สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง
Tuesday, 29. April 2008, 15:45:04
เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่ นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์ จัดรายการ “นายกทักษิณคุยกับประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น
การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร คือนายกรัฐมนตรี นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว
ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา
ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง “จำยอม” ในการรับสารดังกล่าว) นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง
การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร คือนายกรัฐมนตรี นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว
ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา
ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง “จำยอม” ในการรับสารดังกล่าว) นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง