Skip navigation.

เด็กๆ ของเราอ่านอะไรกันอยู่

ทำไมเด็กไทยไม่อ่านหนังสือ
ทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ
เป็นคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำถามแบบนี้ฉันได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ได้แต่สงสัยว่า ทำไมจะไม่อ่าน ก็ฉันคนนึงล่ะที่อ่านอยู่

ตอน ม. ปลาย ฉันก็ไม่ต่างจากเด็กอีกไม่รู้กี่ล้านคนในประเทศนี้ที่โตมากับค่านิยมว่า เด็กเก่งต้องเรียนสายวิทย์ ด้วยเกรดเฉลี่ยตอน ม. ต้น ประกอบกับตอนนั้นบ้านิยายวิทยาศาสตร์ ฉันจึงกลายเป็นเด็กวิทย์ไปกับเขาด้วย

พอเกรดเทอมแรกของ ม. 4 ออกมา อาจารย์ที่ปรึกษากลุ้มอกกลุ้มใจกับผลการเรียนของฉัน จนต้องเรียกไปพบ ก็ฉันเป็นเด็กวิทย์แต่ดันตกเลข ตกฟิสิกส์ (แล้วไปท็อปภาษาไทย สังคม ซะงั้น) อาจารย์หยิบแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวฉันขึ้นมา มันเป็นแบบสอบถามที่ถามถึงเรื่องราวทางบ้าน กิจกรรม ความสนใจพิเศษและงานอดิเรก อาจารย์ถามฉันว่า
"ไหนเขียนว่างานอดิเรกคืออ่านหนังสือ ทำไมถึงสอบตก อ่านยังไง ไม่เข้าใจตรงไหน"
และอีหลายคำถามที่คาดคั้นราวกับที่ฉันเขียนว่าชอบอ่านหนังสือเป็นเรื่องโกหก คนอ่านหนังสือต้องสอบได้ดีทุกวิชา วันๆ ฉันคงทำแต่เรื่องไร้สาระ

นั่นแหละที่ทำให้ฉันสงสัยว่า คำว่า ‘อ่านหนังสือ’ ของอาจารย์หมายถึงอะไร คำว่า ‘อ่านหนังสือ’ ของเด็กๆ และผู้ใหญ่คนอื่นๆ คืออะไร

แล้วฉันก็ค้นพบว่า คำว่า ‘อ่านหนังสือ’ ของหลายๆ คน หมายถึงการ ‘อ่านหนังสือเรียน’ เท่านั้น

วันนี้ฉันได้เข้า เว็บไซต์ของศูนย์หนังสือจุฬา
ด้วยความที่อยากรู้ว่า เด็กสมัยนี้อ่านอะไรกัน (หรือพูดอีกอย่างคือผู้ใหญ่วันนี้เลือกอะไรให้เด็กๆ อ่านกัน)
ฉันคลิกเข้าไปที่ หมวด ‘10 อันดับ ขายดี หนังสือเด็กและเยาวชน’
แล้วพบว่า 8 ใน 10 อันดับ เป็นหนังสือคู่มือการเรียน
(http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/bestseller_kid_engbook.asp)

นั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการสอบเข้าสถานศึกษาของพวกเด็กๆ
.....................

วันฟ้าครึ้มฝนอย่างวันนี้ฉันมักจะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนเก่งมาก เธอมีความสุขกับการเรียนและความสุขของเธอก็จบลงพร้อมๆ กับการจบการศึกษา นับตั้งแต่เรียนจบเธอดูไม่มีความสุขเลย เธอแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยไม่มีคู่มือไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะจบชีวิตของตัวเองลง...

โชคดี...ที่เธอทำไม่สำเร็จ แต่เธอยังโหยหาคู่มือการใช้ชีวิตที่จะตอบทุกเรื่องได้
โชคร้าย...ที่คู่มือชีวิตที่จะช่วยชี้ทางเดินทุกก้าวย่างซ้ายขวา พร้อมเฉลยจุดหมายปลายทางไม่มีขาย

15 พฤษภาคม 2551

เบื้องหลังความภูมิใจเล็กๆ

, ,

มีความภูมิใจเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มนี้

มันอยู่ในหน้านี้


ในเล่มประกอบด้วยเรื่องน่ารักๆ 8 เรื่อง ของ 8 คนเขียนที่ได้รับรางวัล (เด็กหญิงข้าวเปลือก, ตัวโน้ตอลเวง, เด็กหญิงแว่นไม่อ่านนิทาน, ชบาน้อยอยากท่องโลกกว้าง, ต้อยติ่งปาฏิหาริย์, เพราะฉันสำคัญที่สุด, ร้านอาหารมั่วซั่ว และกระต่ายน้อยนอนไม่หลับ)
ทุกเรื่องน่ารักซะจนรู้สึกว่าเรื่องที่เอามาอวดหมองๆ ยังไงก็ไม่รู้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของเอ็นทรี่นี้ เพราะสิ่งที่อยากจะบอก...สิ่งที่มากกว่าความภูมิใจเล็กๆ นั่นก็คือ...คำขอบคุณ คนคนหนึ่ง

ปลายเดือน พฤศจิกายน 2550 สารพัดความวุ่นวายประเดประดังเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องงาน เซ็งหัวหน้า ไหนเพื่อนถูกเลย์ออฟอีก โอ๊ย...ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้น

29 พฤศจิกายน 2550 ข้อความในเอ็มเอสเอ็นทักมาว่า
“ส่งเรื่องไปประกวดยัง”
ตอบกลับไปว่า
“ยัง ไม่มีอารมณ์ ไม่ทันแล้ว ปีหน้าละกัน” (ปิดรับผลงานวันที่ 30 พ.ย.)
ปรากฏว่า หลวงพี่เทศนากลับมาซะ...สรุปความได้ว่า
“2 หน้าเอง ถ้าเขียนมันก็เสร็จ”
เถียงในใจว่า “พิมพ์ไว้ย่อหน้าเดียว ไม่รู้จะต่อยังไง ยิ่งเครียดๆ ยังงี้ จะเอาอะไรมาเสร็จล่ะฟระ” แต่ก็อยากลองดู... ‘ถ้าเขียนมันก็เสร็จ’ จริงหรือเปล่า

และแล้วมันก็เสร็จแฮะ
ขอบคุณ พ่อไข่นุ้ย คุณธารา ศรีอนุรักษ์
ขอบคุณจริงๆ
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
(แก้ไขล่าสุด 8 เมษายน 2551)

เทฟล่อนลำพอง

,

เมื่อกระทะเทฟล่อนรู้ตัวแล้วว่าไฟร้อนๆ ไม่ได้ระคายผิว มันจึงสนุกกับการอยู่บนเตามาก กระปุกกับคุณแม่ก็เพลิดเพลินกับการทำอาหารหลากหลาย แน่นอนว่า แทบทุกครั้งที่มีการทำอาหารผัดๆ ทอดๆ จะมีกระทะเทฟล่อนเป็นอุปกรณ์หลัก

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เทฟล่อนทะนงตนว่าเป็นเครื่องครัวที่ดีที่สุดของบ้าน โดยไม่รู้เหตุผลจริงๆ ของการที่มันถูกเลือกว่า มาจากราคาน้ำมันพืชที่แพงขึ้นๆ เพียงแต่ผู้คนไม่ได้รับรู้ว่าขึ้นวันละกี่สตางค์อย่างน้ำมันรถ พอรู้ตัวอีกทีราคาน้ำมันปรุงอาหารก็พุ่งพรวดไปขวดละครึ่งร้อยแล้ว

สำหรับคุณแม่การใช้กระทะเทฟล่อนเป็นทางเลือกเพื่อการประหยัดน้ำมันเท่านั้น เหตุผลอื่นๆ อย่างเรื่องการรักษาสุขภาพเป็นเพียงสิ่งที่คุณแม่นำมาอ้างเมื่อคุณพ่ออยากกินของทอดน้ำมันชุ่มๆ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เจ้าเทฟล่อนไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นทางเลือกของการประหยัด มันเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นเครื่องครัวชั้นดี ราคาแพง และทำอาหารได้เลิศรส
“ขอโทษนะคุณกระทะเหล็ก ถึงผมจะมาทีหลัง แต่ของที่มาทีหลังย่อมมีวิวัฒนาการดีกว่า ทำให้ของเก่าตกยุคไปอย่างช่วยไม่ได้” เทฟล่อนเย้ยหยันกระทะเหล็กที่แทบไม่ได้โชว์ฝีมือเลย

“ไม่มั้ง...เวลาคุณแม่กับกระปุกจะทำอะไรเยอะๆ ก็ยังต้องใช้คุณกระทะเหล็กใบใหญ่อยู่ดี ดูอย่างครั้งที่คุณแม่ทำราดหน้าเลี้ยงแขกสิ ถ้าใช้เทฟล่อนคงทำน้ำราดหน้าได้ไม่เยอะขนาดนั้น แถมเส้นที่ผัดจากกระทะเหล็กยังมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นั่นเป็นเสน่ห์ของคุณกระทะเหล็กนะ” กระทะไฟฟ้าพูดอย่างจริงใจ และยอมรับข้อดีของแต่ละสิ่ง
“โอ้...ในครัวนี้มีกระทะอีกใบหรอกหรือ ขอโทษนะที่ผมไม่เคยทักทายคุณเลย แต่ก็อย่างว่าล่ะ ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ยังไม่เห็นคุณได้มีโอกาสโชว์ความสามารถบนเตาไฟเลย ช่วยไม่ได้นะที่ผมเพิ่งจะรู้ว่ามีคุณอยู่” เทฟล่อนแกล้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นกระทะไฟฟ้าเป็นครั้งแรก
“ฉันเป็นกระทะไฟฟ้าจ้ะ ไฟจากแก๊สไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน เพราะฉันใช้พลังงานไฟฟ้า แบบเดียวกับหม้อหุงข้าวและเตาไมโครเวฟไง” กระทะไฟฟ้าอธิบาย

“อย่างงั้นอาหารจากตัวคุณคงไม่อร่อยละมั้ง ผมถึงไม่เห็นใครหยิบคุณขึ้นมาใช้เลย ถ้าอาหารของผมอร่อย อาหารจากคุณกระทะเหล็กมีกลิ่นหอมและทำได้ครั้งละมากๆ ข้อดีของคุณล่ะคืออะไร?” เทฟล่อนถามอย่างอวดดี
“อาหารที่ปรุงในตัวฉันมีคุณภาพไม่ต่างจากเธอหรอก เพียงแต่คุณแม่ไม่ชินกับการใช้กระทะไฟฟ้าเธอกลัวไฟช๊อตน่ะ” กระทะไฟฟ้าตอบอย่างใจเย็น

“ผมว่าไม่หรอก...คุณแม่คงเคยใช้คุณทำอาหารแล้วไม่ประทับใจ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามตอนนี้ในบรรดากระทะผมเท่านั้นที่เป็นที่ต้องการ” เทฟล่อนพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้เครื่องครัวอื่นๆ ได้ยินด้วย
“เธอก็เป็นแค่ทางเลือกแรกของคุณแม่กับกระปุกเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่พวกเขาเลือกใช้เธอ” กระทะไฟฟ้าเริ่มโมโห
“ของมันเห็นกันอยู่แล้ว ว่าใครมีฝีมือมากกว่า” เทฟล่อนไม่หยุดโอ้อวด กระทะไฟฟ้าสะบัดสายไฟด้วยความโกรธ มันตั้งใจจะใช้สายไฟฟาดกระทะเทฟล่อน แต่กระทะเหล็กห้ามไว้
“ไม่มีประโยชน์หรอก ทำอย่างนั้นเธอจะเจ็บตัวเปล่าๆ” กระทะเหล็กเตือน “เขายังเด็กนัก ไม่รู้หรอกว่า โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์”
กระทะไฟฟ้ามองอย่างงงๆ “โอ้โฮ...คุณกระทะเหล็กพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย มันคืออะไรหรอ”
“มันเป็นสิ่งที่พวกเราที่ผ่านร้อนมาเยอะรู้ดีอยู่แล้วไง ว่าไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งจะสำเร็จได้ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่น ตอนนี้เทฟล่อนยังทะนงตนอยู่ เพราะเห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ แต่สักวันเขาก็จะรู้”

แล้วสักวันที่กระทะเหล็กผู้ผ่านความร้อนมาเยอะว่าไว้ก็มาถึง
ขณะที่กระปุกลงมือผัดผักรวมซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำได้อร่อย จู่ๆ ไฟจากเตาแก๊สก็หรี่ลงแล้วดับพรี่บ
“นี่ผัดผักยังไม่สุกเลย ดับไฟไปเฉยๆ ได้ยังไง” เทฟล่อนตะคอกใส่เตาแก๊ส
“ไม่ใช่ความผิดของเตาหรอก แก๊สที่อยู่ในตัวฉันหมดน่ะไฟเลยดับ...เป็นไงล่ะเจ้ากระทะวิเศษ ยังจะทำให้อาหารมีรสอร่อยได้อีกมั้ย?” ถังแก๊สพูดอย่างไม่พอใจที่เทฟล่อนเสียงดังใส่เตา

ทางด้านกระปุกที่ไม่เคยเจอปัญหาเตาไฟดับระหว่างการทำอาหารก็รีบร้องเรียกคุณแม่
“แม่ขา...อยู่ดีๆ ไฟก็ดับน่ะค่ะ ทำยังไงดีคะ”
“แก๊สหมดน่ะลูก วันนี้ร้านแก๊สปิดซะด้วย” ร้านที่คุณแม่สั่งแก๊สเป็นประจำหยุดทุกวันอาทิตย์
“เสียดายผัดผักอร่อยๆ จัง เอาอย่างนี้ดีกว่า...” คุณแม่นึกถึงบางสิ่งขึ้นมา ใช่แล้ว สิ่งนั้นก็คือ ‘กระทะไฟฟ้า’

เพียงเสียบปลั๊กไม่นาน กระทะไฟฟ้าก็ร้อนพร้อมจะทำอาหาร คุณแม่เทผัดผักจากกระทะเทฟล่อนลงในกระทะไฟฟ้าแล้วผัดต่อจนเสร็จ

“เห็นหรือยังว่าฉันก็ใช้งานได้ดี” กระทะไฟฟ้าพูดเรียบๆ
“นั่นผมทำไปครึ่งนึงนะ ถ้าแก๊สไม่หมดซะก่อนผัดผักจานนั้นจะเป็นฝีมือของผมล้วนๆ” เทฟล่อนไม่พอใจที่กระทะไฟฟ้าถูกนำมาใช้ แถมยังไม่ต้องพึ่งพาแก๊สอย่างมัน มันรู้สึกเสียหน้ามาก
“เธอกำลังโกรธถังแก๊สกับเตาล่ะสิ ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก ฉันเองก็ไม่ต่างจากเธอ ถ้าทำอาหารอยู่แล้วไฟฟ้าดับ สภาพของฉันก็เหมือนเธอตอนที่แก๊สหมดนั่นแหละ เขาเรียกว่าอะไรนะคุณกระทะเหล็ก ที่คุณบอกฉันวันนั้นน่ะ” กระทะไฟฟ้าหันไปส่งยิ้มให้กระทะเหล็ก

“โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์ ไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน” กระทะเหล็กพูดกับเทฟล่อนและหวังว่ามันจะเข้าใจ 



๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑



:wink: ขอบคุณพี่น้ำพี้ ผู้ให้กำเนิดตัวละคร ‘กระทะไฟฟ้า’ :wink:
Download Opera, the fastest and most secure browser
December 2009
S M T W T F S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31