ธรรมบรรยายเพื่อเป็นที่ระลึก แก่คุณโกมล คีมทอง โดยท่านพุทธทาสภิกขุ
Saturday, 1. March 2008, 00:24:10
แด่ โกมล คีมทอง
โกมล คีมทอง เคยกล่าวไว้ว่า
“เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง”
เราหาคนเช่นนี้มิค่อยได้
เพราะคนขาดจิตใจอันสูงส่ง
เขาจึงยอมทอดร่างอย่างอาจอง
เป็นก้อนอิฐในป่าดงแดนกันดาร
คือตำนานโกมลคนหนุ่มสาว
ผู้กล้าก้าวอุทิศตนองอาจหาญ
คือครูผู้มีอุดมการณ์
ผู้สร้างสายธารแห่งศรัทธา
อนิจจาเขามาล่วงลาลับ
ดุจแสงเทียนวูบดับลงกลางป่า
สิ่งที่สร้างสิ่งที่หวังยังค้างคา
ใครเล่าหนาจะสืบสานตำนานชีวิต
“เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง”
ดอกหญ้า นาคร, คีตวรรณ
ธรรมบรรยายเพื่อเป็นที่ระลึก แก่คุณโกมล คีมทอง โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม : ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล คีมทอง
ท่านสาธุชน นักศึกษา สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาได้รับคำขอร้องให้บรรยายความคิดเห็นเกี่ยวกับครูโกมล โดยกำหนดหัวข้อมาให้ว่า “คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม” และ “ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล” ที่จริงมันก็รวมได้สั้นๆว่า “ข้อคิดจากชีวิตครูโกมลที่เป็นอุดมคติเพื่อสังคม สำหรับคนหนุ่มควรจะทราบ” อาตมาก็กำลังเป็นหวัด แต่เมื่อมองเห็นความตั้งใจแรงกล้าของท่านทั้งหลาย ก็ขอสนองความประสงค์ ทั้งที่เป็นหวัดอย่างนี้
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าที่อาตมาจะบรรยายตามความรู้สึกที่เกิดมาจากการรู้จักคุณโกมล เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีเดียวนั้น เขาแวะมาที่นี่ทุกครั้งก่อนที่จะไปเข้าป่า มีเพื่อนสตรีมาคนหนึ่งด้วย ชื่อคุณ “รัตนา” คุณโกมลก็มาคุยกับอาตมา เพื่อนสตรีนั้นก็ไปคุยกับคุณเฉิน หงส์สนันทน์ อุบาสิกาแก่ๆ ที่ทางเขตอุบาสิกาโน้น แล้วอาตมาก็คุยกับคุณเฉินว่า มันยังไงกันที่จะเข้าไปแสดงบทบาทในป่าอย่างนี้ สารภาพตรงๆว่า เต็มไปด้วยความวิตกกังวล เป็นห่วงว่าจะเป็นอันตราย แต่เมื่อมองในแง่ที่ว่า โอ๊ย! ช้างมันไม่มีใครฉุดให้หยุดได้ ที่หยุดมันไม่มี ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ก็เลยไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทางที่จะคัดค้านอย่างไร ได้แต่พูดไปตามประสาคนแก่ที่ไม่รู้อะไรมากมาย ว่า ระวังๆ เท่านั้นแหละ ระวังให้ดีๆ ระวังให้สุขุม ให้รอบคอบ คุณโกมลได้แวะมาที่นี่ไม่น้อยกว่าสี่ห้าครั้ง แม้ประเดี๋ยวประด๋าวก็อุตส่าห์แวะมา ก่อนที่จะเข้าไปในป่า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากไปกว่าอย่างนี้แหละ ในที่สุด ก็ได้รับข่าวที่เป็นในทางตรงกันข้ามว่า ถูกฆาตกรรม ก็เป็นอันว่าเรื่องมันก็จบ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ความรู้สึกบางอย่างมันยังมีเหลืออยู่ ที่ว่า เมื่อใดต้องพูด ก็เห็นว่าควรจะเอามาพูดกับท่านทั้งหลาย ที่ต้องการจะให้พูด หรือที่กำหนดหัวข้อมาให้อย่างนี้ ก็จะพูดไปตามความรู้สึก ผิดถูกอย่างไรไม่ต้องรับผิดชอบทั้งนั้น ไปดูเอาเองก็แล้วกัน แต่ว่าตั้งใจจะพูดในแง่ที่รู้สึกโดยแท้จริงและจะเป็นประโยชน์ได้ สำหรับผู้ที่สนใจที่จะรับช่วงกิจการงานนี้ต่อไป
การบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความสุข แม้กระทั่งชีวิตก็ต้องเสียสละอย่างนี้ เป็นอุดมคติของ “โพธิสัตว์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายมหายาน ที่นิยมเรียกกันว่า “อุดมคติของโพธิสัตว์” (Bodhisattava Ideal) ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นแม้แต่ชีวิตของตัว แต่แล้วก็สังเกตเห็นอยู่ว่า คุณโกมลมีอุดมคติของโพธิสัตว์เต็มที่ในส่วนที่เป็นวิชาความรู้และความเสียสละ แต่ยังขาดอุดมคติของโพธิสัตว์อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความถูกต้องตามกาลเทศะ” ที่ที่จะไปพูด เวลาที่จะไปพูด มันถูกต้องเพียงพอหรือเปล่า ข้อนี้รู้สึกว่าชอบกล การที่เข้าไปพูดในป่า ไปพูดกับคนในป่าในเขา ไปทำงานกับคนที่ยังล้าหลังด้วยอุดมคติที่สูงเกินไป มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ จะมาตั้งต้นสอน ก. ข. ก. กา กับคนเหล่านั้น มันก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จ ในที่สุด ผลก็ออกมาเป็นความตาย ทีแรกเราก็ได้รับข่าวที่ไม่แน่นอนว่า ฆาตกรรมอันนี้กระทำโดยคนอันธพาลอยู่ในป่า หรือกระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง คือน้ำเสียงที่เล่าลือนั้นมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเขาก็มีความสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมือง พูดตรงๆก็คือ เขาสงสัยว่าคุณโกมลจะเล่นซื่อหรือไม่ซื่อ จะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ก็มีเสียงพูดกันอยู่อย่างนี้ ว่าจากคนในป่าหรืออันธพาลเหล่านั้น หรือว่าจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ข้อนี้มันจะโทษใครก็ไม่ได้เพราะว่ามันมีอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น มันมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น มันก็เป็นไปอย่างนั้น จนเดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ว่าใครเป็นคนประกอบกรรมอันเลวร้ายนี้ อาตมามองเห็นในอีกทางหนึ่งว่า พระโพธิสัตว์นั้นยังขาดความรู้หรือปัญญาในเรื่องกาลเทศะ หรือแผนการ หรือวิธีที่จะกระทำ ความไม่ปลอดภัยจึงเกิดขึ้น นี่แหละเป็นเรื่องที่ว่า เราจะรับเอาตัวอย่างอันนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
ขอแถมสักนิดหนึ่งว่า เท่าที่สังเกตมา ประชาชนโดยทั่วๆไป ไม่ได้ยินดีต้อนรับนักศึกษาหญิงชายที่ชักชวนกันไปทำการพัฒนาประชาชน เมื่อมีโอกาสว่าง เช่นปิดเทอมหรืออะไรก็ตาม เขาไม่เลื่อมใส เขามองเห็นในแง่ที่ว่า น่าสงสัย ว่า ทำไมต้องไปกันทั้งหญิงชาย และก็เป็นไปในลักษณะสนุกสนาน มองไปในแง่ว่า ทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงเสียมากกว่าจะเป็นบุญกุศลโดยแท้จริง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกอาตมาว่า “สิ่งที่มาสอนนี่ ผมรู้ดีกว่า” อย่างนี้ก็มี มันไม่สำเร็จประโยชน์ถึงขนาดนั้น ความจริงจังในหน้าที่การงานนั้นสำคัญ แต่ไม่ค่อยได้เน้น ไปเน้นในแง่วิชาความรู้ที่บางอย่างมันก็เฟ้อ มันอยู่เหนือความจำเป็น หรือนอกความจำเป็นที่จะไปรู้ นี่ก็เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยเหมือนกัน พวกนักศึกษาเหล่านั้นกระทำเหมือนอย่างแฟชั่นๆอันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่บุญกุศลที่แท้จริง แต่ก็ได้ยินว่า เดี๋ยวนี้ก็เลิกรากันไปแล้ว ควรจะได้จดจำไว้เป็นคติ นิทัศน์ อุทาหรณ์ ว่าควรจะทำกันอย่างไรต่อไปในอนาคต
การให้ความรู้เป็นทานนั้น พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นยอดทาน สูงสุดของการให้ทาน คือการให้ความรู้ และยิ่งมีการเสียสละแม้แต่ชีวิตก็สละได้ อย่างนี้ก็ยิ่งยอดต่อไปอีกทางหนึ่ง นี้เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่า มันจะต้องได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่ถ้ามันได้รับผลตอบแทนในทางตรงกันข้าม คือมันต้องเสียชีวิตไปอย่างนี้ มันก็ยังมีส่วนที่ต้องสอบสวนว่า มันเป็นความบกพร่องของอะไร หรือถ้าจะทำให้มีประโยชน์ มีผลดีต่อไปในอนาคตนั้น มันควรจะทำอย่างไรนั่นแหละมากกว่า คนที่อยู่ข้างหลังที่ตั้งใจจะสนองงานอันนี้ต่อไป ก็โปรดสังเกตดู พิจารณาดูให้ดีๆว่า การให้ความรู้นั้นมันยอดสุด การเสียสละในรูปแบบของอุดมคติโพธิสัตว์ มันก็สูงสุด แต่ทำไมมันยังไม่ประสบความสำเร็จ มันมีการต่อสู้ มันยังไม่สำเร็จ พูดง่ายๆว่า มันยังไม่ชนะ ดังนั้น มันต้องมีข้อผิดพลาด ไม่ตรงตามจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งหลบซ่อนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา มันก็ต้องใคร่ครวญพินิจพิจารณากันเสียใหม่ให้ดี เพื่อมันจะถูกต้องยิ่งขึ้น
อาตมาอยากจะพูดเป็นเรื่องแรกก็คือ คำว่า “โกมลคีมทอง” ซึ่งเป็นชื่อของมูลนิธิ เมื่อถือเอาตามอุดมคติอันนี้ได้ มันก็วิเศษประเสริฐ คำว่า “โกมล” หรือ “กมล” ภาษาบาลีหมายถึง สิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกบัวที่ตูม ยังไม่บาน มันแหลมข้างหนึ่ง มันมนข้างหนึ่ง มันเหมือนร่างกายกับหัวใจ จึงเอามาใช้เป็นชื่อของหัวใจก็ได้ เรียกว่า “โกมล” ความหมายในทางวัตถุหรือภาษาคน มันคือสิ่งที่มีรูปร่างอย่างนั้น แต่ความหมายในทางภาษาธรรม หมายถึง สติปัญญาอันสูงสุด ; ทีนี้ “คีมทอง” ก็เป็นคำที่มีความหมายดีมาก มันจะโดยบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดแท้ “คีม” ตามที่รู้กันโดยทั่วๆไป มันก็คือหนีบหรือตัด และมันทำด้วย ทอง มันก็ต้องชั้นดีชั้นวิเศษ , แม้ว่าเหล็กจะเป็นสิ่งที่แข็งกว่า แต่ก็เป็นสิ่งที่โน้มน้าวไปได้ตามความประสงค์ของเงินและทองซึ่งอ่อนกว่า แม้จะแข็งอย่างเหล็ก เงินมันก็ยังง้างไปได้แม้ว่ามันอ่อนกว่า แล้วทองก็ง้างไปได้ยิ่งกว่านั้นอีก ต่อให้มันแข็งเหมือนกับเพชร แข็งที่สุด ไม่มีอะไรแข็งเท่า เงินหรือทองที่อ่อนกว่ามัน น้อมไปได้ตามที่ต้องการถ้ารู้จักใช้ , เพราะฉะนั้น คำว่า “คีมทอง” จึงมีความหมายดีที่สุด ที่ว่ามันจะน้อมไปได้แม้สิ่งที่แข็งกว่า คือมันถูกตามความประสงค์ หรือวัตถุที่ควรจะประสงค์ให้มีความฉลาด สามารถ ตามความหมายของคำว่า “โกมล” หรือ “กมล” มันก็ยิ่งวิเศษสูงสุด “คีมทอง” ที่ฉลาดสูงสุด มันจะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตามใจ แต่ว่าคำนี้มีความหมายดีที่สุดและรักษาไว้ได้ด้วยอุดมคติอันนั้น และมันจะแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าปัญหาอะไร
เดี๋ยวนี้เรากำลังนิยมอุดมคติ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” ก้องกันอยู่ในประเทศ แต่ดูยังจะไม่ค่อยรู้ความหมายกันนัก “แผ่นดินทอง” มันต้องสูงสุด ไม่ใช่เรื่องปากเรื่องท้อง “แผ่นดินธรรม” มันไม่ใช่เพียงมีความถูกต้องเรื่องปากเรื่องท้อง แต่ว่ามันก็จะต้องมาจากแผ่นดินไทที่มีอิสระ ไม่เป็นขี้ข้า ไม่เป็นทาสของกิเลส แผ่นดินไทคือมีจิตใจเป็น “ไท” มันก็สามารถพัฒนาด้วยแผ่นดินธรรม ความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันก็มีผลออกมาเป็น “แผ่นดินทอง” อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ไม่ใช่เพียงแต่มีเงินทองใช้ไปตามความสนุกสนานของกิเลสแบบนั้น อย่างนั้นเป็นทองแดง ทองเหลือง ไม่ใช่ทองคำ ถ้ามันเป็นทองคำ ต้องเป็นทองแท้ที่มีค่าสูงสุด นี่จึงจะเป็นเรื่องที่น่าพอใจ หรือยึดถือไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ ; สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทองก็กำลังขวนขวายอยู่ เพื่อสิ่งที่เป็นอุดมคติ หรือว่าจะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ มันก็ถูกต้อง แต่ขอให้ใช้ความหมายของคำว่า “ทอง” ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ทางกามารมณ์ ทางความฟุ้งเฟ้ออะไรอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทอง ถ้าทองก็ทองเหลือง ทองแดง มันใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง นำมาซึ่งความสงบ ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ให้มันเป็นทองแดงได้แท้จริง สามารถจะขจัดปัญหาต่างๆได้ ความหมายของคำว่า “คีม” นั้นคือตัดขาดออกไป และมันก็ถูกต้อง ถูกต้องแล้ว มันก็แก้ปัญหาได้ คำว่า “ถูกต้อง” นี้มันต้องปลอดภัยด้วย ถ้าไม่ปลอดภัย ก็ยังไม่เรียกว่าถูกต้อง แม้จะเป็นการเสียสละชีวิต ก็ยังมีความไม่ถูกต้องอยู่ครึ่งหนึ่งที่ทำให้ต้องสูญเสียชีวิต แม้ว่าจะได้รับความยกย่องบูชาในการสูญเสียนี้ก็ไม่เป็นไร นี้ก็เรียกว่า ยังเหลือปัญหาอยู่สำหรับจะต้องแก้ไขต่อไปในลักษณะที่ว่า ไม่ต้องเสียชีวิต คือ ต้องมีความฉลาดในส่วนนั้นของโพธิสัตว์ มีความรู้ที่ถูกต้อง เสียสละสุดยอด และมีความถูกต้องที่จะปลอดภัย และสำเร็จไปตามความมุ่งหมายนั้นได้โดยแท้จริง อาตมาเห็นว่านี่เป็นข้อคิดจากชีวิตของครูโกมล สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ก็ได้ขวนขวายอยู่หลายๆด้านในการต่อสู้ ขอนำมาวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์กันสักเล็กน้อยประกอบเรื่อง ให้เป็นที่เข้าใจและลุล่วงไปด้วยดี
ปรากฏว่า ประชาชนทำลายต้นน้ำลำธาร มีความโง่ เห็นแก่ประโยชน์ทางหนึ่ง แล้วสูญเสียประโยชน์อันใหญ่หลวง อันความวินาศนั้นก็ไม่เห็น จึงต้องบอกให้เขาเข้าใจ ให้มองเห็นสิ่งที่มันมีค่ามากน้อยสูงต่ำอย่างไร ทำไมมันจึงไม่สำเร็จ เพราะประชาชนเหล่านั้นยังเห็นแก่ตัวมากกว่าความถูกต้อง มันไม่โกมล มันไม่ถูกต้อง ประชาชนยังมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว จึงทำลายต้นน้ำลำธาร มันมีความหมายอย่างไร จะต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่า มันมีมูลมาจากความเห็นแก่ตัว ถ้าจะแก้ไขข้อนี้ มันก็ต้องแก้ไขที่ความเห็นแก่ตัวของคนที่ไม่มีความรู้เหล่านั้น ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำอย่างนั้น ปัญหามันก็ไม่มี นี่เขาก็หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัว ทำสิ่งที่จะเป็นผลร้ายแก่ตัวยิ่งไปกว่าเดิม ประชาชนทำลายป่าไม้ก็ด้วยความโง่ โดยไม่มีความรู้สึกตัว เพราะไม่มีความรู้ ถ้าเรามีความรู้ เราก็ช่วยบอกให้เขารู้ตามที่เป็นจริงว่า การทำอย่างนั้น มันเป็นการเชือดคอตัวเองให้ตาย เพราะป่าไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ คือสิ่งที่ช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตจะอาศัยอยู่ในโลกได้ ต้นไม้ทั้งหลายช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้อง โดยเฉพาะทางอากาศ ทางการหายใจ มันมีความถูกต้องอย่างนั้น สัตว์มันจึงเกิดขึ้นมาในโลก ถ้าไปทำลายต้นไม้ทั้งหลายในโลก มันก็เกิดความผิดพลาดขึ้น คือความไม่เหมาะสม ที่ว่าโลกนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ อย่างที่เขารู้กันอยู่ เขาก็ประชาสัมพันธ์กันอยู่ เพื่อจะให้รับรู้ไปถึงคนโง่เหล่านั้น ว่าแสงที่ไม่พึงปรารถนาจากดวงอาทิตย์มันจะเข้ามาในโลกมากเกินไปจนอยู่ไม่ได้ หรือว่าอากาศที่จำเป็นแก่ชีวิต เช่นออกซิเจน มันก็ผิดพลาดไปหมด ไม่เหลือไว้ให้อยู่อาศัย มันก็จะต้องตาย เพราะไปทำลายต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่จัดให้โลกนี้มีบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต กลายเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมาะสมของสิ่งที่มีชีวิต มันก็ต้องตาย ดังนั้นการทำลายป่า มันก็คือการเชือดคอตัวเองอย่างนี้ เป็นต้น ทำไมเขาจึงทำ ก็เพราะเห็นแก่ตัว ดูให้ชัดๆ มันเห็นแก่ตัวเกินไป หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัวเกินไป จนไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม
เรื่องที่สาม ก็เป็นเรื่องที่อยากจะพูดไว้ด้วยเหมือนกัน คือเรื่องสนับสนุนการเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร คือพืชพรรณทั้งหลายที่แก้โรคได้ ธรรมชาติสร้างมาให้เสร็จ มีพืชพรรณที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเพียงพอสำหรับมนุษย์จะอยู่รอด แม้ว่าธรรมชาติจะจัดมาให้เสร็จ แต่ถ้ามนุษย์ไม่รู้ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนั้นจะต้องรู้เรื่องสมุนไพร ว่าจะใช้กันอย่างไร ตามธรรมชาติมันก็ใช้กันตามธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มันเจริญทางวิชาการบางอย่างบางแขนงสูงสุด นี่ก็คือทำดีเกินกว่าที่ธรรมชาติต้องการ ทำเรื่องสมุนไพรให้กลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องประดิษฐกรรมแขนงไหนไปก็ไม่รู้ สูญเสียความเป็นสมุนไพรที่ได้ใช้พืชพรรณเหล่านั้นกำจัดโรคโดยตรง ถูกตรงตามที่ธรรมชาติต้องการ จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมามากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัวเหมือนกัน จึงใช้ยาสมัยใหม่ซึ่งมันไม่ขม กินไม่ยาก กินง่าย แต่แล้วมันก็มีโทษ มีความผิดพลาดแฝงอยู่ไว้โดยไม่รู้สึกตัว อาตมาก็สนใจเรื่องนี้มากเหมือนกัน เพราะว่าเมื่อออกมาอยู่ป่า มันก็อยู่ไกลจากวิชาความรู้ของบ้านของเมือง มันก็ต้องหันมาสนใจเรื่องสมุนไพรในป่า ว่าเราจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างไรบ้าง ในที่สุดก็พบข้อที่ว่า เรามันละห่างจากกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ให้เกี่ยวกับสมุนไพร เมื่อมนุษย์ยังไม่เจริญ ก็ได้เอาสมุนไพรนั้นโดยตรงมากินเข้าไป ต้มแล้วกินเข้าไปอย่างง่ายๆ ก็กินเข้าไปเท่านั้นเอง สดๆอย่างนั้น แล้วมันก็แก้โรคภัยไข้เจ็บไปตามแบบสมุนไพร แต่ว่าในการกินเข้าไปอย่างนั้น มันมีปฏิกิริยา คือมันกินยาก มันเหม็น บางทีมันทำให้อาเจียน อาเจียนเอามากๆ แต่แล้วโรคภัยไข้เจ็บมันก็หาย ; วันหนึ่งไปหาไม้กันในป่า คนๆหนึ่งไปช่วยทำงานเกิดเป็นไข้จับสั่นขึ้นมา ไม่มียาอะไรรักษา แต่ก็มีไม้ชนิดหนึ่งอยู่แถวนั้น เรียกว่า “ต้นเลี่ยน” ขมเหมือนกับควินินนั่นแหละ อาตมาออกความเห็นว่า เธอลองกินยอดของต้นนี้เข้าไปสักกำมือซิ เขาก็กินเข้าไป แล้วอาเจียนเกือบตายจึงหยุด ไข้ก็หายเลย กลับบ้านก็ไม่เจ็บไข้ต่อไป ในสมุนไพรแท้ๆ มันมีสิ่งที่ทำความยุ่งยากลำบากอย่างนี้อยู่ด้วยเสมอไป ; ทีนี้ความรู้สมัยใหม่ เขาสกัดมันออกไปเสีย ให้มันเป็นผงเขียวๆ เป็นน้ำดำๆ กินเข้าไป สกัดส่วนนั้นออกไปหมด เหลือแต่อัลคาลอยด์ (Alkaloid) ล้วนๆ ขาวเป็นผงแป้งอย่างนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าได้สกัดอะไรออกไปกี่มากน้อย อย่างยาควินิน ถ้าเรากินเข้าไปตามธรรมชาติ ก็จะใช้ต้มกินเข้าไป ซึ่งมันก็ยังมีส่วนขม มีส่วนกินยาก มีส่วนทำให้อาเจียน แต่มันก็มีส่วนแก้ร้อน แต่ยาควินินที่สกัดออกมาเป็นผงขาวๆล้วนๆนี้ กินเข้าไป มันไม่แก้ร้อน แม้จะทำให้ไข้หายไป มันก็หายอย่างโกลาหลวุ่นวาย คนๆ หนึ่งที่รู้จักกัน เขาไปทำงานในป่าในดง เขาไม่มีทางอื่น เขาก็ใช้ยาควินินนี้กินเข้าไปๆ ออกมาหูหนวกตลอดชีวิตเลย คือมันไม่ได้มีส่วนถูกต้อง ถ้ากินยาซิงโคนาแบบต้มกินตามธรรมดา มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แต่มันต้องทนความลำบากในเรื่องเหม็น เรื่องขม เรื่องอาเจียนอะไร อย่างที่กล่าวมาแล้ว มันสูญเสียความเป็นสมุนไพรไปเสียแล้ว เนื่องจากความรู้สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า สกัดออกมา เหลือแต่แกนที่เป็นยา แล้วก็ด้านเดียวไม่มีอะไรครบถ้วน เราน่าจะกลับไปใช้วิธีเดิม แม้จะขมหน่อยก็ทนเอา เหม็นหน่อยก็ทนเอา แม้จะอาเจียนบ้างก็ทนเอา อาตมาก็เคยกินยาหม้อ กินแล้วก็อาเจียนๆ ก็หายไป สมุนไพรนี่เป็นของธรรมชาติให้มาอย่างถูกต้อง เหมาะสมคู่กันกับชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้นมีคุณสมบัติอันนี้ไม่มากก็น้อย ผู้ที่มีความรู้ดีที่เขาเรียกกันแต่โบราณกาล ตามตำนานปรัมปราว่า หมอชีวกโกมารภัจ ผู้แตกฉานในยาสมุนไพร เดินไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้บอกตะโกนว่า ฉันแก้โรคอะไร เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศึกษามาแต่เด็ก ลูบคลำมาแต่เด็ก มีความรู้เพิ่มเติมมาแต่เด็ก เพียงแต่เดินเฉียดไปเท่านั้นแหละ ก็จะรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะใช้ประโยชน์รักษาอะไรได้บ้าง เพราะมันมีกลิ่น มีรส มีอะไร อย่างเราเดินเข้าไปใกล้ต้นกะเพรา ต้นโหระพา มันส่งกลิ่นออกมา กลิ่นนั้นมันบอกเราว่าจะใช้อะไรได้บ้าง เพียงแต่หมอชีวกโกมารภัจเอามือไปขยำใบแล้วมาดมดู ก็พอแล้วที่จะบอกว่า ต้นไม้ต้นนี้จะแก้โรคอะไรได้บ้าง และเมื่อหนักเข้าๆ ก็เพียงแต่เหลือบเห็นเท่านั้น มันก็พอจะรู้แล้วว่า ต้นยาต้นนี้มันจะแก้อะไรได้บ้าง เรื่องของสมุนไพรมันเป็นอย่างนี้
ทีนี้การจะมาต้มกิน บดกินเข้าไปอย่างนั้น มันก็กลายเป็นยาสมัยใหม่ มีลักษณะสำอาง กินง่าย กินอร่อย ก็ได้ผลไปทางหนึ่ง แต่ผลข้างเคียงบางอย่างไม่มีแล้ว เช่นว่า มันจะให้ความเย็น กินเข้าไปแล้วหายไข้เลย คือให้ความเย็นด้วย มันก็ไม่มี มันก็หายไข้แบบร้อนๆ ลองไปถามหมอดูว่า กินยาควินินเข้าไปมากๆแบบนั้น ต้องกินยาระงับความร้อนอย่างอื่นช่วยด้วย นี่เราละทิ้งธรรมชาติไปไกลในแง่ของสมุนไพร ; ทีนี้จะแก้มือ เกลือจิ้มเกลือย้อนกลับบ้าง เอามันมาใช้รวมกันเลย ทั้งสมุนไพรเดิมและความรู้สมัยใหม่ ขอเวลานิดหน่อย แม้ว่ามันจะเสียเวลาบ้าง แต่มันเป็นเรื่องที่น่าหัว คนโบราณ ถ้าเป็นบิด เขาก็ใช้หัวกระทือที่งอกอยู่ตามป่าทั่วไป ในวัดนี้ก็มี มาหมกไฟเสียก่อน แล้วฝนกับน้ำปูนใส พอกินเข้าไป ละลายยานิดหน่อยก็ได้ ไม่ละลายก็ได้ กินเข้าไปเถอะ หัวกระทือหมกไฟฝนกับน้ำปูนใส กินเข้าไปแล้วแก้บิด เราก็เคยใช้ มันก็แก้บิดได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็เอายาแก้บิดของสมัยใหม่ที่เขาไปทำขึ้นสำเร็จรูป ที่มีใช้อยู่กันในสมัยนั้น ก็เรียกว่า ยาโดเวิร์ส (Doverse) ซึ่งรู้จักกันทั่วโลก เอายาผงโดเวิร์สที่เป็นของสมัยใหม่แล้ว พ้นจากความเป็นสมุนไพรแล้ว ใส่ลงไปในน้ำหมกหัวกระทือ หมกไฟตำแหลกๆ เราไม่ฝนกับน้ำปูนใสแล้ว มันน้อยไป ตำมันเลย มันก็ได้ยาเข้มข้น ใส่ยาโดเวิร์สลงไปเม็ดสองเม็ดกิน มันหายเหมือนกับยาทิพย์เลย ก็ใช้ทั้งสมุนไพรและไม่ใช่สมุนไพร นี่ถ้าเรารู้จักเรื่องธรรมชาติ ชีวิตเป็นธรรมชาติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก นี้เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเหมาะสำหรับธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติก็ได้ให้มา แต่ความเห็นแก่ตัวและชอบของกินง่าย ของอร่อยของยาสมัยใหม่ ทำให้เราไม่ชอบสมุนไพร ที่จริงยาสมัยใหม่นี่ก็เป็นสมุนไพร แต่เราไปโง่เอง ไปหลงเอง ว่ามันไม่ใช่ยาสมุนไพร ความจริงก็คือสมุนไพรนี่แหละ เพียงแต่สกัดออกไปเสียบางส่วน เอาบางส่วนเข้ามา โดยไม่เรียกว่าสมุนไพร สรุปแล้วก็คือ สมุนไพรที่สกัดออกมาเพียงบางส่วนเพื่อใช้แก้โรคโดยเฉพาะ แต่มันไม่คุ้มครองอะไรต่างๆที่ควรจะได้ด้วย
คนโบราณเวลาเป็นไข้ เขาเอาลูกสมอมาต้ม แล้วเอาน้ำละลายดีเกลือกิน ถ่ายไข้ มันก็ได้ผล แต่มันกินยาก ไอ้น้ำสมอนี่มันกินยาก มันเฝื่อน มันขม มันสารพัดอย่าง แต่ถ้าใส่ใบชุดเห็ด หรือใบหนาดลงไปสักกำมือ มันก็อาจจะกินง่าย หอม และชวนกิน แล้วก็ได้ผลเท่ากัน คนโบราณเขารู้ เขารู้โดยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ เขารู้ว่ายาสมุนไพรนี้ทำอย่างไร กินเข้าไปแล้วอะไรมันจะช่วยกลบกลิ่นเหม็นหรือที่ไม่ชวนกิน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดยาสมัยใหม่ โบราณเขาก็มีเหมือนกัน ไม่ต้องสมัยใหม่ เขาก็มีอะไรที่จะมาช่วยกันแก้ให้มันหมดปัญหาเรื่องนั้น แต่ความรู้นี้มันได้ถูกละเลยไปเสียแล้ว จนเด็กๆมันไม่รู้จักใช้ยาสมุนไพร ใบหนาด ใบชุมเห็ด จะมีประโยชน์อะไรก็ไม่มีใครรู้ อาตมารู้ ใบหนาดหรือใบชุมเห็ดนี้ใส่ลงไปในน้ำสมอที่แสนจะขม จะเฝื่อน จะเหม็นนั้นน่ะ แล้วไปใส่ดีเกลือกินให้ถ่ายไข้ ระบายโรคนี้ มันดีขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราละเลย ละทิ้งไปตามก้นฝรั่ง ไปตามก้นความเจริญแผนใหม่ในเรื่องยา จนกลายเป็นยาพิษไปโดยไม่รู้สึกตัว ยาที่ประดิษฐ์ดีเกินไป ไกลจากธรรมชาติ เช่นกินยาควินินจนหูหนวกตลอดชีวิต เป็นต้น เพราะมันไม่รู้เรื่องสมุนไพร เอาละ แม้แต่เรื่องสมุนไพรก็ดี ควรจะมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ต้องบังคับอะไรกันนัก ให้รู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์
บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าสงสาร ความเห็นแก่ตัว เป็นต้นเหตุให้เราดัดแปลงสิ่งต่างๆ จนกลายเป็นตรงกันข้าม จนกลายเป็นโทษไปเสีย เห็นแก่ตัวทำลายต้นน้ำลำธารก็ดี เห็นแก่ตัวทำลายต้นไม้พฤกษชาติก็ดี เห็นแก่ตัวจนไม่รู้จักใช้สมุนไพรตามธรรมชาติก็ดี เหล่านี้เรียกว่า เป็นความผิดพลาด เป็นความโง่เขลา ในการทำความเข้าใจให้ถูกต้องนั้น ก็ไม่ต้องต่อสู้อะไรกันให้เป็นให้ตาย ชี้แจงกันให้เห็นตามความเป็นจริง ว่าอันนี้อันตราย อันนี้มาจากความเห็นแก่ตัว ช่วยกันให้การศึกษาที่ถูกต้อง ให้ฉลาดเต็มที่ มีความรู้เต็มที่ แล้วก็มาใช้แก้ปัญหาได้ เพราะไม่เห็นแก่ตัว ถ้าความเห็นแก่ตัวแทรกเข้ามา มันกลับกันหมด เรื่องที่ถูกต้องที่เป็นที่พึ่งได้ มันกลับผิดพลาด จนเดี๋ยวนี้โลกมันจะวินาศอยู่รอมร่อ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาขอกล่าวอย่างนี้ ว่า โลกนี้มันกำลังจะวินาศอยู่รอมร่อแล้ว เพราะว่าความเห็นแก่ตัวมันเพิ่มขึ้นๆ ควบคุมโลกไปทั้งหมด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ มันเห็นแก่ตัวกันไปตะพึด มันเห็นแก่กิเลสกันไปตะพึด ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง มันทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และตัวเองพร้อมกันไปโดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งเจริญทางวัตถุมากขึ้นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะความเจริญทางวัตถุมันส่งเสริมความสุขสนาน ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ทางกามารมณ์ ยิ่งเห็นแก่เนื้อหนังเท่าไร มันก็ยิ่งไม่เห็นแก่ความถูกต้องหรือธรรมะ มันก็เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ สัตว์เดรัจฉานเห็นแก่ตัวเท่าเดิม แต่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า ถ้าไปเทียบกับคนป่าสมัยดึกดำบรรพ์โน้นที่ยังโง่ ไม่รู้จักความเห็นแก่ตัว มันก็ค่อยๆรู้จักเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆๆ จนมาเป็นมนุษย์สมัยนี้ เห็นแก่ตัว ไม่รู้กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนเปอร์เซ็นต์ กระทำอย่างแบบเห็นแก่ตัว
คุณก็ดูเอาเองว่า อะไรมันเกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าเราจะส่งเสริมความสงบสุขในโลกโดยอุดมคติของพระโพธิสัตว์ ตามรอยคุณโกมลก็ได้ ต้องส่งเสริมในเรื่องนี้ ให้ลดความเห็นแก่ตัว เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ทำลายต้นน้ำลำธาร ไม่ทำลายป่าไม้ ไม่เนรคุณสมุนไพร ไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ จะมีแต่ความถูกต้องๆเต็มไปหมด และก็มีความสงบสุข เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวเสียด้วย พูดถึงโทษของความเห็นแก่ตัวกันก่อน คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ มันอยากจะนอนๆ เอาเปรียบไปทางนอน แต่ประโยชน์ก็จะเอา คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ เอาเปรียบรอบด้าน ริษยาเพื่อนฝูงของตนโดยไม่มีเหตุผล คนเห็นแก่ตัวจะกอบโกยประโยชน์ เป็นอันธพาล ใครจะเสียประโยชน์ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ ว่าฉันจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ คนเห็นแก่ตัวมันไม่สามัคคี เรียกมาช่วยกันพัฒนานี่หน่อยนะ มันไม่มา เอ้ามาช่วยกันสร้างถนนตรงนี้หน่อยนะ มันก็ไม่มา “มึงทำสิ เสร็จแล้วกูจะเดินเอง ให้มึงได้บุญ” มันคิดอย่างนี้ คนเรามันเห็นแก่ตัว มันไม่สามัคคี ชวนมารักชาติสมัครสมานสามัคคีมันไม่เอา นี่มันจะคอยเอาแต่ประโยชน์ มันก็เห็นแก่ตัว มันก็เป็นอันธพาล ฉวยโอกาสทุกอย่างทุกประการทุกขณะ ที่จะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน แล้วมันก็สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ของมัน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น มันจึงได้ทำลายธรรมชาติ คนเห็นแก่ตัวมันทำลายธรรมชาติ ทำลายต้นน้ำลำธาร ทำลายป่าไม้ ทำลายธรรมชาติ แล้วมันก็สร้างมลภาวะ มลภาวะทั้งหลายที่กำลังมากขึ้นในโลก มาจากผู้เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ เมื่อมันเห็นแก่ตัวมาก มันก็ไม่ระมัดระวัง ก็จะสร้างอุบัติเหตุ ที่รถชนกันหรืออะไรก็ตามที่เป็นอุบัติเหตุนั้น มันมาจากความเห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย มันจึงเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นๆอย่างน่าใจหาย ตามรายงานของทางฝ่ายสาธารณสุข ทางการแพทย์ว่า เดี๋ยวนี้คนเจ็บป่วยที่ไปเข้าโรงพยาบาล สาเหตุที่นำหน้าเลยมาจากอุบัติเหตุ นำหน้าโรคมะเร็ง นำหน้าโรคอะไรต่างๆ อุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเพราะคนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น อุบัติเหตุจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เรียกว่าอุบัติเหตุ
ทีนี้คนเป็นอันธพาลฉ้อฉล ทำอันตรายเลวร้ายทุกอย่างทุกประการ เอาประโยชน์ให้แก่ตัว โดยไม่ต้องเห็นแก่ความถูกต้อง จนเป็นเหตุให้ต้องสร้างเรือนจำขึ้นมา คุกตะรางสร้างขึ้นมาเพราะผู้เห็นแก่ตัว สร้างตำรวจขึ้นมามากมาย เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว สร้างศาลยุติธรรมขึ้นมาอย่างยุ่งยากลำบากก็เพราะมันมีผู้เห็นแก่ตัว สามอย่างนี้มันก็เหลือประมาณแล้ว ; เรือนจำ ตำรวจ ศาลยุติธรรม มันต้องสร้างขึ้นมาในโลก เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว ถ้าหยุดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร สิ่งทั้งสามนี้จะไม่ต้องมีในโลก ถ้าทุกคนในโลกไม่เห็นแก่ตัว ก็เลิกคุกตะราง เลิกตำรวจ เลิกศาลได้ และที่ไกลไปกว่านั้นคือโรงพยาบาลบ้า เมื่อความเห็นแก่ตัวมันเป็นไปมากเข้า มันหลงทางก็กลายเป็นคนบ้าไป ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ และฆ่าตัวเองตายตามไป อย่างนี้มันเป็นคนบ้า หรือถ้าไม่ฆ่าตัวเองตายตามไป มันก็ไปออกันอยู่ในโรงพยาบาลบ้า สร้างโรงพยาบาลบ้าเท่าไรก็ไม่พอ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าไม่มีเงินจะสร้างโรงพยาบาลบ้ากันแล้ว ต้องคิดหาทางออกอย่างอื่น นี่เราไม่มีเงินพอที่จะสร้างคุกตะราง สร้างศาลยุติธรรมกับสร้างโรงพยาบาลบ้า ก็เป็นผลมาจากการที่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่มันเป็นอยู่จริง ที่จะต้องช่วยกันกำจัดแก้ไข ผู้มีอุดมคติของโพธิสัตว์ทั้งหลายจงตั้งใจมุ่งหมายที่จะแก้ไขสิ่งเลวร้ายอันนี้ อย่าปล่อยให้มันมากไปๆ พอความเห็นแก่ตัวเข้ามาเท่านั้นแหละ มันกลายเป็นความผิดพลาด สูญเสียอุดมคติที่ถูกต้องไปโดยไม่ทันรู้ ครูในโรงเรียนสอนนักเรียนเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมาก็หมดความเป็นครู มันก็ขูดรีดนักเรียน ขูดรีดผู้ปกครองนักเรียน ไม่มีความเป็นครู กลายเป็นพ่อค้าอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ในความเป็นครู ครูก็หมดไปจากโลก ถ้าหมอเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็เป็นพ่อค้าขูดรีด ทำนาบนเลือดเนื้อของคนเจ็บคนป่วย มันก็ไม่มีหมอเหลืออยู่ในโลก หรือถ้าผู้พิพากษาตุลาการเห็นแก่ตัวขึ้นมา มันก็ทำนาบนหลังจำเลย มันก็ไม่มีผู้พิพากษาตุลาการ ถ้าพระเจ้าพระสงฆ์เห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็จะเต็มไปด้วยอลัชชี แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร เห็นแก่ตัวที่ไหน บ่อนแตกที่นั่น เพื่อนรักกันแท้ๆ พอเห็นแก่ตัวเข้ามา มันก็ต้องแตกกัน แยกกัน หมดความเป็นเพื่อน ผัวเมียก็ยังเคยต้องหย่ากัน การศึกษามันผิดพลาด เด็กๆเห็นแก่ตัว วัยรุ่นเห็นแก่ตัว ตามใจตัว พ่อแม่น้ำตาตก น้ำตาไหล แม่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่น้ำตาตก เพราะลูกมันเลวลงๆ มันทำอะไรที่ไม่เห็นแก่จิตใจของพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่เป็นห่วงลูกหญิงลูกชาย อะไรก็ตามที่มันเตลิดเปิดเปิงไปด้วยความเห็นแก่ตัว นี้มันก็หาความสงบสุขไม่ได้ แล้วมันก็พร้อมที่จะเป็นมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัว มันก็เป็นราษฎรประชาชนที่เห็นแก่ตัว มันก็รับจ้างเลือกผู้แทน เพราะเห็นแก่ตัว มันจะเป็นผู้แทนก็จ้างให้คนมาเลือกเพราะความเห็นแก่ตัว ลองคิดกันให้ดีว่ามันจะเป็นอย่างไร ประชาชนเห็นแก่ตัว รัฐสภาเต็มไปด้วยผู้เห็นแก่ตัว ถ้าตั้งรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่à
โกมล คีมทอง เคยกล่าวไว้ว่า
“เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง”
เราหาคนเช่นนี้มิค่อยได้
เพราะคนขาดจิตใจอันสูงส่ง
เขาจึงยอมทอดร่างอย่างอาจอง
เป็นก้อนอิฐในป่าดงแดนกันดาร
คือตำนานโกมลคนหนุ่มสาว
ผู้กล้าก้าวอุทิศตนองอาจหาญ
คือครูผู้มีอุดมการณ์
ผู้สร้างสายธารแห่งศรัทธา
อนิจจาเขามาล่วงลาลับ
ดุจแสงเทียนวูบดับลงกลางป่า
สิ่งที่สร้างสิ่งที่หวังยังค้างคา
ใครเล่าหนาจะสืบสานตำนานชีวิต
“เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง”
ดอกหญ้า นาคร, คีตวรรณ
ธรรมบรรยายเพื่อเป็นที่ระลึก แก่คุณโกมล คีมทอง โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม : ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล คีมทอง
ท่านสาธุชน นักศึกษา สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาได้รับคำขอร้องให้บรรยายความคิดเห็นเกี่ยวกับครูโกมล โดยกำหนดหัวข้อมาให้ว่า “คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม” และ “ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล” ที่จริงมันก็รวมได้สั้นๆว่า “ข้อคิดจากชีวิตครูโกมลที่เป็นอุดมคติเพื่อสังคม สำหรับคนหนุ่มควรจะทราบ” อาตมาก็กำลังเป็นหวัด แต่เมื่อมองเห็นความตั้งใจแรงกล้าของท่านทั้งหลาย ก็ขอสนองความประสงค์ ทั้งที่เป็นหวัดอย่างนี้
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าที่อาตมาจะบรรยายตามความรู้สึกที่เกิดมาจากการรู้จักคุณโกมล เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีเดียวนั้น เขาแวะมาที่นี่ทุกครั้งก่อนที่จะไปเข้าป่า มีเพื่อนสตรีมาคนหนึ่งด้วย ชื่อคุณ “รัตนา” คุณโกมลก็มาคุยกับอาตมา เพื่อนสตรีนั้นก็ไปคุยกับคุณเฉิน หงส์สนันทน์ อุบาสิกาแก่ๆ ที่ทางเขตอุบาสิกาโน้น แล้วอาตมาก็คุยกับคุณเฉินว่า มันยังไงกันที่จะเข้าไปแสดงบทบาทในป่าอย่างนี้ สารภาพตรงๆว่า เต็มไปด้วยความวิตกกังวล เป็นห่วงว่าจะเป็นอันตราย แต่เมื่อมองในแง่ที่ว่า โอ๊ย! ช้างมันไม่มีใครฉุดให้หยุดได้ ที่หยุดมันไม่มี ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ก็เลยไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทางที่จะคัดค้านอย่างไร ได้แต่พูดไปตามประสาคนแก่ที่ไม่รู้อะไรมากมาย ว่า ระวังๆ เท่านั้นแหละ ระวังให้ดีๆ ระวังให้สุขุม ให้รอบคอบ คุณโกมลได้แวะมาที่นี่ไม่น้อยกว่าสี่ห้าครั้ง แม้ประเดี๋ยวประด๋าวก็อุตส่าห์แวะมา ก่อนที่จะเข้าไปในป่า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากไปกว่าอย่างนี้แหละ ในที่สุด ก็ได้รับข่าวที่เป็นในทางตรงกันข้ามว่า ถูกฆาตกรรม ก็เป็นอันว่าเรื่องมันก็จบ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ความรู้สึกบางอย่างมันยังมีเหลืออยู่ ที่ว่า เมื่อใดต้องพูด ก็เห็นว่าควรจะเอามาพูดกับท่านทั้งหลาย ที่ต้องการจะให้พูด หรือที่กำหนดหัวข้อมาให้อย่างนี้ ก็จะพูดไปตามความรู้สึก ผิดถูกอย่างไรไม่ต้องรับผิดชอบทั้งนั้น ไปดูเอาเองก็แล้วกัน แต่ว่าตั้งใจจะพูดในแง่ที่รู้สึกโดยแท้จริงและจะเป็นประโยชน์ได้ สำหรับผู้ที่สนใจที่จะรับช่วงกิจการงานนี้ต่อไป
การบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความสุข แม้กระทั่งชีวิตก็ต้องเสียสละอย่างนี้ เป็นอุดมคติของ “โพธิสัตว์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายมหายาน ที่นิยมเรียกกันว่า “อุดมคติของโพธิสัตว์” (Bodhisattava Ideal) ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นแม้แต่ชีวิตของตัว แต่แล้วก็สังเกตเห็นอยู่ว่า คุณโกมลมีอุดมคติของโพธิสัตว์เต็มที่ในส่วนที่เป็นวิชาความรู้และความเสียสละ แต่ยังขาดอุดมคติของโพธิสัตว์อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความถูกต้องตามกาลเทศะ” ที่ที่จะไปพูด เวลาที่จะไปพูด มันถูกต้องเพียงพอหรือเปล่า ข้อนี้รู้สึกว่าชอบกล การที่เข้าไปพูดในป่า ไปพูดกับคนในป่าในเขา ไปทำงานกับคนที่ยังล้าหลังด้วยอุดมคติที่สูงเกินไป มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ จะมาตั้งต้นสอน ก. ข. ก. กา กับคนเหล่านั้น มันก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จ ในที่สุด ผลก็ออกมาเป็นความตาย ทีแรกเราก็ได้รับข่าวที่ไม่แน่นอนว่า ฆาตกรรมอันนี้กระทำโดยคนอันธพาลอยู่ในป่า หรือกระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง คือน้ำเสียงที่เล่าลือนั้นมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเขาก็มีความสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมือง พูดตรงๆก็คือ เขาสงสัยว่าคุณโกมลจะเล่นซื่อหรือไม่ซื่อ จะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ก็มีเสียงพูดกันอยู่อย่างนี้ ว่าจากคนในป่าหรืออันธพาลเหล่านั้น หรือว่าจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ข้อนี้มันจะโทษใครก็ไม่ได้เพราะว่ามันมีอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น มันมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น มันก็เป็นไปอย่างนั้น จนเดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ว่าใครเป็นคนประกอบกรรมอันเลวร้ายนี้ อาตมามองเห็นในอีกทางหนึ่งว่า พระโพธิสัตว์นั้นยังขาดความรู้หรือปัญญาในเรื่องกาลเทศะ หรือแผนการ หรือวิธีที่จะกระทำ ความไม่ปลอดภัยจึงเกิดขึ้น นี่แหละเป็นเรื่องที่ว่า เราจะรับเอาตัวอย่างอันนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
ขอแถมสักนิดหนึ่งว่า เท่าที่สังเกตมา ประชาชนโดยทั่วๆไป ไม่ได้ยินดีต้อนรับนักศึกษาหญิงชายที่ชักชวนกันไปทำการพัฒนาประชาชน เมื่อมีโอกาสว่าง เช่นปิดเทอมหรืออะไรก็ตาม เขาไม่เลื่อมใส เขามองเห็นในแง่ที่ว่า น่าสงสัย ว่า ทำไมต้องไปกันทั้งหญิงชาย และก็เป็นไปในลักษณะสนุกสนาน มองไปในแง่ว่า ทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงเสียมากกว่าจะเป็นบุญกุศลโดยแท้จริง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกอาตมาว่า “สิ่งที่มาสอนนี่ ผมรู้ดีกว่า” อย่างนี้ก็มี มันไม่สำเร็จประโยชน์ถึงขนาดนั้น ความจริงจังในหน้าที่การงานนั้นสำคัญ แต่ไม่ค่อยได้เน้น ไปเน้นในแง่วิชาความรู้ที่บางอย่างมันก็เฟ้อ มันอยู่เหนือความจำเป็น หรือนอกความจำเป็นที่จะไปรู้ นี่ก็เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยเหมือนกัน พวกนักศึกษาเหล่านั้นกระทำเหมือนอย่างแฟชั่นๆอันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่บุญกุศลที่แท้จริง แต่ก็ได้ยินว่า เดี๋ยวนี้ก็เลิกรากันไปแล้ว ควรจะได้จดจำไว้เป็นคติ นิทัศน์ อุทาหรณ์ ว่าควรจะทำกันอย่างไรต่อไปในอนาคต
การให้ความรู้เป็นทานนั้น พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นยอดทาน สูงสุดของการให้ทาน คือการให้ความรู้ และยิ่งมีการเสียสละแม้แต่ชีวิตก็สละได้ อย่างนี้ก็ยิ่งยอดต่อไปอีกทางหนึ่ง นี้เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่า มันจะต้องได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่ถ้ามันได้รับผลตอบแทนในทางตรงกันข้าม คือมันต้องเสียชีวิตไปอย่างนี้ มันก็ยังมีส่วนที่ต้องสอบสวนว่า มันเป็นความบกพร่องของอะไร หรือถ้าจะทำให้มีประโยชน์ มีผลดีต่อไปในอนาคตนั้น มันควรจะทำอย่างไรนั่นแหละมากกว่า คนที่อยู่ข้างหลังที่ตั้งใจจะสนองงานอันนี้ต่อไป ก็โปรดสังเกตดู พิจารณาดูให้ดีๆว่า การให้ความรู้นั้นมันยอดสุด การเสียสละในรูปแบบของอุดมคติโพธิสัตว์ มันก็สูงสุด แต่ทำไมมันยังไม่ประสบความสำเร็จ มันมีการต่อสู้ มันยังไม่สำเร็จ พูดง่ายๆว่า มันยังไม่ชนะ ดังนั้น มันต้องมีข้อผิดพลาด ไม่ตรงตามจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งหลบซ่อนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา มันก็ต้องใคร่ครวญพินิจพิจารณากันเสียใหม่ให้ดี เพื่อมันจะถูกต้องยิ่งขึ้น
อาตมาอยากจะพูดเป็นเรื่องแรกก็คือ คำว่า “โกมลคีมทอง” ซึ่งเป็นชื่อของมูลนิธิ เมื่อถือเอาตามอุดมคติอันนี้ได้ มันก็วิเศษประเสริฐ คำว่า “โกมล” หรือ “กมล” ภาษาบาลีหมายถึง สิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกบัวที่ตูม ยังไม่บาน มันแหลมข้างหนึ่ง มันมนข้างหนึ่ง มันเหมือนร่างกายกับหัวใจ จึงเอามาใช้เป็นชื่อของหัวใจก็ได้ เรียกว่า “โกมล” ความหมายในทางวัตถุหรือภาษาคน มันคือสิ่งที่มีรูปร่างอย่างนั้น แต่ความหมายในทางภาษาธรรม หมายถึง สติปัญญาอันสูงสุด ; ทีนี้ “คีมทอง” ก็เป็นคำที่มีความหมายดีมาก มันจะโดยบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดแท้ “คีม” ตามที่รู้กันโดยทั่วๆไป มันก็คือหนีบหรือตัด และมันทำด้วย ทอง มันก็ต้องชั้นดีชั้นวิเศษ , แม้ว่าเหล็กจะเป็นสิ่งที่แข็งกว่า แต่ก็เป็นสิ่งที่โน้มน้าวไปได้ตามความประสงค์ของเงินและทองซึ่งอ่อนกว่า แม้จะแข็งอย่างเหล็ก เงินมันก็ยังง้างไปได้แม้ว่ามันอ่อนกว่า แล้วทองก็ง้างไปได้ยิ่งกว่านั้นอีก ต่อให้มันแข็งเหมือนกับเพชร แข็งที่สุด ไม่มีอะไรแข็งเท่า เงินหรือทองที่อ่อนกว่ามัน น้อมไปได้ตามที่ต้องการถ้ารู้จักใช้ , เพราะฉะนั้น คำว่า “คีมทอง” จึงมีความหมายดีที่สุด ที่ว่ามันจะน้อมไปได้แม้สิ่งที่แข็งกว่า คือมันถูกตามความประสงค์ หรือวัตถุที่ควรจะประสงค์ให้มีความฉลาด สามารถ ตามความหมายของคำว่า “โกมล” หรือ “กมล” มันก็ยิ่งวิเศษสูงสุด “คีมทอง” ที่ฉลาดสูงสุด มันจะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตามใจ แต่ว่าคำนี้มีความหมายดีที่สุดและรักษาไว้ได้ด้วยอุดมคติอันนั้น และมันจะแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าปัญหาอะไร
เดี๋ยวนี้เรากำลังนิยมอุดมคติ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” ก้องกันอยู่ในประเทศ แต่ดูยังจะไม่ค่อยรู้ความหมายกันนัก “แผ่นดินทอง” มันต้องสูงสุด ไม่ใช่เรื่องปากเรื่องท้อง “แผ่นดินธรรม” มันไม่ใช่เพียงมีความถูกต้องเรื่องปากเรื่องท้อง แต่ว่ามันก็จะต้องมาจากแผ่นดินไทที่มีอิสระ ไม่เป็นขี้ข้า ไม่เป็นทาสของกิเลส แผ่นดินไทคือมีจิตใจเป็น “ไท” มันก็สามารถพัฒนาด้วยแผ่นดินธรรม ความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันก็มีผลออกมาเป็น “แผ่นดินทอง” อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ไม่ใช่เพียงแต่มีเงินทองใช้ไปตามความสนุกสนานของกิเลสแบบนั้น อย่างนั้นเป็นทองแดง ทองเหลือง ไม่ใช่ทองคำ ถ้ามันเป็นทองคำ ต้องเป็นทองแท้ที่มีค่าสูงสุด นี่จึงจะเป็นเรื่องที่น่าพอใจ หรือยึดถือไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ ; สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทองก็กำลังขวนขวายอยู่ เพื่อสิ่งที่เป็นอุดมคติ หรือว่าจะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ มันก็ถูกต้อง แต่ขอให้ใช้ความหมายของคำว่า “ทอง” ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ทางกามารมณ์ ทางความฟุ้งเฟ้ออะไรอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทอง ถ้าทองก็ทองเหลือง ทองแดง มันใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง นำมาซึ่งความสงบ ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ให้มันเป็นทองแดงได้แท้จริง สามารถจะขจัดปัญหาต่างๆได้ ความหมายของคำว่า “คีม” นั้นคือตัดขาดออกไป และมันก็ถูกต้อง ถูกต้องแล้ว มันก็แก้ปัญหาได้ คำว่า “ถูกต้อง” นี้มันต้องปลอดภัยด้วย ถ้าไม่ปลอดภัย ก็ยังไม่เรียกว่าถูกต้อง แม้จะเป็นการเสียสละชีวิต ก็ยังมีความไม่ถูกต้องอยู่ครึ่งหนึ่งที่ทำให้ต้องสูญเสียชีวิต แม้ว่าจะได้รับความยกย่องบูชาในการสูญเสียนี้ก็ไม่เป็นไร นี้ก็เรียกว่า ยังเหลือปัญหาอยู่สำหรับจะต้องแก้ไขต่อไปในลักษณะที่ว่า ไม่ต้องเสียชีวิต คือ ต้องมีความฉลาดในส่วนนั้นของโพธิสัตว์ มีความรู้ที่ถูกต้อง เสียสละสุดยอด และมีความถูกต้องที่จะปลอดภัย และสำเร็จไปตามความมุ่งหมายนั้นได้โดยแท้จริง อาตมาเห็นว่านี่เป็นข้อคิดจากชีวิตของครูโกมล สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ก็ได้ขวนขวายอยู่หลายๆด้านในการต่อสู้ ขอนำมาวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์กันสักเล็กน้อยประกอบเรื่อง ให้เป็นที่เข้าใจและลุล่วงไปด้วยดี
ปรากฏว่า ประชาชนทำลายต้นน้ำลำธาร มีความโง่ เห็นแก่ประโยชน์ทางหนึ่ง แล้วสูญเสียประโยชน์อันใหญ่หลวง อันความวินาศนั้นก็ไม่เห็น จึงต้องบอกให้เขาเข้าใจ ให้มองเห็นสิ่งที่มันมีค่ามากน้อยสูงต่ำอย่างไร ทำไมมันจึงไม่สำเร็จ เพราะประชาชนเหล่านั้นยังเห็นแก่ตัวมากกว่าความถูกต้อง มันไม่โกมล มันไม่ถูกต้อง ประชาชนยังมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว จึงทำลายต้นน้ำลำธาร มันมีความหมายอย่างไร จะต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่า มันมีมูลมาจากความเห็นแก่ตัว ถ้าจะแก้ไขข้อนี้ มันก็ต้องแก้ไขที่ความเห็นแก่ตัวของคนที่ไม่มีความรู้เหล่านั้น ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำอย่างนั้น ปัญหามันก็ไม่มี นี่เขาก็หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัว ทำสิ่งที่จะเป็นผลร้ายแก่ตัวยิ่งไปกว่าเดิม ประชาชนทำลายป่าไม้ก็ด้วยความโง่ โดยไม่มีความรู้สึกตัว เพราะไม่มีความรู้ ถ้าเรามีความรู้ เราก็ช่วยบอกให้เขารู้ตามที่เป็นจริงว่า การทำอย่างนั้น มันเป็นการเชือดคอตัวเองให้ตาย เพราะป่าไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ คือสิ่งที่ช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตจะอาศัยอยู่ในโลกได้ ต้นไม้ทั้งหลายช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้อง โดยเฉพาะทางอากาศ ทางการหายใจ มันมีความถูกต้องอย่างนั้น สัตว์มันจึงเกิดขึ้นมาในโลก ถ้าไปทำลายต้นไม้ทั้งหลายในโลก มันก็เกิดความผิดพลาดขึ้น คือความไม่เหมาะสม ที่ว่าโลกนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ อย่างที่เขารู้กันอยู่ เขาก็ประชาสัมพันธ์กันอยู่ เพื่อจะให้รับรู้ไปถึงคนโง่เหล่านั้น ว่าแสงที่ไม่พึงปรารถนาจากดวงอาทิตย์มันจะเข้ามาในโลกมากเกินไปจนอยู่ไม่ได้ หรือว่าอากาศที่จำเป็นแก่ชีวิต เช่นออกซิเจน มันก็ผิดพลาดไปหมด ไม่เหลือไว้ให้อยู่อาศัย มันก็จะต้องตาย เพราะไปทำลายต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่จัดให้โลกนี้มีบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต กลายเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมาะสมของสิ่งที่มีชีวิต มันก็ต้องตาย ดังนั้นการทำลายป่า มันก็คือการเชือดคอตัวเองอย่างนี้ เป็นต้น ทำไมเขาจึงทำ ก็เพราะเห็นแก่ตัว ดูให้ชัดๆ มันเห็นแก่ตัวเกินไป หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัวเกินไป จนไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม
เรื่องที่สาม ก็เป็นเรื่องที่อยากจะพูดไว้ด้วยเหมือนกัน คือเรื่องสนับสนุนการเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร คือพืชพรรณทั้งหลายที่แก้โรคได้ ธรรมชาติสร้างมาให้เสร็จ มีพืชพรรณที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเพียงพอสำหรับมนุษย์จะอยู่รอด แม้ว่าธรรมชาติจะจัดมาให้เสร็จ แต่ถ้ามนุษย์ไม่รู้ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนั้นจะต้องรู้เรื่องสมุนไพร ว่าจะใช้กันอย่างไร ตามธรรมชาติมันก็ใช้กันตามธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มันเจริญทางวิชาการบางอย่างบางแขนงสูงสุด นี่ก็คือทำดีเกินกว่าที่ธรรมชาติต้องการ ทำเรื่องสมุนไพรให้กลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องประดิษฐกรรมแขนงไหนไปก็ไม่รู้ สูญเสียความเป็นสมุนไพรที่ได้ใช้พืชพรรณเหล่านั้นกำจัดโรคโดยตรง ถูกตรงตามที่ธรรมชาติต้องการ จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมามากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัวเหมือนกัน จึงใช้ยาสมัยใหม่ซึ่งมันไม่ขม กินไม่ยาก กินง่าย แต่แล้วมันก็มีโทษ มีความผิดพลาดแฝงอยู่ไว้โดยไม่รู้สึกตัว อาตมาก็สนใจเรื่องนี้มากเหมือนกัน เพราะว่าเมื่อออกมาอยู่ป่า มันก็อยู่ไกลจากวิชาความรู้ของบ้านของเมือง มันก็ต้องหันมาสนใจเรื่องสมุนไพรในป่า ว่าเราจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างไรบ้าง ในที่สุดก็พบข้อที่ว่า เรามันละห่างจากกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ให้เกี่ยวกับสมุนไพร เมื่อมนุษย์ยังไม่เจริญ ก็ได้เอาสมุนไพรนั้นโดยตรงมากินเข้าไป ต้มแล้วกินเข้าไปอย่างง่ายๆ ก็กินเข้าไปเท่านั้นเอง สดๆอย่างนั้น แล้วมันก็แก้โรคภัยไข้เจ็บไปตามแบบสมุนไพร แต่ว่าในการกินเข้าไปอย่างนั้น มันมีปฏิกิริยา คือมันกินยาก มันเหม็น บางทีมันทำให้อาเจียน อาเจียนเอามากๆ แต่แล้วโรคภัยไข้เจ็บมันก็หาย ; วันหนึ่งไปหาไม้กันในป่า คนๆหนึ่งไปช่วยทำงานเกิดเป็นไข้จับสั่นขึ้นมา ไม่มียาอะไรรักษา แต่ก็มีไม้ชนิดหนึ่งอยู่แถวนั้น เรียกว่า “ต้นเลี่ยน” ขมเหมือนกับควินินนั่นแหละ อาตมาออกความเห็นว่า เธอลองกินยอดของต้นนี้เข้าไปสักกำมือซิ เขาก็กินเข้าไป แล้วอาเจียนเกือบตายจึงหยุด ไข้ก็หายเลย กลับบ้านก็ไม่เจ็บไข้ต่อไป ในสมุนไพรแท้ๆ มันมีสิ่งที่ทำความยุ่งยากลำบากอย่างนี้อยู่ด้วยเสมอไป ; ทีนี้ความรู้สมัยใหม่ เขาสกัดมันออกไปเสีย ให้มันเป็นผงเขียวๆ เป็นน้ำดำๆ กินเข้าไป สกัดส่วนนั้นออกไปหมด เหลือแต่อัลคาลอยด์ (Alkaloid) ล้วนๆ ขาวเป็นผงแป้งอย่างนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าได้สกัดอะไรออกไปกี่มากน้อย อย่างยาควินิน ถ้าเรากินเข้าไปตามธรรมชาติ ก็จะใช้ต้มกินเข้าไป ซึ่งมันก็ยังมีส่วนขม มีส่วนกินยาก มีส่วนทำให้อาเจียน แต่มันก็มีส่วนแก้ร้อน แต่ยาควินินที่สกัดออกมาเป็นผงขาวๆล้วนๆนี้ กินเข้าไป มันไม่แก้ร้อน แม้จะทำให้ไข้หายไป มันก็หายอย่างโกลาหลวุ่นวาย คนๆ หนึ่งที่รู้จักกัน เขาไปทำงานในป่าในดง เขาไม่มีทางอื่น เขาก็ใช้ยาควินินนี้กินเข้าไปๆ ออกมาหูหนวกตลอดชีวิตเลย คือมันไม่ได้มีส่วนถูกต้อง ถ้ากินยาซิงโคนาแบบต้มกินตามธรรมดา มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แต่มันต้องทนความลำบากในเรื่องเหม็น เรื่องขม เรื่องอาเจียนอะไร อย่างที่กล่าวมาแล้ว มันสูญเสียความเป็นสมุนไพรไปเสียแล้ว เนื่องจากความรู้สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า สกัดออกมา เหลือแต่แกนที่เป็นยา แล้วก็ด้านเดียวไม่มีอะไรครบถ้วน เราน่าจะกลับไปใช้วิธีเดิม แม้จะขมหน่อยก็ทนเอา เหม็นหน่อยก็ทนเอา แม้จะอาเจียนบ้างก็ทนเอา อาตมาก็เคยกินยาหม้อ กินแล้วก็อาเจียนๆ ก็หายไป สมุนไพรนี่เป็นของธรรมชาติให้มาอย่างถูกต้อง เหมาะสมคู่กันกับชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้นมีคุณสมบัติอันนี้ไม่มากก็น้อย ผู้ที่มีความรู้ดีที่เขาเรียกกันแต่โบราณกาล ตามตำนานปรัมปราว่า หมอชีวกโกมารภัจ ผู้แตกฉานในยาสมุนไพร เดินไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้บอกตะโกนว่า ฉันแก้โรคอะไร เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศึกษามาแต่เด็ก ลูบคลำมาแต่เด็ก มีความรู้เพิ่มเติมมาแต่เด็ก เพียงแต่เดินเฉียดไปเท่านั้นแหละ ก็จะรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะใช้ประโยชน์รักษาอะไรได้บ้าง เพราะมันมีกลิ่น มีรส มีอะไร อย่างเราเดินเข้าไปใกล้ต้นกะเพรา ต้นโหระพา มันส่งกลิ่นออกมา กลิ่นนั้นมันบอกเราว่าจะใช้อะไรได้บ้าง เพียงแต่หมอชีวกโกมารภัจเอามือไปขยำใบแล้วมาดมดู ก็พอแล้วที่จะบอกว่า ต้นไม้ต้นนี้จะแก้โรคอะไรได้บ้าง และเมื่อหนักเข้าๆ ก็เพียงแต่เหลือบเห็นเท่านั้น มันก็พอจะรู้แล้วว่า ต้นยาต้นนี้มันจะแก้อะไรได้บ้าง เรื่องของสมุนไพรมันเป็นอย่างนี้
ทีนี้การจะมาต้มกิน บดกินเข้าไปอย่างนั้น มันก็กลายเป็นยาสมัยใหม่ มีลักษณะสำอาง กินง่าย กินอร่อย ก็ได้ผลไปทางหนึ่ง แต่ผลข้างเคียงบางอย่างไม่มีแล้ว เช่นว่า มันจะให้ความเย็น กินเข้าไปแล้วหายไข้เลย คือให้ความเย็นด้วย มันก็ไม่มี มันก็หายไข้แบบร้อนๆ ลองไปถามหมอดูว่า กินยาควินินเข้าไปมากๆแบบนั้น ต้องกินยาระงับความร้อนอย่างอื่นช่วยด้วย นี่เราละทิ้งธรรมชาติไปไกลในแง่ของสมุนไพร ; ทีนี้จะแก้มือ เกลือจิ้มเกลือย้อนกลับบ้าง เอามันมาใช้รวมกันเลย ทั้งสมุนไพรเดิมและความรู้สมัยใหม่ ขอเวลานิดหน่อย แม้ว่ามันจะเสียเวลาบ้าง แต่มันเป็นเรื่องที่น่าหัว คนโบราณ ถ้าเป็นบิด เขาก็ใช้หัวกระทือที่งอกอยู่ตามป่าทั่วไป ในวัดนี้ก็มี มาหมกไฟเสียก่อน แล้วฝนกับน้ำปูนใส พอกินเข้าไป ละลายยานิดหน่อยก็ได้ ไม่ละลายก็ได้ กินเข้าไปเถอะ หัวกระทือหมกไฟฝนกับน้ำปูนใส กินเข้าไปแล้วแก้บิด เราก็เคยใช้ มันก็แก้บิดได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็เอายาแก้บิดของสมัยใหม่ที่เขาไปทำขึ้นสำเร็จรูป ที่มีใช้อยู่กันในสมัยนั้น ก็เรียกว่า ยาโดเวิร์ส (Doverse) ซึ่งรู้จักกันทั่วโลก เอายาผงโดเวิร์สที่เป็นของสมัยใหม่แล้ว พ้นจากความเป็นสมุนไพรแล้ว ใส่ลงไปในน้ำหมกหัวกระทือ หมกไฟตำแหลกๆ เราไม่ฝนกับน้ำปูนใสแล้ว มันน้อยไป ตำมันเลย มันก็ได้ยาเข้มข้น ใส่ยาโดเวิร์สลงไปเม็ดสองเม็ดกิน มันหายเหมือนกับยาทิพย์เลย ก็ใช้ทั้งสมุนไพรและไม่ใช่สมุนไพร นี่ถ้าเรารู้จักเรื่องธรรมชาติ ชีวิตเป็นธรรมชาติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก นี้เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเหมาะสำหรับธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติก็ได้ให้มา แต่ความเห็นแก่ตัวและชอบของกินง่าย ของอร่อยของยาสมัยใหม่ ทำให้เราไม่ชอบสมุนไพร ที่จริงยาสมัยใหม่นี่ก็เป็นสมุนไพร แต่เราไปโง่เอง ไปหลงเอง ว่ามันไม่ใช่ยาสมุนไพร ความจริงก็คือสมุนไพรนี่แหละ เพียงแต่สกัดออกไปเสียบางส่วน เอาบางส่วนเข้ามา โดยไม่เรียกว่าสมุนไพร สรุปแล้วก็คือ สมุนไพรที่สกัดออกมาเพียงบางส่วนเพื่อใช้แก้โรคโดยเฉพาะ แต่มันไม่คุ้มครองอะไรต่างๆที่ควรจะได้ด้วย
คนโบราณเวลาเป็นไข้ เขาเอาลูกสมอมาต้ม แล้วเอาน้ำละลายดีเกลือกิน ถ่ายไข้ มันก็ได้ผล แต่มันกินยาก ไอ้น้ำสมอนี่มันกินยาก มันเฝื่อน มันขม มันสารพัดอย่าง แต่ถ้าใส่ใบชุดเห็ด หรือใบหนาดลงไปสักกำมือ มันก็อาจจะกินง่าย หอม และชวนกิน แล้วก็ได้ผลเท่ากัน คนโบราณเขารู้ เขารู้โดยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ เขารู้ว่ายาสมุนไพรนี้ทำอย่างไร กินเข้าไปแล้วอะไรมันจะช่วยกลบกลิ่นเหม็นหรือที่ไม่ชวนกิน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดยาสมัยใหม่ โบราณเขาก็มีเหมือนกัน ไม่ต้องสมัยใหม่ เขาก็มีอะไรที่จะมาช่วยกันแก้ให้มันหมดปัญหาเรื่องนั้น แต่ความรู้นี้มันได้ถูกละเลยไปเสียแล้ว จนเด็กๆมันไม่รู้จักใช้ยาสมุนไพร ใบหนาด ใบชุมเห็ด จะมีประโยชน์อะไรก็ไม่มีใครรู้ อาตมารู้ ใบหนาดหรือใบชุมเห็ดนี้ใส่ลงไปในน้ำสมอที่แสนจะขม จะเฝื่อน จะเหม็นนั้นน่ะ แล้วไปใส่ดีเกลือกินให้ถ่ายไข้ ระบายโรคนี้ มันดีขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราละเลย ละทิ้งไปตามก้นฝรั่ง ไปตามก้นความเจริญแผนใหม่ในเรื่องยา จนกลายเป็นยาพิษไปโดยไม่รู้สึกตัว ยาที่ประดิษฐ์ดีเกินไป ไกลจากธรรมชาติ เช่นกินยาควินินจนหูหนวกตลอดชีวิต เป็นต้น เพราะมันไม่รู้เรื่องสมุนไพร เอาละ แม้แต่เรื่องสมุนไพรก็ดี ควรจะมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ต้องบังคับอะไรกันนัก ให้รู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์
บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าสงสาร ความเห็นแก่ตัว เป็นต้นเหตุให้เราดัดแปลงสิ่งต่างๆ จนกลายเป็นตรงกันข้าม จนกลายเป็นโทษไปเสีย เห็นแก่ตัวทำลายต้นน้ำลำธารก็ดี เห็นแก่ตัวทำลายต้นไม้พฤกษชาติก็ดี เห็นแก่ตัวจนไม่รู้จักใช้สมุนไพรตามธรรมชาติก็ดี เหล่านี้เรียกว่า เป็นความผิดพลาด เป็นความโง่เขลา ในการทำความเข้าใจให้ถูกต้องนั้น ก็ไม่ต้องต่อสู้อะไรกันให้เป็นให้ตาย ชี้แจงกันให้เห็นตามความเป็นจริง ว่าอันนี้อันตราย อันนี้มาจากความเห็นแก่ตัว ช่วยกันให้การศึกษาที่ถูกต้อง ให้ฉลาดเต็มที่ มีความรู้เต็มที่ แล้วก็มาใช้แก้ปัญหาได้ เพราะไม่เห็นแก่ตัว ถ้าความเห็นแก่ตัวแทรกเข้ามา มันกลับกันหมด เรื่องที่ถูกต้องที่เป็นที่พึ่งได้ มันกลับผิดพลาด จนเดี๋ยวนี้โลกมันจะวินาศอยู่รอมร่อ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาขอกล่าวอย่างนี้ ว่า โลกนี้มันกำลังจะวินาศอยู่รอมร่อแล้ว เพราะว่าความเห็นแก่ตัวมันเพิ่มขึ้นๆ ควบคุมโลกไปทั้งหมด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ มันเห็นแก่ตัวกันไปตะพึด มันเห็นแก่กิเลสกันไปตะพึด ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง มันทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และตัวเองพร้อมกันไปโดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งเจริญทางวัตถุมากขึ้นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะความเจริญทางวัตถุมันส่งเสริมความสุขสนาน ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ทางกามารมณ์ ยิ่งเห็นแก่เนื้อหนังเท่าไร มันก็ยิ่งไม่เห็นแก่ความถูกต้องหรือธรรมะ มันก็เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ สัตว์เดรัจฉานเห็นแก่ตัวเท่าเดิม แต่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า ถ้าไปเทียบกับคนป่าสมัยดึกดำบรรพ์โน้นที่ยังโง่ ไม่รู้จักความเห็นแก่ตัว มันก็ค่อยๆรู้จักเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆๆ จนมาเป็นมนุษย์สมัยนี้ เห็นแก่ตัว ไม่รู้กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนเปอร์เซ็นต์ กระทำอย่างแบบเห็นแก่ตัว
คุณก็ดูเอาเองว่า อะไรมันเกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าเราจะส่งเสริมความสงบสุขในโลกโดยอุดมคติของพระโพธิสัตว์ ตามรอยคุณโกมลก็ได้ ต้องส่งเสริมในเรื่องนี้ ให้ลดความเห็นแก่ตัว เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ทำลายต้นน้ำลำธาร ไม่ทำลายป่าไม้ ไม่เนรคุณสมุนไพร ไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ จะมีแต่ความถูกต้องๆเต็มไปหมด และก็มีความสงบสุข เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวเสียด้วย พูดถึงโทษของความเห็นแก่ตัวกันก่อน คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ มันอยากจะนอนๆ เอาเปรียบไปทางนอน แต่ประโยชน์ก็จะเอา คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ เอาเปรียบรอบด้าน ริษยาเพื่อนฝูงของตนโดยไม่มีเหตุผล คนเห็นแก่ตัวจะกอบโกยประโยชน์ เป็นอันธพาล ใครจะเสียประโยชน์ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ ว่าฉันจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ คนเห็นแก่ตัวมันไม่สามัคคี เรียกมาช่วยกันพัฒนานี่หน่อยนะ มันไม่มา เอ้ามาช่วยกันสร้างถนนตรงนี้หน่อยนะ มันก็ไม่มา “มึงทำสิ เสร็จแล้วกูจะเดินเอง ให้มึงได้บุญ” มันคิดอย่างนี้ คนเรามันเห็นแก่ตัว มันไม่สามัคคี ชวนมารักชาติสมัครสมานสามัคคีมันไม่เอา นี่มันจะคอยเอาแต่ประโยชน์ มันก็เห็นแก่ตัว มันก็เป็นอันธพาล ฉวยโอกาสทุกอย่างทุกประการทุกขณะ ที่จะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน แล้วมันก็สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ของมัน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น มันจึงได้ทำลายธรรมชาติ คนเห็นแก่ตัวมันทำลายธรรมชาติ ทำลายต้นน้ำลำธาร ทำลายป่าไม้ ทำลายธรรมชาติ แล้วมันก็สร้างมลภาวะ มลภาวะทั้งหลายที่กำลังมากขึ้นในโลก มาจากผู้เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ เมื่อมันเห็นแก่ตัวมาก มันก็ไม่ระมัดระวัง ก็จะสร้างอุบัติเหตุ ที่รถชนกันหรืออะไรก็ตามที่เป็นอุบัติเหตุนั้น มันมาจากความเห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย มันจึงเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นๆอย่างน่าใจหาย ตามรายงานของทางฝ่ายสาธารณสุข ทางการแพทย์ว่า เดี๋ยวนี้คนเจ็บป่วยที่ไปเข้าโรงพยาบาล สาเหตุที่นำหน้าเลยมาจากอุบัติเหตุ นำหน้าโรคมะเร็ง นำหน้าโรคอะไรต่างๆ อุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเพราะคนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น อุบัติเหตุจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เรียกว่าอุบัติเหตุ
ทีนี้คนเป็นอันธพาลฉ้อฉล ทำอันตรายเลวร้ายทุกอย่างทุกประการ เอาประโยชน์ให้แก่ตัว โดยไม่ต้องเห็นแก่ความถูกต้อง จนเป็นเหตุให้ต้องสร้างเรือนจำขึ้นมา คุกตะรางสร้างขึ้นมาเพราะผู้เห็นแก่ตัว สร้างตำรวจขึ้นมามากมาย เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว สร้างศาลยุติธรรมขึ้นมาอย่างยุ่งยากลำบากก็เพราะมันมีผู้เห็นแก่ตัว สามอย่างนี้มันก็เหลือประมาณแล้ว ; เรือนจำ ตำรวจ ศาลยุติธรรม มันต้องสร้างขึ้นมาในโลก เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว ถ้าหยุดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร สิ่งทั้งสามนี้จะไม่ต้องมีในโลก ถ้าทุกคนในโลกไม่เห็นแก่ตัว ก็เลิกคุกตะราง เลิกตำรวจ เลิกศาลได้ และที่ไกลไปกว่านั้นคือโรงพยาบาลบ้า เมื่อความเห็นแก่ตัวมันเป็นไปมากเข้า มันหลงทางก็กลายเป็นคนบ้าไป ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ และฆ่าตัวเองตายตามไป อย่างนี้มันเป็นคนบ้า หรือถ้าไม่ฆ่าตัวเองตายตามไป มันก็ไปออกันอยู่ในโรงพยาบาลบ้า สร้างโรงพยาบาลบ้าเท่าไรก็ไม่พอ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าไม่มีเงินจะสร้างโรงพยาบาลบ้ากันแล้ว ต้องคิดหาทางออกอย่างอื่น นี่เราไม่มีเงินพอที่จะสร้างคุกตะราง สร้างศาลยุติธรรมกับสร้างโรงพยาบาลบ้า ก็เป็นผลมาจากการที่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่มันเป็นอยู่จริง ที่จะต้องช่วยกันกำจัดแก้ไข ผู้มีอุดมคติของโพธิสัตว์ทั้งหลายจงตั้งใจมุ่งหมายที่จะแก้ไขสิ่งเลวร้ายอันนี้ อย่าปล่อยให้มันมากไปๆ พอความเห็นแก่ตัวเข้ามาเท่านั้นแหละ มันกลายเป็นความผิดพลาด สูญเสียอุดมคติที่ถูกต้องไปโดยไม่ทันรู้ ครูในโรงเรียนสอนนักเรียนเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมาก็หมดความเป็นครู มันก็ขูดรีดนักเรียน ขูดรีดผู้ปกครองนักเรียน ไม่มีความเป็นครู กลายเป็นพ่อค้าอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ในความเป็นครู ครูก็หมดไปจากโลก ถ้าหมอเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็เป็นพ่อค้าขูดรีด ทำนาบนเลือดเนื้อของคนเจ็บคนป่วย มันก็ไม่มีหมอเหลืออยู่ในโลก หรือถ้าผู้พิพากษาตุลาการเห็นแก่ตัวขึ้นมา มันก็ทำนาบนหลังจำเลย มันก็ไม่มีผู้พิพากษาตุลาการ ถ้าพระเจ้าพระสงฆ์เห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็จะเต็มไปด้วยอลัชชี แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร เห็นแก่ตัวที่ไหน บ่อนแตกที่นั่น เพื่อนรักกันแท้ๆ พอเห็นแก่ตัวเข้ามา มันก็ต้องแตกกัน แยกกัน หมดความเป็นเพื่อน ผัวเมียก็ยังเคยต้องหย่ากัน การศึกษามันผิดพลาด เด็กๆเห็นแก่ตัว วัยรุ่นเห็นแก่ตัว ตามใจตัว พ่อแม่น้ำตาตก น้ำตาไหล แม่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่น้ำตาตก เพราะลูกมันเลวลงๆ มันทำอะไรที่ไม่เห็นแก่จิตใจของพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่เป็นห่วงลูกหญิงลูกชาย อะไรก็ตามที่มันเตลิดเปิดเปิงไปด้วยความเห็นแก่ตัว นี้มันก็หาความสงบสุขไม่ได้ แล้วมันก็พร้อมที่จะเป็นมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัว มันก็เป็นราษฎรประชาชนที่เห็นแก่ตัว มันก็รับจ้างเลือกผู้แทน เพราะเห็นแก่ตัว มันจะเป็นผู้แทนก็จ้างให้คนมาเลือกเพราะความเห็นแก่ตัว ลองคิดกันให้ดีว่ามันจะเป็นอย่างไร ประชาชนเห็นแก่ตัว รัฐสภาเต็มไปด้วยผู้เห็นแก่ตัว ถ้าตั้งรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่à










tk9 # 1. March 2008, 07:11
ต้นไม้โตขึ้น งอกงาม ใหญ่กล้า ให้ทั้งดอก ผลที่ดี และดอก ผล ที่ไม่ดี