The Last Nose-Blow
Friday, 29. August 2008, 12:48:33
...ราวกับว่า ต่างฝ่ายต่างสั่งน้ำมูกใส่กัน
...สั่งแรง สั่งมาก กระทั่ง หูอื้อ กันไปหมดแล้วหรือ?

Source:
http://science.nationalgeographic.com/staticfiles/NGS/Shared/StaticFiles/Environment/Images/Green_Guide/noseblow-637953-sw.jpg








1 2 Next »
chandra08 # 30. August 2008, 10:38
โปรดอย่ามองข้ามความปลอดภัย นะ...ท่านทั้งหลาย
tk9 # 30. August 2008, 18:06
tk9 # 31. August 2008, 08:28
...แต่กำลังดูถ่ายทอดสดประชุมสองสภา.... แปะโป้งก่อน
julyrhapsody # 31. August 2008, 09:36
ไม่รู้เป็นเวรกรรมของประเทศที่มีความงดงามทางภาษาหรือเปล่า
ถึงถนัดปรุงแต่งลีลาการพูดกันจั๊ง
ในเวลานี้ น่าจะเสนอทางออกมาตรการเร่งด่วนไปเลย
เอาแต่เนื้อ ๆ
tk9 # 31. August 2008, 12:49
สว.รสนา อภิปรายง่าย สั้น เข้าประเด็น ไม่มีถ้อยคำลีลาเกินควร จบภายในเวลาที่กำหนด
โดยมีคำพูดก่อนจบนิดหนึ่งว่าไม่สมควรที่ ตู่ หน้าราม จะใช้เทคนิคการพูดในสภามากไป
สงสัยนี่จะระดับผู้บริหารแล้ว ชอบฟังแต่ brief
ผมก็ผู้บริหาร... บริหารบัญชี acct.executive ล้อเล่น ๕๕ ๕๕
tk9 # 31. August 2008, 12:51
นี่ ชวน หลีกภัย กำลังอภิปรายอยู่
julyrhapsody # 1. September 2008, 04:32
ตรรกะมันคืออะไรครับ - นายกสมัครบอกว่าไม่ยอมให้ใครมาโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย และสงสัยในความยุติธรรมของศาล
แล้วใครถูกละครับ if not just me. me and my rule.
tk9 # 1. September 2008, 05:12
เวลาสังคมสรุปกฏเกณฑ์อะไรขึ้นมาเป็นหลักแล้ว ใช้ไป ปฏิบัติไป นานวันเข้า หลักนั้นจะเริ่มมีชีวิตในตัวเองขึ้นและค่อยเติบโตเป็นอิสระ พัฒนาไปตามทาง(นามธรรม,ตรรก)ของมันเอง
เป็นกฏ ระเบียบ แนวคิด ทฤษฎี วาทกรรม สัญญะ
ทั้งหลายทั้งปวงมันเริ่มลอยสูงพ้นไปจากพื้นดินที่ให้กำเนิดมันมา
นักวิชาการบนหอคอย - จะครุ่นคิดบนระดับนั้น
นักฉวยโอกาส - จะหยิบแง่หนึ่งแง่ใด มาบิดเบือนตีความ ทำให้มันแข็งตัว อันนี้คือที่หมอเลี้ยบทำ
บางคนก็ก็เสแสร้งกอดหัวจุกคริสตัลบนขวดแก้ว โดยทำเป็นไม่เห็นตัวขวด ก้นขวดที่บิดร้าวปริแตก
อันนี้คือที่สมัครทำอยู่
บางคนพยายามเก็บข้อมูลมาใช้ ครุ่นคิดทางทฤษฎีเท่าที่มีโปรแกรมอยู่ในหัว และพร้อมกันก็เปิดตากว้างมองดูพฤติกรรมสังคมใหม่ๆที่แหกไปจากทฤษฎีที่มีในหัว อันนี้คุณก้องทำ แฮ่ๆๆๆๆๆๆ
MeKONG # 1. September 2008, 16:34
...อยากจะตอบทุกท่าน แต่ระยะนี้ยุ่งเป็นพิเศษ แถมตกค่ำก็ต้องไปดริงก์อีกต่างหาก ก็เลยไม่เหลือพลังงานและสติมากพอจะตอบเม้นต์ของแต่ละท่าน
...เอาคร่าวๆ เมื่อวันก่อนก็ได้ชมการเปิดรัฐสภาเพื่อหาทางออก
ก็เป็นไปตามคาด ...ไม่มีใครคิดหาทางออกที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดมีแต่เพียงสร้างคำอธิบายว่า ปัญหามาจากไหน แต่ไม่เคยไปไกลถึงขั้นเสนอทางแก้ได้สักกะคน
งานนี้จึงเป็นแต่เพียง
...อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
...อภิปรายไม่ไว้วางใจพันธมิตร
...อภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน
...อภิปรายไม่ไว้วางใจวุฒิสภา
ฟังดูเหมือนไร้ประโยชน์ แต่ผมก็คิดว่ามันพอมีคุณูปการณ์ในเิชิงจิตวิทยาอยู่บ้าง
คือ คนอยากฟังคนด่ารัฐบาล ก็มีให้ฟัง
คือ คนอยากฟังคนด่าพันธมิตร ก็มีให้ฟัง
คือ คนอยากฟังคนด่าฝ่ายค้าน ก็มีให้ฟัง
คือ คนอยากฟังคนด่าวุฒิสมาิชิก ก็มีให้ฟัง
เอวัง.....
tk9 # 2. September 2008, 05:08
ล่าสุด แผนในใจสมัครคือ ใช้ นปช.(ที่ชุมนุมสนามหลวง) ยกมาทำเนียบ เป็นไม้ขีดก้านแรก
พอไฟติด สมัครก็ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ฉะนั้น จะมีทหารอยู่ใต้อาณัติ เท่ากับรับไม้ต่อจากที่จุดไว้
ข่าวว่า กกต.มีมติยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว
julyrhapsody # 2. September 2008, 10:37
ส่วนเหตุรุนแรง คนใช้กำลังถูกคนใช้ปัญญาหลอกใช้อีกทอดหนึ่ง
ว่าไปแล้ว กลยุทธ์การเมืองนี่ไม่สร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ เลย
ในที่สุดก็ใช้ยุทธการเข่นฆ่า ทำลาย
(ทำราวกับว่าตัวดิฉันอาบน้ำร้อน ประสบการณ์เยอะ เหอๆๆๆ)
โห นายใหญ่ถึงกับต้องขายแมนซิ (ซึ่งก็ไม่เคยหยุดทำกำไร เฮ้อ ทักกี้ของจูไลนี่ เซ็งลี้ฮ้อจิง ๆ)เพื่อต่อชีวิตท่อน้ำเลี้ยงทางการเมืองเชียวรึนี่
ป.ล. ถอดความ "ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมและให้คอมเมนต์
...อยากจะตอบทุกท่าน แต่ระยะนี้ยุ่งเป็นพิเศษ แถมตกค่ำก็ต้องไปดริงก์อีกต่างหาก ก็เลยไม่เหลือพลังงานและสติมากพอจะตอบเม้นต์ของแต่ละท่าน"
แปลว่าไม่ได้รักการเมืองจริงนี่หว่า ดริงก์สำคัญกว่าอีก
MeKONG # 2. September 2008, 11:18
...ก็แบบวว่า ผมมันจัดอยู่ในพวก "จน! เครียด! กินเหล้า!" ...และไม่ใช่แค่จนและเครียดอย่างเดียว แต่ยัง "งง" ด้วย
"งง! เครียด! กินเหล้า!"
ผมมิใช่ "นักการเมือง" ที่แสนจะห่วงใยผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ผมมิใช่ "นักเคลื่อนไหวทางการเมือง" ที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์อันสูงสุดฟ้า
ผมมิใช่ "นักปลุกระดมทางการเมือง" ที่เคลื่อนไหวมวลชนเพื่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่
ผมมิใช่ "นักคิด/นักปราชญ์ทางการเมือง" ที่นำเสนออุดมคติอันงดงามต่อสังคม
ผมมิใช่.......นู่น.......นี่
สถานการณ์ทางการเมือง และ ความห่วงใย ในฐานะมนุษย์ที่เผอิญมีสัญชาติไทยนั้นมีอยู่
ทว่า เหล่าเพื่อนฝูง และ เหล้ายาปลาปิ้ง นั้น สำคัญกว่าเสมอ
ฮ้าาาาาาาาาด เช่ยยยยยยยยยย....
tk9 # 2. September 2008, 13:54
ผมแค่นักดื่มสมัครเล่น
กำลังพยายามเทิร์นโปร
จูไล หมักใช้โมเดล ๖ ตุลา ๑๙ และหมายมั่นปั้นมือมากๆ จะเป็น absolute dictator คนแรก
อี่ๆๆๆ
MeKONG # 2. September 2008, 14:37
ระยะนี้เพียงแต่รู้สึกว่า ต้องทำตัวไม่ให้อินกับสภาพการณ์ที่มันเลวร้ายลงทุกวัน
ดังคำกล่าวของ ศรีภรรยา คุณสมจิตร จงจอหอ ที่บอกคุณสามีก่อนขึ้นชกว่า
"สติมา ปัญญาเกิด"
ฮ้าาาาาาาาาด เช่ยยยยยยยยยย....
MeKONG # 2. September 2008, 20:24
What is Politics?
Politics is based on the fact of human plurality. God created man, but men are a human, earthly product, the product of human nature. Because philosophy and theology are always concerned with man, because all their pronouncements would be correct if there were only one or two men or only indentical men, they have found no valid philosophical answer to the question: What is politics?...
เธอผู้ไม่เคยยอมรับการเรียกขานว่าเป็น "นักปรัชญาการเมือง" ได้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการนำเอา "ปรัชญา" มาทำความเข้าใจ "การเมือง" ว่า เกิดแต่การที่หลักปรัชญา (รวมถึงหลักวิชาอื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ชีววิทยา เทววิทยา ) นั้นมีข้อสรุปว่า "...there is something political in man that belongs to his essence." และได้โต้แย้งว่า...
...This simply is not so; man is apolitical. Politics arises between men, and so quite outside of man. There is therefore no real political substance. Politics arises in what lies between men and is established as relationships...
--------------------
การเมือง มิใช่สารัตถะีที่ฝังอยู่ใน "มนุษย์" (man) ตามธรรมชาติ ที่เราสามารถหยิบจับ ดึงออกมาศึกษา และทำความเข้าใจ
ตรงข้าม การเมือง ปรากฏตัวใน "กลุ่มคน" (men) เป็นสายใยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น "ระหว่างมนุษย์" ที่แตกต่างหลากหลาย
น่าคิดว่า ความคิดความเ้ข้าใจของผู้นำขั้วความขัดแย้งในสังคมไทยนั้น ได้ตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมหรือไม่?
อุดมคติ/แนวคิด/ทัศนคติ "ทางการเมือง" ที่เขาเหล่านี้ยึดถือนั้น ได้ก่อร่างขึ้นบนความนึกคิดที่ยึดโยงกับตัวเขาเองคนเดียว หรือได้มองเห็น "คนอื่นๆ" ในสังคมการเมืองหรือไม่?
คุณสนธิ-คุณจำลอง-คุณสุริยะใส และแกนนำพันธมิตรอื่นๆ ได้มองเห็น "คนอื่นๆ" ในสังคมการเมืองไทยหรือไม่? ได้ยอมรับเสียงนับล้าน ที่เทคะแนนให้กับไทยรักไทย ไล่เรียงมาถึงพลังประชาชนหรือไม่? ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่คนจำนวนมากยังนิยมทักษิณ เลือกทักษิณ เลือกพลังประชาชน ...คุณมองเห็นและยอมรับได้หรือไม่?
คุณสมัคร-แกนนำพลังประชาชน-แกนนำ นปช. ได้มองเห็น "คนอื่นๆ" ในสังคมการเมืองหรือไม่? ได้ยอมรับเสียงนับล้านที่ไม่เลือกไทยรักไทย ไม่เลือกพลังประชาชนหรือไม่? ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่คนจำนวนมากรังเกียจพฤติกรรมและแนวนโยบายทางการเมืองของไทยรักไทย-พลังประชาชน ...คุณมองเห็นและยอมรับได้หรือไม่?
...การเมือง มิใช่เรื่องของ "คุณ" แต่เป็นเรื่องของ "เรา"
...คุณ จะทำอย่างไรกับคนจำนวนมากที่เห็นตรงข้ามกับคุณ
...คุณมองไม่เห็นหรือ ที่มีผู้คนไม่เห็นด้วยกับคุณ
...เพื่อบรรลุอุมคติ/แนวคิด/ทัศนคติทางการเมืองของคุณ ...คุณ จะทำอย่างไรกับ "คนอื่นๆ"?
...คุณจะ ฝังกลบ พวกเขาหรือ?
julyrhapsody # 3. September 2008, 14:15
"งง! เครียด! กินเหล้า!"
ประมาณเดียวกับ "รวย! เครียด! เดินแฮร์รอดส์!" ป่าวน๊า
tk9 # 3. September 2008, 15:15
http://arayachon.org/article/20080903/635
tk9 # 3. September 2008, 15:19
แต่เปิดด้วย ไออี. บรรทัดยูอาร์แอลของภาพหล่นไปอยู่ล่างหมด
MeKONG # 3. September 2008, 15:45
ผมว่า หลังเดินช้อปฯ จนเมื่อยแล้ว แกน่าจะหาซื้อชาร้อนไปนั่งจิบ นั่งมองแม่น้ำเธมส์ จะได้รู้จักปล่อยวาง รู้จักปลง
...พี่ทีเค
ได้อ่านบทความคุณภควดีแล้วครับ ...ยังหาข้อถกเถียงโต้แย้งไม่ออก เพราะตอนนี้ "รู้สึก" เห็นด้วยทั้งหมด
...อ้อ ขอบคุณครับเรื่องการเลื่อน การตัดคำ ...จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับอูบันตูหรอกครับ แต่เป็นเพราะการตัดคำของตัว Browser มากกว่า คือ ถ้าเปิดด้วย Opera นี่โอเค แต่หากเป็น IE หรืออื่นๆ ก็จะเป็นดังที่พี่ว่าไว้ เดี๋ยวค่อยหาทางแก้
------------
แฮ่...แก้ได้แล้วครับ แถมภาพยังขยายขึ้นด้วย (มิน่า ทำไมตอนแรกภาพมันถึงเล็กๆ ชอบกล)
tk9 # 3. September 2008, 15:58
บทความนั้นของภัควดี ผมเห็นด้วยในเรื่องคุณค่าในสังคมมันไม่คงที่
ส่วนเรื่องที่แกอ้างว่า โยนเศษเงินไปบ้านนอกบ้าง ... อันนี้เพื่อนผม(คบกันมาตั้งแต่มัธยม) ก็พูดเถียงผมด้วยสำนวนเดียวกันนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็งงๆ
เพราะที่ทักษิณโยนไปทิ้งที่บ้านนอกนั้น มันไม่ใช่เงินจากคลังของคนที่เขาอ้างนี่
มันเงินของพวกกูพวกมึงนี่แหละ แอะๆ มึงกำลังจะพูดอีกใช่มั้ยว่าไอ้ที่ไม่เสียภาษีนั้น
เพราะเสียแล้วมันไปเข้าพกเข้าห่อคือคลังของคนนั้น
เอ้อ .. กูโง่ว่ะ ต่อภาพไม่ติด
จริงๆนะ คุณก้องช่วยโยงให้ผมเห็นหน่อยจิ
MeKONG # 3. September 2008, 17:00
คำว่า "โยนเศษเงิน" เจ้าเศษเงินที่ว่าก็คือโครงการประชานิยมทั้งหลาย โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน, สามสิบบาท, SML ฯลฯ ...ซึ่งผมก็ยังเห็นด้วยกับคุณภควดีนะ เพียงแต่คุณภควดี มิได้ขยายความให้ชัดถึงคำว่า "บ้านนอก" เพราะมันมิได้มีแต่ชาวนาชาวไร่ อีกต่อไปแล้ว แต่มีคนหลายกลุ่มหลายพวก ทั้งกลุ่มคนที่ขยับเป็นคนชั้นกลาง ทั้งชาวนารวย ทั้งชาวไร่แบบเข้มข้น (พวกเจ้าของไร่อ้อย ไร่มัน - cash crop)
...แต่กลุ่มที่ทักษิณและไทยรักไทย มองเห็น ก็ได้แก่ กลุ่ม "แรงงานภาคเกษตร" (มิใช่เจ้าของที่ดิน) ที่เคลื่อนย้ายระหว่างชนบทกับเมืองในฐานะคนจนที่ขายแรงงาน (ภาษาวิชาการเค้าเรียกว่า "informal poor") ซึ่งมีจำนวนมหาศาล และถูกทอดทิ้งจากนโยบายการพัฒนาในอดีต เพราะเขาเหล่านี้ไม่มีหลักประกันรายได้, ไม่เข้าเกณฑ์ใดๆ ด้านประกันสังคม, ไม่มีองค์กรตัวแทนที่เรียกร้องหลักประกันค่าจ้างขั้นต่ำ (ไม่เหมือนแรงงานในองค์กรที่มีสหภาพ), ไม่มีหลักประกันสาธารณสุข ฯลฯ
นี่คือคนที่ถูกทอดทิ้งจริงๆ ทอดทิ้งมานาน ...แต่ ทรท. มองเห็น เพราะนี่คือ "ตลาดการเมืองใหม่" มีฐานลูกค้ามหาศาล...หากสามารถสร้างนโยบายที่เอื้อประโยชน์
คนเหล่านี้อาจเคยได้ประโยชน์บ้างแบบชั่วครั้งชั่วคราวในยุค money politics จากเหล่าหัวคะแนนในช่วงเลือกตั้ง แต่ ทรท. ไม่ทำแบบ "ตีหัวเข้าบ้าน" แต่สร้างฐานลูกค้าที่ภักดีในระยะยาว
การเมืองยุค ทรท. จึงเป็นมิติใหม่จริงๆ ใหม่ในแง่ที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่าง นโยบายจากพรรคการเมือง (ไม่ใช่ระบบราชการ สภาพัฒน์ BoT กท.คลัง) กับ ฐานเสียงทางการเมือง ...ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติในประชาธิปไตยตัวแทน
และที่สำคัญ จากนโยบาย ทรท. มันจึงทำให้เราค่อยๆ เห็น (ไม่ใช่เพราะไทยรักไทย) ว่า สังคมไทยนั้น แตกต่างกันแล้ว แตกต่างกันจริงๆ ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกต่อไป
...หากเราตั้งคำถามว่า
"แต่เงินที่ใช้นั้น เป็นภาษีส่วนรวมนี่?"
...ก็ต้องถามกลับว่า
"แล้วทำไม คนชั้นกลาง หรือคนกลุ่มอื่นๆ ไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นของตนเอง?"
"แล้วในอดีต การใช้จ่ายภาครัฐมันเอื้อประโยชน์คนทุกกลุ่มหรือไม่?"
"การสร้างถนน การสร้างทางด่วน การสร้างรถไฟฟ้า เหล่านี้ แรงงานภาคเกษตรได้ประโยชน์หรือไม่?"
...ในอดีต ภาพเหล่านี้ มันไม่ชัดเจน แต่ปัจจุบัน ความแตกต่างทางสังคม มันชัดเจนขึ้นแล้ว และ้มันก็เป็นปมสำคัญของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้
แต่เราไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่ยอมรับว่า เราต่างกัน และความต่างกัน ก็ทำให้เราจะต้องแสวงหาช่องทางในการ represent ผลประโยชน์ของกลุ่มที่เราเป็นสมาชิก ...และเมื่อความขัดแย้งรุนแรง ระบบการเมืองกลับไม่สามารถตอบสนอง ต่อรอง แบ่งปัน เจรจา ฯลฯ ความขัดแย้งนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา "ไม่มี" สถาบันการเมืองที่จัดการกับความขัดแย้ง แต่เพราะ เรา "ไม่ใช้" สถาบันการเมืองที่มีอยู่ และเรา "ไม่อดทนพอ"
คำถามคือว่า ทำไมเราถึง "ไม่ใช้" และ "ไม่อดทน" ต่อสถาบันการเมืองอย่าง พรรคการเมือง, รัฐสภา, ระบบราชการ ฯลฯ หากตอบแบบเร็วๆ ก็เป็นได้ว่า เพราะความคิดความเข้าใจทางการเมืองที่ dominate ความนึกคิดต่อการเมืองในสังคมไทยมายาวนานนั้น ไม่เคยมองการเมืองในแง่ดี หากแต่ถูกยกเอา "ศีลธรรม" มาใช้เป็นมาตรวัดในทางการเมือง การเมืองจึงเต็มไปด้วยการกระทำที่ "เห็นแต่ผลประโยชน์" นักการเมืองก็มีแต่ "ชั่วช้า" สถาบันการเมืองจึงเป็นที่รวมของเหล่า "เสือสิงห์กระทิงแรด" ...ส่วนคน (ในชนบท) ที่เออออไปกับการเืมืองแบบเลือกตั้งก็ถูกตีตรา (จากคนเมือง จากคนชั้นกลาง ที่มีตัวแทนสำคัญคือ "สื่อฯ") ว่า "โง่" เลือกนักการเมืองชั่วๆ ก็เพราะ "จน" เพราะ "ไม่มีการศึกษา" เพราะ "ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด"
ความขัดแย้งจากความแตกต่างเหล่านี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เริ่ม "ตั้งไข่"
และผลที่ปรากฏจนถึงวันนี้ ก็บอกได้ว่า เราล้มเหลว
เพราะปมความขัดแย้ง มิได้เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองอย่า่งเป็นทางการ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสถาบันการเมืองที่มีอยู่
ที่แย่ไปกว่านั้น ปมแห่งความขัดแย้ง มิได้ถูกพูดถึงและยกระดับเป็นประเด็นการเมืองในที่สาธารณะ หากแต่ถูกบิดเบือน ทาทับ และขึ้นป้ายในชื่ออื่นๆ เช่น การทุจริต, นักการเมืองชั่ว, พรรคการเมืองทราม, โกงเลือกตั้ง, ไม่จักรักภักดี, ไม่รักชาติแต่ขายชาติ ฯลฯ ซึ่งก็ตกอยู่ในหลุมพรางของวาทกรรมการเมืองเก่าๆ ซ้ำๆ
สถาบันการเมืองที่เริ่มตั้งไข่ จึงไม่สามารถ institutionalize ในสังคมไทยได้ัสักที
-----------------------------
แต่คำอธิบายทั้งหมดนี้ มันยากที่จะเป็นที่ยอมรับในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะแม้นจะพยายามปิดตาหนึ่งข้าง ความน่ารังเกียจต่างๆ ในการเมือง ในพฤติกรรมนักการเมือง ในบทบาทสถาบันการเมือง ก็ปรากฏทนโท่จนยากจะทำใจยอมรับ
มันถึงไ้ด้วุ่นวายจนถึงวันนี้....
ผมจึงได้ตั้งคำถามในหลายครั้ง ในหลายเอ็นทรี่ ภายใ้ต้ blog แห่งนี้ว่า
"เอาเข้าจริงแล้ว สัีงคมไทยต้องการการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือไม่?"
--------------------------------
ขออภัย ยาวโคตรๆ
tk9 # 4. September 2008, 03:57
... แต่ที่ผมถามอาจกำกวม เอาละ คิดว่พื้นที่นี้คงไม่ถูกตีความไปในแง่ดูถูกดูหมิ่นใครก็จะถามตรงๆ
เพื่อนผมเขาพูดถึงว่าองคมนตรีเองมีผลประโยชน์ในเครือข่ายธุรกิจมากมายเต็มประเทศ
ผ่านไปเกือบอาทิตย์ ผมถึงคิดว่า เอ มันพูดแบบยั้งๆรึเปล่าวะ มันหมายถึงไกลกว่านั้นมั้ง
ผมเลยสงสัยว่าในโครงสร้างปัจจุบันนั้น สถาบันเก่าแก่ยังสามารถต่อสายพานวางท่อลำเลียง
ดูดโภคทรัพย์ของประเทศเข้าสู่คลังส่วนตัวได้มากมายในลักษณ์เดียวกับ cartel ผูกขาดสมบูรณ์หรือ
ผมเห็นกลุ่มธุรกิจ เครือข่ายบรรษัทมากมาย เหล่านั้นไม่ใช่การกระจายและถ่วงดุลไม่ให้เกิดการผูกขาดหรือ
หรือว่ามันเป็นไปอย่างแคบๆ เสียจนเป็นการแบ่งสรรในกลุ่ม
เอ่อ อีกอย่าง สัมปทานคลื่นมือถือนี่ถือเป็นทรัพย์สินโดยรวมของ "ชาติ" หรือไม่ ในโลกปัจจุบัน
นิยามของมันเปลี่ยนไปหรือยัง
และสามารถนำไปขายให้ "ชาติอื่น" หรือไม่
และ ธุรกรรมที่ไม่จ่ายภาษีมโหฬารนี่ มันยังไงของมัน เป็น อารยะขัดขืนหรือ
ครับ... เพื่อนบางคนว่าผมนี่คอนเซอร์เวถีฟฉิบหาย ก็ผมเป็นเด็กช่างคิด..ช้า ..นิครับ
tk9 # 4. September 2008, 03:58
tk9 # 4. September 2008, 04:12
http://www.oknation.net/blog/amorn/2008/09/04/entry-1
julyrhapsody # 4. September 2008, 05:21
แต่คิดอีกทาง..ก็เหมือนใช้ไม่เป็น ไม่งั้นจะมาขังตัวเองอยู่ในโลกแคบ ๆ ห้างสรรพสินค้า เช่น เอ็มพอเรียมและแฮรอดส์ ทำไม
น่าจะขึ้นยานไปเที่ยวดาวอังคารพวกเนี้ยะ ตื่นเต้ล
หรือเอาเงินไปสนับสนุนวิจัยการค้นหา Galaxy ใหม่ เผื่อโลกเก่าดับสูญ เป็นต้น
อ้างนักวิชาการ(ที่ดิฉันคาดว่าเป็น)ฐานเสียงพรรคทรท. "ที่สำคัญ จากนโยบาย ทรท. มันจึงทำให้เราค่อยๆ เห็น (ไม่ใช่เพราะไทยรักไทย) ว่า สังคมไทยนั้น แตกต่างกันแล้ว แตกต่างกันจริงๆ ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกต่อไป"
ความจริงมันก็คือการหลอกใช้เหมือนอดีตกาลไม่ผิดเพี้ยน
ความแตกต่างก็คงเป็นแบบเนียน ๆ + แบ่งให้ ไม่กินแต่กลุ่มบน ๆ อย่างในอดีต
สร้างเครือข่ายแน่นหนาของตัวเองขึ้นมาครอบคลุมระดับล่าง
ประหนึ่งว่าเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ที่สมัยใหม่เขาโคดสะนาว่า "ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ" อิอิ
สังคมไทยไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาตั้งนานแล้วคร่าบ แต่มันหลบซ่อนความไม่พอใจ เกลียดชัง ริษยากันอยู่ เหมือนตะกอนนอนนิ่ง เช่น คนใต้ดูถูกคนอีสาน ฯลฯ
อ้างถึงคุณก้องบรรทัดต่อมา "ปมแห่งความขัดแย้ง มิได้ถูกพูดถึงและยกระดับเป็นประเด็นการเมืองในที่สาธารณะ หากแต่ถูกบิดเบือน ทาทับ และขึ้นป้ายในชื่ออื่นๆ เช่น การทุจริต, นักการเมืองชั่ว, พรรคการเมืองทราม, โกงเลือกตั้ง, ไม่จักรักภักดี, ไม่รักชาติแต่ขายชาติ ฯลฯ ซึ่งก็ตกอยู่ในหลุมพรางของวาทกรรมการเมืองเก่าๆ ซ้ำๆ"
ดิฉันไม่มองว่าการทุจริต ชั่วทราม เป็นเรื่องไม่จริงนะ เพียงแต่รอวันพิสูจน์ตามระบบเท่านั้น และช่วยไม่ได้ที่จะถูกนำมา *เชื่อมโยง* (ซึ่งก็อาจเป็นความหมายใกล้เคียงกับ "ทาทับ"มากกว่าคำว่าบิดเบือน)เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะเป็นกลยุทธ์รบแบบคลาสสิคเท่าที่สติปัญญาของเราจะทำได้ ซึ่งก็ใช้กันทั้ง 2 ฝ่าย
ไม่อยากให้ถูกขุดคุ้ยมูลที่กลบอยู่ ก็กรุณาอย่าขับถ่าย (แปลกลับกัน ไม่มีมูล แปลว่าแมวไม่ขี้)
ไม่อยากขับถ่าย ก็กรุณาอย่ารับประทานเข้าไปแต่แรก
tk9 # 4. September 2008, 06:23
สมควรที่แกนนำ พธม.จะเอาไปพิจารณาไหม
MeKONG # 4. September 2008, 08:12
คำถามที่ยกมา ตอบยากจริงๆ เพราะปัญหาเรื่องนี้ซับซ้อน ข้อมูลยืนยันจริงๆก็น้อย ...แต่ผมว่า บทความของภควดีก็ดูเหมือนจะตอบคำถามพี่ทีเคได้คร่าวๆ มั้งครับ ...ส่วนผมเองยังมีหลายเรื่องที่ไม่แน่ใจ เช่น ทำไม ทุนเก่า กัีบ ทุนใหม่ ถึงขัดกันจนยอมกันไม่ได้, กลุ่มอนุรักษ์นิยมในไทย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น
คุณจูไลฯ...
หากหมายถึงผม ก็ขอบอกว่า คุณจูไลฯ ไ่ม่แฟร์เลยนะครับ (ขำไม่ออกจริงๆ เฮ้อ)
ผมแค่ผมพยายาม "ตอบให้ตรงคำถาม" ที่พี่ทีเคถามมา
หากพี่ทีเคถามว่า "อะไร คือ จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ความล้มเหลวของ ทรท."
อันนี้ คำตอบผมก็อาจจะหลายเป็น "ด่า ทรท." และเป็นผู้สนับสนุน พันธมิตร หรือเปล่า?
julyrhapsody # 4. September 2008, 08:30
------------------
*คาดเดา* แปลว่าเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่ไม่ได้แปลว่าจริงหรืออาจจะจริง
และถ้าจริง มันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของคุณก้องเช่นกัน
แล้วมันจะ *ไม่แฟร์* ตรงไหนละครับเนี่ย
..แต่
ถ้าคุณจะว่าดิฉันไม่แฟร์ก็มีสิทธิคิดเช่นกัน ดิฉันไม่มีความรู้สึกอะไรกับการกล่าวหาใด ๆ ทั้งสิ้น
MeKONG # 4. September 2008, 08:41
ที่ผมบอกว่า "ตอบยาก" เพราะเหตุผล 2 ข้อ
1. ตอบยาก เพราะตอนนี้ "อัตคัต" งานวิชากาีรที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ กลุ่มทุน ต่างๆ ในสังคมไทยกับบทบาททางการเมือง เพราะ "ขาดข้อมูล" และ/หรือ "เข้าถึงข้อมูล" ไม่ได้ นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์การเมือง หลายท่านจึงกล่าวเสมอๆ ว่า "การศึกษาเรื่องการเมืองไทยสมัยใหม่ไม่เคยทำให้สมบูรณ์ได้สักที"
2. ตอบยาก เพราะตอนนี้เป็นการตอบท่ามกลางความขัดแย้งที่เขม็งเกลียว ทำให้ทั้ง "คนตอบ" และ "คนฟัง" เกิดความรู้สึก "ตอบยาก" และ "ฟังยาก"
...อย่างเช่น คนตอบ ก็ไม่แน่ใจว่า ควรจะตอบเพื่อ "อธิบาย" ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ หรือควรจะตอบเพื่ออธิบาย "สิ่งที่อยากจะให้เป็น"
...ขณะที่ คนฟัง ก็ไม่แน่ใจว่า ควรจะฟังเพื่อ "เข้าใจ" ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ หรือควรจะฟังเพื่อ "ตอบตนเอง" ว่าเราควรจะมีจุดยืนเช่นไรในปัจจุบัน
-------------------------
อ้อ แต่หากพี่ทีเค อยากอ่านเรื่องการเมืองไทยปัจจุบัน มีงานเขียน 3 ชิ้นที่ศึกษาเรื่องนี้ที่ทันสมัยที่สุดและน่าจะดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ (ไม่นับบทความสั้นๆ ที่ยังไม่ตกผลึก หรือบทความที่เป็นแต่เพียงข้อสังเกตของคนอื่นๆ)
1. Duncan McCargo & Ukrist Pathmanand. The Thaksinization of Thailand. 2005
2. Pasuk Phongpaichi & Chris Baker. Thaksin: The Business of Politics in Thailand. 2004
3. Yoshifumi Tamada.Myths & Realities: The Democratization of Thai Politics. 2008
งานทั้งหมดจบที่การเมืองไทยสม้ัยทักษิณ ...งานทั้งหมดน่าจะให้ภาพได้ดีที่สุด ...แต่จุดอ่อนสำคัญคือ ไม่มีใครคิดว่า การบริหารของทักษิณ จะจบสิ้นลงแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งก็ย้อนกลับไปคำถามพี่ทีเค นั่นคือ เพราะงานเหล่านี้มิได้วิเคราะห์อย่างเพียงพอถึง พลังของกลุ่มทุนและกลุ่มอำนาจอื่นๆ ที่อาจจะเข้้ามาคัดง้างกับทักษิณได้ ยกเว้นงานของ Tamada ที่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ก็กำหนดกรอบการศึกษาตนเองไว้ที่เฉพาะปี 1992 ถึงสมัยทักษิณ มีแต่เพียงความลงท้ายที่เพิ่มเติมภายหลังซึ่งได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการรัฐประหาร 19 กันยา
MeKONG # 4. September 2008, 08:53
...น้าน โดน "ข่วน" อีกแล้วสิเรา
...เดี๋ยวเถอะ จับตัวได้ จะล็อคตัวเอามาตัดเล็บ ให้จงไ้ด้
julyrhapsody # 4. September 2008, 11:53
ไปฝนเล็บบ้านอื่นก็ล่าย
tk9 # 4. September 2008, 13:44
ผมจำได้ว่าตอนหนึ่ง ผมตอบเขาไปว่า (ที่โค้ตคำพูดขอกีโฮเต้มานั้น) ผมเห็นว่า ทั้งโลกที่เป็นจริง
และทั้งโลกที่อยากให้เป็น มันก็เป็นภาพมายาทั้งคู่นั่นแหละ
ถ้าว่าตามหลักพุทธ แม้แต่"โลกที่เป็นจริง" มันก็ดำเนินไปด้วยความอยากให้มันเป็น(ภวตัณหา,วิภวตัณหา)อยู่แล้ว
เอาไว้ถ้าผมค้นจดหมายเก่าๆที่เคยเขียนเรื่อง image & illusion เจอ จะเอามาฝาก ขี้เกียจเขียนใหม่
...กระแดะเรียกเป็นภาษาอังกฤษไปงั้น แต่ว่าที่จริงมีใครเคยเฉลียวใจไหมว่า คำว่า image
มันก็มีเนื้อหา connote ถึงความเป็นของไม่จริงอยู่ในตัวอยู่แล้ว
งานเขียนวิชาการของ ดร.อุกฤษฎ์ เคยเห็นใน ม.ฟักทอง เที่ยงคืน
กับเคยอ่านใน นสพ.ผู้จัดการรายวันเมื่อสิบสี่ปีก่อน ของแกจะอยู่วันอังคาร
วันพฤหัสฯจะมีบัญชรสิงห์สนามหลวง เต็มหน้ากลาง กางซ้ายขวา
MeKONG # 4. September 2008, 18:09
นับรอยข่วน ได้ทั้งหมด หนึ่ง...สอง...สาม... ทั้งหมดรวมเป็น "หลาย" แผล
ฝากประจำแบบไม่เสียภาษีไว้ก่อนเถอะ...
...พี่ทีเค
อื้อ... "ลวงในจริง" ..."จริงในลวง" ..."จวงในลิง ..."ลิงในจวง" ...ฮิ้ววววว
tk9 # 4. September 2008, 18:43
จนเหลือแก่น
แล้วอยู่ๆ แก่นนั้นก็ ฟึ่บ . . กลายเป็นฝุ่นสลายไปในพริบตา
โอ๊ะ โอ๋ จักรวาลอันเวิ้งว้าง เคว้งคว้างไร้ตัวตน อะจึ๋ยสส์
บ๊ายบาย
อ้อ ... โดนอารายข่วนมา ก็ซ่อมห้ายยย . . . ซ่อมด้ายยย
chandra08 # 5. September 2008, 10:43
The Thaksinization of Thailand : "Sooner or later those realities may begin once again to reshape Thailand's profoundly malleable political order."
MeKONG # 5. September 2008, 14:55
ขณะนี้นายกฯญี่ปุ่น ฟุกุดะ (Fukuda) เพิ่งจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังความนิยมของ LDP ตกต่ำ ขณะที่สภาสูงก็ถูกคุมโดยพรรคฝ่ายค้าน ...ส่วนนายกฯ สมัคร เลือกที่จะอยู่ต่อ และท้ายที่สุด...?
tk9 # 5. September 2008, 15:50
พฤติกรรมตอนนี้มันปะทุออกมาจากด้านที่สั่งสมจนเป็น Darth Vader
พูดถึงที่คุยกันมาแล้วๆๆข้างบนนั้น ^^^^^^ นะคุณก้อง.....
มันแยกเป็นสองเรื่องนะ แต่เวลาอ้างกันไปมาจะ "หลุด" ไปว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
๑. การเคลื่อนตัวของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหญ่ๆ ปรากฏการณ์ใหม่ถูกส่งผ่านทักษิณเป็นตัวแสดง
๒. แต่ขณะเดียวกับที่ทักษิณเถลิงอำนาจโดยมีหลังพิงที่ปัญญาชนซ้าย ทักษิณซึ่งไม่ได้เป็นซ้าย ฉวยโอกาส abuse
ส่วนที่เจ้าจันทร์พูดน่ะ (อ่านไม่ค่อยออก แหะแหะ) สงสัยเป็นข้อสรุปของ reporter มือเก๋าส์
อ้าว..เอาสิตู .. หมายถึงนักข่าวมือเก๋าส์น่ะ
MeKONG # 5. September 2008, 18:57
อันนี้ผมไม่เห็นด้วย ทักษิณมิใช่ "broker" แต่เป็น "allocator"
- ยุคเปรม: อำนาจทางการเมืองอยู่ที่กองทัพ-ราชการ อำนาจการกำหนดนโยบายก็ยังอยู่ที่รัฐ แต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เริ่มมีส่วนร่วมมากขึ้น ผ่าน "คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน"
- ยุคชาติชาย: อำนาจการเมืองย้ายไปที่นักการเมืองมากขึ้น ขณะที่การกำหนดนโยบายใช้โมเดลใหม่คือ "บ้านพิษณุโลก" ซึ่งเป็นที่รวมของ technocrats & ตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ๆ (โดยเฉพาะสายสมาคมธนาคารฯ) โดยมีนักการเมืองเป็น Broker
- ยุคชวน 1 ถึงก่อนทักษิณ: ยุค "money politics" (อ.ผาสุก ใช้คำนี้) หรือ "the rise of the provinces" ที่นักธุรกิจสัมปทานรัฐจาก ตจว. เข้าสู่อำนาจ (บรรหาร, เสนาะ, กำนันเป๊าะ ฯลฯ) เกิด "power-sharing model" ระหว่างนักการเมือง กับ กองทัพ-ราชการ ส่วนกลุ่มทุนนั้น "สนับสนุนทุกพรรค" ...นักการเมืองจึงเป็น Broker แต่มีการสู้กันภายในระหว่าง "มุ้ง" การเมืองต่า่งๆ มากขึ้น
- ยุคทักษิณ: อำนาจการเมืองที่กระจัดกระจายและไร้เสถียรภาพในมุ้งการเมืองต่างๆ กับกองทัพ-ระบบราชการ ค่อยๆ ถูกรวมศูนย์ไปที่ "กลไกภายในพรรคการเมือง" (ทรท.) แต่ที่สำคัญ อำนาจในการกำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรก็ถูกรวมศูนย์ไปที่ "กลไกภายในพรรค ทรท." เช่นกัน คล้ายคลึงกับ "บ้านพิษณุโลก" แต่มีขอบข่ายอำนาจกว้างขวางกว่า (ไม่จำกัดเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ) ...ผ่านบทบาทของ "คณะที่ปรึกษา" รอบๆ ตัวทักษิณ ...ทักษิณและ ทรท. ค่อยๆ ขยับจาก Broker มาเป็น "Allocator" เต็มตัว ...พูดง่ายๆ ถ้าไม่เอา ทรท. ก็ไม่ต้องคุยกัน ...และน่าจะเป็นเหตุสำคัญที่นำไปสู่ tensions ทางการเมือง
...ส่วนเรื่องกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีบทบาททางการเมืองนั้น อันนี้ขอละ เพราะว่ากันยาว ...แต่อยากบอกว่า มีหลายกลุ่ม และทักษิณ เป็นเพียงกลุ่มหนึ่ง และเป็น "ทุนใหม่" (จากยุคบูมของธุรกิจ telecom) ...ดังนั้น แม้นเราจะมองว่า ทักษิณ นั้น "โคตรรวย" ...แต่หากมองไปที่กลุ่มทุนอื่นๆ กลุ่มทักษิณมิได้ใหญ่โตอะไรเลย ...หากแต่มีอำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จ
2. ซ้ายเก่าใน ทรท.
กลุ่มนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อย "ออกหน้า" รับตำแหน่งทางการเมือง
บทบาทสำคัญๆ ผมว่ามี 2 เรื่อง
- หนึ่ง วางกรอบนโยบายของพรรค: โดยเฉพาะนโยบายสังคม = นโยบายประชานิยม ...ทรท. เป็นพรรคแรกที่รู้ว่า "มวลชน" จริงๆ ที่เป็น "ตลาดการเมืองขนาดใหญ่" ได้แก่ คนกลุ่มใด = informal mass/poors
- สอง วางยุทธศาสตร์และ tactics ทางการเืมือง: ที่ำสำคัญและโดดเด่นที่สุดคือ "การตลาดในการเืมือง" ...หากการตลาดคือสร้างฐาน "ลูกค้า" ..(ก็อย่าแปลกใจที่) ซ้ายเก่า เหล่านี้นั้นช่ำชองในการจัดการกับ "ลูกค้า" = มวลชน ...ตัวอย่างสำคัญก็ ประชานิยม, brand advertising, สร้าง core product (ตัวทักษิณ) ฯลฯ (อันนี้เอามาจากการวิเคราะห์ของ Pasuk & Baker และ McCargo)
...แม้นว่า การขึ้นสู่อำนาจของ ทรท. (ในการเลือกตั้งสมัยแรก) ส่วนใหญ่แล้ววางอยู่บน tactics ทางการเมือง "แบบเก่า" ("ดูด" อดีต สส.และมุ้งการเมือง, ควบรวมกับพรรคเล็ก) ...แต่ tactics การเมือง "แบบใหม่" นั่นคือ "การตลาดในการเมือง" ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการเลือกตั้งไปแล้ว ...ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การ neutralize อำนาจต่อรองของ "ผู้นำมุ้ง" การเมืองต่างๆ (ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพของพรรค) ภายในพรรค ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ อำนาจ "ภายใน" พรรครวมศูนย์ไปที่ตัวทักษิณและ "มุ้ง" ทีใกล้ิชิดทักษิณ (วังบัวบาน) ...แต่ที่ำสำคัญยิ่งกว่าก็คือ การสร้างฐาน "ลูกค้าที่ภักดี" ต่อตัวพรรค เพื่อการ prolong อำนาจทางการเมืองในระยะยาว
tactics การเมืองแบบ ทรท. จึงไม่ใช้แนวทางเก่าแบบ "ตีหัวเข้าบ้าน" เหมือนยุค "money politics" คือ รวบรวมมุ้งการเมือง -> เลือกตั้ง -> เป็นรัฐบาล -> เร่งออกสัมปทาน/สร้างถนน/โครงสร้างพื้นฐาน -> กินหัวคิว/ทุจริต -> สร้างทุนสำหรับเลือกตั้งครั้งต่อไป -> ตีรวนจากมุ้งต่างๆ -> ยุบสภา -> เลือกตั้งใหม่
...แต่ ทรท. กะอยู่ยาว ...Pasuk & Baker อธิบายว่า การเมืองแบบ ทรท. ไม่ใช่ "money politics" แต่เป็น "BIG money politics นั่นคือ สร้างเสถียรภาพพรรคและฐานลูกค้าที่ภักดีผ่านนโยบายประชานิยม ...ส่วนแหล่งทุนพรรคนั้น มิใช่ออกสัมปทานโครงการเล็กๆ หรือสร้างถนนสร้างสะพานอีกต่อไป ...แต่ขยับไปสู่สิ่งที่เราเีรียกว่า "ทุจริตเชิงนโยบาย" และ/หรือ "ผลประโยชน์ทับซ้อน"
----------------
ชักยาวเกินเหตุ ...ไว้รออ่านเต็มๆ หากงานของผม มีบุญพาวาสนาส่งได้รับการตีพิมพ์ ...ซ้าาาาา ทุ
tk9 # 6. September 2008, 06:53
ช่วงที่อธิบายการแปรบทบาทของรัฐบาลทักษิณจาก โบร้กเก้อร์ เป็น อัลลอเคเต้อร์ ...ดูเหมือน
ว่าผมเคยอ่านบทความวิเคราะห์ในนิตยสารอะไรอย่างหนึ่งด้วยภาษาชาวบ้าน
หรืออาจเป็นบทสัมภาษณ์ปัญญาชน ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
หรืออาจเป็นคำอธิบายของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" บนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อสองปีก่อน ?
ส่วนตัวผมรับคำอธิบายแบบนี้ได้ดีกว่าคำอธิบายแบบพูดช่วงหนึ่งแล้วพล่ามสอดอารมณ์เป็นคุ้งเป็นแคว
แล้วค่อยวกกลับมาต่อท่อนต่อไป ขี้เกียจนั่งคัดแยกเอาแต่เนื้อๆมาเรียงต่อกัน
ซึ่งชีวิตจริงจะเป็นอย่างหลัง ทำให้คนเดินถนนจะต่อภาพได้ยาก
ผมเอาไปเรียงคำแบบ trim นิดๆหน่อยๆลงบล๊อกเนชั่นให้ ดีไหม
ยังไม่ต้องบอกชื่อจริง สถานะจริง (ที่ผมก็ลืมๆไปแล้ว ว่าต่อโทหรือเอก ด้านไหน สังคมศาสตร์รึเปล่าก็จำไม่ได้)
รึไม่ ก็รอสถานการณ์คลายลงหน่อย ข้อสรุปของสถานการณ์ตึงเครียดเริ่มออกมา
tk9 # 6. September 2008, 06:59
หรือเพราะถือตรรกแบบใหม่อะไรสักอย่าง เช่นโครงสร้างผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมใน
ความคิดของทักษิณ
..... นำไปสู่การขัดขืน แต่ด้วยวิธีการที่เผอิญว่ามันมีตรรกแบบเก่าสวมทับแน่นหนาอยู่
แล้วยังไม่ได้ทำการหักล้างลงไปก่อน เป็นตรรกที่เป็นปทัสฐานอยู่เดิม
chandra08 # 6. September 2008, 10:24
และจบลงด้วยที่่่ว่า.."ไม่ช้าก็เร็ว ความจริงทั้งหลายเหล่านี้จะปรากฎเพื่อกำหนดทิศทางการเมืองอันอ่อนเหลวของประเทศไทย".....
ในที่่่สุด ผลลัพธ์ออกมาเป็นข้อ 4 ส่วนการเมืองอันอ่อนเหลวของประเทศไทย...ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องจนถึงนาทีนี้
300 หน้าของ The Business of Politics in Thailand นั้น..มีแง่มุม เฉียบคม คนอย่างคุณทักกี้นับเป็นกรณีศึกษาได้ดีอยู่นา..
เอนทรีนี้ เจ้าของบล็อกเขียนตอบได้อย่างสาแก่ใจเจ้าของ ฮา!
รออ่าน รออ่าน ตีพืมพ์เสียเร็วๆ
tk9 # 6. September 2008, 10:58
ขนาดเจอไอ้คำว่า malleable ในเม้นท์โน้น^ ยังไพล่ไปนึกถึงชื่อบริษัทค้าเหล็กรายหนึ่ง
ดันตั้งชื่อไทยว่า ไทยมัลลายเอเบิ้ล ไอ้เราก็เปิดดิกจนช้ำ มันอ่านมัลลาย...ตรงไหนวะ
ตอนนี้ นึกดู เข้าใจว่ามันเป็นศัพท์เรียก "เหล็กรูปภัณฑ์" "เหล็กขึ้นรูป" มั้ง
ลออ่านนี่ดูสิ ทำไมเขาถึงเลือกใช้เครื่องมือแบบนี้
http://www.oknation.net/blog/tanatach/2008/09/06/entry-1
เรามีสื่อเทียม fake media แล้วยังมี fake census อีก
อันนี้ เข้าใจว่าจะ (ไม่ถึงกับตรง) แต่ละม้าย informal poors ของคุณก้อง
โอเคละว่า ถ้าเรียกมันว่าการปันเฉลี่ยรายได้ ทำไมเลือก"การจ้างงาน" เป็น job แบบนี้
โอเคละ ส่วนปลีกย่อยของอุปนิสัยคนไทยพื้นถิ่นแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ บ้าพนัน
และแบบเจ้าเล่ห์ชนิดที่เอาเจ้ามือโปปั่นมาดักเก็บเงินคืน เป็นธุรกิจการเมืองในมือมาเฟียรายย่อย
(ระดับ อบต.) จะไม่ถือเอามาเป็นปัจจัยร่วมวิพากษ์นะ
มันทำให้คิดว่าจุดมุ่งหมาย กับวิธีการ มันทะแม่งๆ
chandra08 # 6. September 2008, 13:03
โอเคละ
โอเค ล่าาาาาาา พี่่ทีเค หุหุ...(อันนี้แซวนอกเรื่อง เห็นเบิ้ลไปสองโอเค)
MeKONG # 6. September 2008, 13:28
# หากพี่ทีเค จะกรุณา trim เอาไปลง OKNation ก็ยินดีครับ แต่ก็ขอออกตัวว่า นี่เขียนแบบรวบๆ อาจไม่เคลียร์และตกหล่นบ้างในบางประเด็น
# กรณีเลี่ยงภาษี อันนี้เป็น "ความผิด" และ "ความผิดพลาด" สำคัญของทักกี้ หลังจากวันเฉลิมฯ ครานั้น กลุ่มต่อต้านนำโดยสนธิฯ ได้อ่อนยวบลงมากแล้ว แต่กรณีนี้ กลับนำไปสู่การลุกฮือของกระแสต่อต้านอย่างที่ทักกี้เองก็ประเมิณพลาด ...คือจริงๆ แนวคิดในการออกกฎหมายเรื่องไม่เก็บภาษีนั้นพูดกันมานาน และมองว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน ...แต่ทักกี้เล่นออกกฎหมายปุ๊บ ขายหุ้นปั๊บ มันจึงยิ่งกว่า "น่าเกลียด" และคนรับไม่ได้ และถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีได้อย่างทีพลัง ...แต่หากถามว่า ทำไมทักกี้จึงรีบร้อนทำเช่นนี้ ...หากตัดเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังที่อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ทักกี้ต้องรีบทำ ก็อาจเป็นได้ว่า ครานั้น ทักกี้ ขึ้นที่สูงมานานและไร้คู่ต่อกร ไม่คิดว่าจะมีอะไรมาโค่นตนได้
# คุณเจ้าจันทร์นี่เป็นนักอ่านที่ดีจริงๆ ขอชมหลายๆ ครั้ง การปรากฏตัวของการเมืองยุคทักษิณ มันน่าสนใจจริงๆ (และทำให้นักวิชาการต่างชาติจำนวนมาก สนใจศึกษาการเมืองไทยอย่างคึกคัก) ...อ่านเม้นต์คุณเจ้าจันทร์ล่างสุดแล้วเขิลยิ่งนัก จริงๆ งานผมไม่เกี่ยวกับการเมืองไทยโดยตรงหรอกครับ แต่โฟกัสไปที่ตัว ระบบราชการไทย มากกว่า แต่หากมีวาสนาตีพิมพ์จริงๆ จะส่งไปกำนัล (และก็จะได้รู้ว่า นักเรียนไทย-ศึกษาในญี่ปุ่น-แต่ต้องเขียนงานเป็นอังกฤษนั้น ...ภาษามันย่ำแย่ขนาดไหน
# informal poors นี่เข้าใจว่าเป็นคำของพวกเศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยา ที่หมายถึงกลุ่มคนที่ทำงานในภาคธุรกิจแบบ "ไม่เป็นทางการ" ...ซึ่งหมายถึงภาคธุรกิจที่มิได้เข้าระบบภาษี ระบบประกันสังคม ระบบการจ้างงาน/สิทธิแรงงาน ฯลฯ ...คนซึ่งทำงานในธุรกิจเหล่านี้จึงเป็น "informal poors" เช่น รับจ้างทำนา รับจ้างตัดอ้อย คนงานในโรงงานเล็กๆ (จนถึงโรงงานนรก) คนล้างจานร้านอาหารเล็กๆ หรือร้านข้างทาง ลูกจ้างร้านโชห่วย มอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนทำงานในบาร์ จนถึงกลุ่มคนที่ทำงานในธุรกิจสีเทาและใต้ดิน ฯลฯ ...อีกนัยหนึ่ง คนเหล่านี้ก็คือ "แรงงานภาคเกษตร" (มิใช่เจ้าของที่ดิน) และ "คนจนเมือง" ...และไม่น้อยที่เป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน
# เรื่อง จุดมุ่งหมาย กับ วิธีการ นี่น่าถกเถียงกันมากว่า "the ends justifies the means" นั้นจริงหรือ? ...สำหรับผมแล้ว วิธีคิดแบบนี้ อาจใช้ได้ในกรณีอื่นๆ แต่หากกล่าวถึง "การเมืองแบบประชาธิปไตย" แล้วล่ะก็ มัน "ไม่สามารถ" และ "ไม่ควร" จะเอามาใช้ เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ "เป้าหมาย" แต่สารัตถะของมันอยู่ที่ "กระบวนการ" เป็นการค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคมที่จะอยู่ด้วยกัน เป็น unfinished project
...และหากเรารับเอาวิธีคิดแบบนี้ ยอมรับเช่นนี้ ...งั้นก็เท่ากับว่า ประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการจำนวนมาก ก็เป็นสิ่งที่ไม่เลวร้ายอะไร แถมยังอาจเป็นประชาธิปไตยด้วย ...เพราะผู้นำเผด็จการก็อ้างได้ว่า ถึงจะปกครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป้าหมายของเขาคือทำ "เพื่อประชาชน" เพื่อความผาสุกของสังคม
MeKONG # 6. September 2008, 13:35
ไม่งั้นผมคงนึกว่า คุณพี่ทีเค แกเป็นคนสิงคโปร์ พูดภาษา Singlish
tk9 # 6. September 2008, 16:16
เคยได้ยินว่าสิงคาโปเรี่ยนแหละ มักพูดลงท้ายประโยคว่า ล่ะ
Originally posted by mekong:
คุกคิก หุหุ ในบล๊อกโอเคเนชั่น มีคนวาง คห.แล้วว่า เขายินดีให้ประเทศเป็นเผด็จการโดยผู้นำที่ดีมีคุณธรรม
ดีกว่าประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วมีผู้นำที่รวบอำนาจ โกงกิน ปราบปรามประชาชน
ความคิดเช่นนี้ มาจากสังคมที่สั่งสมความบิดเบี้ยวโดยปล่อยปละละเลย
และนำไปสู่ความบิดเบี้ยวต่อไปเป็นทอดๆ
chandra08 # 7. September 2008, 01:42
พักการเมือง 2 วินะคะ พี่่่tk โอเคล่าาาาเนี่่่ยไม่ใช่แค่พูด เพื่อนหนูเป็นถึงภาษาเขียน...OK Lah ยังเงี้ยะเล้ย...
การออกเสียงภาษาอังกฤษของเขา จะไม่ตรงกับที่่่เราศึกษาร่ำเรียนมานะไม่ว่ากัน แต่อดเคืองไม่ได้เวลาที่่่่เขายืนกรานแข็งขันมาบอกว่า พวกยูอ่านผิด ออกเสียงผิด...ซึ่งมันไม่จริ๊ง ไม่จริง.....
จริงๆนะ พี่่่tk...
ปล.ที่่่่แซว โอเคล่ะ 2 เบิ้ล ก็นึกถึงเพื่อนสิงค์โปร์นี่่่่หล่ะ นึกว่าtk เป็นสิงค์โปร์ไปเสียแล้ว
tk9 # 7. September 2008, 06:26
ก็นั้นล่ะ .... พรรค์นั้นล่ะ .... ฮิ้ว
เนี่ย เป็นตัวอย่างคำเปรียบเทียบที่ผมใช้บ่อยว่า อุปาทาน เหมือน default
จะเอาอ๊อปชั่นอื่นมาล่อไปทางโน้นทางนี้ มันก็จะกลับมาแบบเก่าอยู่นั่นแหละ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันเขียนโดยเลียนจากพฤติกรรมมนุษย์อยู่อย่างหนึ่ง
มนุษย์ เสพย์คุ้น ในอุปาทานใด จริตใด มโนกรรมใด มันจะกลายเป็นสันดานผนึกใจ(กมลสันดาน)
โปรแกรม เขาก็เขียนไว้ว่า user หรือ administrator ใช้เท็มเพลทอันไหนบ่อย
ใช้โปรแกรมไหนบ่อย ใช้ฟ้อนท์ไหนบ่อย ให้ยกอันนั้นเป็น default หรือ optional default
อันหลังนี้คือเมื่อผมชอบเปลี่ยนฟ้อนท์ ไทม์โรมัน เป็น ทาโฮมา เกือบทุกครั้ง
พอเปิดคราวหลังๆ มันจะแหย่ขึ้นมาเป็น ทาโฮมาให้ก่อน ถ้าไม่เอาก็คลิกเปลี่ยน
โอ..นั่นคือวิธีล้างสมองแบบสิงคโปร์มั้ง ล้างให้เป็นชาตินิยมอ่อนๆ หุยฮา
tk9 # 8. September 2008, 03:50
เอ... ผมออกตัวไปแล้วนี่หว่าว่าให้สถานการณ์ในไทยคลายๆไปก่อน คิคิ ลืมไป
คิดว่าพอนาข้าวในทำเนียบออกรวง คงได้เวลาพอดี ฮ่าฮ่า
คือนี่ผมกำลังโหลด "กูเกิ้ลโครมโครม" อยู่น่ะ
อัดเบราเซ่อร์มันทุกค่ายลงในเครื่อง
ไม่งั้น สดตเรจ ใน ฮ้าร์ดดิ๊สก์ จะขึ้นสนิมไปเปล่าเปล่า ฮี่ฮี่
tk9 # 8. September 2008, 04:25
เหมือนมันจะเอาบางอย่างของไออี มาใช้กับ โอเพ่นซ้อร์ส