Skip navigation.

exploreopera

| Help

Sign up | Help

@London ก้าวแรก..ในประเทศอังกฤษ (2) ตอน โรงเรียนของหนู

ความมุ่งมั่นที่ดิฉันตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมติดอยู่บนเครื่องบินกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อมาใช้ชีวิตที่นี่ก็คือการมาฝึกฝนวิทยายุทธ์ด้านภาษา อันถือเป็นจุดสกัดดาวรุ่งที่เป็นจุดบอดที่สุดของดิฉันที่กลุ่มเพื่อนที่สนิทชอบล้อโดยมิกลัวการสวนกลับด้วยฝ่ามือนางมารพิฆาต!!:furious:

ด้วยความใจร้อนผสานกับความดื้อ (ที่เข้าขั้น “ดื้อรั้น”) “ก็ชั้นจะไปตอนนี้!” ทำให้ดิฉันไม่ได้เตรียมการหาข้อมูลเรื่องโรงเรียนมากนัก ประกอบกับช่วงนั้นก็ทำงานอยู่หลายชิ้น พอมี “เพื่อนของเพื่อน” แนะนำโรงเรียนมาให้ ซึ่งเข้าใจว่าเขาเองก็สุ่มๆ จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้มีข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้ดิฉันต้องตกตะลึงกับสภาพของโรงเรียนเมื่อมาถึงที่นี่ได้เพียงแค่สองวัน...:eyes:

วันนั้นเป็น “วันที่สอง” ของการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่…ดิฉันตื่นเช้าเพราะเมื่อคืนนอนตั้งแต่บ่ายสี่โมง ตั้งใจว่าอยากไปโรงเรียนแต่เช้า วาดภาพอาคารโรงเรียนสีแดง...มีการทดสอบวัดระดับความรู้ก่อนว่าอย่างดิฉันเนี่ยจะอยู่ beginner หรือ advance จะมีเพื่อนกี่คน มาจากประเทศไหนบ้าง...

กว่าจะเดินหาโรงเรียนเจอ ดิฉันต้องถามคนเกือบสิบคนว่าไอ้บ้านเลขที่....เนี่ยมันอยู่ประมาณไหนของถนน Tottenham Court Road ต้องพักดื่มกาแฟเพื่อคลายความหนาวหนึ่งรอบก่อนจะหาโรงเรียนเจอ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟนั่นเอง

เมื่อเท้าย่างเข้าไปในโรงเรียน อันที่จริงต้องเรียกว่า “ห้องแถว” มากกว่า ดิฉันก็นึกว่าตนเองตกเข้าไปอยู่ใน “แหล่งซ่องสุมกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติ” ไม่ได้เว่อร์นะคะ ความรู้สึกมันคล้ายเป็นอย่างนั้นจริงๆ “น้ำตาลูกผู้หญิงตก” เลยค่ะ... เป็นครั้งแรกที่น้ำตาตกในต่างแดน awww

ตอนนั้นเวลาประมาณเก้าโมงเศษ ดิฉันก็นึกว่าตัวเองมาสาย เพราะตารางเรียนที่เขาแจ้งไป คือ เรียนจันทร์-ศุกร์ ช่วงเช้า วันละสามชั่วโมง (09.00-12.30: เบรค 30 นาที) นึกภาพว่าต้องเจอเพื่อนนักเรียนต่างชาติผิวขาวเยอะแยะ ปรากฎว่าดิฉัน “มาเช้าเกินไป” ค่ะ มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายหน้าตาแถบประเทศตะวันออกกลาง (ภาษาบ้านเราเรียกว่าหน้าแขกๆ น่ะค่ะ) นั่งหน้าดุพิมพ์อะไรจิ๊กๆ จั๊กๆ อยู่หน้าคอมฯ พอดิฉันแนะนำตัวว่าเป็นนักเรียนใหม่เขาก็บอกให้รอก่อน หลังจากนั้นก็มีนักเรียน (แขก) มาอีกสามคนมานั่งรออยู่ด้วยท่าทางเข้มๆ วินาทีนั้นดิฉันบอกได้เลยว่า “กลัว” ค่ะ อย่างที่บอกว่าเหมือนตกเข้าไปอยู่ในแหล่งซ่องสุมกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติ ผู้ชายคนแรกเหมือนหัวหน้ากอง และเด็กสองสามคนที่มานั่งอยู่ใกล้ๆ ดิฉันก็คือสมาชิกของกองกำลังที่มารายงานตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจอะไรบางอย่าง!!!!

นาทีนั้นสมองและความรู้สึกก็บอกทันทีว่า “ตูจะเรียนที่นี่ดีมั๊ย” และถ้าไม่เรียน จะทำอย่างไร เงินจ่ายเขาไปแล้ว 635 ปอด์น เหลือที่ต้องจ่ายส่วนที่เหลืออีก 500 ปอด์น จะจ่ายดีมั๊ย? … แต่สุดท้ายดิฉันก็ไม่ได้จ่ายค่าเรียนส่วนที่เหลือค่ะ ทำเนียนเรียนไปก่อนให้ครบเทอม...คิดทันทีเลยว่าจะต้องหาโรงเรียนใหม่แน่นอนในเทอมหน้า (มกราคม 2008)

ดิฉันนั่งนิ่งๆ ทำหน้าตาไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรมากนัก (เพราะกลัวว่าเขาจะจับความรู้สึกได้ว่ากลัว) ประมาณสิบโมงก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้าหมวยๆ เข้ามา ใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็น่าไว้วางใจมากกว่า ดิฉันเข้าไปแนะนำตัว เขาก็บอกว่าให้มาตอนบ่ายตอนนี้เขายังหาเอกสารไม่เจอ..งงเลยค่ะ???

ความรู้สึกในตอนนั้นดิฉัน “upset” มาก ตัดสินใจโทรหารุ่นน้องคนหนึ่ง (รัฐศาสตร์ มธ.) ที่เขามาอยู่ที่ลอนดอนนี้ก่อนหนึ่งเดือน น้องก็ไม่สบายแต่ก็อุตส่าห์ลากสังขารมา..ปรึกษากันว่า “ตูจะเอาไงต่อ” สุดท้ายก็เลยลงตัวว่าเรียนไปก่อน อย่างน้อยก็ได้คุยกับครู แล้วค่อยขยับขยายทีหลัง

ในที่สุดก็วกกลับไปที่โรงเรียนนั้นอีกรอบ เขาก็ให้ตารางเรียนมาว่าเรียนแค่สามวัน อังคารและพฤหัสบดีเรียนเต็มวันและวันศุกร์อีกครึ่งวัน แต่ไม่พูดเรื่องเงินที่เหลือแฮะ..ดิฉันก็เลยทำเนียนเฉยไม่พูดถึงเหมือนกัน...แรกๆ มีนักเรียนสามคน (ดิฉัน เพื่อนชาวปากีสถาน และบังคลาเทศ) หลังๆ ถึงมีมาเพิ่มรวมแปดคน รวมถึงเพื่อนคนไทยของดิฉันด้วย...ห้องเรียนอยู่ใต้ดิน ความรู้สึกของดิฉันก็ยังไม่หลุดจากการเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังก่อการร้ายข้ามชาติสักที:ninja:

เรียนที่นั่นประมาณสองเดือน “โรงเรียนถูกยุบ!!” ค่ะ :yikes: แรกๆ ครูที่สอนมาบอกว่าปิดเรียนสองสัปดาห์เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการภายใน..ซึ่งก็สมควรค่ะขนาดดิฉันยังจ่ายเงินไม่ครบยังไม่มีใครมาทวงเลย...ก็มีคน (ไทย) ที่เพิ่งรู้จักที่นี่หลายคนบอกว่า “ไม่ใช่ปิดถาวรนะ? ที่อังกฤษมีเยอะกรณีที่โรงเรียนสอนภาษาถูกยุบเนี่ย” ก็ได้แต่ยิ้มค่ะ..ไม่มีคำตอบ...แต่สุดท้ายโรงเรียนก็ปิดถาวรจริงๆ ตามคำทำนายของเกจิทั้งหลาย...เศร้าค่ะ...ไม่ได้เสียดายโรงเรียนเพราะมันห่วยจริงๆ แต่คิดถึงคนที่เขาเป็นห่วงเป็นใยและคอยเตือนเรามาตลอดว่าทำอะไรให้รอบคอบนะ..แต่เราไม่ค่อยจะฟังเค้าเองมัวแต่ดื้อ...สุดท้ายเราก็มาเศร้าเอง

หลังฝนตก..ฟ้าก็แจ่มใส หลังจากไม่ต้องไปโรงเรียนอยู่ประมาณเดือนกว่า (ระหว่างนั้นดิฉันก็ใจเต้นอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัว Home Office มาตรวจสอบเดี๋ยวถูกส่งกลับประเทศเพราะเป็นนักเรียนที่ไม่มีโรงเรียน) ดิฉันหาโรงเรียนใหม่ได้ เป็น College ของรัฐบาลที่มีการสอนภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในลอนดอน...แพงค่ะ 12 สัปดาห์ 685 ปอด์น แต่ก็ตัดสินใจเรียนเพราะไม่อยากเสียเวลาและเสียใจไปกับโรงเรียนห่วยๆ แต่ถูกอีกแล้ว...ที่สำคัญใกล้บ้านกับร้านอาหารที่ดิฉันทำงานอยู่ด้วย...

เหตุการณ์เกี่ยวกับโรงเรียนที่ผ่านมา พอมานั่งคิดทบทวนดิฉันก็มองว่ามันก็เป็นบทเรียนสำคัญในแง่ที่ว่าการตัดสินใจเดินทางมาต่างประเทศเราต้องมีข้อมูลหรือเตรียมทุกอย่างให้พร้อมมากกว่านี้ เพราะเมื่อมาถึงที่นี่เราไม่สามารถพึ่งพาใครได้มากนัก...แต่ "กำลังใจ" สำคัญมากค่ะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ต้องให้กำลังใจตัวเองมากๆ ไม่ท้อถอย..แล้วเราจะหาทางออกจากอุโมงค์ที่มืดมิดได้เอง:wizard:

@London ก้าวแรก...ในประเทศอังกฤษ (1)First Snow!!!

Comments

avatar
ประสบการณ์เลวร้าย
เคยได้ยินอย่างอื่นคือเป็นระดับมหาลัยเลย มหาลัยห้องแถว
ในเมกาก็มี ในแถวเอเซียก็มี
ของเมกาเคยมีข่าวมาประสาทปริญญาให้ใครบางคนที่ไทยนี่
และของในเอเซียมีข่าวว่าได้ปริญญาบัตรมาโดยไม่เคยไปนั่งเรียน


By simplifolks, # 23. March 2008, 15:23:52

avatar
คนแถวนี้ไม่เคยคิดซ้ำเติม ไม่เคยคิดว่า "ก็บอกแล้ว เตือนแล้ว" ทว่า สิ่งที่เคยเตือนก็ด้วยความห่วงใย
แต่ในเมื่อเรื่องเลวร้ายผ่านเข้ามา ก็นับว่าดีที่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ...ถูกต้อง หากมีความมุ่งมั่น
ฟ้าหลังฝนยามบ่าย ย่อมสวยงามกว่าฟ้าใสๆ ที่มารอตอนเราตื่นนอนเสมอ

กัมบัตเตะ คูดาไซ สู้ต่อไป จุง คาสึกะ :D

By mekong, # 24. March 2008, 12:44:02

avatar
<ประสบการณ์เลวร้ายเป็นบทเรียนที่บ่มเพาะให้มนุษย์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้มากขึ้น
หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาก เรากลับมองว่า
...แหม..จะมีใครสักกี่คนที่มีโอกาสมาเดินท่อมๆ เหงาๆ อยู่ต่างบ้านต่างเมืองเหมือนเรา
....จะมีใครสักกี่คนที่เรียนๆ อยู่ โรงเรียนถูกยุบไปเสียเฉยๆ
......จะมีใครสักกี่คนที่ต้องมานั่งเสริ์ฟอาหารบริการลูกค้า ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นผู้รับบริการ
........ฯลฯ........

>>>จริงๆ ในประเทศอังกฤษก็มีเยอะนะคะที่เป็นมหาวิทยาลัยห้องแถว..

<<<อันที่จริงเราไม่อยากเขียนเรื่องนี้ลงใน blog เลยนะเพราะมันเศร้า แต่ก็คิดว่าไหนๆ จะเขียนแล้วก็เขียนทุกเรื่องที่มันโดนและเป็นสิ่งที่เราคงไม่ลืมได้..

>>>..รู้อยู่เสมอว่าคนแถวโน้นเป็นทั้งพี่และเพื่อนที่เราไว้เนื่้อเชื่อใจได้ และไม่เคยคิดร้ายกับเรา..แม้ว่าบางเรื่องเราจะคิดจะเห็นต่างจากพี่..แต่เราก็รู้ว่า "การตักเตือน" ก็ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี

By chongrak, # 25. March 2008, 23:06:05

Write a comment

You must be logged in to write a comment. if you're not a registered member, please sign up.

July 2008
MTWTFSS
June 2008August 2008
123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031