Skip navigation.

exploreopera

| Help

Sign up | Help

คนๆ เดียว

เพลง คนๆ เดียว

คน...หนึ่งคนเท่านั้นเอง
วัน...ที่คนหนึ่งคนทิ้งกัน
เคยคิดว่าคงเจ็บเพียงไม่นาน
แล้วสักวันก็หายดี

คน...หนึ่งคนเท่านั้นเอง
ใจ...ก็ยังไม่ลืมซักที
ถึงแม้เวลาผ่านเดือนพ้นปี
ก็ยังเป็นดังเคยเป็น

ทำไม...แค่คนคนเดียว
ทำให้เจ็บช้ำได้นานเหลือเกิน
ไม่เข้าใจ ทำไม...ทำไม

ใจ...ไม่เคยจะคิดเลย
จะมี...สักวันที่เจ็บช้ำใจ
ต้องทุกข์และทนอยู่ไม่รู้คลาย
เพราะว่าคนเพียง "คนเดียว"

นักกฎหมาย หรือ อาชญากรทางเศรษฐกิจ? เบื้องหลังลอยตัวค่าบาท ความลับจากโภคินถึงทักษิณ

http://www.matichon.co.th/prachachat/news_title.php?id=2422
ได้อ่านแล้วยิ่งสงสารประเทศไทยที่มีนักกฎหมายที่ "เก่ง" แต่ "ไร้ซึ่งคุณธรรมจรรยา" เป็นคนร่างกฎหมายหลายฉบับให้เรายึดถือปฏิบัติในฐานะพลเมืองไทย...

การลอยตัวค่าบาท เมื่อปี 2540ในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่รู้จักกันทั่วโลกว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 10 ปี มีความพยายามจะอธิบายเบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว หลายเวอร์ชั่น ทั้งจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย แต่ข้อเท็จจริงสำคัญ ส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในคดีที่ นายโภคิน พลกุล ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบทรรณ และสื่อมวลชนรวม 17 ราย ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้าน ซึ่งล่าสุด ศาลฎีกา เพิ่งอ่านคำพิพากษา เมื่อไม่นานมานี้ คดีนี้ ศาลชั้นต้น นายโภคิน ชนะคดี ต่อมาศาลอุทธรณ์ กลับคำพิพากษา ยกฟ้อง ล่าสุด ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง

คดีนี้ น่าสนใจ ตรงที่ คำพิพากษาศาลฎีกา ได้ให้รายละเอียด และเบื้องหลังในการลอยตัวค่าเงินบาท อย่างชัดเจนว่า ในวันดังกล่าวใครทำอะไรที่ไหนกับใคร และบุคคลที่ 4 ที่รู้เห็นการลอยตัวค่าเงินบาท มีตัวตนอยู่จริงๆ รวมถึง ข้อเท็จจริง ที่โยงไปถึงใครบางคนที่ร่ำรวยอย่างมหาศาล จากลอยตัวค่าเงินบาทในวันนั้น

"ประชาชาติธุรกิจ" ขอเสนอ คำพิพากษาศาลฎีกา บางตอน มาเปิดเผย ดังนี้

จาก คำพิพากษา ศาลฎีกา ที่ 5730/2550 ระหว่าง นายโภคิน พลกุล โจทก์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำเลยที่ 1 นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ที่ 2 บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย ฯ ที่ 3 นางภัทราวรรณ พูลทวีเกียรติ ที่ 4 บริษัทหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ 5 นายเสนอ ถนัดสอน ที่ 6 บริษัท นสพ. แนวหน้า ที่ 7 นายเกียรติชัย พงษ์พานิช ที่ 8 บริษัท ข่าวสด ที่ 9 นายประชา เหตะกูล ที่ 10 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ ที่ 11 นายไพฑูรย์ สุนทร ที่ 12 บริษัทวัชรพล ที่ 13 นายวิจารณ์ ภุกพิบูลย์ ที่ 14 บริษัทบ้านเมืองการพิมพ์ ที่ 15 นายพิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ ที่ 16 บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ 17

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะนั้น ร่วมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท

ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2540 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐสภา เป็นการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และมีการถ่ายทอดไขข่าวแพร่หลายทั้งการกระจายเสียงทางสถานีวิทยุและแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ จำเลขที่ 1 ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน

ส่วนโจทก์เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของพลเอกชวลิต จำเลขที่ 1 ได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจพลเอกชวลิตนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท และระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

จำเลยที่ 1 อภิปรายว่า "การที่มีคนมีกำไรอย่างนี้นะครับ ทำให้ผมสงสัยว่ามีคนอื่นที่ได้กำไร ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อพลเอกชวลิต แต่เป็นพวกที่เชื่อพลเอกชวลิต แล้วได้กำไรมีไหม มีครับท่านประธาน เพราะเขาเชื่อว่าพลเอกชวลิตจะตัดสินใจลดค่าเงินบาทเมื่อไร คนนี้เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ คนนี้เอาข้อมูลภายในไปแสวงหาประโยชน์ มีข่าวลือกันมากในตลาดการเงินในประเทศไทยว่า ขาใหญ่ที่ร่ำรวยนั้น รวยถึงขนาดที่การันตีได้ว่าเลือกตั้งคราวหน้าสบายกันทุกคน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสงสัยเรื่องนี้แล้วท่านประธานต้องเห็นใจอย่างยิ่งที่ผมมีความสงสัย เพราะพลเอกชวลิตแสดงพิรุธ พลเอกชวลิตแสดงพิรุธ 2 ประการ ประการที่ 1 พลเอกชวลิตแสดงพิรุธด้วยการมาพูดจาในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งทีวี ทั้งวิทยุ ว่าในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ทำอย่างเป็นความลับที่สุด รู้กัน 3 คน เท่านั้นเอง คือ พลเอกชวลิต นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้เป็นพิรุธครับท่านประธาน

ผมสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันได้ ถ้าพลเอกชวลิตต้องการรู้ว่า ต้องการที่จะเถียงกับผม ผมท้าให้ฟ้องศาลเรื่องนี้ เพราะผมมีหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันว่าวันที่ตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้รู้กันแค่ 3 คน มีคนที่ 4 รู้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ เข้าประตูทำเนียบนี่มียามรักษาการณ์ มีเจ้าหน้าที่ มีว่าวันนั้นเวลานั้นในห้องนายกรัฐมนตรีมีใครอยู่กี่คน ผมแอบได้ยินมาด้วย ว่าพูดอย่างไรด้วย มีคนเขาเล่าให้ผมฟัง เขาพร้อมที่จะเป็นพยานให้ผม คนที่ 4 ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรที่จะนั่งอยู่ในการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ตามตำหนิรูปพรรณที่คนเขาให้การมา รวมทั้งแผลเป็นบอกว่าชื่อนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยปรากฏว่าในวันที่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้จะต้องมีคนมานั่งใกล้ชิดกำกับอยู่ด้วย นายกรัฐมนตรีควรมีสติ มีปัญญาที่จะตัดสินวินิจฉัยได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีคนกำกับ

ผมสงสัยว่านายโภคิน พลกุล ไปนั่งอยู่ทำไมในเวลานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของนายโภคิน ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะให้นายโภคินล่วงรู้ เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตัดสินใจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันตัดสินใจเท่านั้น แต่เรื่องนี้แม้พลเอกชวลิตจะมาพูดกับคนทั้งชาติว่ารู้กัน 3 คน แต่ที่จริงรู้กัน 4 คน นายโภคินนั่งอยู่ด้วยตลอดในเวลา 1 ชั่วโมง ที่หารือกันเรื่องนี้ หารือกันวันที่เท่าไร

ท่านประธานครับ วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ เวลา 09.30 นาฬิกา เป็นต้นไป ตรงนี้พลเอกชวลิตแสดงพิรุธอีก เพราะพลเอกชวลิตบอกกับสภานี้ว่า ได้ตัดสินใจชั้นสุดท้ายที่จุะประกาศที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ความตรงนี้มีนัยที่น่าสนใจมาก ท่านประธานครับ พลเอกชวลิตคล้ายๆ จะบอกกับสภานี้ว่าตัดสินใจวันที่ 1 รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 2 ประกาศเลย เหมือนกับเป็นการป้องกันตัวไว้ก่อนว่าไม่มีใครหยิบฉวยจังหวะตรงนี้ไปหาประโยชน์ได้หรอก ความจริงไม่ใช่ ไปปรึกษาการตัดสินใจครั้งสุดท้ายวันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ 09.30 นาฬิกา

ก่อนหน้านี้มีคนนั่งกันอยู่ในห้องหลายคน มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีสภาพัฒน์ฯ พอ 3 คนนี้เข้าไปก็ให้คนอื่นออก แต่เหลือนายโภคินเอาไว้ แล้วตัดสินใจเสร็จ จากวันที่ 29 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ รุ่งขึ้นวันที่ 30 เป็นวันจันทร์วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันอังคาร พลเอกชวลิตมาพูดที่นี่ว่า วันที่ 1 เป็นวันหยุดกลางปีของธนาคาร ใครรู้อะไรทำอะไรไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยหยุด ท่านประธานครับ ธนาคารฮ่องกง ธนาคารสิงคโปร์ไม่หยุด รู้ล่วงหน้า 2 วัน ทำเงินได้หลายพันล้านบาทครับ ถ้าคนนั้นมีเงินในระดับที่จะไปลงทุนได้ ความ 2 ประการนี้เป็นพิรุธ พิรุธเรื่องที่บอกว่ารู้กัน 3 คน ทั้งๆ ที่รู้กัน 9 คน พิรุธเรื่องที่บอกว่าตัดสินวันที่ 1 ทั้งๆ ที่ตัดสินเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พิรุธนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอย่างไร สงสัยว่าเอาเวลาช่วงที่ขาดไปนั้นไปให้พรรคพวกของตัวเองได้ไปซื้อเงินดอลลาร์ไว้ล่วงหน้า ไปซื้ออัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้วทำกำไร ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ผมยอมบาป

คนที่ผมสงสัยมากที่สุดนั่งอยู่ตรงนั้นครับ ด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ครับผู้ต้องสงสัยของผม ท่านด็อกเตอร์ทักษิณไม่ได้ทำบาปอะไรหรอกครับ ที่ผมสงสัยคือสงสัยว่ารัฐมนตรีโภคิน จะเป็นคนบอกความลับเรื่องนี้กับด็อกเตอร์ทักษิณ แล้วก็ดอกเตอร์ทักษิณไปซื้อขายเงินไว้ล่วงหน้าทำกำไร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านได้กำไรไปเยอะในขณะที่คนในชาติน้ำตาไหลกันทุกคน

ผมไม่แปลกใจว่าหลังจากนั้นไม่นาน ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เก่งขนาดทำเงินได้ 2 วัน 4,000,000,000 บาท ถึง 5,000,000,000 บาท ก็น่าจะให้เป็นหรอกครับ ท่านประธานนี่เป็นข้อสงสัยของผม ผมคาดคะเนสงสัยด้วยเหตุผลแวดล้อมอย่างนี้ และผมมีประจักษ์พยานหลักฐานว่า หลังจากนายโภคินได้รับความสับเรื่องนี้ ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เสียอย่างเดียวว่าผมไม่มีหูทิพย์ว่าพูดกันอย่างไรเท่านั้นเองครับแต่ผมสงสัย และผมรู้ว่านายโภคินได้พูดความลับเรื่องนี้กับคนอื่นอีก ถ้าท่านรัฐมนตรีโภคินสงสัยฟ้องศาล จะได้รู้ว่าคนที่ท่านบอกนั้นจะเป็นพยานให้ท่านหรือจะเป็นพยานให้ผม การที่มีคนรู้ความลับและเอาความลับไปเปิดเผยแล้วไปหาประโยชน์กันมันผิดทั้งคุณธรรม ทั้งจรรยา


ผมต้องเรียนกับท่านประธานตรงๆ นะครับ ผมไม่สามารถจะสงสัยคนอื่นที่เปิดเผยความลับได้หรอกนอกจากรัฐมนตรีโภคิน เพราะว่าคนแรกคือนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรีคงไม่บอกด้วยปากตัวเอง คนที่ 2 คือ รัฐมนตรีทนง ถึงจะเคยมีความสัมพันธ์กับด็อกเตอร์ทักษิณมาก่อน ทำงานอยู่ด้วยกัน แต่ศักดิ์ศรีขุนคลังของประเทศคงไม่เปิดปากคนที่ 3 คือนายเริงชัย มะระกานนท์ ที่รู้เรื่อง เขาเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทยแบงก์ชาติ ผมว่าจิตวิญญาณเขาคงหนักแน่นไม่ทำอย่างนั้น คนที่ ๔ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขาละสิครับ ไปนั่งอยู่ด้วยนี่สิครับ ไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไร นี่คือเหตุผลครับ ท่านประธานครับ..." วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงพาดหัวข่าวการอภิปรายของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ขณะที่จำเลยที่ 1 อภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โจทก์อ้างว่าคำอภิปรายของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการละเมิดต่อโจทย์ คำอภิปรายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมูลความรับผิดแห่งคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้อภิปรายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540

ขณะนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 ใช้บังคับ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันในการอภิปรายของจำเลยที่ 1 มีกำหนดไว้ในมาตรา 131 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่าในที่ประชุมวุฒิสภาก็ดี ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ดี สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้ และวรรคสองของมาตรา 131 บัญญัติว่า เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดททางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภาและการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น

ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 157 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้ และมาตรา 157 วรรคสอง บัญญัติว่า เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 หลังจากที่จำเลยที่ 1 อภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของจำเลยที่ 1 จึงต้องนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 ในขณะที่จำเลยที่ 1 อภิปรายมาใช้บังคับ ไม่อาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่กรณีของจำเลยที่ 1 ได้

และกรณีก็ไม่ใช่กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 131 ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 157 มาใช้บังคับแกกรณีของจำเลยที่ 1 แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลจะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ออกมาใช้บังคับแล้วก็ตาม

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 อภิปรายนั้นมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 131 ไม่คุ้มครองจำเลยที่ 1 หากการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 อภิปรายมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมของจำเลยที่ 1 ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภาและมีลักษณะที่อาจเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 131 โจทย์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของโจทย์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยในประการต่อไปว่า คำอภิปรายของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดต่อโจทย์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า คำอภิปรายของจำเลยที่ 1 ได้กล่าวพาดพิงถึงโจทย์ว่า โจทย์ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 และโจทย์นำข้อมูลที่ทราบไปบอกด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ด็อกเตอร์ทักษิณอาศัยข้อมูลที่ได้รับทราบจากโจทย์ไปทำการซื้อขายเงินตราในระยะเวลา 2 วัน ได้กำไร 4,000,000,000 บาท ถึง 5,000,000,000 บาท ทำให้ประชาชนน้ำตาไหล และพรรคพวกของโจทก์ได้ประโยชน์เป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมจรรยา

โดยสรุปจำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ร่วมกันหาประโยชน์กับด็อกเตอร์ทักษิณเกี่ยวกับข้อมูลที่จะเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท ซึ่งเป็นการทำให้บ้านเมืองเสียหาย ต่อมาหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงพิมพ์โฆษณาพาดหัวข่าวและลงข้อความว่าโจทก์ทำกำไรเรื่องค่าเงินบาท ซึ่งข้อความที่จำเลยที่ 1 อภิปรายนั้นเป็นความเท็จ โจทก์ไม่ทราบว่าในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท โจทก์ไม่เคยติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ทั้งไม่เคยร่วมมือกับด็อกเตอร์ทักษิณหรือบุคคลอื่นใดในการแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว คำอภิปรายของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ส่วนจำเลยที่ 1นำสืบต่อสู้ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกชวลิตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จำเลยที่ 1 ได้อภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลดค่าเงินบาท โดยก่อนวันที่โจทก์อภิปรายได้มีสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองที่ว่า ความลับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลดค่าเงินบาทได้รั่วไหลไปสู่นักธุรกิจก่อนแล้ว

พลเอกชวลิตได้ออกมายืนยันว่า เรื่องนี้ได้ทำเป็นความลับและมีผู้รู้เพียง 3 คน เท่านั้น คือพลเอกชวลิต นายทนง พิทยะ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะกะรานนท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เหตุที่จำเลยที่ 1 อภิปรายเกี่ยวกับโจทก์เนื่องจากได้รับทราบข้อมูลจากนายภูษณะ ปรีมาโนช และนายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ซึ่งเป็นเพื่อนของโจทก์ ทั้งได้ทราบจากนายเริงชัย มะระกานนท์ ด้วยว่า ในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ไม่ได้มีบุคคลเพียง 3 คน ดังกล่าวข้างต้น แต่โจทก์ได้ร่วมประชุมด้วย ในการอภิปรายจำเลยที่ 1 ไม่เคยอภิปรายยื่นยันว่าโจทก์ทุจริต

จำเลยที่ 1 อภิปรายโดยตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของโจทก์ว่า โจทก์จะนำความลับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลดค่าเงินบาทไปบอกด็อกเตอร์ทักษิณ จำเลยที่ 1 อภิปรายในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายค้าน มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เป็นการอภิปรายตามหน้าที่ และเป็นการติชมโดยสุจริต อันเป็นวิสัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

เห็นว่าโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท โจทก์ไม่เคยบอกด็อกเตอร์ทักษิณเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท โจทก์ไม่เคยร่วมมือกับด็อกเตอร์ทักษิณหรือบุคคลอื่นใดในการแสวงหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท การอภิปรายของจำเลยที่ 1 เป็นความเท็จทั้งหมด

แต่กลับได้ความจากนายเริงชัยพยานโจทก์เองว่า ในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 พยานกับนายทนง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าพบพลเอกชวลิตนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อที่จะปรึกษาหารือเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท โจทก์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ด้วย

นายทนงพูดขึ้นว่าที่มาพบก็เนื่องจากจะปรึกษาหารือเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท พยานจึงพูดขึ้นว่า เรื่องนี้จะนำมาพูดในขณะนี้สมควรหรือไม่ เนื่องจากมีโจทก์อยู่ด้วย นายกรัฐมนตรีก็พูดขึ้นว่า ไม่เป็นไรให้โจทก์อยู่ด้วยได้ และรับทราบได้

ดังนั้นนายทนงซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้รายงานผลสรุปของคณะกรรมการที่ได้เสนอต่อพยาน โดยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว

นอกจากนั้นนายทนง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า ในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 เวลาประมาฯ 8 นาฬิกา พยานได้ไปพบนายกรัฐมนตรีเพื่อร่วมปรึกษาหารือทางด้านเศรษฐกิจ นายเริงชัยได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีพร้อมกับพยาน และโจทก์ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งมีบางตอนที่นายกรัฐมนตรีถามที่ประชุมว่า หากประชาชนมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จะให้ตอบอย่างไร นายเริงชัยได้ให้คำแนะนำว่าให้นายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่ายังไม่มีการดำเนินการอย่างไร

ดังนี้ เห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวข้างต้นแตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์โดยสิ้นเชิง พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 29 มิถุนายน 2540 และไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งเป็นพยานที่โจทก์อ้าง จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความไปตามความจริง ซึ่งสอดคล้องกับททางนำสืบของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่ 29 มิถุนายน 2540


ขณะที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมประชุมกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท โจทก์ได้ร่วมประชุมอยู่ด้วย นอกจากนี้นายเริงชัยยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ตามประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาทจะรู้กันเพียง 3 คน เท่านั้น คือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายกรัฐมนตรี เหตุที่เป็นความลับเนื่องจากว่าหากบุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องล่วงรู้จะนำไปหาประโยชน์โดยแสวงหากำไร

พยานจึงท้วงติงนายกรัฐมนตรีว่าควรที่จะพูดเรื่องลดค่าเงินบาทในขณะนั้นหรือไม่เพราะมีโจทก์อยู่ด้วย เนื่องจากโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน

ดังนี้จึงเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่า โจทก์ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริงฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อภิปรายต่อไปว่า จำเลยที่ 1 สงสัยว่าโจทก์เป็นคนบอกความลับเรื่องนี้แก่ดอกเตอร์ทักษิณนั้น ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิและหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพลเอกชวลิตได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 148 ถึงมาตรา 150 ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชวลิตเป็นบุคคลที่ต้องรับการตรวจสอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้ร่วมอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกชวลิตนายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายถึงการทำงานของพลเอกชวลิตว่ามีข้อบกพร่องและไม่ถูกต้องอย่างไรนั้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 กำหนดไว้ และการกระทำของพลเอกชวลิตที่ยอมให้โจทก์ได้ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมากเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วัน

ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คน เท่านั้น คือตัวพลเอกชวลิต นายทนง และนายเริงชัย เป็นข้อพิรุธสำคัญ

ประกอบกับพันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยว่าโจทก์เป็นผู้นำเอาความลับที่สุด ดังกล่าวที่รู้มาโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่ควรจะรู้ไปบอกพันตำรวจโททักษิณ ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงมีมูลเหตุเพียงพอที่จะให้ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้ ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเลื่อนลอย อันจะทำให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลยที่ 1 ที่จงใจฉวยโอกาสในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านให้ร้ายโจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร

การอภิปรายของจำเลยที่ 1 ที่พาดพิงถึงโจทก์นั้นยังอยู่ในขอบเขตของการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของพลเอกชวลิต นายกรัฐมนตรีเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ

สะใจคร้าาาาา!!!!!

First Snow!!!

วันนี้ตื่นแต่เช้าประมาณแปดโมงกว่าเนื่องจากเมื่อคืนทำงานไม่หนักมาก..เพราะเป็น Long Weekend ของที่นี่ ผู้คนในลอนดอนจึงมักจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน...นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นฝนเกล็ดน้ำแข็งตกปรอยปราย (sleet) เปิดคอมฯ อ่านข่าว..นั่งสักพักมองไปข้างหน้าต่างอีกที.."หิมะ" ขาวๆ ลอยละลิ่วตกลงมา.....คว้าเสื้อโค้ชใส่ทับชุดนอน..ลากรองเท้าแตะ..วิ่งออกไปให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นของเกล็ดน้ำแข็งสีขาว...ความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่กลับมาอีกครั้ง...อืม..หิมะแรกในลอนดอน!

@London ก้าวแรก..ในประเทศอังกฤษ (2) ตอน โรงเรียนของหนู

ความมุ่งมั่นที่ดิฉันตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมติดอยู่บนเครื่องบินกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อมาใช้ชีวิตที่นี่ก็คือการมาฝึกฝนวิทยายุทธ์ด้านภาษา อันถือเป็นจุดสกัดดาวรุ่งที่เป็นจุดบอดที่สุดของดิฉันที่กลุ่มเพื่อนที่สนิทชอบล้อโดยมิกลัวการสวนกลับด้วยฝ่ามือนางมารพิฆาต!!:furious:

ด้วยความใจร้อนผสานกับความดื้อ (ที่เข้าขั้น “ดื้อรั้น”) “ก็ชั้นจะไปตอนนี้!” ทำให้ดิฉันไม่ได้เตรียมการหาข้อมูลเรื่องโรงเรียนมากนัก ประกอบกับช่วงนั้นก็ทำงานอยู่หลายชิ้น พอมี “เพื่อนของเพื่อน” แนะนำโรงเรียนมาให้ ซึ่งเข้าใจว่าเขาเองก็สุ่มๆ จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้มีข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้ดิฉันต้องตกตะลึงกับสภาพของโรงเรียนเมื่อมาถึงที่นี่ได้เพียงแค่สองวัน...:eyes:

วันนั้นเป็น “วันที่สอง” ของการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่…ดิฉันตื่นเช้าเพราะเมื่อคืนนอนตั้งแต่บ่ายสี่โมง ตั้งใจว่าอยากไปโรงเรียนแต่เช้า วาดภาพอาคารโรงเรียนสีแดง...มีการทดสอบวัดระดับความรู้ก่อนว่าอย่างดิฉันเนี่ยจะอยู่ beginner หรือ advance จะมีเพื่อนกี่คน มาจากประเทศไหนบ้าง...

กว่าจะเดินหาโรงเรียนเจอ ดิฉันต้องถามคนเกือบสิบคนว่าไอ้บ้านเลขที่....เนี่ยมันอยู่ประมาณไหนของถนน Tottenham Court Road ต้องพักดื่มกาแฟเพื่อคลายความหนาวหนึ่งรอบก่อนจะหาโรงเรียนเจอ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟนั่นเอง

เมื่อเท้าย่างเข้าไปในโรงเรียน อันที่จริงต้องเรียกว่า “ห้องแถว” มากกว่า ดิฉันก็นึกว่าตนเองตกเข้าไปอยู่ใน “แหล่งซ่องสุมกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติ” ไม่ได้เว่อร์นะคะ ความรู้สึกมันคล้ายเป็นอย่างนั้นจริงๆ “น้ำตาลูกผู้หญิงตก” เลยค่ะ... เป็นครั้งแรกที่น้ำตาตกในต่างแดน awww

ตอนนั้นเวลาประมาณเก้าโมงเศษ ดิฉันก็นึกว่าตัวเองมาสาย เพราะตารางเรียนที่เขาแจ้งไป คือ เรียนจันทร์-ศุกร์ ช่วงเช้า วันละสามชั่วโมง (09.00-12.30: เบรค 30 นาที) นึกภาพว่าต้องเจอเพื่อนนักเรียนต่างชาติผิวขาวเยอะแยะ ปรากฎว่าดิฉัน “มาเช้าเกินไป” ค่ะ มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายหน้าตาแถบประเทศตะวันออกกลาง (ภาษาบ้านเราเรียกว่าหน้าแขกๆ น่ะค่ะ) นั่งหน้าดุพิมพ์อะไรจิ๊กๆ จั๊กๆ อยู่หน้าคอมฯ พอดิฉันแนะนำตัวว่าเป็นนักเรียนใหม่เขาก็บอกให้รอก่อน หลังจากนั้นก็มีนักเรียน (แขก) มาอีกสามคนมานั่งรออยู่ด้วยท่าทางเข้มๆ วินาทีนั้นดิฉันบอกได้เลยว่า “กลัว” ค่ะ อย่างที่บอกว่าเหมือนตกเข้าไปอยู่ในแหล่งซ่องสุมกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติ ผู้ชายคนแรกเหมือนหัวหน้ากอง และเด็กสองสามคนที่มานั่งอยู่ใกล้ๆ ดิฉันก็คือสมาชิกของกองกำลังที่มารายงานตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจอะไรบางอย่าง!!!!

นาทีนั้นสมองและความรู้สึกก็บอกทันทีว่า “ตูจะเรียนที่นี่ดีมั๊ย” และถ้าไม่เรียน จะทำอย่างไร เงินจ่ายเขาไปแล้ว 635 ปอด์น เหลือที่ต้องจ่ายส่วนที่เหลืออีก 500 ปอด์น จะจ่ายดีมั๊ย? … แต่สุดท้ายดิฉันก็ไม่ได้จ่ายค่าเรียนส่วนที่เหลือค่ะ ทำเนียนเรียนไปก่อนให้ครบเทอม...คิดทันทีเลยว่าจะต้องหาโรงเรียนใหม่แน่นอนในเทอมหน้า (มกราคม 2008)

ดิฉันนั่งนิ่งๆ ทำหน้าตาไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรมากนัก (เพราะกลัวว่าเขาจะจับความรู้สึกได้ว่ากลัว) ประมาณสิบโมงก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้าหมวยๆ เข้ามา ใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็น่าไว้วางใจมากกว่า ดิฉันเข้าไปแนะนำตัว เขาก็บอกว่าให้มาตอนบ่ายตอนนี้เขายังหาเอกสารไม่เจอ..งงเลยค่ะ???

ความรู้สึกในตอนนั้นดิฉัน “upset” มาก ตัดสินใจโทรหารุ่นน้องคนหนึ่ง (รัฐศาสตร์ มธ.) ที่เขามาอยู่ที่ลอนดอนนี้ก่อนหนึ่งเดือน น้องก็ไม่สบายแต่ก็อุตส่าห์ลากสังขารมา..ปรึกษากันว่า “ตูจะเอาไงต่อ” สุดท้ายก็เลยลงตัวว่าเรียนไปก่อน อย่างน้อยก็ได้คุยกับครู แล้วค่อยขยับขยายทีหลัง

ในที่สุดก็วกกลับไปที่โรงเรียนนั้นอีกรอบ เขาก็ให้ตารางเรียนมาว่าเรียนแค่สามวัน อังคารและพฤหัสบดีเรียนเต็มวันและวันศุกร์อีกครึ่งวัน แต่ไม่พูดเรื่องเงินที่เหลือแฮะ..ดิฉันก็เลยทำเนียนเฉยไม่พูดถึงเหมือนกัน...แรกๆ มีนักเรียนสามคน (ดิฉัน เพื่อนชาวปากีสถาน และบังคลาเทศ) หลังๆ ถึงมีมาเพิ่มรวมแปดคน รวมถึงเพื่อนคนไทยของดิฉันด้วย...ห้องเรียนอยู่ใต้ดิน ความรู้สึกของดิฉันก็ยังไม่หลุดจากการเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติสักที:ninja:

เรียนที่นั่นประมาณสองเดือน “โรงเรียนถูกยุบ!!” ค่ะ :yikes: แรกๆ ครูที่สอนมาบอกว่าปิดเรียนสองสัปดาห์เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการภายใน..ซึ่งก็สมควรค่ะขนาดดิฉันยังจ่ายเงินไม่ครบยังไม่มีใครมาทวงเลย...ก็มีคน (ไทย) ที่เพิ่งรู้จักที่นี่หลายคนบอกว่า “ไม่ใช่ปิดถาวรนะ? ที่อังกฤษมีเยอะกรณีที่โรงเรียนสอนภาษาถูกยุบเนี่ย” ก็ได้แต่ยิ้มค่ะ..ไม่มีคำตอบ...แต่สุดท้ายโรงเรียนก็ปิดถาวรจริงๆ ตามคำทำนายของเกจิทั้งหลาย...เศร้าค่ะ...ไม่ได้เสียดายโรงเรียนเพราะมันห่วยจริงๆ แต่คิดถึงคนที่เขาเป็นห่วงเป็นใยและคอยเตือนเรามาตลอดว่าทำอะไรให้รอบคอบนะ..แต่เราไม่ค่อยจะฟังเค้าเองมัวแต่ดื้อ...สุดท้ายเราก็มาเศร้าเอง

หลังฝนตก..ฟ้าก็แจ่มใส หลังจากไม่ต้องไปโรงเรียนอยู่ประมาณเดือนกว่า (ระหว่างนั้นดิฉันก็ใจเต้นอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัว Home Office มาตรวจสอบเดี๋ยวถูกส่งกลับประเทศเพราะเป็นนักเรียนที่ไม่มีโรงเรียน) ดิฉันหาโรงเรียนใหม่ได้ เป็น College ของรัฐบาลที่มีการสอนภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในลอนดอน...แพงค่ะ 12 สัปดาห์ 685 ปอด์น แต่ก็ตัดสินใจเรียนเพราะไม่อยากเสียเวลาและเสียใจไปกับโรงเรียนห่วยๆ แต่ถูกอีกแล้ว...ที่สำคัญใกล้บ้านกับร้านอาหารที่ดิฉันทำงานอยู่ด้วย...

เหตุการณ์เกี่ยวกับโรงเรียนที่ผ่านมา พอมานั่งคิดทบทวนดิฉันก็มองว่ามันก็เป็นบทเรียนสำคัญในแง่ที่ว่าการตัดสินใจเดินทางมาต่างประเทศเราต้องมีข้อมูลหรือเตรียมทุกอย่างให้พร้อมมากกว่านี้ เพราะเมื่อมาถึงที่นี่เราไม่สามารถพึ่งพาใครได้มากนัก...แต่ "กำลังใจ" สำคัญมากค่ะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ต้องให้กำลังใจตัวเองมากๆ ไม่ท้อถอย..แล้วเราจะหาทางออกจากอุโมงค์ที่มืดมิดได้เอง:wizard:

@London ก้าวแรก...ในประเทศอังกฤษ (1)

ในตอนแรกที่คิดว่าจะลงมือจรดปลายนิ้วสัมผัสบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เขียนบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำว่าในห้วงเวลาหนึ่งของชีวิตได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตในต่างแดนกับเขาอยู่เหมือนกัน ดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าจะมานั่งเขียนไว้ในบล็อกแห่งนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรลงในบล็อกดี ก็เลยคิดว่าเขียนเรื่องของตนเองนี่ล่ะเพราะเป็นเรื่องเดียวที่รู้มากที่สุดแล้ว... คงไม่ถึงขั้นประจานความโก๊ะและความเอ๋อของตนเอง (สวนทางกับฉายาคุณนายที่เพื่อนๆ ที่สนิทกันขนานนาม) แต่ดิฉันก็คิด (เข้าข้างตัวเอง) ว่าชีวิตในลอนดอนของดิฉันนั้นมันก็มีสีสันและสนุกปนรันทดพอที่จะเก็บมาเล่าให้คนอื่นฟังได้บ้างเหมือนกัน..แม้ว่าจะมีหลายคนที่เขามาอยู่และสัมผัสมาก่อนดิฉันและได้เขียนเล่าประสบการณ์ผ่านบล็อกในโลกไซเบอร์อยู่มาก..แต่..ก็คนมันอยากจะเขียน..ก็ขอดิฉันเขียนเถอะค่ะ

อันที่จริงแล้ว ดิฉันได้เดินทางมาแย่งอากาศคนอังกฤษหายใจก็ 162 วัน นับจากก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้าสนามบิน Heathrow ในเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน ปีที่แล้ว (2007) ตอนนั้นเขายังเทียบเวลากับประเทศไทยเร็วกว่าประเทศอังกฤษ 6 ชั่วโมง (ตอนนี้ 7 ชั่วโมง) ก็นับว่าดิฉันมาอยู่ที่นี่ได้ 5 เดือนกว่าแล้ว..นานพอสมควร...แต่คงไม่ช้าเกินไปที่จะหวนรำลึกไปถึงวันแรกๆ ที่มาที่นี่

หลังจากเครื่องบินจอดสนิทที่รันเวย์...มองผ่านบานหน้าต่างเครื่องบินออกมาก็เห็นแต่เครื่องบินลำอื่นๆ ไม่มีต้นไม้ อากาศก็ขมุกขมัว ดิฉันรำพึงในใจกับตัวเองว่า...ทำไมประเทศอังกฤษมันเป็นอย่างนี้? แต่ก็คิดไม่ออกว่าประเทศนี้ในฝันของตัวเองมันเป็นอย่างไรเพราะมัวแต่ “งง” กับด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินว่าเราต้องผ่านด่านอะไรบ้าง และทำไมคนมันเยอะอย่างนี้ และทำไมมีแต่แขกและคนดำเต็มไปหมด..หรือประเทศอังกฤษกลายเป็นเมืองขึ้นของอินเดียไปเสียแล้ว? ...กระเป๋าเดินทางถูกลำเลียงลงเครื่องหรือยังและอยู่ที่ไหน?....สุดท้ายคือจะพูดกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรู้เรื่องหรือเปล่าเพราะทักษะการพูดภาษาอังกฤษของดิฉันถูกจัดว่ามัธยมต้นค่ะแม้ว่าจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดัง...แต่สุดท้ายก็ผ่านด่านออกมา และเดินอย่าง “งงงง” ไปตามหากระเป๋าจนเจอ

ระหว่างนั่งรอพี่ที่ “ไม่เคย” รู้จักกันมาก่อนมารับ (รู้จักผ่านเพื่อนของเพื่อนอีกที) ดิฉันก็เกือบหลงไปกับชาย (ไทย) แปลกหน้าวัยเลยกลางคน เนื่องจากเขามาถามว่า “ใช่...หรือเปล่าลูก?” ดิฉันก็ตอบไปอย่าง “งงงงงง” ว่า “ใช่ค่ะ” พร้อมกับนึกในใจว่าเขาเปลี่ยนคนมารับดิฉันหรือไง...แต่พลันสายตาของคุณน้าคนนั้นก็ไปปะทะกับสาวน้อยร่างเล็กเป้าหมายตัวจริงที่แกจะมารับเสียก่อน ดิฉันจึงรอดกับการไปพลัดหลงที่อื่นเสียก่อนที่คนมารับตัวจริงจะมาถึง

หลังจากที่นั่งจับตาดูกระเป๋าทั้งสี่อันประกอบด้วยกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ กระเป๋าเดินทางใบเล็ก เป้สะพายหลัง และกระเป๋าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค อยู่ประมาณเกือบชั่วโมง (เนื่องจากเป็นการเดินทางต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกจึงมีผู้ปรารถนาดีเตือนดิฉันว่าต้องนับให้ครบตลอดเวลาและจำไว้ว่ามีกระเป๋าสี่ใบเพราะโอกาสที่เราจะลืมหรือถูกขโมยกระเป๋าจากผู้ไม่ปรารถนาดีมีอยู่สูง) พี่ที่มารับก็มาถึงและพาดิฉันลากกระเป๋าขึ้นลงบันไดสถานีรถไฟฟ้า (Tube) หลายสถานีจนอิดโรยเพราะความหิวและความหนัก ก็ถึงห้องเช่าที่เขาได้ติดต่อไว้ให้ พร้อมกับจ่ายเงินไป 880 ปอด์น สำหรับค่าเช่าหนึ่งเดือนพร้อมมัดจำหนึ่งเดือน แลกกับห้องเช่าขนาดกระทัดรัด (มาก) ในโซนหนึ่ง (แถบ Oxford Street) ดิฉันก็ได้แต่มองตามเงินก้อนนั้นไปปริบๆ:irked:

เสร็จภารกิจจากการจ่ายเงินก้อนมโหฬารแลกกับห้องรูหนู..ด้วยความหิว สมองและขาทั้งสี่ของสองเรา (ดิฉันและพี่สาวใจดี) จึงเดินไปขึ้นรถเมล์ตรงไปยังถนนแห่งการชอปปิ้ง (Oxford Street) บนรถเมล์ก็ได้ยินเสียงสนทนาภาษาไทยขึ้นมา ดิฉันทำหน้าแปลกใจ พี่สาวกระซิบว่าไม่ต้องแปลกใจหรอก เมืองนี้ (London) และประเทศนี้คนไทยอยู่เยอะ รถเมล์ทุกคันต้องมีผู้โดยสารเป็นคนไทยอย่างน้อยหนึ่งคน และคนไทยที่นี่เขาไม่ค่อยทักทายกัน!!! อ้าว!!!

หลังจากอิ่มหนำแต่ไม่สำราญเพราะอาหารมื้อแรกที่มาอยู่ที่นี่ของดิฉันเป็นไก่ทอดเคเอฟซีราคาเกือบ 5 ปอด์น (คิดเป็นเงินไทยแล้วอยากร้องไห้) เราก็ไปชอปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าราคาถูก อันมีชื่อว่า “PRIMARK” เพื่อหาซื้อผ้าห่มและหมอน และต้องต่อคิวยาวประมาณหนึ่งร้อยเมตรเพื่อจ่ายเงิน หลังจากนั้นดิฉันก็กลับห้องพักคนเดียว ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอาของมาเก็บและออกไปนั่งรถเมล์เล่นดูเมืองสักพัก แต่ด้วยความเพลียสุดท้ายก็หลับไปในเวลาบ่ายสี่โมงของที่นี่ซึ่งก็คือราวสี่ทุ่มของประเทศไทย...สิ้นสุดวันแรกของการมาใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ:zzz:
July 2008
MTWTFSS
June 2008August 2008
123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031