An Unfortunate Event of a Fortunate Person III
Thursday, 3. April 2008, 13:19:00
...ไม่รู้ว่าเพราะอากาศแปรปรวน หรือมีเรื่องให้ต้องคิดแยะ หรือเพราะต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับภารกิจที่กำลังถาโถมเข้ามา ...พักนี้เลย "เอ๋อๆ" ชอบกล เมื่อบวกกับอาการอัลไซเมอร์ และความเบ๊อะบ๊ะซุ่มซ่ามที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยทำให้พักนี้ดำเนินชีวิตอย่างมึนๆ งงๆ มามีสติรู้ตัวก็เฉพาะตอนกึ่มๆ เมาๆ ทู้กที
เริ่มจากสามสี่วันก่อน ต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปช่วยอาจารย์ชาวไทยขนข้าวของออกจากที่พัก เนื่องจากหมดภารกิจและจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยในคืนนั้น ...วันนั้นผมตื่นแต่เช้าตรู่เพราะพระอาทิตย์ส่องแสงทะลุทลวงเข้ามาปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ฮิ้ว แต่อีตอนจะลุกจากเตียงก็ดัน "ขยัน" ด้วยการใช้พลังงานบิด "ขี้เกียจ" เสียทีหนึ่ง ปรากฏว่า ตะคริวขึ้นที่ขาข้างขวา ...ทำอะไรไม่ได้นอกจากดิ้นพราดๆ อยู่บนเตียงเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว กว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัวก็เล่นเอาเกือบเสียน้ำตา
พอลงจากเตียงด้วยอาการกระเผกๆ ร่างกายเจ้ากรรมก็เหมือนกับเครื่องจักรที่ขาดโปรเซสเซอร์ควบคุม แกว่งแข้งแกว่งขาไปเตะนู่นชนนี่ได้ตลอด ...สรุปว่า เช้าวันนั้นต้องสะบักสะบอมตั้งกะยังไม่ออกจากบ้านเลย
และในวันเดียวกันนั้นก็ยังไปแสดงความเอ๋ออีก เพราะในระหว่างย้ายของนั้น อาจารย์ชาวไทยได้ฝากกุญแจห้องทำงานไว้ที่ผม พอถึงเวลาจะต้องคืนก็กลับหาไม่เจอ ยืนรื้อค้นคุ้ยเขื่ยตามเนื้อตัวและกระเป๋าเป้ก็ไม่พบ จึงต้องออกเดินใช้สายตาถั่วๆ ของตนเองสอดส่องมองหาไปตามถนนหนทาง ท้ายที่สุด ก็มาพบความจริงว่า ผมนั้นได้คืนกุญแจอาจารย์ท่านนี้ไปก่อนหน้านั้นแล้ว (ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงได้มั้ง) โอ้ว ...เอ๋อ จริงๆ
วันต่อมาก็กะพักสักหน่อย ไม่อยากออกไปตะแล้ดแต๊ดแต๋ที่ไหนเพราะน่องยังปวดๆ จากอาการตะคริวรับทาน ...วันนั้นจึงทำตัวอืดๆ เรื่อยๆ เปื่อยๆ บรรจงติดเตาต้มกาแฟ จากนั้นก็มาค่อยๆ ละเลียดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ...และคงเป็นเพราะอาการบรรจงเชื่องช้าเหมือนตัวซาลาเมนเดอร์นี่กระมัง ระหว่างที่ตากำลังจ้องมองไปที่ข่าวสารบนมอนิเตอร์ และมือก็ค่อยๆ ยกแก้วกาแฟมาจ่อที่ปากนั่นเอง กาแฟก็ค่อยๆ ไหลรินราดลงบนคีย์บอร์ดอย่างบรรจงและแม่นยำ กว่าจะรู้ตัว คีย์บอดโน้ตบุ๊กผมก็เจิ่งนองไปด้วยกาแฟ espresso ยี่ห้อ illy ที่ส่งกลิ่นแสนจะเย้ายวน ...ผมจึงทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากค่อยๆ บรรจงผรุสวาทออกมาเบาๆ ว่า "ชิบบบบบบบบ Hi แล้วววววววววว"
อันที่จริงผมนั้นไม่ตื่นเต้นตกใจเท่าใดนัก เพราะเจ้าโน้ตบุ๊กคู่กายที่รับใช้ผมมากว่าสี่ปีเครื่องนี้นั้นมันได้พิสูจน์ความบึกบึนทนทานมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวานเฮลส์บลูบอย น้ำเปล่า หรือกระทั่งเบียร์ ก็ล้วนแล้วแต่เคยได้รับการเผื่อแผ่จากเจ้านายของมันมาแล้วทั้งนั้น นี่ยังไม่นับการตกหล่น โดนเหยียบ รวมถึงการเปิดเครื่องทิ้งไว้กว่าสามเดือน เจ้า "ถึกดำ" ของผมก็ บ่ เคยงอแง ...งานนี้จึงได้แต่บอกตนเองว่า "เอาน่า แม้จะโชคร้ายไปบ้าง ก็แต่นับว่ามีโชคดีผสม ...ดีที่คิดถูกในการเลือกใช้โน้ตบุ๊กยี่ห้อนี้ ...เหมาะกับคนซุ่มซ่ามอย่างเรา"
หลังจากนั้นก็หมดเวลาไปกับการทำความสะอาดคีย์บอร์ด ..แต่แม้จะบรรจงเช็ดซับ และทำความสะอาดอย่างไร กลิ่นกาแฟอันหอมหวนก็ยังส่งกลิ่นมากวนประสาทผมได้ตลอดเวลา เหมือนกับจะบอกว่า "เป็นไงล่ะ เสียดายกาแฟล่ะสิ" ...ตกตอนบ่ายอาการเหนียวๆ หนึบๆ ของคีย์ต่างๆ ก็เริ่มแสดงออกมา เรียกว่า กดหนึ่งคีย์มีแถมสาม ...ท้ายสุดจึงต้องใช้วิชาช่าง ขันล็อคและแกะเอาแผงคีย์บอร์ดออกมาทำความสะอาดแบบ comprehensive ...หลังแกะออกมาก็พบว่า การออกแบบโน้ตบุ๊คยี่ห้อนี้มันดีจริงๆ เพราะน้ำกาแฟไม่มีไหลหยดลงไปสู่ด้านล่างที่เต็มไปด้วยแผงวงจรและสายไฟเลย คีย์บอร์ดเองก็สามารถแกะเอาไปจุ๋มน้ำทำความสะอาดได้อย่างไม่ต้องกังวล
...แม้นจะเสียเวลาเสียแรง แต่ยังสามารถทำท่าไหล่ฝืนธรรมชาติเพื่อลูกหลังปลอบใจตัวเองต่อไปได้ว่า "เอ้อ ไอ้โน้ตบุ๊กยี่ห้อนี้มันดีจริงๆ"
เนื่องจากเสบียงเริ่มร่อยหรอ ค่ำวันต่อมาผมก็ต้องลงมือทำอาหารตุนไว้ เมนูก็ได้แก่หมูคั่วเค็ม เนื่องจากไปได้เนื้อติดซี่โครงชั้นดีมาหลาย "ก้อน" (หมายเหตุ ที่นี่หาซื้อหมูเป็นชิ้นโตๆ ค่อนข้างลำบาก เพราะมักจะมาแบบแล่เป็นชิ้นบางๆ สำหรับไปย่างกิน แถมยังมีกลิ่นสาปที่ชวน...อีกต่างหาก แต่หมูเป็นชิ้นโตๆ จะไม่มีกลิ่น) ในระหว่างสับๆ แล่ๆ อยู่นั่นเอง ก็มีนักศึกษาหน้าใหม่ชาวอินโดนีเซียเดินเข้ามาพูดคุยแนะนำตัว ...ดูหน้าตาท่าทางยังตื่นๆ ต่อญี่ปุ่นเหมือนกับผมเมื่อกว่าสองปีไม่มีผิด งานนี้ผมก็เลยต้องสับหมูไป พูดคุยกับคนที่ไม่รับประทานหมูไปอย่างออกรส ...และคงจะคุยเพลินไปหน่อย มีดที่หั่นหมูจึงหันมาแล่นิ้วผมแทน ...โอ้ว งานนี้เลือดกระจาย แอนตาซิลแจกหลายตังค์
ผมจึงต้องละทิ้งเขียงหมูเปอะเลือด (ตัวเอง) วิ่งกลับมาที่ห้องเพื่อพยาบาลตนเอง ระหว่างนั่งเอานิ้วกดให้เลือดหยุดไหล ท้องก็ร้องจ๊อกๆ ไม่หยุด ...เออ อะไรมันจะซวยเช่นนี้หว่า ทำตัวเองบาดเจ็บไม่พอ ยังมาเกิดตอนกำลังหิวๆ เสียด้วย ...แถมอาหารก็ยังไม่ลงมือ cook เลย ...จะให้ดูดนิ้วดื่มเลือดเหมือนแดร๊กคิวลาก็กลัวติดเชื้อ ...แผลเพียงแผลเดียวที่ปลายนิ้ว ทำไมมันกลับสร้างความยากลำบากได้ถึงเพียงนี้ ...คิดแล้วก็ "อยากมีเมียโว้ย" จะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ มีคนเตรียมสำรับไว้รอ (ยอมซักผ้าถูบ้านให้ก็ได้ วุ้ย)
...เฮ้อ ใครนะบอกว่า ทานเกลือไม่ทำให้เอ๋อ ทานปลาแยะๆ จะไม่เป็นอัลไซเมอร์ ...ผมงี้ซัดทั้งเกลือทั้งปลาเป็นประจำก็ยังมึนๆ งงๆ เบ๊อะบ๊ะซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยน ...เฮ้อ ว่าแล้วก็ต้องแอ่นอก งอแขน เงื้อๆ ง่างๆ ทำท่าไหล่ฝืนธรรมชาติไปลูบหลังปลอบใจตนเองอีกครั้ง
สงสัยวันนั้นคงเป็นช่วง พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก พระอาทิตย์แบก พระจันทร์หาม ถึงได้ซุ่มซ่ามได้ขนาดนี้
ว่าแต่ว่าอยากมีเมียเพราะอยากมีคนเตรียมสำรับไว้รอ
แต่ในความจริงอาจจะต้องทั้งซักผ้า.และทำกับข้าวให้หวานใจกินก็ได้นะ...มันบ่แน่...
By nampeewriter, # 3. April 2008, 15:30:14
ปล. ชอบ avarta ใหม่คุณน้ำพี้จริงๆ เห็นแล้วชวนให้ชูสองนิ้วพร้อมกับฉีกยิ้มตามทุกที
By mekong, # 4. April 2008, 04:19:25
Originally posted by MeKong:
แหม เพิ่งมาบอกเอาตอนจะจบ ผมงี้มองออกตั้งกะตอนตะคริวกินขาแล้ว ว่างานนี้ "ขาดคนนวด" ไม่ใช่ขาดคนหุงข้าว ๕๕๕๕
อาการป้ำเป๋อที่อ่านจนจบ ถ้าไม่เป็นเพราะตรากตรำงาน พักผ่อนน้อยละก้อ เวลากลับมาเมืองไทยก็ไปนั่งคุยให้หมอศัลยกรรมประสาทฟังเล่นๆมั่งนะครับ สมัยนี้คนเป็นโรคเส้นเลือดในสมองกันเยอะมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเครียด แต่เป็นเพราะกายภาพ เช่น อากาศที่หายใจ อาหารที่กิน สิ่งแวดล้อมที่พัก+ที่ทำงาน เหล่านั้นนนนน ล้วนแต่ปนเปื้อนด้วยอะไรๆที่เราไม่รู้จักมากขึ้น
ที่ว่า รอกลับมาเมืองไทยค่อยปรึกษาหมอ เพราะเดาว่าที่ญี่ปุ่น หมอคงคิดค่าเสียเวลาเป็นนาที
อีกทางหนึ่ง ก็ดีใจนะ ผมได้เพื่อนแล้ว ผมเดินเตะขาโต๊ะ ขาเก้าอี้เป็นประจำ ดีที่ยังไม่เคยเตะขานักเลง อิอิ
By simplifolks, # 4. April 2008, 12:30:59
Originally posted by quotee:
หัวกระเทียม
By simplifolks, # 4. April 2008, 12:34:34
By nampeewriter, # 4. April 2008, 15:53:08
By simplifolks, # 4. April 2008, 16:02:44
- มีเรื่องให้ต้องคิดแยะ -> จดโน้ตทันที ไม่ต้องคิดเป็นวงกลม
- ตะคริวขึ้นที่ขาข้างขวา -> ร้องไห้ซะให้พอ เสร็จแล้วทำใจให้สงบ ใช้สมาธิเคลื่อนความเจ็บได้ (ซีเรียส
- โน้ตบุ๊กผมก็เจิ่งนองไปด้วยกาแฟ -> เปลี่ยนเป็นรุ่นที่กาแฟหกรดได้ เช่น โตชิบ้า (แถมโยนลงพื้นได้อีกตะหาก เห็นเขาทดสอบในงานคอมมาร์ต นานละ (อ้อ ขอโทษ ๆ ที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้วนี่หว่า
ผมก็เลยต้องสับหมูไป พูดคุย..ไป -> say it", could u please keep your mouth shut for a while. let me finish this first"
By julyrhapsody, # 6. April 2008, 08:19:43
เจ้าของบล็อกคงจะสุวรรณวัย บ่นได้บ่นดี สมน้ำสมเนื้อกับผู้นำคนปัจจุบันของเมืองไทยจริงๆ
"...ไม่รู้ว่าเพราะอากาศแปรปรวน หรือมีเรื่องให้ต้องคิดแยะ หรือเพราะต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับภารกิจที่กำลังถาโถมเข้ามา "-- ฮั่นแน่ สังขารเสื่อมไปตามกาล รำไม่ดี อย่าโทษปี่โทษกลอง เอิ๊กๆ
"คิดแล้วก็ "อยากมีเมียโว้ย" จะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้"---เฮ้ย..อันนี้คุณพี่กะให้เมียเจ็บแทนอ่ะดิ..แหม่..ข้อนี้รับไม่ได้ ระวังจะได้เมียที่เราต้องเตรียมกับข้าวกับปลาให้เขานะ โอว์ นายทาสรุ่นล่าสุด --แช่งไว้เลยดีก่า เพี้ยง!
"เฮ้อ ใครนะบอกว่า ทานเกลือไม่ทำให้เอ๋อ ทานปลาแยะๆ จะไม่เป็นอัลไซเมอร์ " ---สงสัยต่อมดูดซึมจะdisorder เกลือกับปลาจะสู้กระแสดีกรีอันเชี่ยวกราก กระไรได้...
--
--
--
มาแซวเอาคืน โดยเฉพาะเลยงานนี้..
By chandra08, # 7. April 2008, 05:24:05
แม้ดิฉันจะเห็นดีเห็นงาม+ขำไปด้วยกับการ*แซวเอาคืน* แต่เตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาคุณก้องดีก่า
By julyrhapsody, # 7. April 2008, 08:21:49
คุณน้ำพี้ ...ดูจากสีออกเหลืองๆ น่าจะเป็น "กระเทียมโทนดอง" เน่อ
คุณจันทรา...อูยยยย..."มาคุ" เลยงานนี้
"บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ" คุณ "ย้งยี้" หายไปนาน โผล่มาทีก็ชำระแค้นซะ
แหม...แค่แซวว่าไปเดินสายขอบคุณสื่อมวลชน อัดกลับมาพร้อมกับคำว่า "สุวรรณวัย"..."สังขารเสื่อม"..."นายทาส"..."ต่อมดูดซึม disorder"
...นี่เป็นข้อยืนยันเป็นอย่างดีอีกครั้งว่า สังคมไทยนั้น ผู้หญิงเป็นใหญ่มานานแล้วจริงๆ ...ไม่เป็นไรๆ แม้นกะมาเอาคืน แต่แค่กลับมาก็ชวนให้สังคม MyOp. ดูคึกคักในบัดดล
คุณจูไลฯ...ขอบคุณหลายๆ ที่เตรียมผ้าไว้ซับน้ำตา กลัวแต่ว่าคุณจันทราแกจะแอบเอา "พิมเสน" ไปหมกไว้ เช็ดที น้ำตาเลยยิ่งไหลพราก
โอ้ว เพิ่งรู้ว่าที่่แท้คุณจูไลฯ นั้นเป็นจอมยุทธหญิง มีวิชาเคลื่อนจุด ...ข้าน้อยขอคารวะ ไว้จะฝึกฝนตามอย่าง
By mekong, # 7. April 2008, 09:40:17
(เว้นแต่เจอชายชั่ว สนับสนุนให้รัวหมัดต้อนเข้ามุม น็อคซะ!! ฮาๆ)
อูยย มิบังอาจเอาความดีใส่ตนหรอกค่า เพียงแต่คิดว่า *สมาธิ* เขามีดีจริง ๆ นะ
หลาย ๆ เรื่องขึ้นกับ *พลังใจ* (ขอหลีกเลี่ยงใช้คำว่าพลังจิต เพราะมันฟังดูอภินิหารชอบกล)คือยิ่งเราไปกังวลกับมัน ก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ลองทำใจสบาย ๆ นึกในใจว่า "กำลังจะหายละ ๆ ๆ ๆ" ก็ดีขึ้นเล็กน้อย นอกเหนือจากนั้นก็ต้อง comfort ตัวเองด้วย aromatherapy หรือทา balm อะไรก็ว่าไป
By julyrhapsody, # 7. April 2008, 10:03:25
By mekong, # 7. April 2008, 19:37:08
By chandra08, # 8. April 2008, 15:41:20
แต่ที่น่าแปลกใจคือคุณจูไลฯ ที่กำเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายจุด ฉะนั้น จงเผยนามในยุทธภพให้ข้าน้อยได้เปิดหูเปิดตาเถิด ...เพราะตอนนี้เดาไม่ออกว่าเป็น จอมยุทธหญิงแห่งเขาเหลียงซาน หรือว่าเป็นจอมดาบหญิงแห่งเข้าง้อไบ๊กันแน่
By mekong, # 11. April 2008, 14:22:36
By simplifolks, # 11. April 2008, 17:27:02
By mekong, # 17. April 2008, 04:49:57
ชื่อนางคือ นางไม่มีคิ้วแซ่หลิ่ว
By simplifolks, # 17. April 2008, 07:28:37
By mekong, # 17. April 2008, 09:34:26
By simplifolks, # 17. April 2008, 09:45:41