โอ้ลัลลา...ฮานอย
Monday, January 14, 2008 1:44:58 PM
เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเครื่องบินขนาดเล็กลำนั้นก็วิ่งเลียบไปบนทางลาด ก่อนเชิดหัวขึ้นสูงสู่อากาศเพื่อพาผู้โดยสารทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย โดยทิ้งความพลุกพล่านของสนามบินที่ใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุดในโลก และความสับสนวุ่นวายร้อนระอุของสงครามชิงคะแนนเสียงประชาชน จากพรรคการเมืองหลักสองขั้วใหญ่ไว้เบื้องหลัง หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามหรือสี่สิบปีก่อน จุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้เป็นสถานที่ต้องห้าม ผู้ที่จะเดินทางไปต้องมีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นสูงมาก เพราะการเดินทางไม่สะดวกง่ายดายเหมือนทุกวันนี้ และบางทีหากโชคร้ายต้องถูกจำกัดอิสรภาพตอนกลับมา ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ประเภทฝักใฝ่ในลัทธิหรือมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์อะไรประเภทนั้น ใช่แล้วค่ะจุดหมายปลายของเดินทางของครั้งนี้ เป็นประเทศที่มีธงแดงและดาวสีเหลืองเป็นสัญญลักษณ์ “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนาม” นั่นเอง
ก่อนหน้านี้เวียตนามเคยถูกแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศ ได้แก่เวียดนามเหนือและใต้ คนสายเลือดเดียวกันกลับต้องถูกแบ่งแยกออกจากกัน เพียงเพราะแนวคิดเรื่องการปกครองที่ไม่สอดคล้องกัน ในสมัยที่สงครามเวียตนามยังไม่จบสิ้น และพรรคคอมมิวนิสต์ไทยยังไม่แตกสลาย ประเทศเวียตนามเหนืออาจลึกลับน่ากลัวสำหรับคนไทย ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะอิทธิพลของหนังฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายเรื่อง ที่แน่นอนย่อมต้องเชิดชูอเมริกาเป็นพระเอก ทำให้ตำแหน่งผู้ร้ายจำต้องตกเป็นของประเทศที่ยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพียงนั่งหลับบ้าง...คุยกันบ้างแค่ชั่วโมงสี่สิบนาที เครื่องบินก็พาเรามาถึงสนามบินนอยไบ ซึ่งอยู่ในเขตฮานอย แต่ห่างจากใจกลางเมืองสี่สิบกิโลเมตร เปรียบเทียบจากการมาเยือนครั้งนี้กับครั้งแรกเมื่อหกปีที่แล้ว ตอนนี้สนามบินแห่งนี้ลดสภาพความขรึมขลังลงไปมาก มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาพลุกพล่านขึ้น หลังผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและรวบรวมสัมภาระครบถ้วนแล้ว เราก็เริ่มมองหาไกด์ท้องถิ่นที่ติดต่อไว้ล่วงหน้า จนพบชายสูงวัยร่างเล็กท่าทางใจดีถือป้ายยืนชื่อบริษัทจากเมืองไทยที่เป็นผู้ประสานงาน รอพบพวกเราอยู่ใกล้ประตูทางออก ไกด์แนะนำตัวว่าชื่อ “มี” แต่ด้วยความสูงวัยพวกเราจึงพร้อมใจกันเรียกขานว่า “ลุงมี” หรือ “ปั๊กมี” ในภาษาเวียตนาม
หลังทำความรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว ลุงมีก็พาพวกเราไปรับประทานมื้อแรกที่ภัตตาคารจีนแห่งหนึ่งชานกรุงฮานอย อาหารของที่นี่คล้าย ๆ กับที่มีทั่วไปในร้านอาหารเวียตนามบ้านเรา บางอย่างก็เป็นอาหารจีน แต่ที่พบประจำแทบทุกมื้อคือป่อเปี๊ยะทอด และ กุ้งพันอ้อย เสียดายที่น้ำจิ้มสูตรดั้งเดิมนั้นรสชาติไม่จัดจ้านถูกปาก แพ้น้ำจิ้มที่เมืองไทยหลุดลุ่ย ในขณะที่เรากำลังรับประทานอาหาร ทางร้านมีการการแสดงดนตรีและฟ้อนรำตามศิลปะเวียดนามให้ชมด้วย สาว ๆ น่ารัก หนุ่ม ๆ ก็เหมือนพระเอกเกาหลี (น่าเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านชะมัด) มีรายการแสดงเอาใจคนไทยโดยการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน และเพลงลอยกระทงด้วย หลังจากอิ่มท้อง...อิ่มตา...อิ่มใจเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงออกเดินทางต่อไปสู่เป้าหมายแรกแห่งการมาเยือนคือฮาลองเบย์
ฮาลองเบย์อยู่ห่างจากฺฮานอยยราว 170 กิโลเมตร หากเป็นบ้านเราคงใช้เวลาเดินทางอย่างมากเพียงแค่สองชั่วโมง แต่สำหรับถนนเลนเดียวที่ต้องสวนกันแบบที่นั่น ‘ลุงมี’คาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมง ระหว่างการเดินทางเราก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และวีรบุรุษที่เวียดนามเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ ก็คือ ท่านโฮ จิ มินห์ (Ho Chi Mihn) หรือที่คนไทยเรียกกันว่าลุงโฮ หรือ ปั๊กโฮในภาษาเวียตนาม
สายตาของคนไทยที่มองเวียตนามในวันก่อนค่อนข้างจะติดลบ ทั้งจากความกลัวคอมมิวนิสต์ และจากสื่อต่าง ๆ ที่ได้รับ (แน่นอนว่าส่วนใหญ่มาจากมุมมองของพันธมิตรลุงแซม) แต่หากได้ศีกษาประวัติศาสตร์กันอย่างจริงจังแล้ว เวีนดนามนั้นเป็นชาติที่น่าสงสารทีเดียว เพราะต้องกลายเป็นสมบัติผลัดกันชมของมหาอำนาจชาติต่าง ๆ อย่างไม่ว่างเว้น เริ่มต้นจากจีน พอเป็นอิสระจากจีนได้ปกครองตัวเองไม่กี่ร้อยปี ฝรั่งเศสก็ฉวยอำนาจเข้าครอบครองตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1862 จนถึงปี 1954 โดยปกครองแบบกดขี่ข่มเหง หวังเพียงแค่ต้องการทรัพยากรธรรมชาติ และ จำหน่ายสินค้าของตนเท่านั้น เมื่อประชาชนถูกกดขี่นานเช้า กลุ่มคนที่รักชาติจึงทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน เพื่อให้พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส
ชัยชนะในการสู้รบครั้งสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเศสยอมปลดปล่อยเวียดนาม ก็คือการสู้รบที่เดียนเบียนฟูเมื่อปี 1954 โดยการนำของลุงโฮ ลุงมีเล่าว่าฝรั่งเศสไม่เคยคิดว่าชาวเอเซียจะสามารถตีค่ายชาวตะวันตกแตกได้ แต่ด้วยความพยายามอย่างหนัก ยอมทำแม้ถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้น ๆ แล้วแบกขึ้นเขาไป ก่อนนำมาประกอบใหม่ ในที่สุดฝรั่งเศสก็ไม่สามารถต้านทานหัวใจนักสู้ได้ ชัยชนะในครั้งนั้นนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาที่เจนีวา แต่อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเวียดนามทั้งหมด โดยยังคงยึดครองทางภาคใต้อยู่

หลังจากจบเรื่องฝรั่งเศส สาวสวยเวียดนามก็มีหนุ่มอเมริกันมารุกราน เพื่อสกัดกั้นการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่มีจีนและโซเวียตถือหาง มอง ๆ ไปแล้วสงครามเวียดนามนี่ก็คือสงครามตัวแทน (หรือศัพท์ที่กำลังฮิตในไทยคือนอมินี่) ระหว่างมหาอำนาจสองค่ายดี ๆ นี่เอง หากอยากได้สัมผัสบรรยากาศกรุ่นของสงคราม ขอแนะนำให้ไปเที่ยวทางใต้ ที่นั่นมีสมรภูมิกวูจี ซึ่งบอกเล่าภาพสงครามได้ชัดเจนเลยทีเดียว ไปแล้วจะได้คำตอบว่าอ๋อ...เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง อเมริกาจึงต้องยอมพ่ายแพ้ต่อพวกเวียดกง ซึ่งเป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจลุงแซม หากถามทหารอเมริกันที่มาร่วมรบในครั้งนั้น พวกเขาคงตอบตัวเองยากเหมือนกัน ว่าที่มารบในครั้งนั้นน่ะ...มารบเพื่อใคร แล้วรบไปทำไม ผู้คนที่ล้มตายหรือพิการนั้นต้องสูญเสียเพื่อใคร
ในสมรภูมิทางเหนืออเมริกาพยายามทำลายฮานอยอย่างหนัก เพื่อหวังยุติสงครามอันยืดเยื้อ โดยถล่มโจมตีสิบสองวันติดต่อกัน ผู้คนต้องพากันอพยพทิ้งบ้านเมือง ทุกอย่างเสียหายยับเยิน แต่เวียดนามก็สามารถต่อต้านได้สำเร็จ จนนำไปสู่การรวมเหนือกับใต้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อปี คศ 1975 แต่น่าเสียดายที่ลุงโฮผู้นำที่ยิ่งใหญ่และใช้ชีวิตแสนสมถะ ได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของมาตุภูมิ อันเป็นเป้าหมายที่ท่านพยายามยิ่งนักที่จะทำให้สำเร็จ เรื่องที่เล่ามาอาจขัดกับภาพในใจที่เคยได้รับการสั่งสมมา แต่ต้องทำความเข้าใจว่านี่เป็นมุมมองของ “ลุงมี” อดีตทหารสื่อสารของพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้ที่เปี่ยมศรัทธาต่อผู้นำในการปฎิวัติของเขา
เราถามลุงมีว่าทำไมเข้าใจภาษาไทยได้เยอะจัง ถึงขั้นอ่านออกเขียนได้เลย ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นลุงเคยทำงานเป็นล่ามให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ที่ส่งสมาชิกไปฝึกที่ฮานอยเมื่อปี 1963 (ใครเกิดแล้วยกมือขึ้นเร้ว...อย่าเขิน) ในทรรศนะของลุงมี การที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยไม่ประสบความสำเร็จในการปฎิวัติเหมือนเวียดนาม นั่นเป็นเพราะคนไทยยังไม่ได้อยู่ในห้วงแห่งความลำบากที่แท้จริง จึงไม่มีปัจจัยผลักดันให้เป็นแรงขับให้เกิดการต่อสู้ ดินแดนเมืองไทยยังอุดมสมบูรณ์ คนไทยยังมีความสุขอยู่ เราจึงยังไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง นั่นเป็นมุมมองของลุงมี แต่สำหรับคำตอบในใจของคนไทยแล้ว เรารู้ว่าเป็นเพราะคนไทยรักและเทิดทูนในองค์พระมหากษัตริย์ของเราอย่างเหลือเกินต่างหาก
พวกเราบางคนแอบสงสัยว่าลุงมีรู้สึกโกรธแค้นบ้างไหม ที่อเมริกาทำกับเวียดนามขนาดนั้น (แล้วต่อด้วยคำถามในใจว่าแล้วกับไทยหล่ะ เราก็ส่งทหารไปช่วยอเมริกันร่วมรบเหมือนกัน เวียดนามโกรธคนไทยหรือเปล่า) คำตอบของลุงมีทำเอาเราอึ้ง (เราเชื่อว่าเป็นคำตอบที่มาจาก”ใจ”ของลุง) ลุงมีบอกว่าไม่เคยคิดโกรธเกลียด เพราะทุกคนมารบนั้นทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือผู้ตัดสินใจก่อสงคราม
อย่างไรก็ตามเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมยากที่จะตัดสินได้ว่าใครถูกหรือผิด อย่างประเทศไทยบางคนอาจคาดการณ็ว่าหากปราศจากการเข้ามาแทรกแซงภูมิภาคส่วนนี้ของอเมริกาแล้ว เราคงล้มตามประเทศเพื่อนบ้านเป็นโดมิโนไปเรียบร้อยแล้ว แต่หลังการจบสิ้นของสงครามทุกครั้ง...สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คงมีแต่เพียงภาพความทรงจำอันเจ็บปวดของทุกฝ่ายที่เข้าร่วม และบาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยาของผู้สูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นสงครามระดับประเทศ หรือความขัดแย้งภายในประเทศ หากมีการปะทะเกิดขึ้นแล้วผลลัพธ์ของมันเจ็บปวดเสมอ
หลังจากใช้เวลานานนับปีที่เพื่อพักฟื้นตนจากผลของสงคราม มาถึงวันนี้เวียดนามแข็งแรงพร้อมแล้วที่จะก้าวออกมาสู่สังคมเปิด แม้นจะยังปกครองในระบอบเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ แต่ก็มิได้สกัดกั้นการรุกรานของทุนนิยม เฉกเช่นเดียวกับพี่ใหญ่ คือ จีน โฉมหน้าการเปลี่ยนแปลงของเวียดนามจึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด หากเปรียบเป็นสาว เวียดนามก็เปรียบได้ดั่งสาวสวยที่เป็นไทแก่ตน ปราศจากพันธะของหนุ่มชาติไหน ตอนนี้เธอเป็นสาวเสน่ห์แรงที่สามารถดึงดูดใจหนุ่มกิมจิให้เข้ามาใกล้ชิด แต่เป็นการเข้ามาแบบสุภาพเพื่อลงทุนทำมาหากิน มิใช่มากดขี่ข่มเหงดังเช่น หนุ่มฝรั่งเศส หรือ หนุ่มอเมริกัน อย่างในประวัติศาสตร์
จะไม่ให้สาวเวียดนามเธอเนื้อหอมได้อย่างไรกัน ด้วยสภาพธรรมชาติที่เอื้ออย่างเหลือเกิน ทางฝั่งตะวันออกของเวียดนามติดทะเลจีนยาวจากเหนือจรดใต้ มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับสับซ้อน และบางแห่งก็เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำหลายสาย สายที่พาดผ่านฮานอยก็คือแม่น้ำแดง ที่ชาวเวียดนามกลับเรียกซะโรแมนติคว่าแม่น้ำสีชมพู หากนำแม่น้ำของเวียดนามมาเทียบกับแม่น้ำทางเหนือของไทย เช่น แม่น้ำยม หรือ น่าน (ที่ตอนหน้าแล้งแห้งขอดจนคนไปตั้งร้านขายลาบส้มตำที่กลางแม่น้ำได้) เราจะเห็นภาพงูเขียวหาญสู้งูเหลือมได้ชัดเจน แม่น้ำที่เวียดนามนั้นกว้างยาวจริง ๆ ชาวเวียดส่วนใหญ่จึงดำรงชีพด้วยการเพาะปลูกและการประมง ระหว่างทางที่ผ่านมีทุ่งช้าวโพดอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นแล้วเวียดนามยังเพียบพร้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติอีกมากมาย เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างก็คือค่าแรงงานที่ต่ำไทย อยู่ที่โน่นพวกเราพูดกันเหมือนเศรษฐีเลย ซื้อของทีละเป็นหมื่น เป็นแสน แลกเงินกันทีครั้งละล้านหก แต่ขอโทษหน่วยไม่ใช่บาทนะคะ แต่เป็นดองเวียดนาม โดยหนึ่งบาทแลกได้ประมาณสี่ร้อยดอง
เฮ้อ....เล่ามาตั้งมากมายแล้วเรายังไม่ไปไม่ถึงฮาลองเบย์สักที ลุงมีคงเหนื่อยกับการแจกแจงประวัติศาสตร์เวียดนามแล้ว ทุกคนในรถต่างนั่งทอดสายตาชมทิวทัศน์สองฟากฝั่งถนน แล้วคำถามต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากภาพที่เห็น........อาทิ เช่น ทำไมบ้านที่เวียดนามถึงเป็นแบบนี้ (แบบไหนหล่ะ) หรือ ทำไมดินแถบเมืองนี้ถึงเป็นสีนี้ (เมืองไหนเหรอ...แล้วดินเป็นสีอะไร) แต่ยังไม่เฉลยดีกว่า หลอกให้ติดตามตอนต่อไป ที่นี่...เร็ว ๆ นี้ค่ะ














nanamytale # Tuesday, January 15, 2008 3:24:02 AM
แต่ก็รอนะ
tirannorthetirannor # Tuesday, January 15, 2008 6:45:29 AM
Anonymous # Wednesday, January 16, 2008 11:02:09 AM
น้ำพี้nampeewriter # Wednesday, January 16, 2008 1:53:51 PM
มีใครเข้าไปอ่านแล้วแจ้งความจำนงค์หลังไมค์
เพื่อรับ PC จาก เวียดนามได้คนละ 1 แผ่นค่ะ
ช้าหมดอดด้วย... ของมีจำนวนจำกัดค้าบ...
nanamytale # Friday, January 18, 2008 4:47:23 AM
เมื่อวานนี้ได้รับของขวัญจากพี่น้ำพี้แล้ว
ช้อบชอบ....
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
Bleuemontagneก้านต่อดอก # Sunday, January 20, 2008 2:39:09 AM