Tuesday, June 30, 2009 7:39:49 PM
......แนวคิดของนักปรัชญาชาวกรีกโบราณนามว่าอริสโตเติล มีประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้น จากหนังสือเรื่อง โพลิตี้..
Monday, June 15, 2009 2:05:19 AM
ในขณะที่ตัวเองได้ไปศึกษาดูงานในหลาย ๆ จังหวัดก่อนหน้านี้ จนมาถึงที่กทม.ตอนที่นั่งรถทัวร์ก้อนั่งมองออกไปนอกกระจกได้เห็นบางอย่างที่ทำให้ใจเรารู้สึกหดหู่ รู้สึกว่าความเท่าเทียมกันมันไม่มีทางมีอยู่จริงในสังคมไทยเหรอ?....สิ่งที่เมื่อก่อนเห็นจนชินตาก็คือสภาพตึกหลายๆตึกอยู่กันอย่างเบียดเสียดดูแล้วแออัด..สภาพเหมือนสลัมของไฮโซ..(อันนี้คิดเอาเองเพราะรู้สึกอย่างนั้น) เมื่อก่อนก็ไม่รู้สึกอะไรมากมาย แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าในขณะที่คนรวยอยู่กันในที่สูงเสียดฟ้า แต่เมื่อมองลงมาตรงพื้นดินกลับเห็นสภาพของคนไม่มีอันจะกิน คนที่ไม่ร่ำรวยหรืออาจจะจนเลยละที่อยู่ภายในบ้านที่ทำด้วยสังกะสีเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนัก..ไม่ต้องลงไปสัมผัสก็รู้ว่าสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่อยู่พื้นดินเป็นอย่างไร...เลยเกิดคำถามขึ้นในใจเราว่าทำไมความแตกต่างราวกับฟ้า-เหว มันจึงเกิดขึ้นกับสังคมไทย ทั้งที่เราเป็นสังคมที่สงบ มีเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ในอดีต..จึงฉุดคิดขึ้นมาว่าหรือเป็นเพราะการที่เราต้องการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศที่เรียกว่า ทันสมัย เลยทำให้วิถีชีวิตของสังคมเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีทางวัตถุแต่เสื่อมทางจิตใจ...หรือท่านคิดยังไง.....วัตถุที่ดีขึ้นดูได้จากระบบสาธารณูปโภคที่มีมากและมีการพัฒนาตลอดเวลา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เพิ่มมากขึ้นของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น ถนน ทางด่วน ฯลฯ อีกมากมาย ดูแล้วเสมือนว่าเจริญนะ แต่มันเป็นเพียงอะไรที่เหมือนมีม่านมาบังตาให้เราเห็นแค่ส่วนที่เจริญแบบลาง ๆ อะ ...ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร....เพราะตามความรู้สึกสังคมเรายังต้องมีการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะด้านความคิด เพราะความคิดหรือจิตใจเป็นต้นกำเนิดของพฤติกรรมและการแสดงออกต่าง ๆ ที่คนในสังคมจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันเสมอ ถ้าคนเรามีความคิดที่ดี ย่อมมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในสังคม แต่ถ้าคนในสังคมมีความคิดที่แย่ ไม่รู้จักที่จะคิดเอง หาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เอง มีแต่เลียนแบบ เอาเปรียบ เอาตัวรอด เห็นแก่ตัว ไม่มีจิตสาธารณะ ถ้าเป็นแบบนี้สังคมก็จบ..มีแต่ความวุ่นวาย เดือดร้อน รบราฆ่าฟันก้นไม่หยุดหย่อน...เดิมทีคิดว่าเป็นเพราะเราอยู่ในระบบทุนนิยมรึเปล่าเลยทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันคนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน จะโทษที่ระบบเศรษฐกิจก็คงจะไม่ได้ เพราะตามหลักแล้วระบบมีกลไกในการดำเนินการที่ดี แต่ตัวขับเคลื่อนหรือมนุษย์ที่อยู่ในระบบเองต่างหากที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างร้ายกาจขึ้น เพราะคนในสังคมยังขาดจริยธรรมอย่างรุนแรงในการดำเนินชีวิตรวมถึงในระบบเศรษฐกิจ คนไม่มีจะกินอาจเพราะไม่มีโอกาสหรือไม่แสวงหาโอกาส ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าแท้จริงเป็นเช่นไรกันแน่...คนรวยเอาเปรียบไม่เห็นใจกดขี่ค่าแรง คิดหวังเอาแต่กำไรให้ตัวเอง ให้พวกพ้องพี่นอ้ง วงศ์ตระกูล จริงหรือ ก็ไม่อาจรู้ความจริงได้อีกเช่นกัน ......... แต่ที่แน่แน่ถ้าเรามีจิตสาธารณะหรือมีความแข็งแรงทางความคิด แล้วละก้อ สังคมต้องน่าอยู่มากกว่าทุกวันนี้เป็นแน่ ตัวเองมีความเชื่อว่าต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าคนในสังคมรู้จักที่จะแบ่งปันคนมีมากกว่าแบ่งปันให้คนมีน้อยกว่าหรือไม่มีเลย...อาจจะทำให้เราไม่ต้องมีเสื้อหลายสีใส่เหมือนในปัจจุบัน ครอบครัวไม่แตกแยก สังคมไม่ก้าวไปสู่ความล้มสลาย ฯลฯ ตัวเองมีแนวคิดของตัวเองนะว่าสิ่งที่ทำให้ปัจจุบันนี้สังคมวุ่นวาย เพราะมันเป็นเรื่องของจิตใจ แนวคิด และจุดยืนของคนในสังคม ที่มีความแตกต่างกันมาก แต่ไม่มีผู้บริหารบ้านเมืองที่มีบทบาทคนไหนคิดหาวิธีการที่จะกำจัดจุดที่แตกต่างหรือหาทางประสานความแตกต่างนี้อย่างแท้จริง เพียงแค่ทำพอผ่าน ๆ ให้เห็นว่าเสมือนตั้งใจจะทำจริง ๆ แค่เสมือนนะ ถ้าวิเคราะห์กันลึกๆ จะเห็นว่าเหตุมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสังคมไทยโบราณแล้ว สังคมเรามีการแบ่งชนชั้นเสมอมา เมื่อก่อนอาจจะเห็นได้อย่างชัดเจน บ่าว ไพร่ - เจ้าขุน เจ้านาย แต่หลังจากเลิกทาส แล้วดูเหมือนว่าจะพยายามทำให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน แต่ก็ยังไม่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริงอยู่ดี คนที่เป็นทาสแม้ว่าจะเลิกเป็นแล้ว แต่เค้าเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนอย่างไรบ้างหรือไม่ การศึกษา ทุนในการทำมาหากิน ที่ดีน เงิน หรือทรัพยากรต่างๆ ในการบริหารจัดการตัวเองและครอบครัว ก็เปล่าเพราะไม่เคยได้รับรู้หรืออาจจะมีการสนับสนุนแต่ไม่มีการบันทึกไว้ก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่แน่ถึงสังคมจะพยายามสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น เพื่อยกระดับตัวเองให้เป็นสังคมที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วก็ตาม แต่ถ้ามองลึกๆ เหมือนเป็นการสร้างภาพหรือเปล่า..อันนี้ไม่ได้กล่าวหานะแค่สันนิษฐาน ..เพราะจะเห็นได้ว่าถึงไม่มีทาสแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นคนในชนชั้นสูงศักดิ์เท่านั้นที่จะได้ไปศึกษาต่างประเทศ ที่จะได้รับราชการ ที่จะมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาประเทศ ทั้งที่ประเทศเป็นของคนทุกชนชั้น ก็อยากให้สังคมเสมอภาคมิใช่เหรอ...อาจจะเป็นเพราะคนอีกชนชั้นที่พยายามจะไม่แบ่ง แต่ในความเป็นจริงก็ยังแบ่งอยู่ดีนั้นแหละ อาจจะไม่แสวงหาโอกาสหรือไม่มีโอกาสให้แสวงหาในการพัฒนาคนเอง เพื่อจะได้สร้างความเจริญทางความคิด แนวคิดที่สร้างสรรค์ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมก็ตาม..สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่ในเบื้องลึกของสังคมไทยที่มันเกาะกินสังคมมาเป็นเวลาอันยาวนาน จนแทบจะแยกมันออกจากสังคมไม่ได้...ตามความคิดของเราเองคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยมีจุดยืนต่างกันมาก คนที่อยู่ในส่วนของชนชั้นที่มีอันจะกินเพราะบรรพบุรุษสร้างแนวความคิดในการพัฒนา บริหารจัดการ มาเป็นอย่างดี ก็ยังอยู่ในชนชั้นนั้นมาตลอด และมีจำนวนไม่มากนักในสังคมไทย ส่วนคนที่อยู่ในชนชั้นที่พอมีพอกิน หรือแทบจะไม่มีกินก็มีมาตั้งแต่สมัยก่อนสาเหตุเพราะอะไรไม่แน่ชัด เพราะขี้เกียจพัฒนาตนเองหรือเพราะไม่มีโอกาส หรือเพราะบางชนชั้นกีดกันหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ชนชั้นนี้มีอยู่มากมายเหลือเกินในสังคมไทย ทำให้ภาพที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือการยืนอยู่บนจุดสองจุด ที่ไกลกันมาก ทั้งทางด้านแนวคิด และแนวทางการปฏิบัติ...จากความห่างของสองจุดดังที่กล่าวมานั้นทำให้สังคมเกิดความเสียหายอย่างมากเพราะไม่เคยมีการทำให้จุดที่ห่างกันมากประสานกันหรือขยับมาใกล้กันมากขึ้น...จากตรงนี้นี่เองที่ทำให้เราต้องมีเสื้อสองสีใส่กันในทุกวันนี้..เสื้อสีนึงก็อยู่ในจุดยืนนึง เสื้ออีกสีนึงก็ยืนอยู่อีกจุดนึง ซึ่งไกลกันมากทำให้เกิดความแตกร้าวอย่างรุนแรงขึ้นในสังคมเราทุกวันนี้...มันจะมีแนวทางใดที่จะทำให้ความวุ่นวายสงบลงได้บ้าง จะมีวิธีคิดใดที่ทำให้คนเราเกิดความเสมอภาคกันได้บ้าง ขอแค่เสมอภาคทางความคิดก็ยังดี ถึงด้านเศรษฐกิจจะยังทำไม่ได้ ไม่ใช่ความคิดของคนไม่มีอันจะกินไม่มีค่าเท่าความคิดของคนรวย...ต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยสังคมเราในทุกวันนี้ ทำอย่างไรให้คนที่มีความแข็งแรงกว่าไม่เอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า ถึงแม้มันจะเป็นความยุติธรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามกลไกของสังคมก็ตามแต่...ทำอย่างไรให้คนในสังคมมีความแข็งแรงทางความคิด มีจิตสาธารณะ เมื่อตนเองแข็งแรงกว่าก็มีใจที่จะช่วยเหลือผู้ที่อ่อนด้อยกว่าตนเองได้....ทำอย่างไรถึงจะเป็นอย่างนี้ สังคมจะได้สงบสุขซะที จะได้มีความยุติธรรมที่แท้จริงเกิดขึ้นในสังคมของเรา...คำถามคือ เราจะทำอย่างไรกันดี.??????
Wednesday, May 27, 2009 5:48:52 AM
mulish คำนี้รู้สึกว่าเหมาะกับตัวเองมากเพราะนอกจะพิจารณาจากตัวตนเองแล้ว ยังมีเสียงสนับสนุนมากมายจากคนรอบข้างที่สนิทชิดเชื้อกันด้วย..
บอกว่าเราเป็นคนหัวดื้อ รั้น หัวแข็ง ไม่ยอมใครง่าย ๆ คงจะจิงเพราะก็เปนแบบนี้มาตลอดตั้งแต่จำความได้เลยมั้ง แต่ก้อไม่ได้ก้าวร้าวอะไรประเภทนั้นนะ
แค่จะไม่ยอมในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้องก็เท่านั้น อาจเป็นเพราะมีพ่อ-แม่เป็นแบบอย่างที่ดี เลยไม่ค่อยจะมีความคิดโน้มเอียงไปด้านที่คิดว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่
คนดีไรมากมายนะ..สมัยเรียนมหาวิทยาลัยทั้งเที่ยวเธค กินเหล้า..... ตลอดเรียกว่าแทบจะทุกวันเมาปลิ้นเลย ทุเรศเนอะ...แต่ไม่มั่วผู้ชายอะนะคะ...
แค่ไปเต้นสนุกสนานกับเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง ถึงยังไงก้ยังเอาเกียรตินิยมมาเป็นฐานในการเข้าสู่หลายๆ ตำแหน่งของชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ถึงจะผ่านมาไม่กี่ปี
แต่ก็รู้สึกว่าเจอไรมากมายซะเหลือเกิน แต่คิดว่ายังต้องเจออีกเยอะมากมาก
...........พอจบมหาวิทยาลัย ปี 48 ก็ทำงานที่บริษัทเอกชน เส้นเพื่อนที่รู้จักกัน ทำได้ประมาณ 2 เดือน ที่ราชภัฎก็ให้ไปสัมภาษณ์เพื่อเป็นอาจารย์สอน
ในสาขาวิชาที่จบนั้นละ ปรากฎว่าผ่านเพราะไม่มีใครสอบ...อิอิ...คนมากับดวงบวกกับมีผู้ใหญ่ให้การเกื้อหนุนด้วย..ก็เลยได้มาเป็นอาจารย์ทั้งที่เป็นอาชีพที่
ไม่เคยคิดไว้เลยในชีวิตนี้ว่าจะได้เป็นเพราะไม่ชอบสอนใคร รู้สึกว่าอาย แต่หลายคนบอกว่าเป็นคนหน้าไม่อายเท่าไหร่555 เริ่มวันแรกก็สอนเลยกับนักศึกษา
ปี 1 ใหม่เจอใหม่ ตื่นเต้นมากยังจำได้ นึกว่าตัวเองจะทำไม่ได้ปรากฎว่าพูดไม่หยุด 3 ชม.เกือบไม่พอซะงั้น หลังจากสอนมาเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองรักการสอน
มีความสุขที่ได้ให้ความรู้คนอื่น เพราะทุนเป็นคนที่ชอบเรียนอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ ชอบเรียนแต่ไม่ใช่เด็กเรียนที่เคร่งกับการเรียนนะ เพราะเน้นกิจกรรมมากกว่า แต่ได้ดี
เพราะมีความชอบใฝ่รู้เป็นทุน รู้สึกว่าเรียนแล้วเราไม่โง่ดี ไม่อยากโง่ ก็เลยชอบ อะไรก็ตามที่ชอบเราก็จะรู้สึกดีกับมัน ไม่ว่าจะยากหรือง่าย เราก็จะทำเพราะชอบ
นี้ละมั้งคือสิ่งที่ได้เปรียบคนอื่น...แต่เป็นอาจารย์แล้วเครียดเพราะหวังกะนักศึกษามากเกินไปอยากให้เข้าใจทุกอย่างที่สอน บ่นตลอดเรื่องการแต่งกาย กิริยามารยาท
ความประพฤติ ทั้งที่ตัวเองก็ยังเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีเท่าไหร่เลย ยังไม่เที่ยวเธค เจอนักศึกษาซะงั้น...เลยคิดว่าตัวเองยังเป็นอาจารย์ที่ดีไม่พอเพราะเรื่องของต้นแบบ
ตรงนี้ละ เนื่องจากยังรักสนุก ชอบเฮฮา ปาร์ตี้ รักแสงไฟ เสียงดนตรี มากมาย ก็เลยไม่เป็นต่อบวกกับสอบเป็นข้าราชการที่กระทรวงแรงงานได้ด้วย ก็เลยทิ้งอาชีพ
อันทรงเกียรติไปเป็นผู้รับใช้ประชาชนแทน "ข้าราชการ" เป็นอาชีพที่ใครหลายคนอยากเป็นเพราะรู้สึกมั่นคง แต่ก่อนตอนมีพ่อ-แม่ก็อยากเป็นมากนะท่านจะได้ภูมิใจ
แต่พอเสียท่านไปตั้งแต่เรียนม.ปลาย ก็เลยไม่รู้จะเป็นไปทำไม ตอนเค้าให้เขียนรายชื่อคนที่จะรับเงินถ้าเราตาย...บอกตามตรงไม่รู้ว่าจะเขียนใคร ถึงจะเหลือพี่ ๆ อยู่
แต่เหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวมากกว่าอะ แต่ก็ต้องเขียนชื่อพี่สาว 2 คนไป
มันน่าเศร้าเนอะว่ามั้ย.......ชีวิตเรามีเรื่องน่าเศร้ากว่านี้อีกเยอะ อุปสรรค การฝ่าฟัน ต่อสู้มากกว่าที่ผู้หญิงตัวคนเดียวในอายุเพียง 20 กว่า ๆ เกือบ 30 จะทนรับได้
แต่ก็ต้องรับเพราะไม่มีทางเลือกมากนัก...คงเป็นเพราะเคยทำกรรมไว้ชาติก่อน เลยต้องมาชดใช้กรรมชาตินี้ ก็ยังดีที่เกิดเป็นคนถึงจะลำบากแต่ก็ดีกว่าเกิดเป็น
"หมาข้างถนน"
ถนน