จี้เกมส์ 15มาตรการรัฐบ่มีไก๊เอกชนโวยแหลกเกาไม่ถูกที่คันกิจการค้าอุ้ม Game เอสเอ็มอี
Tuesday, January 29, 2013 12:35:01 AM
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 55 มีโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนทะเบียนต่อกรมโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์อุตสาหกรรม หรือปิดธุรกิจประมาณ 1,000 ราย มูลค่า 29,000 ล้านบาท และมีการเลิกจ้างงาน 31,000 คน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 รวมถึงไม่เชี่ยวชาญประกวดประขันได้จากต้นทุนที่ปรับตัวสูงทั้งจากวัตถุดิบ และค่าจ้างขั้นต่ำ, ถูกผู้ประกอบการที่มีความเข้มแข็งทั้งในและต่างประเทศแย่งท้องตลาดสินค้า โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม, โรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ซ่อมยานยนต์ มอเตอร์ไซค์, ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์, รองเท้า, เฟอร์นิเจอร์, ขุดลอกดินในโครงการก่อสร้าง เป็นต้น
"หากเปรียบกับมูลค่ากับปีอื่นถือว่าในปี 55 มีอัตราที่สูงมาก เพราะในปี 54 มีเพียง 916 ราย มูลค่าลงทุน 11,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปี 55 เกือบ 3 เท่าตัว ขณะที่การเลิกว่าจ้างงานมี 21,600 คนน้อยกว่าปี 55 ประมาณ 10,000 คน อย่างไรก็ตามแม้ว่าแรงงานที่ถูกเลิกจ้างงานก็สามารถไปทำงานที่อื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแรงงานที่มีประสบการณ์เพราะทั้งมวลของภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดแคลนคนงานหลายแสนตำแหน่ง"
ด้วยว่าจังหวัดที่มีการปิดโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ในปริมาณมาก เช่น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, จังหวัดในภาคกลาง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยอดการปิดโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องวิกฤติของภาคอุตสาหกรรม เพราะบางรายเมื่อปิดกิจการแล้วก็ไปเปิดโรงงานผลิตเกมส์ใหม่ที่ผู้ประกอบการมีความถนัดมากกว่า และที่สำคัญในปี 55 มีปริมาณการเปิดโรงงานผลิตเกมส์กว่าการปิดกิจการ
เช่นนี้ในปี 55 มีโรงงานผลิตเกมส์จัดหามารับอนุญาต 4,000 ราย มูลค่าลงทุนกว่าประมาณ 172,000 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 98,500 ล้านบาทโดยจังหวัดที่มีมูลค่าลงทุนสูง เช่น จ.ระยอง จำนวน 67 โครงการ มูลค่าประมาณ 21,825 ล้านบาท, จ.สมุทรปราการ จำนวน 225 โครงการ มูลค่า 10,729 ล้านบาท, จ.นครราชสีมา จำนวน 108 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,524 ล้านบาท, จ.สระบุรี จำนวน 64 โครงการ มูลค่า 8,418 ล้านบาท, จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 108 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,352 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งการลงทุนของประเทศอยู่แล้ว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งแหลมทอง (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้เข้าพบนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ในลู่ทางขึ้นปีใหม่พร้อมกับหารือถึงมาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในการลดผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท/วันที่เป็นยาแรงคือการที่รัฐควรจัดหางบประมาณมาจ่ายชดเชยส่วนต่างค่าแรงที่ปรับขึ้น ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ดังนี้เนื่องจากมาตรการที่รัฐออกมาช่วยเหลือ 15 มาตรการนั้นไม่ตอบโจทย์การช่วยเหลือแต่อย่างใด
"ข้าพบว่าใน 15 มาตรการที่ ครม.อนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้นั้น 11 มาตรการเป็นของเก่าที่มีการขยายเวลาจากการร่วมแรงเรื่องน้ำท่วม ขณะที่เหลือเป็นเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว และที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป็นเรื่องการให้กู้ยืมเงินอบรมฝีมือแรงงาน จัดคลินิกอุตฯ และการจัดคาราวานขายสินค้าราคาถูกให้กับลูกจ้างในสถานที่ประกอบการ ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย และเป็นเรื่องของระยะกลางและยาว ขณะที่รัฐเองก็มีการจัดงบในการจำนำข้าว มีนโยบายลดภาษีให้รถคันแรกได้ การจัดงบมาจ่ายชดเชยส่วนต่างที่จะทำให้เอสเอ็มอีอยู่รอดด้วยเงินเพียงน้อยนิดทำไมจึงไม่ทำ" นายวัลลภ กล่าว
ทั้งนี้มาตรการซื้อชดเชยส่วนต่างการขึ้นค่าแรงคือปี 2556 ผู้ว่าจ้างจ่าย 25% รัฐบาลจ่ายชดเชย 75% ปีแรกจะใช้เงินราว 2.4 หมื่นล้านบาท ปี 2557 นายจ้างจ่าย 50% รัฐบาลจ่าย 50% ใช้เงิน 1.8 หมื่นล้านบาท และปี 2558 นายจ้างจ่าย 75% รัฐบาลจ่าย 25% จะใช้เงินอีกราว 7 พันล้านบาท ซึ่งวิธีนี้จะชะลอการปลดพนักงานและเลิกกิจการได้ผลมากสุดและยังทำให้เอสเอ็มอีมีเวลาปรับตัวใน 3 ปีก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2558
เพราะเงื่อนไขที่จะช่วยเหลือจะเป็นเอสเอ็มอีที่อยู่ใน 70 จังหวัดเท่านั้น และจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบสวัสดิการสังคม กรณีเอสเอ็มอีที่มีความสามารถในการจ่าย 300 บาทต่อวันก็จะไม่ให้ ซึ่งวิธีนี้ระยะยาวรัฐมีแต่ได้และคุ้มค่าที่เงินจะจ่ายไปเพราะเมื่อเอสเอ็มอีเข้าระบบมากขึ้นรัฐก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคมที่เพิ่มเติม และพนักงานก็จะใช้ระบบประกันสังคม ซึ่งรัฐจะสามารถลดภาระหาเงินอุดหนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคได้ และที่สำคัญคลังจะมีรายได้เพิ่มจากการที่จะมีเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบฐานภาษีที่เพิ่มขึ้น http://game.numsai.com
"หากเปรียบกับมูลค่ากับปีอื่นถือว่าในปี 55 มีอัตราที่สูงมาก เพราะในปี 54 มีเพียง 916 ราย มูลค่าลงทุน 11,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปี 55 เกือบ 3 เท่าตัว ขณะที่การเลิกว่าจ้างงานมี 21,600 คนน้อยกว่าปี 55 ประมาณ 10,000 คน อย่างไรก็ตามแม้ว่าแรงงานที่ถูกเลิกจ้างงานก็สามารถไปทำงานที่อื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแรงงานที่มีประสบการณ์เพราะทั้งมวลของภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดแคลนคนงานหลายแสนตำแหน่ง"
ด้วยว่าจังหวัดที่มีการปิดโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ในปริมาณมาก เช่น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, จังหวัดในภาคกลาง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยอดการปิดโรงงานผลิตเกมส์ผลิตเกมส์ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องวิกฤติของภาคอุตสาหกรรม เพราะบางรายเมื่อปิดกิจการแล้วก็ไปเปิดโรงงานผลิตเกมส์ใหม่ที่ผู้ประกอบการมีความถนัดมากกว่า และที่สำคัญในปี 55 มีปริมาณการเปิดโรงงานผลิตเกมส์กว่าการปิดกิจการ
เช่นนี้ในปี 55 มีโรงงานผลิตเกมส์จัดหามารับอนุญาต 4,000 ราย มูลค่าลงทุนกว่าประมาณ 172,000 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 98,500 ล้านบาทโดยจังหวัดที่มีมูลค่าลงทุนสูง เช่น จ.ระยอง จำนวน 67 โครงการ มูลค่าประมาณ 21,825 ล้านบาท, จ.สมุทรปราการ จำนวน 225 โครงการ มูลค่า 10,729 ล้านบาท, จ.นครราชสีมา จำนวน 108 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,524 ล้านบาท, จ.สระบุรี จำนวน 64 โครงการ มูลค่า 8,418 ล้านบาท, จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 108 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,352 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งการลงทุนของประเทศอยู่แล้ว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งแหลมทอง (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้เข้าพบนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ในลู่ทางขึ้นปีใหม่พร้อมกับหารือถึงมาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในการลดผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท/วันที่เป็นยาแรงคือการที่รัฐควรจัดหางบประมาณมาจ่ายชดเชยส่วนต่างค่าแรงที่ปรับขึ้น ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ดังนี้เนื่องจากมาตรการที่รัฐออกมาช่วยเหลือ 15 มาตรการนั้นไม่ตอบโจทย์การช่วยเหลือแต่อย่างใด
"ข้าพบว่าใน 15 มาตรการที่ ครม.อนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้นั้น 11 มาตรการเป็นของเก่าที่มีการขยายเวลาจากการร่วมแรงเรื่องน้ำท่วม ขณะที่เหลือเป็นเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว และที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป็นเรื่องการให้กู้ยืมเงินอบรมฝีมือแรงงาน จัดคลินิกอุตฯ และการจัดคาราวานขายสินค้าราคาถูกให้กับลูกจ้างในสถานที่ประกอบการ ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย และเป็นเรื่องของระยะกลางและยาว ขณะที่รัฐเองก็มีการจัดงบในการจำนำข้าว มีนโยบายลดภาษีให้รถคันแรกได้ การจัดงบมาจ่ายชดเชยส่วนต่างที่จะทำให้เอสเอ็มอีอยู่รอดด้วยเงินเพียงน้อยนิดทำไมจึงไม่ทำ" นายวัลลภ กล่าว
ทั้งนี้มาตรการซื้อชดเชยส่วนต่างการขึ้นค่าแรงคือปี 2556 ผู้ว่าจ้างจ่าย 25% รัฐบาลจ่ายชดเชย 75% ปีแรกจะใช้เงินราว 2.4 หมื่นล้านบาท ปี 2557 นายจ้างจ่าย 50% รัฐบาลจ่าย 50% ใช้เงิน 1.8 หมื่นล้านบาท และปี 2558 นายจ้างจ่าย 75% รัฐบาลจ่าย 25% จะใช้เงินอีกราว 7 พันล้านบาท ซึ่งวิธีนี้จะชะลอการปลดพนักงานและเลิกกิจการได้ผลมากสุดและยังทำให้เอสเอ็มอีมีเวลาปรับตัวใน 3 ปีก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2558
เพราะเงื่อนไขที่จะช่วยเหลือจะเป็นเอสเอ็มอีที่อยู่ใน 70 จังหวัดเท่านั้น และจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบสวัสดิการสังคม กรณีเอสเอ็มอีที่มีความสามารถในการจ่าย 300 บาทต่อวันก็จะไม่ให้ ซึ่งวิธีนี้ระยะยาวรัฐมีแต่ได้และคุ้มค่าที่เงินจะจ่ายไปเพราะเมื่อเอสเอ็มอีเข้าระบบมากขึ้นรัฐก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคมที่เพิ่มเติม และพนักงานก็จะใช้ระบบประกันสังคม ซึ่งรัฐจะสามารถลดภาระหาเงินอุดหนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคได้ และที่สำคัญคลังจะมีรายได้เพิ่มจากการที่จะมีเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบฐานภาษีที่เพิ่มขึ้น http://game.numsai.com
