Skip navigation.

life is a journey...

เรียนรู้ที่จะย่างก้าวไปบนเส้นทางของความผิดพลาด

The Wrestler เพียงหนึ่งคนในโลกอันโหดร้าย

เคยตั้งคำถามกันไหมว่า หากเราต้องอยู่คนเดียวบนโลกนี้จะเป็นยังไง ?

The Wrestler คือหนังที่พูดถึงชีวิตอันร่วงดิ่งของอดีตนักมวยปล้ำระดับแชมป์ ที่ชื่อ แรนดี้ เดอะ แรม จากทศวรรษที่ 80 เขาครองความเป็นตำนานอันยากลบเลือนในวงการมวยปล้ำ และแม้กว่ายี่สิบปีผ่านไป ผู้คนในสนาม ผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยเขาในนามเดอะ แรม ไม่เคยมีใครรู้เลยว่า เขาอยู่เช่นไร ในโลกด้านนอกเวที โลกที่อยู่นอกเหนือการแสดงของเขาและผองเพื่อนนักมวยปล้ำ ซึ่งล้วนแล้วแต่แลกด้วยเลือด ความเจ็บปวดเพียงเพื่อสนองความต้องการของคนดู และเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเองต่อไป
จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือ ?

ก่อนดูเรื่องนี้ หรือเอาเข้าจริงๆ ย้อนเวลากลับไป ยี่สิบปีก่อน สมัยผมยังเป็นเด็ก ผมไม่เคยคิดว่ามวยปล้ำคือการแสดง ผมเชื่อในสิ่งที่เห็นภายในจอตู้ ผมชื่นชอบ ฮัค โฮแกน ผม เดอะ ร็อค และอีกหลายคนที่ถูกจัดว่าเป็นนักมวยปล้ำฝ่ายดี ผมรู้สึกว่าพวกเขาเหล่านี้ คือเพื่อนของผม เพื่อนของเหล่าเด็กผู้ชาย

มันแตกต่างกันนะ เมื่อเทียบกับความรู้สึกชื่นชอบนักมวย อย่างฮูริโอ้ ซีซาร์ ซาเวช ผู้มาก่อนเดอลาโฮญ่า หรือเขาทราย กาแล็คซี่ สำหรับผม และผองเพื่อนวัยเยาว์ นักมวยเหล่านั้นดูห่างไกลออกไป ด้วยเพราะการชกและออกหมัดของพวกเขา แม้จะสวย และตื่นเต้น แต่ไม่มีชื่อเรียก ไม่เหมือนนักมวยปล้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบเรียกได้ แทนตัวมวยปล้ำแต่ละคนนั้นเทียว

ผมจดจำชื่อแต่ละท่าของมวยปล้ำเอามาเล่นกันในหมู่เด็กๆ ที่บ้านของผม อากู๋ ลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งเป็นพี่ชายที่ผมอยากให้มี และแน่นอน ท่าที่พวกเราจดจำ และชอบทำตามมากที่สุด นั่นคือท่า Figure four leg lock ซึ่งว่ากันว่านำมาจากท่าในยูโดของญี่ปุ่น

พูดก็พูดเถอะ ผมจำเสียงตัวเองตอนที่อากู๋เล่นงานด้วยท่านี้จนร้องลั่นบ้าน ตามด้วยการเอาคืนด้วยหมอนกระหน่ำฟาดไม่ยั้งได้ดีที่สุด

ผมยังจำได้อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับวงการมวยปล้ำ ส่วนใหญ่เป็นภาพและเสียงมากกว่าชื่อ แต่สิ่งที่ผมไม่เคยจำ ไม่สิ คิดเลยก็คือ ในความสุขที่พวกเราได้มานั้น ‘พวกเขา’ ได้แสดงโดยแลกสิ่งใดมาบ้าง เพียงเพื่อให้เราสนุกกับปล้ำไม่กี่นาทีนั้น นักมวยปล้ำเหล่านั้นสูญเสียอะไรไปบ้าง ผมไม่เคยรู้ และสนใจ กระทั่งได้มาดู The Wrestler

เมื่อดูเรื่องนี้จบ ผมบอกตัวเองว่า นี่เป็นหนังที่โคตรเศร้าที่สุดในรอบปี เป็นหนังที่ทำให้ผมเสียน้ำตา แม้ขณะนั่งเขียนความเรียงนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็แค่เรื่องราวของชีวิตตกอับของนักมวยปล้ำ ทำแม้กระทั่งแต่งตัวในชุดหมี ใส่หมวดคลุมผม ขายอาหารสดในซูเปอร์มาร์เกต เพียงเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด

สิ่งที่เศร้าสำหรับผมในเรื่องนี้ คือ ชีวิต และเหล่านักมวยปล้ำ ที่ผมได้มองข้าม กระทั่งไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาต้องแสดงอะไรกันขนาดนั้น ต้องเจ็บปวดอะไรขนาดนั้น ก็รู้นะว่ามันถูกจัดฉากกันได้ เพราะแม้แต่ไอ้หนังที่เราดูเนี่ย มันก็เรื่องตอแหล แต่ใครจะปฏิเสธละว่าในชีวิตจริงๆ ไม่มีเรื่องเช่นนี้ ใครบ้างไม่เคยต้องทำบางอย่างที่ตัวเองจำใจ และยิ่งกว่าฝืนตัวเองเพื่อหาอาหารใส่ท้อง ใครบ้างที่ต้องชวนเด็กข้างบ้านมาเล่นเกมบอยยุคเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เพราะเหงาอย่างร้ายกาจ และใครบ้างที่เวียนไปหานักแสดงเปลื้องผ้า เพราะเชื่อว่า เธอคือคนเดียว ที่เขาอาจเรียกได้ว่า เพื่อน

กระทั่งใครบ้าง ที่ขอเพียงให้คนที่รักที่สุดไม่เกลียดเป็นพอ ในวันที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แม้แต่ชีวิต

ดังนั้นจึงไม่แปลก เมื่อในท้ายที่สุด เดอะแรมกลับหวนคืนสู่เวที ทั้งที่รู้ว่าการปล้ำครั้งนี้อาจทำเขาถึงตาย รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยอมที่เสียง เพียงเพื่อขอแลกช่วงเวลาเดียว ช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเองได้รับรู้ว่า ตัวฉันยังไม่ไร้ค่า โลกนี้ยังต้องการฉันอยู่ ขอเพียงช่วงเวลานั้น

เมื่อหนังแช่ภาพจากมุมต่ำขึ้นไปยังแสงไฟบนเพดานสเตดี้ยม หลังจากเดอะแรมปีนขึ้นเสาเชือก แล้วโดดลงมาด้วยท่าที่กลายเป็นชื่อของเขา เพลง The Wrestler ของ Bruce Springsteen ก็ดังขึ้น และนั่นคือบทสรุป และส่วนที่ดีที่สุดของหนัง

Then you've seen me, I come and stand at every door
Then you've seen me, I always leave with less than I had before
Then you've seen me, bet I can make you smile when the blood, it hits the floor
Tell me, friend, can you ask for anything more?
Tell me can you ask for anything more?


จันทร์ดวงนั้นยังทอแสง


"จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าว ขอแกง ขอแหวนทองแดง ใส่มือน้องข้า..." เพลงกล่อมเด็กที่ยินมาตั้งแต่ยังสูงไม่พ้นเอวตัวเองในวัยปัจจุบัน ดังอยู่ในใจทุกครั้งที่มองขึ้นฟ้ายามค่ำ แลเห็นดวงจันทร์ทอแสงนวล

จันทร์บางคืน กลมโต แล้วเหลือเพียงเสี้ยวในบางคืน กระนั้นจันทร์ก็คล้ายมีอำนาจบางอย่างให้แหงนหน้ามองกว่าดวงตะวัน อาจเพราะแสงไม่เจิดจ้าเท่า หรือไม่ก็เพราะว่าจันทร์นั้นเปรียบประดุจผู้หญิงสวย งดงาม และอ่อนโยน ยามจ้องตา ชวนให้ไหลหลงได้ง่ายกว่าตะวัน

ภาพจันทร์ประทับใจผม เท่าที่จำความได้เชื่อมโยงกับภาพผมในวัยเท่านั้น นั่งกอดเข่ามองออกไปนอกหน้าต่างเหล็กดัดห้องแถว บ้านเก่า ซอยเพชรเกษม ๑๕ ผมมักจะขึ้นมาบนห้องนอนรวมกว่าสิบชีวิตของครอบครัวคนเดียวก่อนเสมอ หนึ่งก็เพื่อมองจันทร์ แล้ววอนขอในบางสิ่งที่ผมรู้ว่าไม่มีวันได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ เอาแค่เฉพาะลูกพี่ลูกน้องตนเอง ผมยังมีไม่เท่าเขา แต่อีกหนึ่งเหตุผล เพราะผมไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร

ผมมีนิสัยเงียบงันและอยู่กับตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ไต่ถามอาม่า และบางสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยความไม่เข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตสม่ำเสมอ เหตุใดเราจึงมีไม่ครบ พ่อไปไหน ทำไมภาพของพ่อไม่เคยอยู่ในความทรงจำ แม่นั้นเล่า ทำไมถึงต้องทิ้งผม ไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่ต่างประเทศ เพียงเพื่อมีลูกชายอีกคนที่เธอตั้งชื่อตามผม นัยเพื่อระลึกและทดแทนลูกที่เธอทิ้งไว้ให้แม่บังเกิดเกล้าเลี้ยงดู

ผมโตขึ้นมาในสภาพบ้านใหญ่ ครอบครัวชาวจีนค่อนไปในทางชนชั้นล่างมากกว่าชนชั้นกลาง ด้วยอาม่าต้องปากกัดตีนถีบ หาเช้า กินค่ำ ตื่นแต่ตีสี่เพื่อไปหาซื้อหมู ซื้อผักมาเตรียมทำโจ๊ก ให้ทันก่อนหกโมงเช้า เพื่อที่เด็กๆ และผู้ใหญ่ จะได้มีอะไรรองท้องก่อนออกไปผจญชีวิต และเพื่อบ้านของเราเองจะได้มีอะไรไว้ค้ำจุน

และเพียงเช้าอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อตกเย็น อาม่าจะเข็นรถออกไปอีกครั้ง เพื่อไปหาเงินกลับเข้ามา โดยมีลูกมือสลับกันไปตามแต่จะถึงเวรใคร

อาจเพราะเหตุนี้กระมัง การทำงานแสนเหนื่อยยาก แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่คู่ชีิวิตอาม่า อากงก็เอาแต่เข้าโรงบ่อน โรงไพ่ที่เยาวราช กลับมาทีก็มืดค่ำพร้อมด้วยเงินที่ควรจะเพียบแปล้จากการเป็นนายหน้าขายที่ ก็เป็นอันแฟบไป จึงทำให้อาม่ากร้าวแกร่ง และดุร้ายกับลูกๆ หลานๆ ทุกคน

ยอมรับนะว่าสมัยเด็กๆ ผมไม่ชอบอาม่าเลย และทุกคราวที่ถึงเวรไปช่วยอาม่าขายโจ๊ก ผมมักออกอาการไม่อยากไปเสียทุกครั้ง กระทั่งมาเกิดเรื่องที่ทำให้ไม่ต้องไปสมใจ เมื่อเย็นวันหนึ่ง อาม่าขายโจ๊กได้ดี ลูกค้าเข้าคิวรอ จนเงินทอนแทบไม่มี อาม่าให้เงินผมร้อยหนึ่งไปแลกเหรียญมา อย่าเพิ่งงงนะครับ โจ๊กสมัยเกือบยี่สิบปีก่อน ชามละเจ็ดบาท ให้แบ็งค์สิบ (เหรียญยังไม่มี) ก็ทอนสามบาท เหรียญบาทจึงสำคัญ และเพราะสำคัญนี่แหละ ด้วยความที่ผมมีโชคร้ายติดตัวที่ชื่อว่า "ความซุ่มซ่าม" เกาะอยู่ เมื่อเดินมาถึงกลางซอย ผมกลับทำถุงเหรียญบาทแตกกระจาย เงินไหลลงท่อไปเกือบหมด เหลือกลับมาไม่ถึงยี่สิบบาท

ผมถูกอาม่าฟาดด้วยเหล็กคีบถ่าน จนตูดเป็นรอยแนว ตกค่ำคืนผมร้องไห้กับหมอน พยายามกลั้นเสียงสะอื้น ขณะที่คนอื่นหลับ มองจันทร์แล้วก่นด่าพ่อแม่ ทำไมทิ้งผมไว้ ผ่านมาอีกหลายปีให้หลัง ผมจึงเพิ่งเข้าใจว่าจันทร์บนฟ้านั้นขอไม่ได้หรอก แต่จันทร์จริงๆ มีชีวิตตัวเป็นๆ ที่ผมเคยไม่ชอบนั้นแหละ ที่เป็นยิ่งกว่า

และอาม่าของผมเป็นจันทร์ดวงเดียวที่ไม่เคยปฏิเสธคำขอ อีกทั้งยังทอแสงให้ความงดงาม เยือกเย็น แก่ลูกหลานเสมอมา จนถึงทุกวันนี้
แม้ดวงตาคู่นั้นของแกใกล้จะดับมืดไปตามอายุขัยแล้วก็ตาม