สิ่งที่จากลากับสึนามิ
Wednesday, December 26, 2007 9:12:24 AM
“ไม่ว่าง” ฉันตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด เบื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเบื่อเสียจริง ๆ
“ยังไง แกก็ต้องมา หากแกนับฉันเป็นพี่อยู่ ถ้าแกไม่มากเราขาดกัน” พี่สาวคนเดียวของฉันกระแทกเสียงตอบ ก่อนกดตัดสายทิ้งโดยไม่เปิดโอกาสให้ต่อรอง
ฉันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย นับตั้งแต่การจากไปของเตี่ยเมื่อหลายปีก่อน สัมพันธภาพในครอบครัวเราก็เริ่มคลอนแคลนลงทุกวัน มันคล้ายมีช่องว่างที่มองไม่เห็นมาแทรกกลางอยู่ระหว่างพวกเราพี่น้องทั้งสามคน ฉันมองเห็นภาพมะม่วงสามผลที่ติดอยู่ในช่อเดียวกัน ตราบใดที่ก้านยังอยู่ มะม่วงทั้งสามก็ยังคงเป็นพวงเดียวกัน แต่วันที่เตี่ยจากไปคล้ายเป็นการตัดก้านตัดขั้ว เราต่างเป็นผลมะม่วงที่หล่นแยกออกมาเป็นอิสระ ไม่มีแกนก้านกลางให้ประสานกันอีก คำขู่ของพี่ว่าหากไม่มาเราขาดกันคงไม่มีผลอันใดหรอกกระมัง เพราะตอนนี้เราก็เหมือนขาดกันอยู่แล้ว
ฉันคิดถึง “ที่ดิน” ที่เป็นต้นตอปัญหาของกรณีพิพาท ที่ดินนั้นอยู่ริมทะเล ที่เตี่ยซื้อทิ้งไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยก่อนเตี่ยเล่าให้ฟังว่าเวลาคนใต้เขาแบ่งมรดกกัน ลูกคนที่รักมากจะได้ที่ดินแปลงที่เป็นสวนทำเกษตรกรรมได้ ส่วนลูกคนที่รักน้อยหน่อยจะได้ที่ริมชายทะเลที่ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้นนอกจากมะพร้าวอย่างเดียว นั่นคือมุมมองทีใช่สำหรับสังคมที่ยังชีพด้วยการเกษตรในวันก่อน บรรดาลูกที่เตี่ยแม่ไม่ค่อยรักส่วนใหญ่ มักตัดสินใจนำที่ดินที่ได้มาขายในราคาไม่แพงนัก ใคร ๆ ก็อยากมาขายที่กับเตี่ย เพราะเตี่ยให้ราคาดี
แต่ที่เตี่ยให้ราคาดี นั่นไม่ใช่เพราะความสามารถของเตี่ยอย่างเดียวหรอก แต่เป็นเพราะเจ๊หมวยด้วย เจ๊หมวยเป็นพี่คนโตที่เกิดก่อนน้อง ๆ หลายปี ตอนที่เจ๊หมวยเป็นเด็ก เตี่ยยังฐานะไม่ดีนัก ประกอบกับมีลูกเล็ก ๆ ตามออกมาให้เลี้ยงดูอีกสองคน เจ๊หมวยจึงอดเรียนต่อสูง ๆ เพราะเตี่ยให้เรียนเพียงแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพ เตี่ยบอกว่ารู้พอแค่ป้องกันไม่ให้ใครหลอกได้ หน้าที่ที่เจ๊หมวยต้องทำหลังจากออกจากโรงเรียนก็คือขายข้าวแกง เดิมเตี่ยเปิดแผงเล็ก ๆ ขายข้าวแกงรสเด็ดแบบคนใต้แท้ ในโรงเรียนใกล้บ้าน โดยเตี่ยเป็นคนปรุงและให้แม่เป็นคนออกไปขาย แต่รายได้มันไม่มากมายอะไรนัก เพราะขายนักเรียนต้องขายราคถูก เตี่ยเลยเกิดความคิดว่าน่าจะหาแผงใหม่ในตลาดอีกที่ แล้วให้เจ๊หมวยซึ่งกำลังเป็นสาวรุ่นหน้าตาสดใสไปยืนขาย คงจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจหนุ่ม ๆ ในตลาดได้ดี
แล้วเจ๊หมวยก็ทำได้อย่างที่เตี่ยหวัง หน้าหวาน ๆ ปากกล้า ๆ พูดจาหยิกแกมหยอกกับใครต่อใครได้ทันกัน ทำให้เจ๊หมวยมีลูกค้าประจำหนุ่ม ๆ มากหน้ารายตา ทั้ง ข้าราชการ หรือ ลูกอาเสี่ยร้านทอง จนกระทั่ง คนขับสามล้อ สองแถว ประกอบกับฝีมือการทำอาหารที่รสเด็ดถึงใจของเตี่ย ทำให้แผงข้าวแกงเจ๊หมวยกลายเป็นสัญญลักษณ์ของอำเภอไปแล้ว ใครแวะมาที่ตลาดนี้แต่ไม่ได้ลองชิมข้าวแกงเจ๊หมวยสักจาน ถือว่ามาไม่ถึง
รายได้จากแผงข้าวแกงเป็นกอบเป็นกำ ทุกบาททุกสตางค์เข้ากงสีหมด จะแยกไปก็คงลำบากเพราะแม่เป็นคนจ่ายตลาด จัดเตรียมข้าวของ ในขณะที่เตี่ยเป็นคนลงมือปรุงอาหาร และ เจ๊หมวยเป็นคนออกไปยืนตากหน้าขายทั้งวัน โดยที่ฉันกับน้องต้องมีส่วนเข้าไปช่วยทุก ๆ ขั้นตอน เท่าที่เด็กวัยเก้าขวบสิบขวบจะสามารถทำได้ ฐานะการเงินของครอบครัวเรากระเตื้องขึ้นทันตาเห็น เตี่ยสามารถนำเงินที่ได้มารับซื้อที่ดินที่ชาวบ้านนำมาขายให้ จนกระทั่งเรามีที่ดินติดริมชายหาดเป็นแนวยาว ที่ดินที่ดูไม่ค่อยมีค่าอะไรนักในสายตาเด็ก ๆ อย่างฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป กิจการของครอบครัวเราดีวันดีคืน จนเตี่ยตัดสินยกเลิกแผงในตลาด แล้วมาเปิดเป็นร้านอาหารใหญ่หน้าตลาดแทน และจากขื่อเสียงที่ทำมา ร้านของเรายังคงได้รับการอุดหนุนที่ดีเหมือนเดิม ตอนหลัง ๆ นี้เตี่ยไม่ต้องปรุงอาหารเองแล้ว เจ๊หมวยสามารถรับถ่ายทอดวิทยายุทธจากเตี่ยไปได้หมดทุกกระบวนท่า
ในขณะที่ฉันกับน้องก็ได้อานิสงค์จากความเจริญของกิจการ จากที่เคยหวั่น ๆ กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ต้องโดนบังคับให้เรียนสายวิชาชีพเพื่อให้จบเร็ว ๆ จะได้ออกมาช่วยค้าขายแบบเจ๊หมวย กลับกลายเป็นว่าฉันกับน้องได้โอกาสเล่าเรียนเต็มที่เท่าที่กำลังความสามารถมี ซึ่งฉันไม่เคยลืมว่าโอกาสที่ได้รับครั้งนี้มาจากการเสียสละของเจ๊หมวย ในขณะที่ฉันเป็นผู้จัดการบริษัทรายได้หลายหมื่น นอนตื่นเช้าสุดก็หกโมงครี่ง เจ๊หมวยกลับเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อจัดเตรียมของ ยืนหน้ามันตัวเหม็นกลิ่นกับข้าวคลุ้งทั้งวัน ต้องกำกับดูแลร้านอยู่จนสามสี่ทุ่ม กว่าจะได้เวลาปิด
เตี่ยเคยทำข้อตกลงไว้กับฉันและน้องว่า เตี่ยเห็นความดีที่เจ๊หมวยช่วยทำการค้ามาตลอด เจ๊เป็นคนหารายได้ ในขณที่ฉันกับน้องเป็นผู้หารายจ่าย เตี่ยจึงตัดสินใจยกกิจการทั้งหมดให้เจ๊หมวย รวมทั้งอาคารพาณิชย์สี่ชั้นกลางตลาดที่เป็นที่ตั้งของร้าน และที่ดินรวมถึงบ้านหลังใหญ่โตที่เตี่ยกับแม่อาศัยอยู่ด้วย ทั้งหมดถูกโอนไปเป็นชื่อของเจ๊หมวยตั้งแต่เตี่ยยังไม่จากไป นับมูลค่าแล้วมันก็มากโขอยู่ แต่เตี่ยยกที่ดินติดชายทะเลให้ฉันกับน้องคนละครึ่ง ซึ่งในตอนนั้นที่ดินบริเวณนั้นก็ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร เพราะสาธารณูปโภคหลายอย่างยังเดินทางมาไม่ถึง เตี่ยบอกว่าอย่างน้อยใจที่ฉันกับน้องได้น้อยกว่าเจ๊หมวยหลายเท่านัก แต่เตี่ยได้ให้การศึกษาไว้เป็นมรดกของเราสองคนแล้ว ในขณะที่เจ๊หมวยไม่ได้โอกาสนั้น ที่ดินแปลงนั้นแค่ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ให้ฉันกับน้องกลับมาบ้านเกิดบ้าง อย่างน้อยก็ให้รุ้ว่ามีรากเหง้าของตนเองอยู่ที่นี่ และเตี่ยหวังว่าเราจะสามารถรักษาที่เอาไว้ได้ เพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่รุ่นหลานต่อไป
สัมพันธภาพระหว่างฉันกับเจ๊หมวยคงไม่เปลี่ยนแปลง หากเจ๊หมวยจะไม่ตกลงปลงใจกับเฮียอ้าวนักเลงใหญ่คุมคิวสองแถวในตลาด ฉันไม่รู้ว่าพี่สาวแสนดีของฉันตกลงปลงใจไปกับคนกักขฬะอย่างนั้นได้อย่างไร ฉันรู้ตัวว่ามีพี่เขยก็เมื่อกลับลงไปเยี่ยมเตี่ยเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วพบว่าพี่สาวผู้คล่องแคล่วปราดเปรียวของฉันอุ้มท้องอุ้ยอ้ายเสียแล้ว พร้อมเสียงร่ำลือว่าเจ๊หมวยตกร่องปล่องชิ้นกับเฮียอ้าวโดยไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ อยู่ดี ๆ เจ๊ก็หายตัวไปสองสามวัน แล้วหลังจากนั้นเฮียอ้าวก็ขนข้าวขนของเข้ามาอยู่ที่ตึก เรื่องราวเหล่านี้ทำเอาเตี่ยกลุ้มอกกลุ้มใจมาก เพราะคนต่าง จังหวัดถือว่าเป็นการขายหน้าขนาดหนัก หากลูกสาวมีคู่โดยไม่ได้จัดพิธีให้ถูกต้อง แต่เตี่ยก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งถอนใจและบอกว่าดีใจที่แม่จากไปก่อนหน้าที่เรื่องราวอัปยศแบบนี้จะเกิดขึ้น
เรื่องมันคงไม่มีอะไร หากเฮียอ้าวจะขยันขันแข็งมาช่วยเจ๊หมวยทำมาหากิน และทำตัวดีเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง ฉันเกลียดแฟนเจ๊หมวยจับใจ ตั้งแต่ครั้งลงไปเยี่ยมตอนที่เจ๊กำหนดคลอดลูกคนแรก เตี่ยขอให้ฉันมาค้างที่ตึกเพื่อช่วยดูแลเปิดร้าน เนื่องจากตกลงกันว่าเฮียอ้าวจะไปนอนเฝ้าเจ๊ที่โรงพยาบาล แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ในขณะที่ฉันนั่งดูละครเรื่องโปรดในห้องกลาง จนกระทั่งเผลอหลับไปด้วยความเพลีย เนื่องจากไม่เคยชินกับการตื่นเช้าขนาดนั้น ก่อนที่ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรหนัก ๆ ทาบทับบนตัวจนอึดอัด จมูกพลันได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง มือหยาบกระด้างลูบคลำจาบจ้วงไปบนร่างกายอย่างกักขฬะ ฉันสะดุ้งเตรียมกรีดร้อง แต่ฝ่ามือหนาเทอะทะนั้นเอื้อมมาปิดปากเสียก่อน มันปิดแน่นจนฉันเกือบหายใจไม่ออก ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งพยายามดึงเสื้อนอนจนกระดุมหลุดกระเด็น ฉันได้ยินมันหัวเราะอย่างลำพองใจ ขณะรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่ปะทะร่างกาย
“อยู่เฉย ๆ น้องสาว ขาว ๆ ใหม่ ๆ อย่างนี้ เดี๋ยวพี่จะทำให้มีความสุขอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ต้องร้องครวญทีเดียว” มันสำรากใส่ข้างหู ไอ้พี่เขยตัวดีนั่นเอง ฉันรู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอ้วกออกมา แต่ต้องฝืนใจนอนเฉย มันคงย่ามใจที่เหยื่อสมยอมจึงผละจากการกอดรัด ก่อนหันไปจัดการกับตัวเอง ฉันฉวยโอกาสนั้น รีบผลุดลุกในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย โดยไม่ลืมที่จะหยิบโคมไฟบนโต๊ะใกล้มือฟาดหัวมันเต็มแรง จนมันหยุดชะงักมึนงง ก่อนที่ฉันจะรีบหนีเข้าห้องนอนปิดประตูทันที
แล้วความสัมพันธ์ของฉันกับครอบครัวของเจ๊หมวย ก็แทบเป็นเส้นขนาน เราจะเวียนบรรจบมาพบกันต่อเมื่อมีงานของครอบครัว ทุกครั้งที่เห็นหน้าเฮียอ้าว ฉันแทบทนไม่ไหวกับสายตาหยาบคายซอกซอนของมัน แต่ฉันก็ต้องทน เจ๊หมวยดูเหมือนรู้ว่าฉันเกลียดพี่เขย แต่เหตุผลที่เจ๊คิด ก็คือ ฉันทำตัวเป็นคนมีการศึกษา ที่ดูถูกคน “บ้าน ๆ“แบบเจ๊ แบบเฮีย แต่มันไม่มีประโยชน์ที่จะบอกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากเจ๊เชื่อ มันย่อมเป็นการสร้างความร้าวฉานในครอบครัว แต่หากเจ๊ไม่เชื่อ รอยร้าวระหว่างเราคงยิ่งร้าวลึกลงไปอีก เรื่องนี้จึงมีเพียงแค่ฉันและเฮียอ้าวเท่านั้นที่รู้
ปัญหากรณีพิพาทระหว่างฉันและครอบครัวเจ๊หมวยคงไม่เกิด หากเจ๊หมวยไม่นำทรัพย์สินทั้งหมดไปค้ำประกัน เพื่อขอเงินกู้ขยายธุรกิจร้านอาหาร ตามคำแนะนำของเฮียอ้าว และบัดนี้สภาพการเงินของเจ๊ไม่คล่องอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ร้านอาหารยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนเดิม และปัญหาคงไม่เกิดหากที่ดินที่ใกล้ ๆ แปลงที่เตี่ยยกให้ฉันกับน้อง จะไม่กลายสภาพเป็นรีสอร์ทหรูราคาแพงระยับ เป็นที่นิยมกล่าวขวัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หาดแถวนั้นกลายเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมหรูหลายแห่ง และผลที่ตามมาก็คือราคาที่ดินที่สูงขึ้น เมื่อความเจริญย่างกรายมา
“เล็ก...เฮียเขาบอกว่าที่ดินตรงนั้นน่ะ มีคนเขามาติดต่อขอซื้อนะ เขาจะทำรีสอร์ท” เจ๊เอ่ยปากกับฉันเมื่อฉันลงไปทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของเตี่ย
“หนูไม่ขายหรอกเจ๊ ที่ของหนุกับตี๋ จะเก็บเอาไว้ให้ตามคำสั่งเตี่ย” ฉันหมายถึงน้องชายคนเล็กที่จากไปตั้งรกรากที่อเมริกา ตี๋ตกลงขายที่ดินให้ฉัน เพื่อแลกกับเงินลงทุนก้อนใหญ่สำหรับการไปเปิดร้านอาหารที่นั่น
“แล้วแกจะเก็บเอาไว้ทำไม ลูกเต้าก็ไม่มีกับเขา ขายตอนนี้จะได้เงินไปใช้ให้สบาย ไม่ต้องทำงานหลังขดหลังแข็ง” เฮียรีบแทรกเข้ามาในการสนทนา
“หนูจะเอาไว้ให้ลูกไอ้ตี๋มัน” ฉันหมายถึงลูกของน้องชาย เจ๊หมวยได้รับส่วนแบ่งไปมากมายแล้ว และตอนนี้มีทีท่าว่าจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วย เพื่อนสนิทที่อยู่ที่บ้านส่งข่าวมาว่า เฮียอ้าวติดการพนันขนาดหนัก สิ่งที่ฉันไม่ได้บอกเจ๊ก็คือ บางทีที่ผืนนี้อาจได้ใข้เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูกเจ๊สามคน มากกว่าจะเป็นมรดกให้ลูกของตี๋ เพราะตี๋ที่มีทีท่าว่าจะลงหลักปักฐานเป็นการถาวรที่โน่นเลย
“เตี่ยลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน เจ๊เขาทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบตาย หาเงินให้พวกแกเรียนจนจบ ได้ทำงานสบาย ๆ แต่พอแบ่งสมบัติ ที่ดี ๆ แพง ๆ กลับยกให้คนอื่น ส่วนเจ๊ได้ที่ในตลาดกับบ้านเท่านั้น เตี่ยทำอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนวะ เฮงซวย” เฮียอ้าวรีบเสริมเข้ามา
“อย่ามาว่าเตี่ยนะ” ฉันหันขวับไปตวาดแหว น่าแปลกที่เจ็ไม่โกรธ “สิ่งที่เจ๊ได้มากกว่าของหนูกับตี๋รวมกันเสียอีก แต่ไม่รู้จักรักษากันให้ดีต่างหาก เอาไปจำนองตั้งแต่สมัยที่ราคายังไม่สูง แล้วก็ไม่ส่งค่างวด จนจะถูกธนาคารยึดอยู่แล้ว ใจคอจะไม่เหลือให้ลูกบ้างหรือ”
“มึงไม่ต้องมายุ่งมันเป็นเรื่องของกู” เมื่อโกรธพฤติกรรมของเฮียก็ไม่ทิ้งรากดั้งเดิม “แต่ที่แปลงนั้นมันควรต้องเป็นของเจ๊ด้วย”
“เจ๊..” ฉันหันไปหาพี่สาว “เจ๊ช่วยบอกเฮียหน่อยสิ ว่าเตี่ยสั่งเจ๊ไว้ว่าอย่างไร และ ตอนนี้หนูก็จ่ายค่าที่ดินในส่วนของตี๋ให้มันแล้วด้วย ก่อนทีมันจะไปนอก มันยังลงชื่อในจดหมายมอบฉันทะไว้เลย”
“มันไม่ยุติธรรมกับเจ๊เค้านะเล็ก” เฮียพูดแซงขึ้นมาก่อนที่เจ๊จะได้ทันอ้าปาก “ทั้งหมดเป็นมรดกเตี่ย มันต้องแบ่งกัน แล้วเงินที่จ่ายค่าที่ก็เป็นน้ำพักน้ำแรงเจ๊” ฉันหันไปมองเจ๊อย่างแปลกใจ เพราะเจ๊ก็รู้ว่าเตี่ยจัดแบ่งไว้อย่างไร แล้วทำไมจึงไม่บอกกล่าวสามี “พวกแกมีอนาคตที่ดี แต่เจ๊เขาไม่มีอะไร ใจคอแกจะฮุบไว้คนเดียวหรือ ขาย ๆ แล้วก็เอาเงินมาแบ่งจุนเจือหลานบ้าง คนไม่มีความกตัญญูน่ะไม่เจริญหรอกนะ เฮียจะบอกให้” ทุกคำพูดของเฮียแฝงไว้ด้วยความเอาแต่ได้
แล้วที่ดินแปลงนั้นก็กลายเป็นปัญหาคาราคาซัง เพราะเฮียต้องการบีบบังคับให้ขาย ในขณะที่ฉันไม่อยากขาย ที่ที่ลงชื่อเราสามคนเป็นเจ้าของ เนื่องจากเตี่ยยังไม่ทันแบ่งแยกโฉนด แล้วเฮียกับเจ๊ก็ผลัดกันโทรศัพท์มาพูดแต่เรื่องที่ดิน เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ หลังจากที่โทรศัพท์ปรึกษากับตี๋แล้ว ฉันคงต้องตัดสินใจขายตามคำแนะนำแกมบังคับ แม้ว่าต้องแบ่งส่วนที่ควรจะเป็นของฉันไปให้ครอบครัวเจ๊บ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนบุญคุณ ที่เจ๊หมวยเคยเสียสละเพื่อพวกเรามา สำหรับอนาคตของเด็กสามคนนั่น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสั่งสมไว้ให้ลูก ป่วยการที่ฉันจะไปกังวลแทน อาทิตย์หน้าเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส บริษัทที่ฉันทำงานหยุดยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ เนื่องจากเป็นธรรมเนียมของบริษัทต่างชาติ ฉันคงสามารถกลับบ้านไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
แล้วเรื่องราวทั้งหลายก็คงจบสิ้นเสียที
“เล็ก...พี่ขอโทษ” เจ๊โผเข้ามากอดเมื่อฉันโผล่ไปที่ตึก สภาพของเจ๊ตอนนี้ไม่เหลือความสวยสดใส เหมือนเมื่อครั้งเป็นแม่เหล็กดึงดูดหนุ่มที่แผงข้าวแกงในตลาด พี่สาวของฉันทรุดโทรมและสูงวัยขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับริ้วรอยสีเขียวม่วงช้ำบนใบหน้าและตามร่างกาย บางที่เป็นรอยแผลเป็นเห็นได้ชัด “พี่ไม่อยากไปรบกวนเล็กแต่เฮียเค้าพูดทุกวัน พี่ไม่โทรเค้าก็โมโหปึงปัง”
“ทำไมเจ๊เป็นอย่างนี้” ฉันพยายามซักไซร้ “เฮียลงมือกับเจ๊หรือ” เจ๊ส่ายน้ำตาคลอ เหมือนพยายามที่จะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของฉัน ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
แล้วเรื่องราวชีวิตอันทรหดของเจ๊ ก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ปิดบัง เฮียกับเจ๊ไม่ได้จดทะเบียนกัน ในเมื่อทรัพย์สินที่นำไปจดจำนองทั้งหมดเป็นชื่อเจ๊ ภาระหนี้สินจึงตกเป็นของเจ๊แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่เฮียก้าวมาเป็นผู้จัดการเงินทั้งหมด ทั้งที่กู้ยืมมาและรายได้จากร้านอาหาร โดยอ้างโครงการลงทุนมากมายหลายอย่าง แต่ทุกโครงการก็ล้วนแล้วแต่ขาดทุน เมื่อเจ๊ไม่ใช่แหล่งเงินที่จ่ายง่ายใช้คล่องอีกต่อไป เฮียจึงเริ่มลงมือลงไม้ให้เจ๊เจรจากับฉัน เพื่อหวังได้เงินก้อนใหญ่จากมรดกแปลงสุดท้ายของเตี่ย และตอนนี้เฮียก็ไปมีบ้านใหม่เป็นนักร้องคาเฟ่ในเมืองด้วย
“หากเป็นอย่างนี้ เราอย่าขายกันเลยเจ๊ หนูไม่เซ็นต์ เจ๊ไม่เซ็นต์ มันจะทำอะไรได้”
“แต่ตึกนี้กำลังจะหลุดจำนองนะเล็ก หากตึกหลุดจำนองเจ๊ก็คงไม่มีอาชีพ จะไปขายข้าวแกงที่ตลาดอย่างเก่า ลูก ๆ ก็คงอายเขา แล้วเฮียเขาก็คงตามราวีไม่มีที่สิ้นสุด” เจ๊สะอื้น
“งั้นเจ๊ไปอยู่กับหนูที่กรุงเทพ พาไอ้ลิงสามตัวนั่นไปอยู่ด้วย หนูเลี้ยงเจ๊กับหลานได้ บ้านหนูก็กว้างขวางอยู่คนเดียวเหงาออก”
“เจ๊..ไม่อยากหาเรื่องให้เล็กลำบาก ขาย ๆ ไปเถอะเล็ก ส่วนใหญ่เล็กก็เอาไป ขอแค่เอามาโปะหนี้ที่ตึกให้เขาผ่อนผันไปได้อีกระยะ แล้วก็แบ่งให้เฮียเขาไปลงทุนสักนิดหน่อย อีกหน่อยเราคงเงยหน้าอ้าปากได้เองแหละ แล้วเจ๊จะใช้คืนให้เล็ก” เจ๊ยังยืนกรานบทบาทของผู้ยอมจำนน
คืนนั้นฉันฉลองคริสต์มาสด้วยการนอนครุ่นคิดถึงปัญหาชีวิตของเจ๊ทั้งคืน วันรุ่งขึ้นฉันต้องเดินทางไปพบผู้ที่มาเสนอขอซื้อที่กับเฮียอ้าว ระยะทางที่ไม่ไกลนักกลับดูยืดยาวจนฉันอึดอัด สายตาและท่าทางของมันไม่ต่างไปจากหลายปีก่อนเลย เมื่อถึงบริเวณที่ดิน เฮียจอดรถไว้ที่ใต้ต้นไทรต้นสูงใหญ่แผ่กว้างที่อยู่ตรงอีกฝั่งของถนน ก่อนหันมาบอกว่า “เล็กรออยุ่นี่ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวไปตามคนซื้อมา เขานั่งรออยู่ที่ริมหาดนี่เอง”
แล้วเฮียอ้าวก็เดินข้ามถนน มุ่งหน้าไปยังผืนน้ำสีครามที่สงบนิ่งอยู่เบื้องหน้านั้นเอง นานแล้ว ... ยังไม่มีใครเดินกลับมา ฉันเห็นเฮียอ้าวยืนพูดคุยต่อรองท่าทางเคร่งเครียดกับชายมาดนักธุรกิจสองสามคนอยู่ไกลลิบ ๆ มันคงต้องมีเงื่อนไขอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนที่เฮียทำกับพี่สาวของฉันบ่อยครั้ง สักพักฉันพลันได้ยินเสียงดังกึกก้องราวฟ้าคำราม แต่มันดังลั่นและครึกโครมกว่านั้น ก่อนที่ฉันจะทันรู้ตัว คลื่นลูกใหญ่สูงเท่าตึกสองสามชั้นก็ถาโถมเช้ามาอย่างรวดเร็ว บัดนี้รอบ ๆ กายฉันก็เต็มไปด้วยห้วงน้ำ กระแสน้ำพัดฉันไปปะทะกับต้นไทรใหญ่สูง จนฉันรู้สึกเจ็บชาไปทั้งแถบ ฉันพยายามเกาะยึดกิ่งไทรไว้ เพื่อมิให้ร่างกายหลุดลอยไปกับกระแสน้ำ ก่อนทะลึ่งพรวดขึ้นมาโผล่ลอยตัวให้อยู่เหนือน้ำ กระแสคลื่นสูงลิบพัดกระหน่ำมาอีกครั้ง ฉันพยายามปล่อยตัวให้ลอยขึ้นไปตามกระแสของยอดคลื่น และคว้าไม้กิ่งไม้ใหม่ที่ใกล้มือที่สุดไว้ ก่อนโหนโยนตัวขึ้นไปนอนกอดก่ายบนกิ่งไม้ โดยที่ร่างกายยังชาไร้ความรู้สึก
เมื่อกวาดสายตาออกไปรอบตัว บัดนี้ฉันกำลังอยู่บนกิ่งที่เกือบสูงสุดของต้นไทร รอบกายมีแต่น้ำ...น้ำ..น้ำ และ น้ำ สิ่งของนานาชนิดทั้งท่อนไม้ เก้าอี้ ฟูก เฟอร์นิเจอร์ ล้วนลอยเท้งเต้ง ของบางขิ้นลอยเข้ามาปะทะร่าง ฉันต้องพยายามเอนพลิ้วหลบ แต่มิวายโดนเข้าไปหลายที มันไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าเมื่อไม่นานมานี้ฉันกำลังอยู่บนพื้นดิน แต่ขณะนี้ฉันกำลังอยู่กลางห้วงน้ำ
ในขณะนั้นฉันเห็นวัสดุชิ้นหนึ่งกำลังลอยมาแต่ไกล แต่เมื่อเข้ามาใกล้ โอ...คุณพระช่วยสิ่งนั้นคือร่างของคน ร่างนั้นล่องลอยสะเปะสะปะจนมาใกล้กิ่งไม้ที่ฉันอยู่ ฉันยื่นมือหมายจะช่วยดึงร่างที่ลอยมาให้ขึ้นมาอยู่ด้วยกัน .แต่..ใบหน้าที่เงยขึ้นมามองอย่างวิงวอนขอความช่วยเหลือ มันคือ...มันคือใบหน้าของเฮียอ้าว มือที่ยื่นออกไปของฉันพลันค้างชะงัก เมื่อใบหน้าอันฟกช้ำของเจ๊หมวย และสัญญาเงินกู้หลายต่อหลายใบที่เจ๊นำมาให้ดูเมื่อวานนี้ปรากฎขึ้นในมโนภาพ ฉันปล่อยให้ร่างนั้นค่อย ๆ ลอยห่างออกไป...ห่างออกไป โดยสายตาคู่นั้นยังคงจับจ้องมาที่ฉันอย่างวิงวอน
เมื่อเฮียอ้าวจากไป เราสามคนพี่น้องกลับมาเป็นมะม่วงพวงเดียวกันอีกครั้ง ตี๋ปิดกิจการและย้ายกลับมาช่วยดูแลเจ๊พร้อมกับลูก ๆ เราแบ่งขายที่ส่วนหนึ่งเพื่อตัดชำระหนี้ทั้งหมดของเจ๊ พร้อมปลูกบ้านเล็ก ๆ ห้าหกหลังบนที่ดินริมทะเลที่เหลืออยู่ เพื่อเปิดเป็นรีสอร์ทให้ตี๋เป็นผู้ดำเนินงาน รีสอร์ทที่มีความรักความผูกพันของเราทั้งสาม และมีอาหารอร่อย ๆ จากฝีมือแม่ครัวร้านของเจ๊หมวยที่ส่งมาปรุงบริการลูกค้าทุกวัน แม้สึนามิจะทำลายหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงขาข้างซ้ายของฉัน.... แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะพาความผูกพันที่สมบูรณ์กลับมาสู่บ้านเราอีกครั้งหนึ่ง มันพามะม่วงทั้งสามผลกลับมาเป็นพวงเดียวกันอีกครั้ง บนที่ดินมรดกแปลงสุดท้ายของเตี่ย
แต่อย่างไรก็ตามภาพสายตาวิงวอนคู่นั้นของเฮียอ้าวขณะล่องลอยไปกับกระแสน้ำอันเชื่ยวกราก...ยังคงชัดเจนในความทรงจำของฉันเสมอ แม้หตุการณ์นั้นผ่านมาหลายปีแล้ว














tk9simplifolks # Wednesday, December 26, 2007 11:08:37 AM
tk9simplifolks # Wednesday, December 26, 2007 11:59:46 AM
น้ำพี้nampeewriter # Wednesday, December 26, 2007 6:37:11 PM
เขียนไว้นานแล้ว...พอดีตรงกับวันเกิดสึนามิก็เลยนำมาแปะไว้...แม้ว่ายังไม่ได้ดังใจเท่าไหร่
tk9simplifolks # Thursday, December 27, 2007 4:12:58 AM