery and Imagination (1975) , I, Robot (1977) , Pyramid(1978) ทั้งคู่ออกอัลบั้มด้วยกันด้วยกันถึง 10 อัลบั้ม ก่อนแยกกันไปออกอัลบั้มเดี่ยวในแนวทางที่แต่ละคนถนัด

โดยส่วนตัวนั้นชอบดนตรีแบบ Orchresta เป็นทุน พอมารวมกับ Progressive Rock นับว่าเข้าทางยิ่งนัก หันมาอ่านเนื้อเพลงก็”โดนใจ”อีก แถม Conceptual Album ชุดต่างๆของเขานั้น ก็ทำให้ดิฉันสนุกในการคิดตามไม่น้อย หลายต่อหลายเพลงพาไปสู่ความรู้เรื่องอื่นๆ หลายต่อหลายเพลงมีดนตรีที่เหมือนกำลังพาเราออกเดินทาง หลายต่อหลายเพลงให้แง่คิด หลายต่อหลายเพลงเคยเป็นเพลงที่ให้กำลังใจให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง เหมือนว่าเพลงเหล่านี้เป็นเพื่อนที่มาแบ่งปันเรื่องราว เป็นพี่ชายที่คอยมาให้คำแนะนำ ในช่วงวัยรุ่นที่ค้นหาความเป็นตัวเอง ดิฉันพบตัวตนของตัวเองจากเพลงของพวกเขา ถึงขั้นออกปากเลยว่า “ถ้าอยากรู้จักดิฉัน ฟัง Alan Parsons Project”สิ ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้เป็นศิลปิน”ระดับกรี๊ดแตก” จึงหาเพื่อนร่วมสนทนายากนัก เจอหลงมาสักคนดิฉันจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เชื่อหรือไม่? สมัยสาวๆถ้าหนุ่มคนไหนที่หลงมาตีสนิทสนมรู้จักวงนี้แล้วล่ะก้อ ดิฉันจะแอบใช้เป็นเกณฑ์ให้คะแนน + + + อยู่ในใจทันที ถูกอกถูกใจขนาดนี้ ดิฉันจึงขอยกตำแหน่ง “ศิลปินถูกจริตตลอดกาล”ให้ไปเลย

ดิฉันชอบทุกอัลบั้มแต่เลือกชุดนี้เพราะทั้งฟังบ่อย ทั้งหยิบยกไปฟังที่ไหนคนอื่นๆก็พอฟังด้วยได้ ไม่แปลกแยกกับผู้คนรอบข้างนัก จริงๆแล้วมีอัลบั้มรวมเพลงของพวกเขาอื่นๆอีก อาทิ ชุด The Definitive Collection แว่วมาว่าแจ่มอยู่ (โดยเฉพาะ ถ้าคุณมีเครื่องเสียงดีๆ)แต่ดิฉันยังไม่มีปัจจัย..(ทั้งซื้ออัลบั้มเพิ่มทั้งซื้อเครื่องเสียง) สดับตรับฟังเพียงแค่นี้ ก็นับว่าสำราญและจรรโลงใจเต็มทีแล้ว...

Ammonia Avenue


(Eric Woolfson - Lead Vocal)

Is there no sign of light as we stand in the darkness?
Watching the sun arise
Is there no sign of life as we gaze at the waters?
Into the strangers eyes

And who are we to criticize or scorn the things that they do?
For we shall seek and we shall find ammonia avenue

If we call for the proof and we question the answers
Only the doubt will grow
Are we blind to the truth or a sign to believe in?
Only the wise will know

And word by word they handed down the light that shines today

And those who came at first to scoff, remained behind to pray
Yes those who came at first to scoff, remained behind to pray

When you can't hear the rhyme and you can't see the reason
Why should the hope remain?
For a man will be tired and his soul will grow weary
Living his life in vain

And who are we to justify the right in all we do?
Until we seek until we find ammonia avenue

Through all the doubt somehow they knew
And stone by stone they built it high
Until the sun broke through
A ray of hope, a shining light ammonia avenue




:หมายเหตุ :

**Ammonia Avenue : นำเนื้อเพลงมาลง เพราะเป็นเพลงแรกที่สะดุดใจ
**Projectologist เป็นชื่อที่ Alan Parsons มักใช้เรียก แฟนเพลงของเขา
**ดิฉันแถมเพลง La Sagrada Familia จากชุด Gaudi มาด้วย เพลงนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและงานของ สถาปนิกชาวสเปน Antoni Gaudí



Read more...

London Diary ( I Really Miss You!!!!)


บ่ายวันอาทิตย์ที่่่ผ่านมา
มีเวลารอนัดที่่่สองถึงสองชั่วโมง
คิดอะไรไม่ออกก็เข้าร้านหนังสือ
โอว์!..คนในห้างฯช่างเยอะ
คนในร้านหนังสือช่างแยะ
เยอะแยะยังพอทน
แต่ทั้ง"ย้วยเยี้ย" "อลหม่าน"
กว่าจะบีบตัวเองเบียดเสียดผู้คน
แทรกตัวไปในแผนกหนังสือประเภทท่องเที่่่ยวได้ก็แทบแย่
ถึงจุดหมาย
ก็สะดุดกับหนังสือ ชื่อ "ลอนดอนไดอารี่่่"
โอว์! (ครั้งที่่่สอง) เมืองโปรด
ขอแอบอ่าน แอบชมหน่อยสิ
โอว์! (ครั้งที่่่สาม) ไม่ได้ ไม่ได้ ต้องซื้อเสียหน่อย
ฉกได้ก็กระเสือกกระสนหาทางออกจากห้างฯ
(ทั้งๆที่่่ไม่รู้ว่าจะไปlandingที่่่ไหนดี)
หนีคน หนีหนาว หนีไปไหนดี
..สุดท้ายมาจบลงที่่่ป้ายรถเมล์..
ฮิ้วววววววว!
...
ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก
เข็มเวลาแห่งการรอคอยเดินไปพร้อมกับเวลาของการอ่าน
โอว์!(ครั้งที่่่สี่่่)
เป็นครั้งแรก..ที่่่อ่านหนังสือแล้วรู้สึกอิจฉาคนเขียนมากกกกกกกกกก
เป็นนักเขียนคนที่่่สอง..ที่่่อยากเจอตัวเป็นๆ
อยากไปตบไหล่ แล้วชวน "เฮ้ยน้อง ไปกินกาแฟกับพี่่่มั้ย?"
ไม่ใช่การเขียนอันวิเศษ
แต่รู้สึกเหมือนเจอคนที่่่มีชอบอะไรเหมือนกันและด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน

"นิ้วกลม"-ผู้เขียน-ให้คำจำกัดความลอนดอนว่า
ลอนดอนจำลองโลกใบเล็กๆด้วยคนจากทั่วโลกที่่่ไหลมารวมกันที่่่นี่่่
แต่ในขณะเดียวกันลอนดอนก็มีบุคลิกของตัวเอง
ผมยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนในขณะนี้
เป็นเพียงความรู้สึก
ผมรู้สึกว่าลอนดอนมีความเก่า
เป็นเด็กนักเรียนถูกระเบียบ (ที่่่แอบเข้าห้องน้ำสูบบุหรี่่่เวลาที่่่ครูเผลอ)
ขี้เก็บรักษาสิ่งเดิมๆเอาไว้ (ดูอาคารเก่าๆเหล่านั้นสิ)
และคนอังกฤษค่อนข้างมีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมเฉพาะตัว
หากลอนดอนเป็นหม้อต้มยำ
ย่อมมิใช่เพียงแค่ "หม้อใบหนึ่ง"
แต่เป็น "หม้อลอนดอน"
ซึ่งจะมีก็แต่ที่่่นี่่่เท่านั้น
เทียบในสเกลมหานครต่อมหานคร
ผมชอบลอนดอนมากกว่านิวยอร์ก
อาจเพราะส่วนผสมของความเก่าซึ่งเข้ากันดีกับความใหม่
และท้องฟ้าที่่่กว้างใหญ่กว่า
แต่หากเอาลอนดอนกับปารีสมาวางคู่กันให้ตัดสินคงก่ำกึ่งน่าดู
เหมือนหญิงสาวทันสมัยผู้ร่าเริงสดใส
กับหญิงสาวโรแมนติก อ่อนไหว เย่อหยิ่ง ทว่างามระยับ
แต่คนแรกดูเป็นกันเอง และพูดจากันรู้เรื่องมากกว่า
ความร่าเริงสดใสไม่เคยน่าเบื่อ
แถมยังเติมพลังให้เราได้ทุกเมื่อเชื่อวัน
แซมมวล จอห์นสัน นักเขียนและกวีแห่งคริสต์ศตวรรษที่่่ 18
เคยฝากถ้อยคำจาลึกลงไปในใจเอาไว้ว่า
" when a man is tired of London, he is tired of life "
" ผู้ใดเบื่อลอนดอน ผู้นั้นเบื่อชีวิต "
ผมอยากแนะต่อจากเขาอีกสักนิด
" ผู้ใดเบื่อชีวิต ผู้นั้นควรคิดมาลอนดอน "
...
ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก
อ่านไป ยิ้มไป อิจฉาไป
อ่านจบแล้ว อยากเอาหัว(โตๆ)ใส่เข้าไปในหนังสือ
(แต่ยังเกรงใจต่อสายตาผู้คนแถวนั้น)
ด้วยความคิดถึงลอนดอนอย่างรุนแรง
นี่่่ไม่ใช่การโฆษณาหนังสือ"ลอนดอนไดอารี่่่"
นี่่่เป็นเรื่องของความถูกใจระหว่างคนคอเดียวกัน
โอว์ (ครั้งสุดท้าย)
คุณ นิ้วกลมที่่่รัก
ถ้ามีโอกาสเจอกัน
ขอพี่่่ได้เลี้ยงกาแฟน้องสักแก้วเถิด
...
ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก

ก เอ๋ย ก ไก่ :Thai Alphabet Animation

ขอขอบคุณ คุณ paitachP ท่่ทำการ์ตูนสนุกๆมาแบ่งกัน

Read more...

Between What I See and What I Say... by Octavio Paz

Between What I See and What I Say...for Roman Jakobson

Read more...

A Diary with Tears (1 Litre of Tears )

* ตอนนี้กำลังติดละครเรื่องนี้อยู่ * หาอ่านได้จากlinkทั่วไปกันเองก่อนนะคะ แล้วค่อยกลับมาคุยกัน


บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร



เรื่องราวชีวิตจริงจากบันทึกของเด็กผู้หญิงคนนี้คนที่ต่อสู้จนถึงนาทีสุดท้าย บทเรียนชั้นดีสำหรับคนที่คิดจะยอมแพ้

Only Human



哀しみの向こう岸に 微笑みがあるというよ

อีกฟากฝั่งของความเศร้า มีบางสิ่งที่เรียกว่ารอยยิ้ม

哀しみの向こう岸に 微笑みがあるというよ
たどり着くその先には 何が僕らを待ってる?


อีกฟากฝั่งของความเศร้า มีบางสิ่งที่เรียกว่ารอยยิ้ม
ทว่า กว่าเราจะไปถึงที่นั่น ไม่รู้จะมีอะไรรอเราอยู่


逃げるためじゃなく 夢追うために
旅に出たはずさ 遠い夏のあの日


ไม่ใช่เพื่อวิ่งหนี แต่เพื่อวิ่งตามความฝัน
เราควรจะออกเดินทาง ตั้งแต่ฤดูร้อนที่ห่างไกลวันนั้น


明日さえ見えたなら ため息もないけど
流れに逆らう舟のように
今は 前へ 進め


หากมองเห็นวันพรุ่งนี้แล้ว ไม่แม้จะพักถอนหายใจ
ราวกับเรือกลางกระแสน้ำ
ตอนนี้มีเพียงก้าวไปข้างหน้า


苦しみの尽きた場所に 幸せが待つというよ
僕はまだ探している 季節はずれの向日葵


ในที่ซึ่งไร้ความเจ็บปวด มีสิ่งที่เรียกว่าความสุขรออยู่
ผมยังคงค้นหา ดอกทานตะวันซึ่งบานยามสิ้นฤดู


こぶし握りしめ 朝日を待てば
赤い爪あとに 涙 キラリ 落ちる


หากรอคอยรุ่งอรุณด้วยการกำหมัดแน่น
หลังจากเล็บถูกย้อมเป็นสีแดงแล้ว น้ำตาก็ส่องประกาย


孤独にも慣れたなら 月明かり頼りに
羽根なき翼で飛び立とう
もっと 前へ 進め


หากคุ้นเคยกับความโดดเดี่ยวแล้ว
อาศัยเพียงแสงจันทร์ โบยบินด้วยปีกที่ไร้ซึ่งขนนก
ก้าวเดินต่อไป


雨雲が切れたなら 濡れた道 かがやく
闇だけが教えてくれる
強い 強い 光
強く 前へ 進め


หากตัดผ่านเมฆฝนแล้ว ทางที่เปียกส่องแสงแระยิบระยับ
มีเพียงความมืดนำทาง
แสงแรงกล้า
ก้าวเดินอย่างเข้มแข็ง





ขอบคุณ คำบรรยายไทย : eltshan (exteen)

Read more...

I Love Coffee! I Love Tea!


Photo : bakerjake

ไปแซวชาวบ้านเขาไว้เยอะว่าเป็น "สุวรรณวัยขี้บ่น" ถึงคราวตัวเองคิดเรื่องคุยบ้าง กลับพบว่า เรื่องในหัวขี้เลื่อยกลับมีแต่เรื่องที่ก็หนีไม่พ้นบ่นนู่นบ่นนี่ ตั้งแต่คนแซงคิว พนักงานหน้าหงิก ผู้นำท้องเสีย ระเบียบรัตน์ไปยุ่งอะไรกับปิดเทอมใหญ่ฯ ไปเรื่อยจนถึงคนกินทั้งงูกินทั้งไข่ สามีงู ยันสื่อที่เอาแต่เรื่องงู และงู และงูมานำเสนอ จนคิดว่าเป็นรายการพิเศษของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ บลา บลา บลา....


สุดท้าย..ตัดสินใจละเว้นซึ่งการบ่นเพื่อเป็นกุศลแด่เหล่าบรรดามิตรทั้งหลาย มาผ่อนคลาย ทำตัวตามสบายกับกาแฟ(หรือชา)ถ้วยโปรดก่อนดีกว่า เรื่องอื่นช่าง(หัว)มันก่อนเถ๊อะ



ราศี กับ กาแฟ


ราศีมังกร (22 ธ.ค. – 20 ม.ค.): พวกรสนิยมดีแถมยังชอบอะไรที่คลาสสิคเอามากๆ เหมาะกับกาแฟเมาเท่นโกลด์ชั้นหนึ่งที่สุด

ราศีกุมภ์ (21 ม.ค. – 19 ก.พ.) : เป็นคนที่ชอบสร้างสรรค์สูตรกาแฟของตัวเอง จะไม่นิยมดื่มกาแฟชนิดเดียวกันด้วยวิธีเดิมเกินหนึ่งครั้ง แนะนำว่า ควรชงกาแฟเอง จะได้ชั่ง ตวง วัดเสียให้หนำใจ

ราศีมีน (20 ก.พ. – 20 มี.ค.) : กาแฟหลังอาหารเย็นของพวกเขา ต้องมีส่วนผสมของอัลกอฮอล์อยู่ด้วย แถมพิศมัยของหวานที่ทำจากกาแฟอีกด้วย

ราศีเมษ (21 มี.ค. – 20 เม.ย.) : คนรักการผจญภัย สะพายเป้ ลุยป่า เขาลำเนาภัย กาแฟแอฟริกาจากเคนยา จึงนับได้ว่าเป็นเนื้อคู่ที่ฟ้ามาเกิด

ราศีพฤษภ (21 เม.ย. – 21 พ.ค.) : คนรักเดียวใจเดียว ชอบแล้วชอบเลย ควรจิบกาแฟปลอดสารพิษอย่างกาแฟกัวเตมาลา

ราศีเมถุน (22 พ.ค. – 21 มิ.ย.) : พวกชอบลองสิ่งใหม่ๆ ไม่มีรสชาติประจำ แถมชอบไปทัวร์นั่งตามร้านกาแฟจนทั่ว กาแฟปาปัวนิวกินีอาจมัดใจได้ ( สัก 2 – 3 วัน)

ราศีกรกฎ (22 มิ.ย. – 21 ก.ค.) : ราศีของคนอ่อนไหว ฉะนั้นควรดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน จะดีกว่า จะได้ไม่ไหวตามแรงของมัน

ราศีสิงห์ (22 ก.ค. – 23 ส.ค.) : คอกาแฟทันสมัย ชอบลองกาแฟเอสเพรสโซ่ ที่ฮิต จึงเหมาะที่จะมีเครื่องต้มกาแฟเอสเพรสโซ่ไว้ใช้ที่บ้าน

ราศีกันย์ (24 ส.ค. – 23 ก.ย.) : คนหัวโบราณ คนหัวเก่า น่าจะไปได้ดีกับกาแฟโคลัมเบียของแท้และดั้งเดิม

ราศีตุลย์ (24 ก.ย. – 23 ต.ค.) : ความสมดุล ความเที่ยงตรงราวตราชั่ง ภูมิใจนำเสนอ มอคคาจาวา กาแฟผสมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอันประกอบด้วยมอคคาครึ่งหนึ่งจาวาครึ่งหนึ่ง

ราศีพิจิก(24 ต.ค. – 22 พ.ย.) : ธรรมชาติของราศีนี้ คือ ความลึกลับ จึงแอบซ่อนความนึกคิดไว้เบื้องหลังกาแฟเฟรนช์โรสต์เข้มข้น

ราศีธนู(23 พ.ย. – 21 ธ.ค.) : ราศีของคนรักธรรมชาติ สายลม แสงแดด แทนซาเนีย จึงเป็นกาแฟที่น่าจะลองหามาจิบกัน







Read more...

Contemporary Chinese Art



Artist : Yue Min Jun
Name : The Massacre at Chio


Read more...

วาเลนไทน์นี้ คิดถึงใคร ?





Illustration by MILA



ชื่อเรื่องวันนี้ ไปขโมยของคนอื่นเขามา (อีกแล้ว) ถ้าเจ้าของ(..ซึ่งก็คือ คุณGPENนั่นเอง - - เวลาอ่านกรุณาทำเสียงแบบที่นักพากย์ชอบทำเวลาพากย์รายการจากญี่ปุ่น) ผ่านมาอ่านก็ขออนุญาตกันแบบหน้าด้านๆตรงนี้เลยนะคะ

เข้าเรื่องดีกว่า ดิฉันอ่านไปเจอคำถามนี้เข้าก่อนวันที่14กุมภาจะมาถึง ก็เลยลองคิดกับตัวเองได้ความว่า ...เอ..วาเลนไทน์ปีที่ผ่านๆมาไม่เคยคิดถึงใครเลย และถ้าจะคิดถึงใครก็ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการที่มันเป็นวันวาเลนไทน์ คือ สรุปว่า ดิฉันไม่ค่อยมีเรื่องผูกพันกับวันนี้สักเท่าไหร่ จนเมื่อวานนี้ (วาเลนไทน์ปีนี้) ดิฉันก็มีเรื่องที่นึกถึงอย่างคนอื่นๆบ้างแล้ว ได้เข้ากระแสวัยรุ่นวัยรักกับเขาเข้าจนได้

ดิฉันนึกถึงวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนสนิทที่คบหากันมานานร่วมสิบหกปี
อย่าค่ะ! อย่าเพิ่งคิดว่าว่า ดิฉันจะเล่าเรื่อง “เพื่อนสนิท”(ภาคพิสดาร) คิดว่าเรียกว่า “ประสบการณ์แฟนฉัน” หรือ “Puppy Love” จะดีกว่า ลองมาฟัง”ประสบการณ์แฟนฉัน”ของดิฉันดู แต่ขอบอกเสียก่อนว่า ไม่ได้จบแบบ เจี๊ยบกับน้อยหน่าที่อยู่ในหนังแน่ๆ...

ชนวนที่ทำให้ดิฉันย้อนเวลากลับไปหาอดีตมันเริ่มจากตรงที่เสียงหัวเราะเขย่าขวัญของเจ้าเพื่อนที่ลอยมาจนอดถามหล่อนไม่ได้ว่าขำอะไรนัก

"ขำเรื่องรักแรกของกาละแมร์น่ะซิ เขาไปแอบชอบเพื่อนชายคนหนึ่งตอนช่วงม.ปลาย แอบชอบ แอบมอง แล้วเขาเห็นผู้ชายคนนี้ใส่นาฬิกาข้างซ้าย เขาก็ใส่ข้างซ้ายบ้าง ทั้งทีเขาถนัดขวา ประมาณว่า แม้ไม่ได้เป็นแฟน ขอแค่ใส่นาฬิกา ข้างเดียวกันก็ยังดี ฮิ ฮิ บ้าดีอ่ะ”

“อ่อน อ่อน..ถ้าแกฟังเรื่องฉันนะ กาละแมร์น่ะชิดซ้ายเลย” ดิฉันคุยโอ่ แล้วฉวยโอกาสเล่าเรื่องตัวเองเกทับทันที

“ฉันน่ะ แอบชอบเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งตั้งแต่ ป.4 แน่ะ”

“โว้ย แรดแต่เด็ก” เพื่อนปากดีทำเสียงสูงประณามใส่หน้า

“ฟังต่อ อย่าด่วนสรุป อย่าเพิ่งขัด ฟัง ฟัง”

“เขาอ่ะเรียนคนละห้องกับฉัน แต่ว่าเวลาเรียนวิชาเลข เราต้องมาเรียนรวมกันที่ห้องใหญ่ ฉันไม่เคยคุยกับเขาหรอกนะ อิอิ ได้แต่แอบมอง แล้วก็เคยเจอเขาที่โรงอาหาร ท่าจับช้อนส้อมของเขาไม่เหมือนชาวบ้าน หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ท่าเด็กผู้หญิงอ่ะ” ว่าแล้วดิฉันก็เลียนแบบวิธีการจับช้อนส้อมของเด็กผู้ชายที่ไปแอบปิ๊งให้เพื่อนดู เขาไม่ใช่วิธีจับปลายของช้อนส้อมตั้งฉากกับลำตัว แต่จะหักข้อมือหรือจะเรียกว่ากำช้อนส้อมก็ได้หันเข้าหาตัวแทน

“แกเชื่อป่ะ ฉันน่ะทำท่ากินแมนๆแบบนี้มาตลอดป.4 โดยที่เจ้าตัวเขาไม่รู้หรอกนะ เพราะไม่ได้นั่งทานโต๊ะเดียวกัน ทุกวันนี้ฉันยังจำชื่อเขาได้เลย ฉันจะบอกชื่อเขาไว้กับแกนะ เผื่อวันไหนแกไปอ่านBoarding Passของผู้โดยสาร แล้วเจอชื่อนี้ล่ะก้อ ช่วยบอกเขาหน่อยนะ ว่า เพื่อนร่วมห้องเรียนเลข สมัยป. 4 ฝากความระลึกถึง ใครจะรู้ พรหมลิขิตอาจมีจริงก็ได้ ฮ่า ฮ่า ” นั่นซินะ ใครจะรู้ ว่าพรหมลิขิตของดิฉันมาเร็วกว่าจะทันตั้งตัว

“หา! อะไรนะ เขาชื่ออะไรนะ” เพื่อนดิฉันร้องเสียงหลงหลังจากดิฉันบอกชื่อเขาไปหนแรก ดิฉันก็งง เอ..จะแหกปากตกใจอะไรนี่ เลยบอกย้ำซ้ำช้าๆเป็นครั้งที่สอง

“เขา - ชื่อ- วิ - ฑิต - เศรษฐ - กร ” เพื่อนดิฉันยิ่งทำหน้าแปลกๆ แถมระล่ำระลักพูดจาแปลกๆขี้นไปอีก

“แก.....ฉันขอโทษนะที่ฉันอาจจะต้องทำลายความทรงจำที่ดีๆของแก” ถึงตอนนี้ ดิฉันยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เดาไม่ออกว่ามันจะบอกอะไรกันแน่

“คนที่แกพูดถึง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องฉันเอง สนิทกันด้วย แต่เขาเสียไปตั้งแต่ตอนเรียนปวช.แล้ว เขาจมน้ำตาย เพราะพยายามไปช่วยรุ่นน้องที่กำลังจมน้ำ แล้วเขาก็ถูกน้ำดูดจมลงไปด้วย แก....ฉันขอโทษนะที่ต้องเล่าให้ฟัง”
เพื่อนดิฉันยังคงพร่ำขอโทษด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสำนึกผิด ส่วนดิฉันยังอึ้งอยู่ ไหนจะเป็น “รักแรก” แล้วยังจะมีทฤษฎี Six Degrees of Separation เข้ามาอีก เออ..หลายเรื่องเดียวกันดีแท้ ตัวดิฉันก็ช่างกระไร คบกับเพื่อนคนนี้มาหลายปีดีดัก แต่กลับไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังมาก่อน ทั้งที่มันเป็นเรื่องหากินเวลาอยู่ในก๊วนเพื่อนแท้ๆ

เพื่อนยังมีสีหน้ารู้สึกผิด จนดิฉันต้องรีบปลดภาระนี้จากเจ้าหล่อนเสียก่อน

“เฮ้ย..จะมาขอโทษทำไม ฉันเสียอีกต้องเสียใจกับแกด้วยที่เสียญาติไปหนึ่งคน สำหรับฉันนะ ก็เห็นแต่ภาพดีๆของเขามาตลอด ตอนนั้นแอบชอบเพราะว่า เขาน่ะไม่เหมือนใคร ขณะที่เด็กผู้ชายคนอื่นชอบแกล้งแหย่เด็กผู้หญิง แต่เขานะไม่เคยเลย เขาเรียบร้อย ไม่พูดมาก แล้วก็มีน้ำใจ..” ขณะเล่า ภาพเก่าๆปรากฏออกมาเป็นฉากๆในหัวเหมือนเพิ่งผ่านป.4มาแค่วันเดียว

“เขาเป็นแบบนั้นจริงๆ ทั้งกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ เขาเป็นสุภาพบุรุษและก็มีความรับผิดชอบสูงด้วย ใครๆก็รักเขาน่ะ”

“ดีจังเลยที่รู้ว่า ภาพที่เห็นและไม่เห็น เป็นภาพเดียวกัน นี่!..แกไม่ได้มาทำลายภาพความทรงจำของฉันกับเขาเสียหน่อย แกมาช่วยทำให้มันสมบูรณ์ต่างหากเล่า”

คืนวาเลนไทน์ปีที่แล้วจบลงที่เราสองคนงัดไวน์ขึ้นมาดวล คุยกันทั้งเรื่องที่เป็นเรื่องและไม่เป็นเรื่องจนหลับคา(สถาน)ที่กันไป เหลือไว้แต่เรื่องราวที่ทำให้ดิฉันนึกถึงและสามารถตอบกับชาวบ้านเขาได้บ้างแล้วว่า “วันวาเลนไทน์ฉันคิดถึงใคร?”





Read more...

บ้าหอบฟางกับบทสนทนาวงการดนตรีไทยยุค1980-ยุคอินดี้(ต่อ)




ที่มาบทสนทนา จาก: Winbookclub.com ของ วินทร์ เลียววาริทร์ โดย วนิดา (นามปากกา)

หลังจากศุ บุญเลี้ยงออก เกี๊ยงก็เข้าแทน”

“เรียกว่า หน้าตี๋ หล่อ มาเอาใจแฟนๆโดยเฉพาะ”

“เพลงรักอย่าง ไม่รักแต่คิดถึง มีเนื้อหาโดนใจวัยรุ่นมากๆ”

“คิดได้ไง กูไม่รักมึงหรอก แต่กูคิดถึงมึง”

“น่ารักใช่ไหมล่ะ”

“ง่าย ง่าย”

“ง่าย ง่าย เป็นเพลงรักประมาณว่า จะรักกันทำไมต้องดูที่เปลือกทำไมต้องดูที่การแต่งตัว รสนิยม ทำไมไม่ดูที่ข้างใน”

“เป็นเพลงรักอีกเพลงที่จัดว่าไม่ธรรมดา”

“แต่สุดท้าย เฉลียงก็หัก”

“เป็นธรรมดาของกาลเวลา”

“นิติพงษ์ ห่อนาค ถูกซื้อขาดโดยแกรมมี่ เราไม่เห็นเขาแต่งเพลงให้ค่ายอื่นอีกเหมือนเมื่อก่อน หลังจากวงแตก นิติพงษ์ก็ก้มหน้าก้มตาแต่งเพลงป้อนแกรมมี่ที่เดียวเท่านั้น”

“เหมือนพรรคการเมืองใหญ่ที่กว้านซื้อ สส. พรรคอื่นมาอยู่พรรคตัวเอง ทำให้เวลาเลือกตั้งจะได้เสียงข้างมาก”

“กูบอกแล้วว่ามึงอย่าแวะไปหาการเมือง!!!ไอ้ห่านี่”

“ขอโทษ ขอโทษ”

“ก่อนการถูกปฏิวัติดนตรี แนวเพลงของไอ้พวกหนุ่มผมยาวยังคงได้รับความนิยมอยู่โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกจ้องเล่นงานด้วยแนวดนตรีหนึ่ง”

“ไอ้หนุ่มผมยาวที่ว่านี้หมายถึง เฮฟวี่ เมทั่ล ใช่ไหม”

“แม่นแล้ว”

“ส่วนใหญ่ต่างชาติทำได่ดีกว่า”

“แต่ของไทยก็ใช่ว่าขี้เหล่”

“จำดีเจที่ชื่อ วิ?ญ วทัญญู ได้ไหม?”

“คนที่เรียกวงสกอร์เปี้ยนว่า ไอ้แมงป่องผยองเดช รัยกวงเมาท์เท่นว่า หนักแน่นดุจภูผา”

“ด้วยจิตที่ศรัทธา เฮฟวี่ วิทูญทุ่มสร้างวงแนวนี้ขึ้นมาวงหนึ่ง”

“เรดแอนด์สกิน”

“หรือ เนื้อกับหนัง”

“วงเฮฟวี่ภาษาไทยวงแรกของเมืองไทย”

“เป็นวงดนตรีสามชิ้น บันทึกเสียงแบบพอมีพอใช้ กูฟังทีไรแล้วสงสาร กว่าจะคลอดออกมาได้แต่ตละอัลบั้มต้องรีดเลือดกันสุดๆ”

“สมัยนั้นเมทั่ลเนื้อหาแบบเนื้อกับหนังยังแสลงหูชาวบ้าน”

“วิทูญกับเนื้อกับหนัง จบไปกับดนตรีเมทั่ล ดนตรีที่พวกเขาใฝ่ฝันว่าจะกรุยทาง”

“แต่นั่นแป็นการหย่อนรากอันสำคัญเอาไว้”

“และ ดิ โอฬารโปรเจคท์ ก็สานต่อดนตรีเฮฟวี่ได้สำเร็จ”

“เป็นปรากฏการณ์อีกหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้”

“ดิ โอฬาร คือเฮฟวี่ เมทั่ล ที่ใครๆก็ต้องยอมรับในฝีมือทั้งแง่ศิลปะและตลาด”

“อัลบั้ม กุมภาพันธ์ 2528 เป็นอัลบั้มที่ขายได้เรื่อยๆนับตั้งแต่ออกมา”

“เพลง อย่าหยุดยั้ง โด่งดังสุดๆข้ามยุคข้ามสมัยมานับครั้งไม่ถ้วน”

“แทนความห่วงใย ก็เพราะ”

“สองเพลงนี้จัดว่าช่วยสร้างชื่อให้ ดิ โอฬาร เป็นอย่างมาก”

“ฉันอยากจะตายเพราะเธอว่ะ เป็นเฮฟวี่สนุกๆ”

“กีตาร์ของ โอฬาร ได้รับการกล่าวขานไปทั่ว”

“ความสำเร็จของกุมภาพันธ์ 2528 ทำให้ หูเหล็ก ออกมาผงาดอีกครั้ง”

“ก่อนที่ ปฐมพงศ์ จะแตกตัวออกมาทำ หินเหล็กไฟ ก็จัดได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม”

“ช่วงที่ หินเหล็กไฟ กำลังโยกหัวอยู่บนเวที ระลอกคลื่นการปฏิวัติได้โถมเข้ามาที่เมืองไทยเรื่อยๆแล้ว”

“ปี 2534 วงดนตรี nirvana ได้ปฏิวัติทำลายดนตรีเมทั่ลและเพลงร็อกสายยุค 80 จนดับสิ้นหมด เหลือรอดมาไม่ถึงสิบวง”

“ในขณะที่บ้านเราวงการดนตรีทำท่าว่าจะตีบตันเต็มที่ แม้นวงการเพลงใต้ดินจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นก็ตาม”

“วง ซีเปีย ดอนผีบิน ที่เล่นเพลงแบบเมทั่งหนักกะโหลกได้แต่หากินกันในวงแคบๆ”

“จนแล้วจนเล่า ปี 2537 ก็เดินทางมาถึง”

“ปีของการปฏิวัติวัฒนธรรมดนตรีครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย”

“...โมเดิร์น ด็อก!!!”

“โมเดิร์น ด็อก คือผู้ก่อการปฏิวัติอย่างแท้จริง”

“ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และล่มความคิดแบบเดิมๆลงอีกหลายอย่าง”

“พวกเขาเปลี่ยนตั้งแต่ศิลปะจนตลาดดนตรีต้องประชุมปรับกลยุทธ์กันจ้าละหวั่น”

“แนวเพลงที่เปลี่ยนไป การร้องที่เปลี่ยนไป การเล่นที่เปลี่ยนไป แม้นแต่การแต่งตัวก็เปลี่ยนไป”

“สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ความคิดเปลี่ยนไปด้วย”

วงการเพลงตอนที่อยู่ในช่วงปฏิวัติอยู่ในกำมือของวงดนตรีนี้”

“คำว่า อินดี้ โผล่พรวดเหมือนรูรั่วตามรอยเขื่อนที่ทะลุจนท้ายที่สุดเขื่อนวัฒนธรรมต้องแตก”

“กระแส อินดี้ ไหลบากและท่วมท้นเข้าบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว”

“วัยรุ่นหนุ่มสาว ออกมารวมตัวกันได้มากที่สุดนั้น พื้นที่ตรงนั้นต้องมีคำว่า อินดี้ เท่านั้นถึงจะรวมวัยรุ่นยุคนี้ พ.ศ.นี้ได้”

“ไม่เหมือนวัยรุ่นสมัยก่อนที่ออกมารวมตัวกันได้เพราะพื้นที่ตรงนั้นมีคำว่า ประชาธิปไตย”

“กูพูดกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดเรื่องการเมือง!แม่งเดี๋ยวกูถีบไปโน่น!!!”

“หนังสือดนตรี ค่ายเพลงชื่อใหม่ผุดขึ้นไปทั่ว สถานีวิทยุ ปรับตัวเพื่อสอดรับกับกระแส กิจกรรมตามที่ต่างๆอินดี้คุมหมด”

“น่าตลกที่อินดี้บอกว่าตัวเองไม่ตลาด แต่ผลวิจัยได้ผลลัพท์ออกมาว่า งานเพลงอินดี้ เติบโตทำรายได้อยู่อันดับต้นๆ”

“เพราะวัยรุ่นมีกำลังซื้อเยอะ และวัยรุ่นมักซื้ออินดี้”

“นี่ก็กว่าสิบปีแล้ว กระแสอันเชี่ยวกรากก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ยังคงไหลแรงต่อไปเรื่อยๆ”

“อย่างที่มึงกับกูมานั่งดวดเหล้ากันนี่ เพราะการปฏิวัติครั้งนั้น”

“พวกเราจึงต้องตกงาน”

“เก็บเครื่องดนตรี ออกไปทำมาหากินอย่างอื่น มองดูอินดี้โกยเอาโกยเอา”

“แล้วมึงล่ะ”

“ส่วนกูตอนนี้ร่างหนึ่งทำงานให้กับเอกชน อีกร่างหนึ่งกำลังฝึกเป็นนักเขียน และกูก็มีนามปากกาใช้เป็นของตนเอง เย็นนี้กูว่าจะแวะเข้าเวปไซด์วรรณกรรมที่กูแวะเข้าบ่อยๆ มันมีชื่อเวปว่า.....”


อ่านแล้วดิฉันก็มานั่งคิดเล่นๆว่า ปัจจุบันนี้ ศิลปินท่านไหน คือ ผู้สร้างปรากฎการณ์ ?
คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เห็นทีต้องลองถามหลานๆ คืนนี้เสียซะแล้ว..
ยากจังเลย คำถามนี้
...

:bomb:

Read more...

บ้าหอบฟางกับบทสนทนาวงการดนตรีไทยยุค1980-ยุคอินดี้(1)

Download Opera, the fastest and most secure browser
December 2009
M T W T F S S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31