Skip navigation.

exploreopera

| Help

Sign up | Help

MeKONG In Kobe

...from Krasang to Bangkok to Bangsaen to Kobe to...

On Democracy

ประชาธิปไตยนั้นมีหลากหลายความหมาย และหลากหลายสถานะ มีความลื่นไหลเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงความคิดและข้อเท็จจริงในทางการเมือง กระนั้น หากเราถือเอาประชาธิปไตยว่าเป็นอุดมคติทางการเมือง สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความหลากหลายของความหมายก็คือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ในทางการเมือง

อันที่จริงแล้ว ประเด็นในเรื่อง “ความเท่าเทียมกันของมนุษย์” นั้นก็เป็นแนวคิดที่มีปัญหาอยู่มาก ดังจะพบว่า หลักปรัชญาและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันก็มองประเด็นนี้แตกต่างกันตามไปด้วย อย่างไรก็ดี หลักการประชาธิปไตยทั้งในฐานะอุดมคติและที่ปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริงต่างดูจะมีข้อตกลงร่วมกันว่า แม้นมนุษย์จะมิอาจเท่าเทียมกัน หรือทำให้เท่าเทียมกันได้ในทางสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์จะต้องมีเท่ากันหรือทำให้เท่าเทียมกันก็คือ ความเสมอภาค หรือความเท่าเทียมกันในทางการเมือง

ความเท่าเทียมกันในทางการเมืองนี้ หากกล่าวโดยรวบรัดก็หมายความว่า หากเรามีสถานะเป็นพลเมืองของรัฐหนึ่งๆ แล้ว เราก็ย่อมมีสิทธิมีเสียงในทางการเมืองเท่าเทียมกันกับพลเมืองคนอื่นๆ ไม่ว่าเราจะยากดีมีจน มีพื้นฐานทางครอบครัว การศึกษา หรือสถานะทางสังคมเช่นไร

หากกล่าวในเชิงรูปธรรมก็หมายความว่า หากคนๆ หนึ่งมีพ่อแม่ที่เข้านอกออกในคุกเป็นประจำ มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ มีพฤติกรรมชอบกินเหล้าเมายา ชอบเตะหมาเตะแมว การศึกษาไม่มี อาชีพไม่แน่นอน รายได้แค่พอประทังชีพไปวันๆ ไม่รักสิ่งแวดล้อม และทำให้โลกร้อน เขาคนนี้ก็ไม่ควรจะมีสิทธิในทางการเมืองน้อยไปกว่าคนที่มีชาติตระกูลดี เนื้อตัวขาวปลอด หน้าตาแจ่มใส การศึกษาสูง ฐานะดี รักสิ่งแวดล้อม ชอบแยกขยะ เข้าวัดเข้าวาหรือไปโบสถ์ทุกสัปดาห์

หรือกล่าวในอีกทางหนึ่ง คนดี มีศีลธรรมนำชีวิต มีความรู้ความสามารถ จิตใจดีเป็นที่รักใคร่ของทุกคน ก็ไม่ควรจะมีสิทธิในทางการเมืองมากไปกว่าคนกักขฬะ หยาบช้า อัปลักษณ์ สันดานไม่ดี ...ขุนแผน ไม่ควรมีสิทธิมีเสียงในทางการเมืองมากไปกว่า ขุนช้าง

หลักการของความเท่าเทียมกันในทางการเมืองนั้น ถือเป็นความยิ่งใหญ่ของอุดมคติแบบประชาธิปไตย เพราะแม้นเราจะหมั่นไส้ ไม่ชอบขี้หน้า เกลียดชัง หรือรู้สึกไม่ดีต่อคนๆ หนึ่งอย่างไรก็ตาม เราก็จำต้องยอมรับว่า เขาคนนั้นมีสิทธิมีเสียงในทางการเมืองเท่ากันกับเรา ไม่ว่าเขาคนนั้นจะยากดีมีจน สันดานหยาบช้าเช่นไร

แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอุดมคติแบบประชาธิปไตยก็คือว่า ภายใต้ “ความไม่เหมือนกัน” ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกว่า “ไม่เท่ากัน” ไม่ว่าจะในทางภูมิรู้ พื้นฐานทางสังคมครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ย่อมนำไปสู่การมีความคิดความเห็น ความต้องการ ที่อาจสรุปรวบยอดเรียกว่า “เจตจำนงในทางการเมือง” ที่ไม่เหมือนกัน ...ความแตกต่างกันดังกล่าว ก็ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...ประชาธิปไตย จึงเป็นหลักสำคัญในการจัดการกับความขัดแย้งดังกล่าว และเป็นวิธีการจัดการแบบมี “อารยะ” ที่เคารพในสิทธิทางการเมืองของผู้ที่มีความคิดความเห็นไม่ตรงกันกับเรา

ยกตัวอย่างเช่น หากคนๆ หนึ่งมีพฤติกรรมหยาบช้า กักขฬะ ศีลธรรมต่ำ รูปชั่วตัวดำ แต่ทว่า พฤติกรรมเหล่านี้นั้นมิได้ละเมิดข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชน (เช่น กฎหมาย) ดังนั้น หากเขาคนนี้จะมีความคิดความเห็นต่างไปจากเรา ก็มิได้หมายความว่า เรามีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงในการจัดการกับคนๆ นี้ เพียงเพราะว่า เขาชั่วกว่าเรา เราดีกว่าเขา ...เพราะการเมือง (ภายใต้หลักการประชาธิปไตย) ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ...ความเห็นที่ต่างกัน เป็นความเห็นของพลเมืองร่วมชุมชนที่ไม่เหมือนกัน ก็จำต้องจัดการด้วยวิถีทางของพลเมืองที่มีอารยะ มิใช่การใช้ความรุนแรงทั้งในทางวจีกรรม และกายกรรมในการจัดการกับความขัดแย้งนี้โดยยกเอาศีลธรรม หรือรูปลักษณ์เป็นข้ออ้าง

ความขัดแย้งในทางการเมือง ก็ควรจะจัดการด้วยวิถีทางในทางการเมืองแบบมีอารยะ ผ่านการถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล เพื่อสร้างข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันให้ได้

กล่าวถึงตรงนี้ หากคนๆ หนึ่งมีความคิดความเห็นในทางการเมืองไม่ตรงกับผม ผมก็ต้องเอาชนะเขาด้วยวิถีทางในทางการเมืองแบบมีอารยะ ภายใต้กฎกติกาที่ตกลงร่วมกัน ผมไม่มีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงทั้งในทางกายกรรมโดยการยกพวกไปรุมกระทืบ เอาปืนจ่อหัว หรือกำจัดเขาไปจากโลกใบนี้ รวมถึงไม่มีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงในทางวจีกรรมโดยการด่าทอ ดูถูกเหยียดหยามว่าเขาว่าเขาหัวเหลี่ยม หัวโต ตัวดำ ปากห้อย ตาเข จมูกโต เป็นเกย์ หมดสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ เพราะนี่คือ ความรุนแรง เป็นวิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองที่แสนจะ “ต่ำ” ไร้อารยะ ไร้วุฒิภาวะ ...ไม่ต่างจากคนที่ใช้เหตุใช้ผลสู้คนอื่นไม่ได้ ก็ด่าพ่อล้อแม่ เอาลักษณะส่วนตัวมาล้อเลียน ...มันต่ำมาก มัน ถ่อย (ขออภัย) มาก

การเมืองภายใต้อุดมคติแบบประชาธิปไตยจึงมิใช่ลิเก ที่มีพระเอก-นางเอก และผู้ร้าย-นางอิจฉา ซึ่งสู้กันด้วยกำลังอาวุธ และเชือดเฉือนกันด้วยคำพูดเจ็บๆ แสบๆ

Instant AnswersMelting Pot

Comments

avatar
โอว นี่ผมมาเจิมคนแรกหรือเนี่ย ไม่ได้แล้ว ไม่พูดมากล่ะ คลิกป้อนก่อนเลย


By simplifolks, # 11. July 2008, 15:18:48

avatar
ตามมาเจิมเป็นคนที่สอง
:D

By nithi, # 12. July 2008, 03:47:49

avatar
อ้าว ค.ห.ที่ ๒ ของป๋มหายไป เดี๋ยวไปค้นดูก่อง
เมื่อวานโอเปร่าเดี้ยงไปครึ่งวัน


By simplifolks, # 12. July 2008, 08:48:19

avatar
นี่ครับ เมื่อวานแปะ คห.๒ แล้วโอเปร่ามันไม่บันทึก.......

ฮ่าฮ่าฮ่า เอาละ เมื่อกี้กลัวพิมพ์นาน เดี๋ยวคนอื่นมาแย่งตำแหน่งหัวแถว
หลังจากหลุดไปตั้งสามเอนถรี่แล้ว ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมจะไปไล่อ่าน
อันที่จริงเอนถรี่นี้ก็ว่าจะยังไม่อ่าน ทีนี้พอผมคลิกผ่านๆไปอ่านข้างล่าง
เกิดความคิดแว้บอยากจับพิสูจน์ดูว่าใช่หรือไม่ คือผมอ่านข้ามๆที่สามย่อหน้าท้าย
แล้วเดาว่าประเด็นของเอนถรี่นี้มีอยู่ประเด็นเดียว ส่วนที่อารัมภบทสองย่อหน้าแรกนั้น
เป็นเพียงการเกริ่นปูพื้นให้กับประเด็นที่ "ร้อน" นั้น
หลังจากอ่านทุกย่อหน้า ผมว่ามัน "ใช่" นะ แม่โขงจะพูดถึง (แต่ก็ยังไม่เอ่ยตรงๆ)
ความหยาบคายบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หรือถ้าจะไม่ให้ดูอยุติธรรมลำเอียง ก็ให้กินความรวมถึงความกักขฬะ (ควักอวัยวะเพศอวด,
ขวางปาข้าวของ,ด่าทอ)ชวนวิวาท ของ นปก.

ประชาธิปไตยในแบบของแม่โขงคงจะบริสุทธิ์ไปหน่อย หน่อมแน้ม และมันตายไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะมันได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นวาทกรรม (discourse)ไปแล้วในเมืองไทย
ให้เหลือเพียงว่า ปชต. คือ ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากอันดับ ๑
และแปรความหมายต่อไปอีกว่า เสียงที่ได้รับเลือกเข้าไปมาก นั่นแหละคือฉันทานุมัติ
แล้วแปรต่อไปอีกว่า ต่อแต่นี้ ไม่ว่าจะทำอะไร ออกนโยบายอะไร นั่นแหละมาจากเจตน์จำนง
ของฝ่ายข้างมากที่เลือกเข้าไป ไม่ต้องหาองค์กรไหนมาถ่วงดุล ไม่จำเป๊น ไม่จำเป็น
มัน deteriorated ไปแล้วในเมืองไทย

เฮ้อ ว่าจะแค่แซวสั้นๆ อำสั้นๆ ไหงออกมายาวเฟื้อย (ย่อหน้าที่สองน่ะ) แค่อยากชวน dispute น่ะ
ฉะนั้น ตัดย่อหน้าที่สองไปซะ ประเด็นคือประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อมยังไม่เคยเป็นจริง ในประวัติศาสตร์โลก มันแค่ idealist (เอ ยังไม่แน่ใจนะ)
เห็นจะต้องไปอาบน้ำที
:cool: :wink:

อ่านแล้วก็ cool ๆ เอ๊ย easy ๆ นะครับ

By simplifolks, # 12. July 2008, 08:50:40

avatar
ประชาธิปไตยมันมีอยู่
แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ
หรือฉันฝันว่าฉันฝัน หรือ ฉันจะฝัน :ko:
ประเทศไทยดูท่าว่ายีงไม่พร้อมกับ ประชาธิปไตย :cry:

By ก้านต่อดอก, # 12. July 2008, 12:45:29

avatar
วิ่งตามก้านต่อดอกอยู่เนี่ยแหละ
จวนกวดทันแล้ว


By simplifolks, # 12. July 2008, 12:48:36

avatar
ขอบคุณทุกท่านที่มาช่วย "เจิม" ให้ศีลให้พร...

แลดูเหมือนกับว่าผมมองประชาธิปไตยเป็นอุดมคติ ที่แสนจะหน่อมแน้มแบบพี่ทีเคว่าไว้

ทว่า สิ่งที่ย้ำในเอ็นทรี่นี้นั้น คือ ผมอยากให้เรามองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของ "กระบวนการที่ไม่จบสิ้น" ต้องผ่านการเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ ผ่านการทดลอง ผ่านการลองผิดลองถูก เพื่อแสวงหารูปแบบ หลักเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น เพราะประชาธิปไตยไม่มีแม่แบบที่ตายตัวแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ หากเราอยากเห็น อยากได้ อยากเป็น...ประชาธิปไตย...สิ่งใกล้ตัวที่เริ่มกระทำได้ คือ การแสดงออกในทางการเมือง ที่ผมบอกว่า ควรจะมี "อารยะ" นั้นหมายถึงว่า เราควรจะมีจริตจก้าน ปรุงแต่ง ประดิษฐ์ประดอย การแสดงออกโดยเคารพ "ความเป็นมนุษย์ในทางการเมือง" ของผู้อื่น

...แม้นว่าเราจะถูกต้อง แม้นว่าเราจะมีระดับทางศีลธรรมสูงส่ง แม้นว่าเราจะคิดคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ...แต่เราก็ไม่ควรมีสิทธิใช้ความรุนแรง หรือกระทำย่ำยีต่อสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

ผมมิได้ว่ากล่าวโจมตี เวทีพันธมิตร หรือ นปก. เพราะแม้นว่าผมจะไม่เห็นในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่อย่างน้อยคนกลุ่มนี้ก็แสดงออกในพื้นที่สาธารณะ สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำการต่างๆ ได้

แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ "สื่อมวลชน" หลายๆ แหล่งที่นำเสนอประเด็นและใช้ถ้อยคำราวกับละครหลังข่าวที่เน้นความสนุก บนฐานของการ "อ้าง" และ "ถือเอา" คำพูดเจ็บๆ คันๆ มานำเสนอ

และสิ่งที่น่าขบคิดที่สุด คือ การแสดงออกทางความคิดผ่านพื้นที่ "กึ่งสาธารณะ" อย่างเว็บบอร์ดต่างๆ หรือ การแสดงข้อคิดเห็นต่อท้ายประเด็นข่าว ซึ่งผู้เ่ขียนนั้นไม่จำเป็นต้องแสดงตัว แต่สามารถใช้ถ้อยคำหยาบคาย เอาลักษณะส่วนบุคคลของผู้ที่มีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน มาล้อเลียน ล้อเล่น ราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์ ...เหมือนกับคนไม่มีวุฒิภาวะ ที่ "บำบัด" ความต้องการในทางการเมืองของตนเองด้วยการ ด่าทอ สร้างความเกลียดชัง แล้วก็ "ีquit" หายไป เดินออกไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อการกระทำของตัวเอง

...วิถีประชาธิปไตย ผมมองว่า มันเริ่มแสดงออกได้ง่ายๆ จากเรื่องเล็กๆ ...เหมือนกับคนข้างบ้านที่แอบเอาขยะมาทิ้งหน้าบ้านคุณ คุณก็ควรจะเดินไปเคาะประตูบ้านเขา ตกลงกับเขา พูดคุยกับเขา ...ไม่ใช่การแอบย่องไปหน้าบ้านเขาตอนดึกๆ แล้วตะโกนด่าพ่อล้อแม่ เสร็จก็เปิดก้นหนีเข้าบ้าน หรือใช้ความรุนแรงรูปแบบอื่นๆ โดยการเอาขยะโยนกลับคืน หรือทำลายทรัพย์สินของเพื่อนบ้านเพื่อ "แก้แค้น"

By mekong, # 13. July 2008, 06:44:56

avatar
อ้อ เข้าใจ และเห็นคล้อยตามเกือบทั้งหมดครับ
โดยเฉพาะการแสดงออกของสื่อที่ส่อภาษาและสกุล
พูดเพียงแค่นี้ ภาพของสื่อก็ประเดประดังเข้ามาในหัว
จนเรียบเรียงไม่ถูก
รอให้นิ่งแล้ว เข้ามาคุยใหม่อีกที


By simplifolks, # 13. July 2008, 06:57:20

avatar
แหม ...พี่ทีเค ไม่ต้องรอให้นิ่งก็ได้ คุยไป "เขย่า" ไปก็ไม่ผิดกติกา :lol:

คุณก้านต่อดอก ...แลเหมือนคนหมดหวังกับการเมืองไทย ...แฮ่ม อย่าทดท้อสิครับ และก็อย่าไปมองว่าบ้านเรานั้นพร้อมหรือไม่พร้อม แต่หากเรามองว่า นี่เป็นแค่ส่วนเสี้ยวของกระบวนการอันยาวนานในการเดินทางบนเส้นทางประชาธิปไตย เราก็จะรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง ต่างจากเพื่อนบ้านของเรา ที่ยังไม่ขยับก้าวเดินเลย

สำหรับผมแล้ว เพียงแค่ "หวัง" ให้เรากลับมามีการเลือกตั้งตามปกติ จะซื้อเสียง ขายเสียง ถอนทุน ตีรวน ฯลฯ อย่างไรก็ตามเถอะ ผมก็ยังรู้สึกสบายใจกว่า ดีกว่าการกลับถอยหลัง ดีกว่าการเปลี่ยนเส้นทางเดิน เปลี่ยนไปสู่การยกเอาคนดี วีรบุรุษมาเป็นผู้ปกครอง โดยที่ผมไม่มีสิทธิได้เลือก

หากจะให้ความหวังกันบ้าง ผมอยากให้ลองดู การเมืองการปกครองในระดับท้องถิ่น ...เพราะภายหลังการกระจายอำนาจ แม้นว่าเราจะรู้สึก "รักท้องถิ่น แต่เกลียดนักการเมืองท้องถิ่น" แต่หากท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่ต่อไป การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นยังเกิดขึ้นตามปกติและสม่ำเสมอ ในระยะยาวแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะค่อยๆ พัฒนาไปตามสภาพการณ์ ดีบ้าง เลวบ้าง ...แต่อย่างน้อยผมว่า ตอนนี้คนในท้องถิ่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกแล้วว่า แม้นมันจะไม่ได้ดั่งใจ แต่มันก็ยังดีกว่าที่ท้องถิ่นถูกบริหารปกครองโดยส่วนภูมิภาค โดยนายอำเภอ โดยผู้ว่าฯ โดยข้าราชการที่ส่งมาจากส่วนกลาง

สรุป... เราต้องอดทนอดกลั้น ให้เวลากับมัน แต่ต้องไม่ลืมเป้าหมายหรือเจตจำนงว่าเราจะเดินไปในทางไหน ...อย่าใจร้อน อย่าวู่วาม ...เพียงแค่เราไม่ชอบคนๆ หนึ่ง เราก็ไม่จำเป็นเปลี่ยนทางเดินใหม่นี่นา

By mekong, # 13. July 2008, 12:10:20

avatar
เหนื่อยกับการเมืองไทยครับ
คิดอยู่อย่างเดียว
มนุษย์ยุคโบราณไม่มีการเมืองก็อยู่กันได้

By nithi, # 14. July 2008, 02:40:34

avatar
ไม่จริงมั้ง คุณก้องช่วยเถียงที ความเห็นคุณก้องนวลๆดี ฮี่ฮี่

คุณนิธิ ชวนไปเข้าโรงเรียน"หนังสือ" น่ะ ที่นี่ http://my.opera.com/nithi/blog/
คุณก้องจามไปดิ
๕๕ ๕๕ ๕๕


By simplifolks, # 14. July 2008, 06:10:11

avatar
ขออนุญาต "เถียง" คุณนิธิ "ตามใบสั่ง" ของพี่ทีเคนะครับ :D

หากว่ากันตามตำรา "การเมือง" ในความหมายที่กว้างที่สุดนั้นหมายถึง "กิจกรรมทางสังคมในการ สร้าง-แก้ไข-รักษา กฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันของผู้คน" ...หมายถึงว่า ที่ใดมีสังคมมนุษย์ ที่นั่นย่อมมีการเมือง

ตอน Robinson Crusoe ติดเกาะและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้น การเมืองยังมิอาจปรากฏตัวได้ กระทั่งเขาได้พบกับ Friday ตลอดจนชนเผ่าพื้นเมืองบนเกาะนั่นแหละ สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ก็มีที่ทางให้ปรากฏตัวได้ เพราะสังคมเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น การที่มนุษย์ยุคโบราณอยู่ร่วมกันได้ ก็เพราะมีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน และกฎเกณฑ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นได้ด้วยกิจกรรมทางการเมืองนั่นเอง เพราะสังคมมนุษย์มิอาจจะดำรงสภาพความเป็นสังคมที่ไร้กฎไร้เกณฑ์ มีแต่ความขัดแย้งเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ท้ายที่สุด ก็ต้องแสวงหาทางออกในการสร้างกติกาบางอย่างขึ้นมาให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสันติ และคาดการณ์ได้

ส่วนวิธีการในการได้มาซึ่งกติกานั้น ก็แล้วแต่การวัฒนาทางสังคมซึ่งอาจจะอ้างภูตผีเทพเจ้า ใช้ลำดับอาวุโสและประสบการณ์ ใช้กำลังบังคับขืนใจ ใช้หลักศาสนา ใช้วิธีอ้างชาติกำเนิด ใช้วิธีการแสวงหามติร่วม ฯลฯ

...แต่ที่คุณนิธิกล่าวไว้นั้น ผมคิดว่าเป็นอาการ "บ่น" มากกว่า อันเนื่องมาจากความวุ่นวายในสภาพการเมืองไทย ...หากจะทำให้สบายใจขึ้นมาบ้าง ผมก็อยากจะบอกว่า อันที่จริงแล้ว สังคมการเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรง และความวุ่นวายมาโดยตลอด หากเราดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์กันยาวๆ แล้ว จะเห็นว่า ในอดีตมีการฆ่าล้างโคตร มีการใส่ร้ายป้ายสี มีการบดขยี้มวลชน ผู้ปกครองและผู้นำทางการเมืองจำนวนมากต้องจบชีวิตในต่างประัเทศ ฯลฯ

แต่ภายใต้ความรุนแรงและความวุ่นวายต่างๆ นั้น ก็มีขีดจำกัดของมันอยู่ อย่างน้อยเราก็ไม่เคยเกิดสงครามกลางเมืองใน scale ขนาดใหญ่ที่ผู้คนรบราฆ่าฟันกันเอง หรือมีการลอบสังหารผู้นำทางการเมืองเป็นรายวัน ...ดังนั้น เรามากันได้ขนาดนี้ ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก และภายใต้ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดนั้น ผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ค่อยๆ เรียนรู้อะไรบางอย่างมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เวทีพันธมิตร ซึ่งเผชิญหน้ากับรัฐบาลนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏความรุนแรงใดๆ ต่างคนต่างก็ต้องระมัดระวังตนมิให้เลือดตกยางออก และผมก็หวังว่า มันจะไม่เกิดขึ้น (แม้นจะมีแนวโน้มปรากฏอยู่มาก)

By mekong, # 14. July 2008, 08:48:40

avatar
อ้อ ...ผมตามไปดูโรงเรียนหนังสือที่คุณนิธินำเสนอแล้วล่ะครับ น่าสนใจมากๆ ...เอ หากหลักสูตรเป็นจริง น่าจะบรรจุวิชาการเขียน blog ไว้ด้วยก็ดีนะครับ :D

By mekong, # 14. July 2008, 08:51:47

avatar
คุณก้องพูดถูกครับ ผมออกอาการบ่นมากกว่า :D
และใช่ สังคมบุพกาลไม่ใช่ไม่มีการเมือง
เพราะเอาแค่สังคมระบบย่อยที่สุดอย่างครอบครัว การเมืองก็ยังแฝงฝังอยู่ในนั้น
หากเราจำกัดกรอบการเมืองในบริบทโดยประชาชน เพื่อประชาชน
หน้าที่ของพ่อแม่ในการเอื้ออำนวยลูกๆ ก็อยู่ในบริบทเดียวกัน
เพียงแต่เป็นสเกลที่เล็กกว่า

ฉะนั้น ผมไม่ถกเรื่องบุพกาลกับการเมือง
รอให้ผู้ที่มีความรู้ทางมานุษย์สังคมวิทยามาถกดีกว่า

แต่อยากจะเชิญชวนถกประเด็นแยกย่อยออกจากการเมืองในหัวข้อที่คุณก้องตั้งไว้

วันนี้เพิ่งอ่าน Underground Buleteen ฉ.13 ในเรื่องวรรณกรรมล้อจบลง
มีประเด็นที่ผมอ่านจากคำสัมภาษณ์ของ อ.ธเนศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสติปัญญาของชาวนา
ลอกตามคำพูดมาเลยนะครับ

"เมื่อก่อนนี้ชีวิตของชาวนา คือชีวิตไม่ต่างจากสัตว์ มันไม่มีคอนเซปที่ว่าชาวนา โอ...สุดยอด มีภูมิปัญญาชาวบ้าน มันไม่มีหรอก นี่คือวิธีคิดแบบปี 1960-1970 ไป คือเมื่อก่อนมันไม่มีอะไรแบบนี้ ชาวนาคือคนโง่"

ผมไม่ได้ยกคำพูดนี้ขึ้นมาเพื่อชวนให้ถกว่า อาจารย์ธเนศดูถูกชาวนาหรือไม่
แต่อยากลองชวนกันคุยดู ว่าภูมิปัญญาชาวนา ไม่มีจริงๆ หรือ?

และถ้ามี เมื่อใดที่ชาวนาเริ่มมีจิตสำนึกทางสังคม
เมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่องโรบินสัน คูโซ ตามที่คุณก้องยกขึ้นมา

ฮี่ๆ อันนี้ คุณก้องอาจจะเสียเปรียบหน่อย ถ้าไม่ได้อ่าน Underground นะ

ในมุมมองผม ผมไม่เห็นด้วยกับอ.ธเนศ อย่างแรง และไม่ใช่เพราะพื้นฐานความคิดมาจากมาร์กซ์
(ซึ่งด้วยเหตุนั้น ทำให้คอมมิวนิสต์ต้องเป็นทางออกต่อการกดขี่)

ยกตัวอย่างกรณีเรื่องสุ่มดักปลา เราจะถือว่านี่เป็นภูมิปัญญาได้ไหม?
ผมถือว่าได้ และหากจะนับว่าจิตสำนึกด้านสังคมของชาวนาเกิดขึ้นเมื่อใด
ในความคิดผม น่าจะเริ่มตั้งแต่เรียนรู้การอยู่กับวัด และความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกส่งต่อมา
โดยอาจมีหรือไม่มีการตั้งคำถาม

ผมไม่คิดว่าชาวนาที่ว่างเว้นจากฤดูเก็บเกี่ยว ต้องเข้าเวร จะไม่ตั้งคำถามหรอกครับว่าทำไม
แทนที่ตนเองจะอยู่กับบ้าน กับเมีย และผืนนา ไร่สวน
แต่ด้วยกรอบของศาสนา กรอบของความเชื่อที่เข้ามากำหนดและกดทับให้การตั้งคำถามนั้น
ถูกแปรความลงไปให้เหลือเพียงแค่ "แล้วแต่บุญแต่กรรม"

ด้วยกรอบความเชื่อนี้ การผลัดแผ่นดินหลายครั้ง ชาวนาจึงไม่มีส่วนร่วม และไม่เห็นความเกี่ยวข้อง
ประมาณว่าใครจะขึ้นปกครอง ก็ไม่เกี่ยว ขอให้ปกครองบ้านเมืองร่มเย็นเป็นพอ

เอาแค่นี้ ผมทิ้งประเด็นแค่ว่า ศาสนาเข้ามีส่วนสำคัญทางการเมืองในสังคมชาวนา ใช่หรือไม่?

:ko: เฮ้อ เหนื่อยครับ นานๆ พิมพ์ยาวเหยียดงี้ที

ดึกๆ จะแวะเข้ามาใหม่

By nithi, # 14. July 2008, 12:28:10

avatar
ที่โอเคเนชั่นก็มีนี่ เคยเห็นนะ ประมาณสอนบล๊อกเกอร์มือใหม่ว่าเขียนยังไงให้อ่านง่าย ติดตรึง ตั้งชื่อยังไงให้โดน

By nithi, # 14. July 2008, 12:29:59

avatar
ขอรีบตอบแบบไวๆ ก่อนนะครับ (เพราะกำลังมีมิตรเดินทางมาซดเบียร์กับผมตอนดึกๆ) ก่อนจะเมา

ผมพอจะเดาได้ว่า คุณนิธิหมายถึง อ.ธนา วงศ์ยานนาเวศ (ธเนศ วงศ์ยานนาวา) :D

หากเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่า อ.ธเนศ แกมิได้วิพากษ์ตัวภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือตัวชาวนาหรอกครับ ...แต่ผมคิดว่า แกกำลังเสนอว่า สิ่งที่คนในปัจจุบันกำลังพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชาวนา วิถีชุมชน ฯลฯ เหล่านี้นั้น เป็นประดิษฐกรรมร่วมสมัย เป็นกรอบความคิดที่ "ถูกให้ความหมาย" (signified) หรือสร้างค่าขึ้นมา คือ ประเด็นมิได้อยู่ที่ว่าในอดีตนั้น ชาวนา "มี" หรือ "ไม่มี" ภูมิปัญญา แต่คำว่า "ภูมิปัญญาชาวนา" หรือ "ปราชญ์ชุมชน" หรือ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นคำ เป็นกรอบความคิดร่วมสมัยที่ "เพิ่ง" จะถูกสร้างขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

เปรียบไปก็เหมือนกับ ชาเขียว ซึ่งคนดื่มกินกันมานานนม แต่คนรุ่นปัจจุบันได้สร้างค่า ให้ความหมาย หรืออาจเรียกว่า "วาทกรรมชาเขียว" โดยโยงให้เห็นว่า ขาเขียว นั้นมันเชื่อมโยงกับ สุขภาพ ...หากดื่มชาเขียว หรือใช้ผลิตภัณฑ์จากชาเขียว มันจะเชื่อมโยงให้เรานึกถึงอะไรก็ตามที่เป็นการใส่ใจดูแลสุขภาพ เป็นต้น

ส่วนประเด็นอื่นๆ ไว้มาคุยอีกทีนะครับ...

By mekong, # 14. July 2008, 13:01:26

avatar
:smile: อืม มันเป็นอย่างนี้เอง
ถ้ายังงั้น ผมก็เข้าใจเจตนาของ อ.ธเนศผิดไป ขออภัยครับ

By nithi, # 14. July 2008, 15:25:47

avatar
และแป้งปั้นเก็บไว้อยู่ดีๆ ข้ามคืนก็กลายเป็นส่า ก็สาโทแหละ
อะแหม สมัยนี้ตั้งชื่อว่าสุราพื้นบ้าน ภูมิปัญญา(ด้านความเมา)ท้องถิ่น ฮี่ๆๆๆๆ
(ผมอำไปงั้น ไม่มีใครให้อำ ก็อำตัวเองเล่น ฮิฮิฮิ)

เหรอ ธเนศ วงศ์ยานนาวา กะจะเดาว่า ธเนศวร์ เจริญเมือง กะว่าไม่ใช่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณแน่ๆ

สะดุดตาสะดุดใจกับประโยคนี้ของคุณก้องมากๆ

Originally posted by MeKong:


ท้ายที่สุด ก็ต้องแสวงหาทางออกในการสร้างกติกาบางอย่างขึ้นมาให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสันติ และคาดการณ์ได้


คาดการณ์ได้ เฮ่ๆๆๆ มนุษย์รู้สึกหงุดหงิด กดดัน เดือดร้อนใจ ไม่ปลอดภัย งุ่นง่าน..วินาทีข้างหน้าจะเป็นยังไงมั่งวะ
ต้องขอบคุณคุณก้อง ที่มีน้ำใจเอาความรู้มาขยาย
คืนนี้ ผมคงนอนเร็วหน่อย ไปก่อนน้าาา เดี๋ยวมาใหม่

By simplifolks, # 14. July 2008, 15:30:32

avatar
ขออภัยที่ขี้เกียจเจิม เนื่องจากดิฉันคิดว่าคนอื่น ควรได้รับ *สิทธิ* นี้บ้าง p:

อ่านเนื้อความล้วน ๆ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะท้าทายตรรกะสักเล็กน้อย (ก่อกวนๆ)

"หากคนๆ หนึ่งมีพฤติกรรมหยาบช้า กักขฬะ ศีลธรรมต่ำ รูปชั่วตัวดำ แต่ทว่า พฤติกรรมเหล่านี้นั้นมิได้ละเมิดข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชน (เช่น กฎหมาย)" - อันนี้ก่อนจะถูกตัดสินว่าหยาบช้า กักขฬะ ต่างๆนานาได้ แสดงว่าผ่าน *พฤติกรรม* อะไรบางอย่างที่ *ละเมิดสิทธิ* ของคนอื่น (ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นการเมือง)????? (ส่วน *รูปลักษณ์* นั้นเป็นปัญหาส่วนตัวของเขา และเห็นด้วยว่าคนที่เอามาล้อเลียนต่าง ๆ ไม่ต่างจาก *พาล* และแสดงถึงการใช้ *อารมณ์* เช่นกัน)

ดิฉันว่าความเปราะบางขณะนี้ก็คือ *เหตุและผล* นั่นแหละ ทำให้คนในสังคมรู้สึกล้นทะลักไปด้วยเหตุและผลของแต่ละฝ่าย จนไม่มีใครตัดสินได้ว่าอันไหน *ถูก* หรือ *ผิด* ไปซะแล้ว

...เว้นแต่ว่า "ต้องเลือกข้าง"

ป.ล. คุณทำให้ดิฉันเริ่มอยากเขียนถึงหนังอังกฤษเรื่อง Exodus การทวงสิทธิของความเท่าเทียมนำไปสู่การทำลายล้างและในที่สุดต้องละทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองแบบยอมรับความจริงไม่ได้

แต่ลึก ๆ ก็ไม่ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นะ คงประมาณว่ายอมรับความจริงไม่ได้เหมือนกันที่ตัวเอกทำเอี้ยแบบนี้ ...อีกอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่เป็น *กระแส* กลัวดังง่ะ :D

By julyrhapsody, # 15. July 2008, 05:17:56

avatar
อันดับต่อมา คุยกับคุณนิธิดีก่า (มีประชาสัมพันธ์ส่วนตัวด้วยอีกตะหาก อิอิ)
"คิดอยู่อย่างเดียว
มนุษย์ยุคโบราณไม่มีการเมืองก็อยู่กันได้"

-- ก็คนน้อยนี่คะ ไม่ต้องแบ่งสรรปันส่วนทรัพยากรมาก
พอเริ่มมีกรอบ ก็ยิ่งสร้างกรอบ
เริ่มตั้งกฏ ก็ยิ่งเพิ่มกฏมากขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ
มนุษย์อย่างเราไม่ยอมรับว่าโลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ ต้องดัดแปลงแก้ไขให้มันเข้าใกล้สิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ใครคนใดคนหนึ่งก็ไม่อาจพินิจพิเคราะห์ทุกอย่างด้วยเหตุและผลปราศจากอคติใด ๆ :D

By julyrhapsody, # 15. July 2008, 05:25:37

avatar
เหตุ และ ผล เป็นประเด็นน่าคิด มันเป็นข้อถกเถียงอมตะนิรันดร์

ส่วนบอยน่ะ จบแล้ว ตั้งแต่อ่านเจอพุทธพจน์ว่า "สิ่งนี้ไม่ใช่ของที่อาจเข้าถึงได้ด้วยตรรก"
จากประสบการณ์สั่งสมมา (ถกเถียงในวงเสวนามาตั้งแต่อายุ ๑๕) อ่านจบประโยค ปิ๊งเลบ


By simplifolks, # 15. July 2008, 07:58:32

avatar
ศรีธนญชัย นั่นก็ถือว่าใช้หลักเหตุและผล ชิมะ พี่น้อง


By simplifolks, # 15. July 2008, 07:59:44

avatar
:o: จบแล้ว :idea:

By nithi, # 15. July 2008, 09:31:20

avatar
จบในเชิงอุดมคติ
แต่ในเชิงการเสวนาในชุมชนโอเปร่า ยังต่อปากต่อคำได้เสมอ
และยังไม่อยากให้จบ อิอิ


By simplifolks, # 15. July 2008, 11:19:07

avatar
อูย ...เพิ่งกลับมาจากการ "จ๊อกกลิ้ง" (ลิ้นห้อยเป็นหมาหอบแดด) เป็นวันแรกในรอบแปดปี ..แม้นจะเหนื่อย แต่เห็นเม้นต์ของท่านๆ ก็อยากชวนคุยต่อ

จริงๆ เอ็นทรี่นี้ เขียนขึ้นมาจากความอึดอัดอะไรบางอย่า่ง ...อยากจะเขียนสำหรับคนซึ่งนั่งอยู่ขอบเวที คนซึ่งว่ากันว่า "อยู่ตรงกลาง" (แม้นจะเหมือนกับเดินกลางถนน และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกรถเฉี่ยวชนก็ตาม)

คือผมคิดว่า ระบอบการเมืองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" นั้น มันยังถกเถียงกันได้ในรายละเอียด ยังปรากฏความไม่ลงรอยในเชิงความคิดอยู่มากว่า แบบไหนถึงเรียกว่าประชาธิปไตย ...งานนี้จึงยังไม่จบ ยังไม่เป็นที่ยุติ

ทว่า สิ่งที่ควรจะเป็นที่ยุติกันได้แล้วก็คือ วิธีการใช้อำนาจและการแสดงออกในทางการเมือง ที่ควรจะปราศจากซึ่ง "ความรุนแรง" ทั้งในทางกายกรรมและวจีกรรม

สิ่งซึ่งผมรู้สึกกลัวที่สุดก็คือ การใช้ความรุนแรงในนามของศีลธรรม, ในนามของความดี, ในนามของ "ประชาชน", ในนามของ "ชาติ", ในนามของ "ความสามัคคี", ในนามของคุณค่าบางอย่า่งซึ่งเป็นที่ยึดถือกันในสังคม...

...วกมาเรื่อง "เหตุและผล" ที่คุณจูไลฯ และพี่ทีเคยกมา ...ผมคิดว่า หากการใช้เหตุหรือผล เป็นแต่เพียงการใช้ตรรกะเพื่อเอาชนะกัน อย่างกรณีศรีธนญชัย หรือแม้แต่โสเครติส ...ผมคิดว่า มันก็ยังรับได้นะ คือ แม้นการอ้างเหตุผลต่า่งๆ จะถูกบิดเบี้ยวภายใต้วาระซ่อนเร้นต่างๆ เพื่อเอาชนะกันในทางการเมือง แต่หากมันมีการประดิษฐ์ประดอย ถักทอเหตุผล ใช้ถ้อยคำที่ปรุงแต่ง เล่นโวหาร เหล่านี้ มันก็ยังดี ดีในแง่ที่ว่า อย่า่งน้อยมันก็มิใช่การใช้ความรุนแรง

ในทางตรงข้าม หากเราบอกว่า คนๆ หนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่น่าเชื่อถือในทางการเมืองโดยใช้คำพูดรุนแรง ยกเอาลักษณะส่วนตัวมาเล่นงาน แล้วก็สรุปว่า คนๆ "เลว" หรือคนกลุ่มนี้ "ชั่ว" มันก็ไม่แฟร์เท่าไหร่ ทั้งยังนำไปสู่ความจงเกลียดจงชัง อันจะนำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ได้ ...ขอกล่าวแบบอ้อมๆ ต่อไปว่า เราไม่ควรจะเอามาตรฐานทางสังคมหรือคุณค่าทางสังคมชนิดอื่นๆ เอามาใช้ตัดสินหรือ "ล้มกระดาน" การแสดงออกในทางการเมืองของคนๆ หนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น หากเณรในวัดจะไล่สมภาร ก็ควรจะแจกแจงให้เห็นว่าท่านสมภารนั้น กินไก่วัด อมเงินผ้าป่า ฯลฯ ไม่ใช่มานั่งด่าสมภารว่า ก่อนบวชนั้นเคยเป็นขี้เมา ชอบตีไก่กัดจิ้งหรีด มีเมียหลายคน ฯลฯ คือ ถ้าเ่ล่นกันแบบนี้มันก็ไม่ไปไหน ขณะเดียวกันสมภารก็ไม่มีสิทธิจะด่ากลับว่าพวกเณรเหล่านี้ ไม่มีสิทธิมาไล่สมภาร เพราะเป็นลูกไม่มีพ่อมีแม่ ย้ังไม่ได้ร่ำเรียนนักธรรมจบบาลี ฯลฯ นี่ก็ไม่ไปไหนเช่นกัน

...อ้อมเกินไปจนงงรึเปล่าเนี่ย

By mekong, # 15. July 2008, 12:10:30

avatar
ไหนๆ พูดถึง ศรีธนญชัย หรือโสเครติส ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

คือว่า หากเราจะเล่นตรรกะ ใช้เหตุผล ในแบบคนทั้งคู่นั้น ผมคิดว่า ไม่ใช่สิ่งเสียหาย

แต่เราไม่ควรจะจัดการกับคนเหล่านี้ในแบบที่ ศรีธนญชัย หรือโสเครติส ต้องประสบในตอนท้าย

By mekong, # 15. July 2008, 12:19:08

avatar
จู่ๆ ไม่รู้ทำไม นึกถึงสมัยนาซี ที่ฮิตเลอร์สั่งเผาหนังสือ

ถ้ามนุษย์ไม่มีเหตผลหรือคิดเป็น
โลกจะสงบกว่านี้ไหมหว่า?

:D แฮ่ๆ พี่ทีเค ผมไม่รู้จะยกอะไรมา "เถียง" ดีน่ะ ตัน
เลยจบ แต่ขอวนๆ เวียนๆ อยู่ริมเวที ตะโกนแย้วๆ แซวขึ้นมาบ้างแล้วกันนะ

By nithi, # 15. July 2008, 12:50:01

avatar
คนชื่ออ้อมมักจะสวยน่ารัก ดังนั้น ถึงคุณก้องจะพูดอ้อมก็เข้าใจได้ - นี่คือเหตุผล ๕๕ ๕๕ ๕๕

ในหนังสือกึ่งตำราชื่อ "การใช้เหตุผล" แต่งโดย อาจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน
จำแนกรูปแบบของ Fallacy ไว้ ๑๐ แบบ
แบบสุดท้าย ท่านใช้หัวข้อว่า "๑๐. การทิ้งเหตุผล"
แปลแบบดุ่ยๆว่า "ก็กูจะเอาอย่างเงี้ยะแหละ มีไรม้าย"

ในสถานการณ์อย่างนี้ อย่างที่ครม.ในสารขัณฑ์กำลังจะรวบหัวรวบหาง "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" อาศัย
วิธีการแบบ "พวกมากลากไป" เช่นนี้....
เหล่าคนเดินดินผู้ตระหนักในความไม่ชอบมาพากล มองเห็นหายนะอยู่ข้างหน้า
จะแต่งเหตุผลเช่นไรไปบอกเหล่าเสนาที่ออกปากแล้วว่า "ก็กูจะเอายังเงี้ยะ"
ให้พวกเขา.."อย่างน้อย" หยุดทำงานชั่วคราว เพื่อมาตกลงกันก่อน

คิกคิก ตามประสาเสวนาน่ะ คุณก้อง เผื่อได้ความคิดดีดี



By simplifolks, # 15. July 2008, 12:53:24

avatar
คิดต่อจากพี่ทีเคเรื่อง "แก้รัฐธรรมนูญ" ...ก็ขอคิดแบบ "ไม่อ้อม" บ้าง

สำหรับผม ...ผมเห็นว่า มันต้องแก้ มันมีปัญหาจริงๆ

และหากผมเป็นพันธมิตรฯ ผมก็จะปล่อยให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ...เพราะตอนนี้ประเด็นที่ใช้ในการเคลื่อนไหว มัน "อ่อน" มากๆ และเอาเข้าจริงก็ไม่มีประเด็นที่แน่นอน (แม้นเป้าหมายของการเคลื่อนไหวจะมีความชัดเจนอยู่) ...คือ ปล่อยให้แก้ไปเลย แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หากแก้แล้วมันนำไปสู่การแทรกแซง การบิดเบือนคดีความที่ดำเนินกันอยู่ ตอนนั้น ประเด็นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรก็จะชัดขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากมวลชนมากขึ้น

สิ่งที่ผมกังวลคือว่า การเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นตอนนี้ วิธีการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย มันสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงในทางการเมือง และอาจนำไปสู่การล้มกระดานโครงสร้างในแบบประชาธิปไตยที่พัฒนามาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ดังที่เราทราบกันดี รู้สึกได้ ...คือ เมื่อมีคนพูดว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหา และเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะถูกผลักให้ไปอยู่อีกฝ่ายทันที หรือหากพูดในทางตรงข้าม ก็จะถูกผลักไปในอีกทางหนึ่ง ...นั่นก็หมายความว่า การแสวงหาทางออกที่สมเหตุสมผล มันไม่อาจจะถูกทำให้สมเหตุสมผล (rationalized) ใ้นสภาพการณ์ปัจจุบันได้ กลายเป็น gridlock

คือ การเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน มันจัดวางความสัมพันธ์ และกำหนดอำนาจของสถาบันการเมืองต่างๆ ได้ไม่ดีนัก สภาพที่เกิดขึ้นคือ สถาบันการเมืองจำนวนหนึ่งปรากฏการใช้อำนาจอย่างสับสน ไม่อยู่ในร่องในรอย ไม่คงเส้นคงวา ซึ่งในท้ายที่สุด ก็จะำนำไปสู่ความอ่อนแอของสถาบันการเมืองโดยรวม

...จริงๆ อยากพูดมากกว่านี้ แต่ขอพักไว้ก่อน

By mekong, # 16. July 2008, 05:31:13

avatar
ดิฉันเห็นด้วยกับชาวบ้านร้านตลาดประชาชนตาดำ ๆ แฮะว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้สำคัญเท่าประเด็นอื่น ๆ
เวลามีน้อย กรุณาประเมินเรียงลำดับความสำคัญ
จะใช้เวลาค่อนชีวิตเสียเวลาคิดหลักการที่ตีความประเด็นกันคนละทีสองที
ที่ไม่มีวัน..เพอร์เฟ็คท์!!

แล้วถ้าจะแก้ จะต้องไม่ได้อยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ถามว่าจะเป็นไปได้ตาม "อุดมคติ" ไหม
จูไลฟันธง-ไม่มีทาง
แล้วมันก็ต้องแก้กันทุกชาติไป เหมือนคู่กรรมและรักแท้แต่ปางก่อนอะไรเทือกนั้น p:

ขออภัย หากนักวิชาการจะรู้สึกบอบช้ำ
ดิฉันไม่มีศัพท์แสงสวยหรู ประกอบให้ดูน่าเชื่อถือ
แต่มันเป็นโลกแห่งความจริง :smile:

By julyrhapsody, # 16. July 2008, 06:43:12

avatar
แต่ทัศนะแบบคุณก้องน่ะ จำเป็นต้องมีอยู่ในชุมชนนะ เป็นเหมือนหลักตั้งตระหง่านไว้
เผื่อพวกเราๆ เกเรซุกซน ยืดๆหดๆไปตามประสาชาวยุทธจักร แฮ่ๆๆๆ

ที่จะแก้ รธน.ตอนนี้ เขาตั้งธงไว้แล้วว่า ทักกี้ต้องไม่ติดคุก หมายความว่าเป็นการแก้เพื่อให้
ผลงานการเอาสัมปทานของชาติไปแปรธาตุแล้วตกแต่งขายให้สิงคโปร์ นั้นไม่ใช่เรื่องผิดคุณธรรม
ยิ่งกว่านั้น ดีลซื้อขายสัมปทานชาติ(รัฐ) มูลค่า ๗๖,๐๐๐ ล้าน ไม่จ่ายภาษีให้ชาติ(รัฐ)แม้สลึงเดียวก็ไม่ผิด
ยิ่ง ยิ่งกว่านั้นอีก ที่ตั้งธงจะแก้ รธน.นี่ ก็มองเห็นชัยชนะอยู่แหงๆ แบบว่า พวกกรูมากกว่าอยู่แล้ว
เป็น "พวกกรู" อันร้อยเป็นพวงเหนียวแน่นด้วยพลังผลประโยชน์ที่แจกให้
ถ้างานสำเร็จ ถามว่า ตรงไหนของกระบวนการนี้ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย
และหากว่าสำเร็จ นี่คือบรรทัดฐานหรือไม่
ถ้าใช่ ต่อไปเพื่อนผมที่ทำบริษัทก็ต้องขยันๆหลบภาษีไว้
ผมเอง อะไรที่เป็นสมบัติสาธารณะ ฉกฉวยได้ก็ต้องฉก

มันดีพิลึก ก็ทั้งหลายแหล่นี่มันมาจากกระบวนการที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยนี่ครับ
ประชา + อธิปไตย ๕๕๕ ผมเป็นประชาตัวเล็กๆคนหนึ่งเหมือนกัน ดีดีชั่วชั่วผมก็กินคำเล็ก แฮ่ๆๆๆ

By simplifolks, # 16. July 2008, 07:17:58

avatar
ง่ำๆ ผมกินตามพี่ทีเค

:D

By nithi, # 16. July 2008, 12:27:23

avatar
วันนี้ไปวาง คห.ไว้ที่บล๊อกโอเคเนชั่นสองบล๊อก ๆ ละ ๑ คห.
อันหนึ่งก็คล้ายๆข้างบน
อีกอันหนึ่งพูดึงเลศนัยทีมกุนซือหลังฉากของสมัคร ที่เป็นทีมเดียวกับสมัยไทยรักไทย
ลืมก๊อปไว้อันนึง ตามหาไม่เจอ ถ้าเจอก็จะเอามาแปะทีนี่


By simplifolks, # 16. July 2008, 13:34:58

avatar
เจอแว้วว เตรียมตัวนะ ผมจะวางระเบิด อิอิ ล้อเล่น

(บล๊อก คนลานเมือง “จับตา นโยบายฟรีแหลก....ฯ” ๑๖/๗/๕๑)
คห.๑ กับ คห.๒๐ ครับ
มีคนจับสังเกตเห็นว่าป้ายใหญ่ที่เป็นฉากหลังข้างหลังสมัครตอนแถลงข่าวน่ะครับ " ๖ มาตรการ ๖ เดือน ....เพื่อไทย"
ไอ่คำ "เพื่อไทย" ข้างท้ายนี่แหละ ชื่อพรรคใหม่ของพวกเขา การผูกสโลแกนอย่างนี้ มาจากเอเยนซี่โฆษณา
นอกจากนี้มีข้อสังเกตว่า เงินสี่หมื่นหกพันล้านนี้ ตั้งใจให้ลงไปถึงมือรากหญ้าจริงๆสักเท่าไหร่ หรือเจตนาให้ลงไปถึงหัวคะแนนที่ยึดกุมพื้นที่ อันไหนให้ความมั่นใจมากกว่าถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าจุดชี้ขาดผลการเลือกตั้งคือหัวคะแนนที่อยู่ในอาณัติแบบสั่งได้
ทั้งสื่อ ทั้งประชาชนทุกภาคส่วนเตรียมตัวจับผิดกันได้ล่ะ ในนามของประชาธิปไตย..
ข้อสังเกตที่สอง กลยุทธแบบนี้เป็นหนังม้วนเก่ามาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย เป็นเหตุให้เชื่อว่าเหล่ากุนซือทั้งหลายที่ถูกเว้นวรรคล้วนยังอยู่กันพร้อมหน้า แต่เก็บตัวอยู่ข้างหลังอย่างแนบชิด

(บล๊อกลูกเสือฯ “ประชานิยมหลงยุค” ๑๖/๗/๕๑)
ชักจะหน้ามืด ผมน่ะ
รอดูว่าถ้า "บรรทัดฐานสังคม" (อันเนื่องมาจากการแก้ รธน. จำกัดอำนาจศาล) ออกผลมาว่าคนยักย้ายสัมปทานรัฐไม่ผิด คนไม่จ่ายภาษีจากการขายสัมปทานรัฐ สักสลึงเดียว เป็นเรื่องชอบธรรม ผมก็อยากชวนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงใช้มาตรฐานนั้น โกงภาษีให้สะบั้น ตราบเท่าที่คนพรรคอย่างนี้ถืออำนาจรัฐ ก็ทำตามมาตรฐานสังคมใหม่ โก้จะตายห่...

คิคิ คิคิ คิคิ


By simplifolks, # 16. July 2008, 15:15:21

avatar
เพิ่งกลับจากเทศกาล Gion Matsuri ที่เกียวโต เล่นเอาเข่าขวาเดี้ยงไปเลย ...ก็น่าดีใจที่พบว่า เหล่ามิตรสหายได้แสดงทัศนะกันอย่างหลากหลาย จะิทิ้งระเบิด หรือให้ทัศนะอย่างไร ก็ตามสบายเลยครับ

คืนนี้ขอนอนก่ายหน้าผากคิดสักรอบ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาร่วมวงสนทนาใหม่นะครับ

By mekong, # 16. July 2008, 15:53:19

avatar
ม่าย ที่ถูกแล้ว พวกเราน่าจะไป กีอ็อนมัตสุริ กันด้วยนะ รับรองจะรักษาเข่าให้ดีน่ะ
ไม่ให้เดี้ยงแบบคุณก้อง แหะแหะ

พรุ่งนี้เข้าพรรษาแล้ว


By simplifolks, # 17. July 2008, 05:17:12

avatar
เผอิญเป็นคนไม่มีพวก ก็เลยไม่ได้อยู่ในกลุ่ม "พวกเรา" เรยอ่ะ p:

อย่างที่ทำงาน หลายคนก็เป็นแก๊งค์พันธมิตรฯ กัน ดึก ๆ วันหนึ่งคุณรุ่นพี่ก็ชวนดิฉันแวะเวียนไปชม ดิฉันตอบว่าขอตัวดีกว่า นอกจากไม่ชอบคนหมู่มาก แล้วก็ด้วยเหตุผลว่า "ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และก็ไม่อยากไปชุมนุม ไม่ได้เห็นด้วยกับใครทุกเรื่อง อยู่ในโลกนี้ได้ป่าวพี่" แฮ่ๆ

เมื่อหลายเดือนก่อน ดิฉันก็ได้พบ*ทั๊กกี้* ในงานของแกเองงานหนึ่ง แม้ไม่ได้เป็น*แฟนคลับ* ก็พูดคุยด้วยได้ตามประสาคนบ้านเดียวกันp: และแม้จะไม่ยินดีกับการโกงแบบศรีธนญชัย แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นในการพินิจพิเคราะห์ ต้องศึกษาเขาด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงได้พีอาร์ตัวเองเก่งเยี่ยงนี้ (รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะเก้าสิบเก้าครั้ง เหอๆๆๆ)

By julyrhapsody, # 17. July 2008, 05:39:55

avatar
แฮ่ม... กลับมานั่งอ่านเม้นต์แต่ละท่าน
...คุณจูไลฯ ก็มาแบบ ฟันธง
...พี่ทีเค ก็ทิ้งระเบิด
...คุณนิธิ ก็ตามงับ
ก็เลยต้องก่ายหน้าผากคิดต่อไปว่า จะชวนคุยอะไรต่อดี

อันที่จริงที่สิ่งที่เขีียนในเอ็นทรี่นี้ ตลอดจนเม้นต์ต่างๆ ที่ตามมา มีที่มาจาก คำถาม จากคนใกล้ตัวหลายๆ คน เช่น มองการเมืองไทยอย่างไร? การเมืองไทยจะคลี่คลายไปในทางไหน? และ ทางออกที่อยากเห็นนั้นเป็นเช่นไร?

งานนี้ผมจึงพยายามสะท้อนความคิดออกมาในฐานะ "พลเมืองไทย" คนหนึ่ง ถือว่า การมีทัศนะต่อการเมืองแบบหนึ่ง ก็เป็นการกระทำการในทางการเมือง (political action) แล้ว

คำอธิบายต่อสภาพการณ์เบื้องหน้า และ "ความคาดหวัง" ที่มีนั้น ผมคิดว่า มันก็ไม่น่าจะหลุดลอยไปจาก "โลกแห่งความจริง" ในแบบ "ชาวบ้านร้านตลาดประชาชนตาดำ ๆ" ดังที่คุณจูไลฯ ยกมา ...คือ แม้นว่าปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจควรจะอยู่ในลำดับต้นที่ถูกให้ความสำคัญ แต่นั่นเป็นปัญหาอีกชนิดหนึ่ง ปัญหาที่ผมกำลังพูดถึงคือ ปัญหาในทางการเมือง ก็เลยต้องแสดงทัศนะออกมาในทำนองนี้

ส่วนระเบิดที่พี่ทีเคโยนมานั้น มันเป็น "ระเบิด" จริงๆ นั่นแหละครับ ...แต่ผมอยากจะชวนกันตั้งคำถามต่อการเมืองกันใหม่ คือ แทนที่เราจะคิดว่า ใครถูก ใครผิด ก็อยากจะชวนกันคิดว่า ภายใต้สภาพการณ์ที่เผชิญหน้ากันอยู่นั้น มัน "ควร" จะคลี่คลายไปในทางไหนดี?

ผมคิดว่า คำถามข้างต้นมันมิใช่ "อุดมคติ" เพราะในฐานะพลเมืองเรามีสิทธิ "คิด" ได้และ "หวัง" ได้ ...และหากคนคิดและหวังไปในทางเดียวกันมากๆ มันก็ผลต่อการเมืองไม่ทางตรงก็ทางอ้อม (เพียงแต่ว่า ทัศนะในแบบผม ยังอาจเป็นคนส่วนน้อย เป็นทัศนะที่ทำให้เกิด attention ในทางการเมืองได้น้อย)

เหตุที่ผมเห็นว่า รัฐธรรมนูญ สำคัญ ก็มิได้คิดโดยมองว่าจะต้องแสวงหาหลักการที่เป็นธรรม ร่างกันโดยไม่มีประโยชน์แอบแฝง เพราะคิดแบบนี้ก็เท่ากับหลุดจากความเป็นจริง รัฐธรรมนูญ ก็เป็นผลผลิตทางการเมืองชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านการต่อสู้แข่งขันของกลุ่มต่างๆ ในสังคมซึ่งก็ต้อง represent ผลประโยชน์ตัวเองเป็นปกติธรรมดา

รัฐบาล ก็เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์หนึ่ง และมีฐานการสนับสนุนจากคนกลุ่มหนึ่ง
กลุ่มต่อต้าน ก็เป็นตัวกลุ่มผลประโยชน์และมีฐานการสนับสนุนจากคนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน

...ข้อเท็จจริงในทางการเมืองก็คือ สังคมไทย นั้น "ต่างกันแล้ว" และต่างกันอย่า่งชัดเจน เราไม่เหมือนกันแล้ว ความต่า่งที่ว่าจะเรียกว่า ชนชั้น กลุ่มทางสังคม หรือกลุ่มผลประโยชน์ก็ตามแต่จะเรียก

และความต่างกัน ก็ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา ...คำถามที่สำคัญก็คือว่า สังคมไทยจัดการกับความขัดแย้งนี้อย่างไร? หรือ "ควรจะ" จัดการกับความขัดแย้งด้วยวิธีใด?

ผมจึงพยายามจะบอกว่า เราต้องเริ่มต้นด้วยการคิดว่า เราต่า่งกันแล้ว ต่า่งกลุ่มต่างก็เป็นตัวแทนผลประโยชน์ตน ...แต่หากเราเอามาตรฐานทางศีลธรรมมาวัด ผลที่ออกมาจึงมิใช่ความต่าง แต่เป็น ความดี กับ ความเลว

ผมจึงคิดในฐานะ "สมาชิุกชุมชนทางการเมือง" หรือ "พลเมือง" คนหนึ่งว่า
หนึ่ง จะขัดกันเช่นไรก็ตามที แต่วิธีการสู้กันต้องไม่มีความรุนแรงทั้งในทางกายกรรมและวจีกรรม
สอง รูปธรรมที่ผมพอจะคิดออก คือ การแก้รัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่า ข้อเสนอทั้งสองข้างต้น วางอยู่บนคุณค่าส่วนตัวของผมเอง นั่นคือ ความปราถนาที่จะเห็นการเมืองไทยยังคงเดินหน้าไปภายใต้อุดมคติลอยๆ ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย...

เว้นเสียแต่ว่า เราไม่เอาประชาธิปไตย ข้อเสนอนี้ก็ใช้ไม่ได้

...อันที่จริงผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้เป็นความลงท้ายในเอ็นทรี่เก่าๆ อันนี้
http://my.opera.com/mekong/blog/2007/12/07/some-questions-to-institutional-designers

คือว่า เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นที่ “ยุติ” ภายในสังคมไทยหรือยังว่า เราต้องการจะมีระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย”?

By mekong, # 17. July 2008, 06:05:25

avatar
อุ้ย... กำลังปั่นเม้นต์ตัวเองแบบยาวๆ ไม่ทราบว่าคุณจูไลฯ แว้บมาเมื่อใด

พี่ทีเค ...เรื่องเข่าขวาเดี้ยง นั้น ก็เป็นไปตามสภาพอายุ ...ก็ขอประชาัสัมพันธ์ว่า วันนี้ผมแก่ไปอีกหนึ่งปีแล่ววววว

By mekong, # 17. July 2008, 06:09:29

avatar
สุขสันต์วันเกิดครับ คุณก้อง
ขอให้มีความสุข สุขีๆ

ขอเบอร์น้องโซระ อาโออิ ให้หน่อยจิ :D

By nithi, # 17. July 2008, 06:13:46

avatar
อูย...ขอบคุณครับคุณนิธิ งานนี้รีบประนมมือรับพรโดยพลัน

ส่วนเบอร์โทรอย่าเอาเล้ย ส่งเป็นภาพและเสียงไปให้ดีกว่ามั้ย?

By mekong, # 17. July 2008, 06:19:48

avatar
อิอิ july rhapsody ตัวจริง :D

By julyrhapsody, # 17. July 2008, 06:33:56

avatar
yummy yummy strawberry shortcake

many thanks to you ...julyrhapsody

By mekong, #