Skip navigation.

exploreopera

| Help

Sign up | Help

Light&Dark

เส้นทางของชีวิตล้วนบรรจบพบเจอแสงสว่างปลายสุดความมืดเสมอ

ประกาศปิดบล๊อก!

ถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ นิธิขอจรลาไปจากโอเปร่าเป็นการชั่วคราว

สิ่งดีๆ ในประเทศนี้มักอยู่ไม่นาน

เพิ่งสองเดือนหลังนี้เอง ที่ผมเริ่มฟังคลื่นเพลงสากลที่ดีที่สุดคลื่นหนึ่งบนหน้าปัดวิทยุ ชื่อของคลื่นนั้น คือ เดอะเรดิโอ 99.5 ช่วงเวลาโปรดปราน คือ ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาโนช พุฒตาล นั่งจัดรายการด้วยการพูดคุยผสมการเปิดเพลงที่ได้ใจไปเต็มๆ การได้ฟังเพลงดีๆ จากดีเจที่เป็นนักดนตรีที่ดีเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของวงการดนตรีเพลงไทยสากล แกล้มไปกับกาแฟหนึ่งถ้วย ชะลอตัวเองให้พร้อมสำหรับการนั่งเขียนงานสักชิ้น ที่หวังให้อย่างน้อยเป็นงานที่ตัวเองพอจะเรียกได้ว่า ดี เป็นอะไรที่สุขหาใดเปรียบแล้ว

เดอะเรดิโอ ก่อตั้งโดย เดอะหมึก วิโรจน์ ควันธรรม เมื่อหนึ่งปีก่อน คนดนตรีอีกคนที่ได้รับการยอมรับในวงการ อาจจะเรียกได้ว่าเมื่อนึกถึงนิตยสารดนตรีที่ทรงอิทธิพลของคนไทย ก็ต้องนึกถึง สีสัน ขณะที่ถ้านึกถึงดีเจที่มีคุณภาพโดยเฉพาะกับเพลงสากลก็ต้องนึกอาหมึก

ตั้งแต่เด็กที่เสียงเพลงจอห์น เดนเวอร์ ไล่เรียงมาถึงเดอะอีเกิ้ล จากวิทยุที่เปิดโดยอากู๋ของผม ผมทำความคุ้นเคยกับท่วงทำนองที่ไพเราะมากกว่าเนื้อหาที่ฟังไม่เคยออกว่านักร้องเหล่านั้น เค้าร้องว่าอะไรกันบ้าง แต่กระนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่าน้ำเสียงจากฟากฝั่งอเมริกา (สิ่งดีๆ ที่มักไม่ค่อยมีในประเทศนี้) เป็นอะไรที่คุ้นหู ติดใจง่ายกว่าเพลงของฝั่งไทยบ้านเรา หากไม่นับดนตรีในยุคแปดสิบที่โตขึ้นมาแล้ว ดนตรีไทยหลังจากนั้น ไม่เคยให้ความหวังในการสร้างงานที่น่าจดจำได้อีกเลย

แต่ก็อีก เค้าว่ากันว่างานศิลปะเป็นการผลิตซ้ำซึ่งสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทำไว้ก่อนแล้ว ดนตรีก็ไม่แตกต่าง เราไม่อาจวัดคุณค่าของเพลงในยุคใดได้ดีกว่าอีกยุค แต่ในเมื่อผมไม่ได้นั่งแป้นในฐานะผู้ตัดสินว่าเพลงใดเป็นเพลงที่อิทธิพลเหมือนที่นิตยสารโรลลิ่งสโตนชอบจัด ผมก็เอามาตรฐานตัวเองเป็นตัวตั้ง ว่าเป็นเพลงไทยยุคแปดศูนย์เป็นเพลงที่ดีที่สุด ขณะที่เพลงสากลไล่เรียงจากยุคปลายปลายเจ็ดสิบ บนความรุ่งโรจน์ของกระแสฮิปปี้ และจิมมี่ เฮนดริก มาจนถึงปลายทศวรรษที่เก้าสิบ เป็นอะไรที่เจ๋งเป้งที่สุดสำหรับหนุ่มเหน้าพุงกลมที่ชื่อ นิธิ

ดนตรีกับผมเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ขาด ผมฟังเพลงมากกว่าดูหนังหรืออ่านหนังสือ ซึ่งทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบรองๆ ลงมาจากการเขียน และภรรยา เพลงขับกล่อมอารมณ์ให้ผ่อนคลาย ฮึกเหิม เกิดแรงบันดาลใจ ได้โดยที่บางครั้งเราไม่เข้าใจ

แต่เพลงแต่ละเพลง จะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เมื่อมีคนชอบเหมือนเรา จะยิ่งมีความหมายเมื่อมันถูกเปิดโดยดีเจที่เราชอบ ถูกบอกเล่าเรื่องราวในเพลงโดย เพื่อน ที่เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตาทางคลื่นวิทยุ

หากจะบอกว่าผมคิดถึงยุคสมัยที่ดีเจยังเป็นดีเจจริงๆ ไม่ใช่ออกมาจัดรายการ ทำตลก และขึ้นคอนเสิร์ต ก็ไม่เกินเลยนัก การถวิลหวนหาอดีต ในบางครั้งย่อมดีกว่าตะบี้ตะบันไปข้างหน้าโดย ไม่เคยคิดแม้แต่จะหยุด เพื่อดูว่ารอยทางที่เราผ่านมา เราได้ย่ำอะไรลงไปบ้าง

อาหมึกพูดไว้เมื่อตอน 15 : 13 ที่ผ่านมาของวันนี้ ว่าเดอะเรดิโอจำต้องยุติด้วยเหตุผลทางด้านการจัดการ เรื่องการเงิน พูดง่ายๆ คือโฆษณาไม่เข้า เมื่อสถานีวิทยุไม่อาจดำรงสถานะไว้ได้ก็จำต้องยุติ ดีเจเอ้ดดี้ พูดเชิงแซวกับอาหมึกไว้ว่า ถ้าเดอะเรดิโอใช้วิธี Play listening ประมาณว่า ถ้าให้คุณผู้ฟังโทรเข้าเล่นกับสถานีครั้งละสองบาท สถานีก็คงอยู่ได้ แต่อาหมึกไม่ทำ เพราะขัดกับบางอย่างที่อยู่ลึกๆ ลงไปในจิตใจ ในหมวกอีกใบของอาหมึก ในฐานะของดีเจ ไม่ใช่ผู้บริหารคลื่นวิทยุ

ผมไม่มีคำกล่าวอันใด นอกจากจะบอกว่า เดอะเรดิโอทำให้ผมหวนคิดคำนึงถึงเรื่องราวในอดีต เพลงในยุคที่ผมเติบโต ผมหวังให้อย่างน้อย ไม่ช้าไม่นาน พวกเขาจะกลับมา สิ่งดีๆ ที่ประเทศนี้มักไม่ค่อยมี สิ่งดีๆ ที่วงการดนตรีมักไม่ค่อยสนใจ

28/12/50

ภาพด้านบนอ้างอิงจากเว็บของคุณประทีบ จิตติ
http://prateepjittibook.wordpress.com/2007/01/14/995/

"โรงเรียนในความทรงจำ"

เอาเรื่องนี้จากในเนชั่นมาลง เพราะชอบในหลายๆ อารมณ์ของเรื่อง

...ในซอยเพชรเกษม ๑๕ ที่ผมเติบโตมานั้น

มีความทรงจำหลายเรื่องที่นึกย้อนแล้วก็มีความสุข

ตั้งแต่วันน้ำท่วมใหญ่ วันที่ผมถูกรถชน เสียกระเด็น

วันที่ถูกหมากระโดดกัด

วันที่เอาจักรยานปั่นไปตระเวนเก็บซองบุหรี่มาสะสม

ในบรรดาเรื่องเหล่านี้ มีอีกหลายเรื่องที่ผมหลงลืมหรือข้ามไป

แต่ผมก็มีช่วงเวลาที่น่าจดจำช่วงหนึ่ง ในฐานะของช่วงเวลาสุดท้าย

ที่ผมร่ำเรียนอยู่ในขอบรั้วของคำว่า สถานศึกษา

โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรม

โรงเรียนที่ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมต้น

โรงเรียนที่ผมมักคิดถึงบรรยากาศของมันมากกว่าเพื่อนฝูง

หรือรักเด็กๆของเด็กวัยสิบต้นๆ

โรงเรียนวัดประดู่ฯ เป็นสถานที่ที่ผมชอบไปในตอนที่ผมยังอยู่ชั้นประถม

ยังจำได้ว่า ตรงอาคารเรียนสอง ที่เป็นห้องพักครูพละ

เคยมีน้ำตกจำลองเล็กๆ อยู่ ตอนประมาณ ป.3-ป.4

ผมมักจะขี่จักรยานไปปีนเล่นในนั้น เมื่อพ้นสายตาภารโรงประจำโรงเรียนวัดประดู่ฯ อยู่เสมอๆ

ผมชอบวิ่งเล่นในนั้นจนย่ำเย็นบ่อยๆ บรรยากาศของโรงเรียนในตอนเย็นช่วงปิดเทอม

จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว ตามประสาเด็ก แต่ถ้าให้นึกมองกลับไป ผมว่าโรงเรียนมันดูเหงาๆ

ในบรรยากาศยามเย็น

เคยคิดไหมว่าโรงเรียนก็เหมือนเพื่อนที่เรามักมองข้าม เป็นเพื่อนที่เรารับรู้ว่ามีตัวตนอยู่

แต่ก็มักจะลืมเขาบ่อยๆ แต่เขากลับไม่เคยลืมเราเลย

ผมว่าโรงเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นอะไรที่มีอารมณ์ประมาณนั้น

ทั้งตัวตึก หรือห้องเรียน ทั้งกระดานดำที่ไร้ถ้อยคำ

และโต๊ะเรียนหนังสือที่เด็กมือบอนกี่รุ่นต่อกี่รุ่นสลักความรู้สึกส่วนตัวลงบนโต๊ะ

โรงเรียนจะดูแปลกตาไป เมื่อไร้นักเรียน

จำไม่ได้แล้วว่า เมื่อประมาณสามปีก่อนหรือสี่ปีก่อน

ผมเคยกลับไปที่โรงเรียนวัดประดู่ ฯ อีกครั้งในวันปิดเทอม ที่ไม่มีนักเรียนอยู่เลย มีแต่ภารโรงประจำประตูรั้ว

ที่มาถามว่า มาทำไม ผมบอกว่าเคยเรียนที่นี่ อยากมาดูโรงเรียนเก่าว่าเป็นยังไงบ้าง ?

ภารโรงก็ให้เข้า ผมเดินเลาะจากตึกสามที่มีห้าชั้น

(ที่ต้องลากกระเป๋าขึ้น แขนแทบเคล็ดตอน ม.1)

ยังจำได้ว่าใต้ตึก มีต้นกระดังงาปลูกเรียงราย ดอกสีเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมสำหรับใครหลายคน

รวมทั้งผม แต่ดอกไม้ประจำโรงเรียนจริงๆ เป็นดอกประดู่

ดอกกระดังงาเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดอย่างหนึ่งของตึกสาม ในชั้น ม.๑

ถัดจากตึกสาม ก็จะเป็นตึกหนึ่ง ผมไม่ได้มีห้องเรียนประจำที่นี่

แต่ตึกหนึ่งที่เชื่อมกับตึกสองและสามก็มีความจำที่ดีๆและงดงามไม่แพ้กัน

ผมยังจำได้ว่า ดอกไม้วาเลนไทน์ดอกแรกที่ได้จากผู้หญิง

เริ่มต้น จากการที่ผมจำหญิงสาวรุ่นน้องที่เพิ่งเข้าชั้นม.1 ตอนขึ้นชั้น ม.2 คนหนึ่งได้

เธอชื่อ จุ๋ม ตอนนั้น ผมกำลังนั่งเรียนอยู่ที่ตึกหนึ่ง ตอนที่จุ๋มเดินผ่านและผมก็ทักเธอ

มันก็น่าขำดี จุ๋มกับผมรู้จักกันตั้งแต่บอยอยู่ ป.ห้า

ดอกกุหลาบดอกแรกที่ผมได้ ก็จากจุ๋ม แต่จุ๋ม กลับไปเป็นแฟนกับธวัชชัย เพื่อนคนหนึ่งของผม

จากการแนะนำให้ ซึ่งหลังจากนั้น จุ๋มกับผมก็กลายเป็นเพียงคนรู้จักต่อกันในทุกครั้งที่เดินสวนทาง

นอกจากเรื่องนี้ ยังมีเรื่องที่พวกผม เหล่านักเรียนทั้งห้องไปคุกเข่าขอโทษครูวิชาวิทยาศาสตร์ที่เสียใจ

เพราะพวกเราไม่ยอมสนใจเรียน

ถ้าจะมีเรื่องไหนที่ผมจดจำเกี่ยวกับความเข้มงวดของครูที่ต้องการให้เราได้ดี ก็คือเรื่องนี้แหละ

สุดท้ายก็อาคารสองที่กลายเป็นห้องเรียนตอน ม.3

อะไรที่ผมชอบเกี่ยวกับตึกสองนี้บ้าง ถ้านึกดูดีๆ ก็จะมีตั้งแต่

การได้มองลงไปเห็นโรงอาหารแล้วหิว การทะเลาะวิวาทของเด็กๆ ที่ถึงขนาดต้องปิดห้อง

การมีหญิงหนิดหนมถึงสามคนในเวลาเดียวกัน อ่ะ แฮ่ม !

การได้เล่นบาส การได้เป็นลูกศิษย์วิชาสังคมที่อาจารย์ชื่นชม เพราะสอบได้คะแนนสูงสุด นอกนั้นตกรวด

....

เขาว่ากันว่า สิ่งละอันพันละน้อย รอบตัวเราล้วนแล้วแต่สามารถกักเก็บความทรงจำ

ที่สั่นสะเทือนในทุกอณูอากาศของช่วงเวลานั้นๆได้ เราอาจจะได้ยินบทสนทนาของครอบครัวๆหนึ่ง

จากในจาน ชาม ช้อน เช่นเดียวกับที่เราอาจได้ยินบทสนทนาของคู่รัก จากในเสื้อผ้าและรองเท้า

ผมไม่มีเหตุผลอะไรในการเขียนความเรียงนี้ขึ้นมา มากไปกว่า คำสั้นๆ ว่า คิดถึง

คิดถึงวัยเยาว์ คิดถึงยุคโน้น

ผมไม่รู้ว่า ความทรงจำที่ผมมี จะยังคงฝังตัวซุกซ่อนอยู่ในทุกอณูอากาศของโต๊ะ กระดานดำ

ห้องเรียน ต้นกระดังงา โรงอาหาร อยู่หรือเปล่า ?

แต่ผมอยากจะเชื่อว่ามันยังคงอยู่ที่นั่น รออยู่ที่เดิมเสมอ

แม้เดี๋ยวนี้โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรมจะเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับอะไรอีกหลายสิ่งก็ตาม

....

นิธิ....