Monday, February 13, 2012 7:31:48 AM
Value do double duty; they inspire us to do more than while simultaneously preventing us from doing less than. (From How by Dov Seidman)
Monday, February 13, 2012 6:30:08 AM
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ค้นหาจนทั่วไม่มีใครเลยที่ไม่รักตัวเอง
หมายความว่า ที่เราดำรงชีวิตอยู่ทุกวันนี้เราทำอะไรก็ตามเพื่อตัวเราเองทั้งนั้น แม้บางครั้งเหมือนทำเพื่ือคนอื่นแต่สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ตัวเราเองว่ามีความปรารถนาที่จะได้อะไรบ้างอย่างกลับคืนมา ที่น่าแปลกคือทุกคนรักตัวเองแต่ทำไมจำนวนไม่น้อยถึงเบียดเบียนตัวเองด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง คำตอบคือ เพราะยังยึดจะเอาแต่อะไรที่ถูกใจ พอใจเท่านั้น อะไรที่ไม่ถูกใจ ไม่พอใจก็ปฏิเสธ รังเกียจ ไม่ชอบ ทั้ง ๆ ที่อะไรที่พอใจถูกใจ หรือไม่พอใจ ไม่ถูกใจมันก็เป็นไปของมัน ไม่เกี่ยวกับว่าเราจะชอบไม่ชอบ มีฝนตกมีแดดออก มีมืดมีสว่าง มีขาวมีดำ มีทุกข์มีสุข เป็นธรรมดาอยู่อย่างนี้ แต่เราไม่ยอมรับ จะเอาแต่ด้านที่พอใจ ด้านที่ชอบใจเท่านั้น
ถ้าหากว่าเรารักตัวเองมากที่สุด ก็ควรที่จะรักตัวเองให้เป็น รักให้ถูก รักอย่างมีสัมมาทิฐิ รักด้วยความเข้าใจธรรมชาติธรรมดาของสรรพสิ่งว่ามันไม่เที่ยงแท้ แน่นอน ไม่ใช่อะไรที่จะไปยึดไปถือว่าต้องเป็นแบบที่เราต้องการ สุขภาพเดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ป่วย จิตใจเดี๋ยวก็สงบ เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็คิดดี เดี๋ยวก็คิดไม่ดี มันเป็นไปของมันเอง สามีเรา ภรรยาเรา เพื่อนเรา หัวหน้าเรา ลูกน้องเราบางวันก็ถูกใจ บางวันก็ไม่ถูกใจ เมือหมั่นฝึกฝนวางใจไว้แบบนี้ได้บ่อย ๆ ใจก็จะไม่บีบคั้น มีความโปร่งเบา สบาย มีความสุข เป็นการมอบความรักให้กับตัวเองโดยไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่รู้ทันเวลาเผลอไปดิ้นรนพยายามให้ได้อย่างใจเท่านั้น
Saturday, February 11, 2012 6:58:39 AM
ขันธ์ ๕ ทำงาน
ขันธ์ ๕ ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
เวลาที่จิตฟุ้งซ่าน วิตกกังวล เบื่อหน่าย หรือมีสภาวะใดเกิดขึ้นก็ตาม หากจิตตั้งมั่นไม่เกิดอุปทานเข้าไปยึดขันธ์ ๕ เป็นตัวเป็นตน เป็นสาระ จะพบว่า จิตจะโปร่งเบาสบาย ไม่มีความบีบคั้นหรือทุกข์เกิดขึ้น ถ้าฝึกสติบ่อย ๆ จนรู้เท่าทันเวลาที่จิตเข้าไปยึดขันธ์ แล้วเกิดสติสัปชัญญะรู้สึกตัวขึ้นมาเห็นว่า เป็นการทำงานของขันธ์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนได้บ่อย ๆ จิตก็จะคล้ายความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ได้ไว ได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการป้อนข้อมูลใหม่ให้กับจิต เกิดสัญญาใหม่ที่จะไม่จำ ไม่หมายมั่นอะไรเป็นตัวเป็นตนที่เที่ยง ที่ถาวร เป็นการเจริญอนิจจสัญญา นี่เป็นแนวทางหรือเส้นทางหนึ่งของการฝึกฝนเพื่อละความเห็นผิดว่า มีอัตตา มีตัวมีตน คือเห็นสภาวะโดยความเป็นขันธ์
Saturday, February 11, 2012 6:49:11 AM
ร่างกายจะมีกำลังได้ต้องออกกำลัง ต้องฝืนทำอะไรที่หนักกว่าปกติบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อ ระบบหายใจ ระบบสูบฉีดโลหิตได้ทำงานมากกว่าปกติบ้าง จึงจะมึความแข็งแรง ถือเป็นการสร้างระบบสำรองยามฉุกเฉิน เจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายก็จะสามารถทำงานได้ในระดับปกติหรือไม่ก็ตกลงเล็กน้อย
แล้วจิตใจล่ะ ทำอย่างไรถึงจะมีกำลัง
จิตที่มีกำลังคือจิตที่มีสมาธิ ซึ่งหมายถึงจิตที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอะไรง่าย ๆ เหตุหรือปัจจัยที่จะทำให้จิตมีกำลัง มีสมาธิคือ ความสุข ไม่ใช่ความพอใจนะครับ (Happiness not pleasure) เป็นความสุขที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ คือจิตใจมีความโปร่งเบา แช่มชื่น แจ่มใส
ใครทำอะไร นึกถึงอะไร แล้วจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ก็ให้ทำบ่อย ๆ
ง่าย ๆ คือ การมีความเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นไว้บ่อย ๆ ก็ทำให้จิตมีความสุขมีสมาธิมีกำลังได้ ย้ำว่าต้องให้ออกมาจากใจ ให้เราสัมผัสหรือรู้สึกได้ถึงจิตใจที่เมตตาอ่อนโยนภายในของเราจริง ๆ ไม่ใช้ความคิดเท่านั้น เรื่องของใจต้องใช้ใจ ไม่ใช่สมอง
Thursday, February 9, 2012 2:23:15 AM
ที่จริงปัญหาไม่สบายใจทุกเรื่องมีแบบแผนที่มาที่ไปเหมือนกันหมด เราต้องทำความเข้าธรรมชาติธรรมดาของความไม่สบายใจก่อน
ประการแรกต้องความเห็นให้ถูกก่อนนะครับว่า เป็นธรรมชาติธรรมดาของชีวิตเวลาพบกับอะไรที่ไม่ชอบ ก็เกิดความไม่อึดอัดคับข้องเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปเอาอะไรกับมันมาก ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ
ประการที่สอง ที่ไม่สบายใจเรื่องงานนั้นมันมาเป็นพัก ๆ เป็นเวลาเผลอไปคิดถึงมันเท่านั้น ลำพังเรื่่องที่ว่าทำให้ไม่สบายใจนั้นมันจบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว แต่พอใจเผลอไปนึกถึงเข้าทีไรมันก็ชวนให้ปรุงให้คิดไป ตกร่องเดิมอยู่เรื่อย เผลอไปยาวก็ทุกข์หนัก เผลอไปสั้น ๆ ก็ไม่ค่อยเป็นไร
มีคำแนะนำมากมายที่เราเคยได้ยิน เช่น อย่าคิดมาก ช่างหัวมัน อดีตผ่านไปแล้ว ปล่อยวาง ไม่ต้องใส่ใจ ฯลฯ คำแนะประเภทนี้ ฟังแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่มีใครถามต่อว่า จะทำอย่างที่แนะนำได้ต้องปฏิบัติอย่างไร ต้องฝึกอย่างไร(HOW)ก็เลยมีแต่คนแนะนำ แต่ไม่ค่อยมีใครนำไปปฏิบัติ คนที่แนะนำก็ปฏิบัติกับตัวเองเวลามีปัญหาไม่ได้ เพราะไม่เคยเรียนรู้ฝึกฝน
เมื่อสังเกตและเห็นแล้วว่า เหตุที่ทำให้ทุกข์นั้นเริ่มจากเผลอไปคิด แล้วเกิดความไม่พอใจ จุดเริ่มต้นของปัญหาอยู่ที่ความไม่พอใจนี่แหละครับ ถ้ามันคิดไปแล้วเฉย ๆ ก็ไม่เป็นปัญหา หากเราฝึกฝนจนรู้เท่าทันความไม่พอใจแล้วไม่เผลอไม่หลงไปกับความไม่พอใจ จิตใจก็จะกลับมาผ่อนคลายเป็นครั้ง ๆ เป็นขณะ ๆ เรียกว่าฝึกให้ใจเป็นกลางต่อความยินร้าย หรือความไม่พอใจ ไม่ถูกใจ หรือภาษาง่าย ๆ คือ ไม่พอใจบ้างก็ได้ ทีเวลาพอใจยังไม่เห็นบ่น ไม่เห็นรำคาญ ไม่เห็นทุกข์เลย ฉะนั้นไม่พอใจบ้างก็ได้ เดี๋ยวมันก็หายไปเอง ถ้าไม่เผลอไปคิดถึงมัน
หากฝึกฝนให้รู้ทันเวลาใจเผลอไปคิดก็ยิ่งดี ทำอะไรเพลิน ๆ อยู่เผลอไปคิดก็พาใจกลับมาอยู่กับงานที่ทำ หรือไม่ก็กลับมารู้ลมหายใจ รู้ท้องพองท้องยุบ ฯลฯ
ชวนผู้อ่านมาฝึกฝนให้รู้กายรู้ใจตัวเองกันบ่อย ๆ นะครับ
Thursday, February 2, 2012 1:29:28 PM
มีคำถามทำไมกับสิ่งประสบกันไหมครับ หมายถึงเวลาอะไรมันไปเป็นดั่งใจเรา ก็จะถามทำไม ทำไม
ทำไมรถติดจัง
ทำไมฝนตกวะวันนี้
ทำไมวันนี้รู้สึำกแย่จัง
ทำไมเหนื่อยจัง
ทำไมเหงา
ทำไมเบื่อจัง
ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้
ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้
ทำไมคนนั้นถึงทำแบบนี้
ทำไม ๆๆๆๆๆ
เคยได้คำตอบไหมครับ เวลาถามทำไมเพราะไม่ได้ดั่งใจ
ผมว่าไม่มีคำตอบ แต่ยิ่งถามยิ่งทุกข์ ยิ่งเบื่อ ยิ่งเซ็ง ยิ่งโกรธ
ขอถามกลับว่า "ทำไม" ไม่เลิกถามว่า "ทำไม" ซักที!!!!
อ่านโพสต์ที่เกี่ยวข้องที่
http://my.opera.com/racsp/blog/?id=10709711
Wednesday, February 1, 2012 3:31:47 AM
ความรัก
เข้าเดือนที่สองของปี 2012 แล้วนะครับ เดือนเป็นเดือนที่มีวันแห่งความรัก
ไม่ต้องรอเดือนรอวันแห่งความรักนะครับ
แบ่งปันความรัก ความปรารถนาดีให้กับทุกคนทั้งที่รัก ที่ชังรัก รู้จัก ไม่รู้จัก มิตรหรือศัตรู
เพราะทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น
ปล่อยวางความยึดมั่นในความคิด ความเห็น ความเกลียด ความแค้น ชิงชังไปเสีย
วิธีปล่อยวางไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแค่รู้ว่า หลง หรือเผลอไปกับความคิด ความเห็น ความเกลียด ความแค้น ฯลฯ สังเกตง่ายๆเวลาหลงหรือเผลอไปกับเรื่องเหล่านี้จะรู้สึกจิตใจถูกบีบคั้น มีอาการหนัก ตื่อ ๆ เร่าร้อน แน่นหน้าอก ไม่เบิกบาน ฯลฯ พอรู้สึกตัวว่าหลง ก็จะเปลี่ยนจิตที่หลงเป็นจิตที่รู้ ตอนจิตรู้นั้นความคิด ความรู้สึกต่าง ๆ ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู ไม่ใส่เรา ความปล่อยวางผ่อนคลายก็จะเกิดขึ้น สั้นบ้างยาวบ้างแลแต่ความตั้งมั่นของจิต
ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไรครับ ได้เริ่มบ้างก็ดีแล้ว
Monday, January 30, 2012 7:53:15 AM
จิตเหมือนโรงงานอาหารแปรรูป ต้องรับวัตถุดิบจากภายนอกเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้า หากว่าไม่มีการคัดเลือกวัตถุดิบให้ดีแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะด้อยคุณภาพ
วัตถุดิบมามาถึงโรงงานจิตได้ 6 ทาง คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทงกาย และทางใจ
กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบคือ สติสัมปชัญญะ สติคือรู้ว่ามีวัตถุดิบนี้เข้ามา สัมปชัญญะรู้ว่า วัตถุดิบนี้ดีหรือไม่ดี ควรให้ผ่าน ไม่ให้ผ่าน ผ่านไปแล้วจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง
ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ ก็เหมือนปล่อยให้อะไรก็ได้ผ่านเข้าไปในสายการผลิต เกิดเป็นความคิด ความปรุงแต่ง ความฟุ้งซ่าน เป็นความโกรธ ความน้อยใจ เสียใจ
ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้พอมีปัญหาผลิืตภัณฑ์ออกมาไม่ดี คือมีเรื่องให้ทุกข์ใจ ไม่พอใจ ก็จะมัวแต่โทษคนส่งวัตถุดิบ แต่ลืมไปว่า ตัวเองสามารถที่คัดกรอง คัดเลือกวัตถุดิบที่ดีได้ด้วยสติสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะทำให้เราสังวรระวังวัตถุดิบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจได้ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าหากได้ฝึกฝนอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาเราก็จะสามารถรักษาจิตเราให้ผ่องใส ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทางการพูด การแสดงออกก็จะดีไปด้วย เลิกโทษวัตถุดิบไปเสีย
Friday, January 27, 2012 12:18:09 AM
ปีใหม่ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว เป็นยังไงกันบ้างครับ
ที่ตั้งใจอธิษฐานไว้ว่าจะทำยังเหลืออยู่บ้างไหมครับ?
เรื่องไม่ดี ไม่พอใจ เป็นทุกข์ ผ่านไปจบไปกี่เรื่องแล้ว ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมชาติธรรมดาของเรื่องเหล่านั้นบ้างไหมครับ?
เรื่องดี ๆ ถูกใจ พอใจ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ผ่านไปกี่เรื่องแล้วได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมชาติธรรมดาของเรื่อง เหล่านั้นบ้างไหมครับ?
สติระลึกรู้กายรู้ใจเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์และเข้าใจธรรมชาติธรรมดาของชีวิตอย่างแท้จริง
Thursday, January 26, 2012 8:22:19 AM
ทำใจไม่ให้เจ็บปวดไม่ได้ จริง ๆ แล้วใจไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวด ใจเป็นตัวรู้ถึงการปรากฎขึ้นของเวทนาหรือความรุ้สึกเจ็บปวด เวทนาทางใจเป็นเรื่องที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ ยอมรับและอยู่กับมัน มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ถ้าสังเกตให้ดีจะเจ็บปวดก็เพราะคิดถึง ความเผลอไปคิดถึงเรื่องที่เจ็บปวดเป็นเหตุสำคัญที่่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด ตัวเรื่องจบไปแล้ว ดับไปแล้ว แต่พอเผลอไปคิดก็เหมือนกันกลับมาอีก เผลอไปแวบ สั้น ๆ ก็ไม่จะค่อยเป็นปัญหา ถ้ามีสติระลึกรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า อ๋อ! นี่ใจมันเผลอไปคิดเรื่องเจ็บปวดนี่ กระแสความคิดนั้นก็จะหยุด หยุดเรื่องราว หยุดปรุงแต่งไปได้เป็นขณะ ๆ แล้วมันก็เผลอไปอีก ถ้าเผลอบ่อย ๆ รบกวนจิตใจก็หาอะไรทำ เปลี่ยนอารมณ์ ไปเดินเล่น สูดลมหายใจลึก อ่านหนังสือ ฯลฯ ฝึกบ่อย ๆ ใจก็จะตั้งมั่น หวั่นไหวต่อเรื่องราวที่คิดน้อยลง
ย้ำว่าทำให้ลืมหรือไม่่ให้คิด ไม่ให้นึกถึงไม่ได้ ยังไงมันก็จะมีความคิดผุดขึ้นมาเอง เราแค่ฝึกให้รู้ทันว่า เผลอไปคิด เผลอไปนึกเท่านั้น
อย่าลืมนะครับ แม้จะมีเรื่องเจ็บปวด ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะไม่มีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่ว่าเราเปิดใจรับมันหรือเปล่าเท่านั้น ถ้าเราเผลอจมไปกับความทุกข์ มันก็ไม่เห็นหรือไม่รับอะไรที่ทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะใจเราเผลอไปยึดติดอยู่กับความทุกข์ความเศร้าหมอง ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับเรื่องดี ๆ
Sunday, January 22, 2012 12:13:54 AM
ความรู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจนั้นเจอกันทุกคน ประเด็นสำคัญคือ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจแล้วเกิดอะไรตามมา แน่นอนเวลาไม่ได้ดั่งใจส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดคับข้องใจ หรือโมโห กิริยาที่ปรากฎก็อาจจะแสดงออกเล็กน้อยเช่น คิ้วผูกโบว์ ถอนใจ บ่นพรึมพรำ หรืออาจจะถึงขั้นหัวฟัดหัวเวี่ยง โววาย "ทำไมว่ะ" เป็นต้น ดีกรีความรุนแรงขึ้นกับความคาดหวัง และความหมายของการได้หรือไม่ได้ดั่งใจ ถ้าคาดหวังมาก พอไม่ได้ก็จะรู้สึกรุนแรง ถ้าให้คุณค่าความหมายกับสิ่งที่อยากที่ต้องการไว้สูงก็ยิ่งจะมีปฏิกิิริยามาก
ขอกล่าวถึงเฉพาะประเด็นคุณค่าความหมาย ถ้าหากมีการให้คุณค่าความหมายเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวเป็นตนหรืออัตตา (self) จะยิ่งมีความรู้สึกที่รุนแรง เช่น "ทำไมแค่นี้กูถึงทำไม่ได้วะ" เพราะมี "กู" อยู่ก็เลยรู้สึกมาก บางกรณีมันโยงกับ "กู" แบบอ้อม ๆ เช่น ลูกน้องทำอะไรไม่ได้ดั่งใจแล้วมันโยงมาถึงผลงาน หน้าตา ความสามารถ ความสำเร็จของ "กู" อันนี้ก็เรื่องใหญ่
แล้วจะแก้ไขอย่างไร?
ปกติเราจะถนัดแก้ไขข้างนอก คือนอกจิตใจ อย่างเช่นทำอะไรไม่ได้ดั่งหวังก็ขยันทำบ่อย ๆ ซ้อมบ่อย ๆ หวังว่าจะทำได้ดีขึ้นเก่งขึ้น ซึ่งก็มักจะเป็นตามนั้นในช่วงแรก แต่เนื่องจากไปโยงไว้กับ "กู" ก็มักจะเผลอยกระดับความคาดหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ พอพลาดนิดหน่อย "กู" จะถูกสั่นคลอนแรงขึ้นตามระดับความคาดหวังอีก
ถ้าหากเป็นเรื่องของลูกน้อง ก็ต้องจี้ กำกับ บังคับ บัญชา แต่ธรรมดาก็ต้องมีพลาด โดนหนักอีก ลูกน้องก็ยิ่งขาดความเชื่อมั่น ทำงานด้วยความกลัว ไม่มีความสุข สมาธิก็แย่ลง เพราะความสุขเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิ เราจึงต้องหันมาเรียนรู้พัฒนาที่ตัวเอง
ง่าย ๆ เลยคือ ฝึกที่จะยึด "กู" ให้น้อยลง ค่อย ๆ ฝึกเอา "กู" ออกไปจากชีวิต "กู" เป็นแค่สภาวะทางจิตอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้อะไรที่ตัวมีตนจับต้องวัดคุณค่าความหมายอะไรเที่ยงแท้แน่นอนได้เลย สังเกตง่าย ๆ "กู" จะมาเป็นพัก ๆ มากบ้างน้อยบ้าง บางช่วงก็ไม่รู้สึกว่ามี "กู" อยู่เลย เมื่อเรารู้แล้วว่า "กู" ไม่ใช่อะไรที่ถาวร เที่ยงแท้ ไม่น่ายึดถือมากมาย ใจก็จะผ่อนคลายลงได้ง่าย เวลาไม่ไ้ด้ดั่งใจ"กู" เพราะเริ่มจะตระหนักได้ว่า "กู" ไม่ได้แย่ ไม่ได้ห่วยถาวร ก็แค่รู้สึกแย่ชั่วคราว เดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่โยงผลงานความสามารถกับความเป็นตัวเป็นตนเป็นกู "ผลงานหรือฝีมือของกูตก เป็นเรื่องของฝืมือ ไม่เกี่ยวกับกู"
ฝึกง่ายมากคือ หมั่นรู้ทันใจตัวเองบ่อย ๆ คือรู้ทันความคิด นึก รู้สึกของตัวเองบ่อย ๆ จะรู้ทันได้ต้องหมั่นสังเกตกาย สังเกตใจของตัวเอง ว่าง ๆ ก็นั่งสังเกตว่าเผลอไปคิดอะไรบ้าง ทำกิจวัตรประจำวัน ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ เผลอไปคิดอะไรบ้าง ให้รู้เวลาที่เผลอไปคิด รู้แล้วก็กลับมาทำกิจวัตรต่อ ฝึกไปจะเห็นว่า จิตทำงานตลอดเดี๋ยวก็เผลอไปทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย และที่สำคัญหรือเผลอไปทางใจ คือเผลอไปกับความคิด นึก รู้สึก (ชอบไม่ชอบ พอใจไม่พอใจ) ถ้ารู้ทัน ไม่เผลอไม่หลงไปนานใจก็จะมั่นคงหนักแน่นขึ้น เรียกว่า ใจมีศีลคุ้มครองแล้ว
อย่าแค่กด like ปฏิบัติด้วยครับ
Friday, January 20, 2012 9:24:07 AM
ได้ยินกันบ่อยมากสำหรับคำกล่าวว่า "ทุกข์สุขอยู่ที่ใจ" ผมมั่นใจว่า ผู้อ่านทุกคนเห็นด้วย และคงเคยใช้เป็นคำปลอบโยนเพื่อน คนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง ลูก หลานเวลาที่เขามาเล่า มาบ่นว่าทุกข์ใจเพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะคนนั้นคนนี้ พอเราฟังแล้วช่วยอะไรไม่ได้ก็จะยกพูดว่า "ทุกข์สุขมันอยู่ที่ใจ อย่าคิดมาก" แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เวลาเรามีความทุกข์ คำกล่าวนี้กลับไม่ค่อยผุดขึ้นมาให้เราใช้ปลอบประโลมใจของเราเลย เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น?
ตั้งคำถามทิ้งไว้ให้คิดหาคำตอบเพื่อให้ผู้อ่านได้หันมาใคร่ครวญกับตัวเองว่า จะทำให้คำว่า "ทุกข์สุขมันอยู่ที่ใจ" ซึมซาบอยู่ในหัวจิตหัวใจของ ไม่เผลอไม่หลงไปโทษนั่น โทษนี่เวลามีความทุกข์
Thursday, January 19, 2012 1:40:11 AM
ไม่มีความสุข
เวลาไม่มีความสุขในการทำงาน ลองสำรวจใจเราดูนะครับว่า เราหลงหรือเผลอไปกับอะไรหรือเปล่า เช่นเผลอไปยึด เผลอไปหวัง เผลอไปอยากหรือ เผลอไปคิดเรื่องที่ไม่น่าคิด คือคิดแล้วบีบคั้น เครียด
เผลอไปยึดว่า เราดีกับเขาต้องดีกับเรา ทำดีแล้วต้องได้รับคำชม ถ้าถูกตำหนิแปลว่าเขาไม่เข้าใจไม่เห็นใจเรา ฯลฯ
เผลอไปอยากให้คนนั้นคนนี้เป็นดั่งใจเรา อยากเห็น อยากได้ยินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อยากเห็นไม่อยากได้ยินอย่างนี้ ฯลฯ
เผลอไปคิดถึงอดีตที่ทำให้ผิดหวัง อนาคตที่ทำให้กังวล
ห้ามยึดห้ามอยากห้ามคิดไม่ได้ แต่ฝึกให้รู้ทันเวลาเผลอไปยึด เผลอไปอยาก เผลอไปคิดได้ รู้ทันแล้วก็จะเผลอสั้นลง เวลาเผลอสั้น ๆ มันจะไม่ทุกข์มาก เหมือนฝันร้ายแต่สะดุ้งตื่นเสียก่อน ฝันยังไม่ถึงฉากที่น่ากลัวสุดขีด แต่ถ้าเผลอไปนานก็ทุกข์มาก เรียกว่า build จนได้ที่ คือฝันไปถึงจุดวิกฤติ
สรุปลงท้ายเหมือนเดิมคือฝึกสติกันเสียแต่บันนี้นะครับ
อย่าแค่ like ปฏิบัติด้วยครับ
Wednesday, January 18, 2012 2:38:51 AM
ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากเราเผลอไปทำตัวเราเอง คือเมื่อไหร่เผลอไปติดไปนึกถึงอดีตก็เจ็บปวด เจ็บปวดเพราะ"คิดถึง"เรื่องในอดีต ไม่ใช่เพราะเรื่องในอดีต ถ้าเราฝึกให้มีสติรู้สึกตัวได้เร็วขึ้นก่อนที่จะหลงไปกับเรื่องราวในอดีตไกล ความทุกข์เสียดแทงก็จะเบาบางไป
ถ้าไม่ใช่เรื่องอดีตเราก็จะทุกข์หลงยึดติดกับอะไรบางอย่าง ยึดว่า มันต้องเป็นอย่างที่เราต้องการ มันต้องไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเรารู้ทันว่าใจเรากำลังหลงไปยึด รู้สึกตัวขึ้นมาบ่อย ๆ ใจเราก็จะตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้ามากนัก ความทุกข์ก็จะเบาบาง
หมั่นเรียนรู้ฝึกฝนให้เกิดสติบ่อย ๆ นะครับ
อย่าแค่กด like ปฏิบัติด้วย
Tuesday, January 10, 2012 8:34:31 AM
เวลาที่รู้สึกเหงา รู้สึกว่าไม่มีใคร หากมีสติ จะเห็นว่ามีตัวเองอยู่ เรียกว่ามีตัวเองเป็นเพื่อน หรือสามารถอยู่กับตัวเองได้
ความสามารถในการอยู่กับตัวเองมีความสำคัญ ต้องฝึกฝนให้อยู่กับตัวเองให้ได้ เพราะทำให้เราพึ่งตัวเองได้ คนที่พึ่งตัวเองได้ถึงจะเหงาก็อยู่ได้
สติไม่ทำให้ไม่เหงา แต่ทำให้อยู่กับความเหงาได้
Monday, January 9, 2012 2:37:14 PM
หลายครั้งเหตุที่ทำให้เบื่อเกิดจากการไปเห็นคนอื่นทำไม่ดี ไม่ทำงาน เล่นแต่ FB เข้า net ฯลฯ ตอนไม่เห็นใจก็ยังสบายดีอยู่ แต่พอไปเห็นเข้า ภาพที่มากระทบตาผ่านระบบประสาทจนเกิดการรับรู้ ถ้าจบแค่เห็นมันก็ไม่มีปัญหาอะไร พอดีเราโชคดี(หรือไม่ดี?)มีสมอง มีจิตใจที่จะคิดประมวลภาพเหตุการณ์ เปรียบเทียบ ให้ค่า ให้ความหมาย โดยอาศัยประสบการณ์ ความจำ ความคาดหวัง ความต้องการของเราเข้าไปปรุงภาพที่เห็น ปรุงไปปรุงมากลายเป็นความไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ไม่สามารถลบภาพ และข้อสรุปความเห็นความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับภาพที่เห็นออกไปจากใจได้ ก็เลยจมไปกับเรื่องราวแล้วเกิดเป็นความเบื่อ เซ็งขึ้น
สังเกตว่าความเบื่อเซ็งไม่ได้ลอยมาจากที่ไหน แต่เกิดขึ้นในใจเราเอง ขอเพียงแค่เราตระหนักรู้ถึงการเกิดขึ้นของความเบื่อ แล้วไม่หลงหรือเผลอไปปรุงต่อ ความเบื่อก็จะจบไปโดยไม่ต้องทำอะไรกับคนอื่น
Saturday, December 31, 2011 8:34:46 AM
เมื่อสติเกิดไว้ขึ้น จะรู้หรือเห็นผู้รู้ ถามว่า ใครเห็น ก็ตัวรู้ตัวใหม่ไปรู้อาการรู้ที่เกิดเมื่อครู่ ผู้รู้ตัวแรกที่จริงก็ยังเป็นอาการของจิต ไม่ใช่จิต แล้วก็มีอาการรู้ใหม่เกิดขึ้นคือรู้อาการรู้ที่เพิ่งดับไป กลายเป็นรู้ซ้อนรู้ จะซ้อนได้สั้นได้ยาวก็แล้วแต่กำลังสมาธิ อย่างไรก็ตามถ้าเห็นรู้ซ้อนรู้ไปเรื่อย ๆ ก็ยังคงรู้อาการของจิตอยู่ ถ้าสติระลึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่รู้คืออาการของจิต แล้วปล่อยอาการรู้เองนั่นถึงจะเข้าถึงจิตเดิมแท้ เป็นสภาวะที่เกิดจากสติที่เกิดขึ้นแล้วปล่อย จุดนั้นจะไม่มีอาการแยกระหว่างผู้รู้กับสิ่งถูกรู้ มีแต่สภาวะธรรมล้วน ๆ ไม่มีผู้ดูและสิ่งที่ถูกดู ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นกลางต่อสภาพรู้ ไม่มีการยึดถือตัวรู้
Friday, December 30, 2011 2:39:43 AM
อธิษฐานแปลว่า ตั้งใจปรารถนาที่จะกระทำ หรือตั้งจิตขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำอธิษฐานที่จะเป็นจริงได้ต้องเป็นอะไรที่เราสามารถจะทำได้ ฝึกฝนได้ด้วยตัวเราเอง ดังนั้นขอให้ตั้งใจปรารถนาที่จะทำอะไรดีๆ หรือขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้เรามีกำลังใจในการกระทำสิ่งดีกันนะครับ
๑. ฝีกฝนจิตใจให้ตั้งมั่นในความดี ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่ท่านหลงไปยึดว่าคือความยุติธรรม ที่หลงไปยึดเพราะความยุติธรรมของท่านเกิดจากการเปรียบเทียบ แล้วก็เปรียบเทียบด้านที่ท่านรู้สึกเสียเปรียบ ด้านที่ท่านได้เปรียบท่านไม่ได้มอง ทำให้ท่านต้องทุกข์ใจเพราะความคิด
๒. ฝึกฝนจิตใจเพื่อให้เข้าใจ เข้าถึงและยอมรับกฏธรรมชาติว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่จะเป็นไปตามความอยากได้ อยากเห็นของเรา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่สามารถจะดำรงคงตัวอยู่ได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่ายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน ไม่มัวแต่รักสุข เกลียดทุกข์ อะไรถูกใจน่าพอใจก็ยึดติด อยากได้อยากมี อะไรไม่ถูกใจ ไม่น่าพอใจก็เกลียด อยากหนีอยากปัดไปให้พ้น ๆ
๓. ฝึกฝนจิตใจให้เห็นคุณค่า และความหมายของการให้การแบ่งปันว่า ทำไปเพื่อชำระจิตจากความยึดมั่น หวงแหน ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ใช่ทำไปเพื่อหวังคำชม หวังได้บุญ หรือหวังได้ขึ้นสวรรค์
๔. ฝึกฝนจิตใจให้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม เคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ซ้ำเติมตัวเองให้หดหู่ เศร้าหมอง ไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น แม้เขาจะอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า
๕. ฝึกฝนจิตใจให้รู้เท่าทันความริษยา อาฆาต พยาบาทเพราะความริษยา อาฆาต พยาบาททำให้จิตใจเร่าร้อน
๖. ฝึกฝนจิตใจให้รู้เท่าทันความวิตกกังวล ฟุ้งซ่าน
๗. ฝึกฝนจิตใจให้รู้เท่าทันความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เพราะความอยากเหตุให้เกิดความทุกข์ ความดิ้นรน
๘. ฝึกฝนจิตใจให้คลายความหลงไปยึดมั่นในอัตตาตัวตน เพราะการยึดมั่นในอัตตาตัวตนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์สำหรับตนเองและผู้อื่น
๙. ฝึกฝนจิตใจให้รู้ทันการเผลอไปเพ่งโทษผู้อื่น การเพ่งโทษผู้อื่นทำให้ลืมดูตัวเอง และัยังเป็นการทำร้ายจิตใจตนเองอีกด้วย
๑๐. ฝึกฝนจิตใจให้สามารถให้อภัยตนเองและผู้อื่น
Wednesday, December 28, 2011 7:25:05 AM
เบื่อ
เบื่อเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งที่ทุกคนเคยเป็น เวลาเบื่อแล้วทำอะไรให้หายก็ไม่ค่อยหาย หรือหายไปเดี๋ยวก็เบื่อได้อีก เอาแน่เอานอนไม่ได้ ดังนั้นสรุปได้เลยว่า ความเบื่อไม่มีทางหายขาด ต้องเป็น ๆ หายๆ มาๆ ไปๆ ไปอีกนาน ถ้าเรายังเกลียดความเบื่อ ไม่อยากเบื่อ ก็คงต้องเซ็งกับความเบื่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะทำอย่างไรดีกับความเบื่อ
อยากชวนให้หัดอยู่กับความเบื่อดูบ้าง เบื่อก็ให้รู้ ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับมัน ฝึกซ้อมอยู่กับมันบ่อย ๆ ก็จะปรับตัวได้ เบื่อบ้างก็ได้ สนุกสนานเพลิดเพลินย้ังได้เลย ทำไมจะเบื่อบ้างไม่ได้ เจอคน เจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจก็เบื่อเป็นธรรมดา ทำความเข้าใจและยอมรับความเบื่อได้ ก็ไม่เดือดร้อนกับความเบื่ออีกต่อไป
วิธีฝึกก็คือให้รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองบ่อย ๆ ย้ำว่าให้แค่รู้ เมื่อรู้ก็จะไม่เป็น เช่น เมื่อรู้ว่ากังวล ก็จะเห็นความกังวลและไม่เป็นกังวลชั่วขณะ เมื่อเบื่อแล้วรู้สึกตัวจิตก็ละจากความเบื่อมาอยู่กับการรู้เนื้อรู้ตัว ความเบื่อก็หมดฤทธิ์ไปจากจิต ชั่วขณะ พักหนึ่งอาจจะเผลอไปกับความเบื่ออีก ก็รู้สึกตัวขึ้นมากอีก ฝึกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็อยู่กับความเบื่อได้ ย้ำว่าเบื่อไม่หาย และเบื่อมาแล้วไม่เดือดร้อน
ใช้ได้กับอารมณ์อื่นๆ ได้ด้วยนะครับ บ่นเบื่อคนนั้น เบื่อคนนี้ ที่จริงเบื่อมันเกิดที่ใจเรา ก็ต้องฝึกพัฒนาที่ใจเราครับ อย่ามัวคิดจะไปแก้ไขคนอื่น หรือสิ่งแวดล้อมอยู่เลย
Monday, December 26, 2011 8:40:51 AM
ใจที่ปกติ
ใจที่เป็นปกติมีลักษณะแจ่มใส เบา สบาย อ่อนโยน เวลาใจสบายร่างกายก็จะผ่อนคลายไปด้วย การดูแลจิตใจจึงถือเป็นการดูแลร่างกายไปด้วย
วิธีการรักษาใจให้เป็นปกติทำง่าย ๆ ดังนี้ครับ
อันดับแรกต้องรู้เท่าทันใจที่ไม่เป็นปกติก่อน ใจที่ไม่เป็นปกติจะมีลักษณะหนัก ๆ อึดอัด คับข้อง เครียด ฯลฯ
เมื่อรู้ทันแล้วก็ตัดสินใจเอาเองนะครับว่าจะเอาไว้ไหม ถ้าเอาไว้ก็ทุกข์บีบคั้น ถ้าปล่อยไปได้ใจก็จะกลับเป็นปกติ
ทำอย่างไรจะรู้ทัน?
หมั่นสังเกตใจของเราเองบ่อย ๆ ทดลองตอนนี้เลยก็ได้ครับ หลับตาซัก 1 นาที ดูซิใจหลงไปเรื่องอะไรบ้าง ไปอดีต ไปอนาคต ไปเรื่องงาน ไปเรื่องบ้าน เรื่องลูก เรืองการประเมิน เราแค่ดูแค่รู้อยู่เฉย ๆ บางคนที่เคยทำสมาธิก็อาจจะรู้ลมหายใจเข้าออก สงบเบาสบายก็ให้รู้ไปอย่างที่เป็นเท่านั้น
รู้ไม่ท้นแล้วทำอย่างไร? ก็ให้รู้ว่า ไม่ทัน แล้วก็แล้วไป
รู้แล้วจะได้อะไร? อ้นดับแรกคือ ได้รู้ อันดับต่อไปเวลาที่ใจไม่เป็นปกติจะรู้ตัวเร็วขึ้น ผลที่ตามมาเองคือ ใจที่ไม่ปกติจะน้อยลง ถูกคั่นด้วยใจที่เป็นปกติเป็นระยะ ๆ ความสุข ความผ่อนคลายจะค่อย ๆ มากขึ้น ย้ำว่าเราไม่ได้ฝึกเพื่อเอาสบาย เอาผ่อนคลาย เพราะถ้าจะเอาแล้วจะเครียด อยากสบายอยากผ่อนคลายก็เริ่มทุกข์แล้ว ยิ่งรู้แล้วยังไม่ผ่อนคลายก็จะพาลโกรธ โมโหตัวเองที่ทำไม่ได้
สรุปการรักษาใจให้เป็นปกติคือ การฝึกให้รู้ทันใจที่ไม่ปกติโดยการฝึกสติ
Tuesday, December 20, 2011 12:55:21 AM
สุขภาพใจ
สังเกตไหมว่า เราให้ความสนใจกับสุขภาพกายมากกว่าสุขภาพใจ เช่นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็นไข้ปวดหัว เราก็จะหายากิน พักผ่อนมากขึ้นโดยเข้านอนแต่หัวค่ำ หรือเมื่อเรารู้สึกว่าชักจะอ้วน น้ำหนักขึ้นแล้วเราก็จะระวังเรื่องการกิน
แล้วจิตใจของเราล่ะ เราดูแลอย่างไรบ้าง หลายครั้งเราจมอยู่กับไข้ทางใจ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลงไปฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง บีบคั้นใจ บางคนถึงขนาดเลยเถิดไปคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ บางครั้งเราก็ถูกความเครียดความกังวลครอบงำอยู่นานโดยไม่รุ้ตัวจนมีอาการแสดงทางร่างกาย เช่นปวดหัว ปวดท้อง ใจสั่น นอนไม่หลับ
ถ้าหากเราสามารถรับรู้สภาพจิตใจได้ชัด ได้ไวอย่างเช่นการรับรู้สภาพร่างกาย เราก็จะหันมาดูแลจิตใจได้ดีขึ้น
ทำอย่างไรถึงจะรับรู้สุขภาพใจได้ล่ะ?
คำตอบคือ ฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน คือหมั่นสังเกตกายสังเกตใจตนเองไปเรื่อยๆ กายเป็นอย่างไร รู้อย่างนั้น ใจเป็นอย่างไรรู้อย่างนั้น ไม่ว่าจะหลงไปอดีต หลงไปอนาคต หลงไปกับความคิดฟุ้งซ่าน หลงไปกับความกังวล ฯลฯ ให้รู้ เมื่อรู้แล้ว ก็หายหลงทันที การเป็นจิตที่ตื่นจากความหลง เป็นผู้ตื่นที่ละขณะๆ ตื่นบ่อยๆ ก็จะค่อยๆเบิกบานขึ้น
ขอให้ถึงความเป็นผู้รู้ตื่น รู้เบิกบานทุกๆคนครับ
Thursday, December 15, 2011 4:20:22 AM
ทำงานอย่างมีสติ
เราได้ยินคำแนะนำ คำสั่งสอนว่าให้ทำอะไรอย่างมีสติ แต่แปลกเราไม่เคยสงสัยหรือตั้งคำถามเลยว่า ทำอะไรอย่างมีสติมันแปลว่าอะไร มันต้องทำอะไร อย่างไร ที่เป็นอยู่มันไม่มีสติหรือยังไง ทำไมต้องเน้นกันอีก
ลองอ่านดูเพื่อให้ได้ขอสรุปสำหรับตัวเองว่าทำอะไรอย่างมีสติเป็นอย่างไร
การทำอะไรอย่างมีสติประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบคือ
๑. รู้ว่าทำอะไร
๒. รู้ว่าเพื่ออะไร
๓. รู้ว่าทำอย่างไร
๔. ขณะทำรู้เนื้อรู้ตัว หรือขณะทำไม่หลง ไม่เผลอ
ตัวอย่างเช่น กำลังพิมพ์งาน ก็ให้รู้ว่าพิมพ์งาน เท่านั้นไม่พอต้องรู้ว่าพิมพ์ไปเพื่ออะไร เมื่อรู้ว่าทำเพื่ออะไรก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องใส่ใจระวังอะไรบ้าง สุดท้ายสำคัญที่สุดขณะที่พิมพ์ใจต้องอยู่กับงานที่ทำกำลังพิมพ์อยู่ แต่ก็ห้ามไม่ให้เผลอคิดไปต่างๆนานาได้ ถ้านึกรู้ขึ้นมาได้ว่า ใจเผลอ ใจลอยออกไป ก็จะกลับมาอยู่กับงานได้เร็ว เรียกว่าเกิดสติขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ว่าใจลอย เผลอไปแล้ว ก็จะจมไปกับเรื่องราวที่คิด ทำให้พิมพ์งานผิด ตกหล่นได้ ข้อสุดท้ายเราตั้งใจไม่ให้เผลอ ไม่ให้หลงไปไม่ได้ แต่ฝึกให้รู้ทันเร็วๆ เวลาที่เผลอ ที่หลงได้
Friday, December 9, 2011 4:43:33 AM
สติไม่ได้เป็นยาครอบจักรวาลสำหรับการแก้ปัญหาของโลกที่มี แต่จะใช้เป็นกลยุทธ์ในทางปฏิบัติสำหรับการเผชิญกับความเป็นจริง คุณอาจไม่สามารถที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่เป็นชีวิตของคุณ ในที่ทำงานหรือที่บ้าน แต่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะรับรู้ รู้สึก หรือเข้าใจเหตุการณ์ในชีวิต ในการทำงานและที่บ้านอย่างไร และยิ่งคุณใช้ชีวิตเป็นปัจจุบันมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีทางเลือกมากเท่านั้น
Wednesday, November 23, 2011 4:59:56 AM
เป็นห่วงผู้ประสบภัยว่า จะเครียด เป็นทุกข์มากขึ้นมาอีกตอนกลับเข้าบ้าน ได้เขียนกระทู้เตือนไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม
ผมขออนุญาตเริ่มต้นการซักซ้อมเตรียมใจนะครับ และเชิญใครที่มีประสบการณ์เข้าบ้านแล้วเจออะไรที่คาดไม่ถึง อยากเตือน อยากบอกคนที่กำลังจะกลับเข้าไปฟื้นฟูบ้านขอความกรุณาด้วยนะครับ ช่วยๆกันนะครับ
๑. พอถึงบ้านเห็นขยะเต็มไปหมด จะปลอบใจตัวเองว่าอย่างไร? (ขยะที่เห็นมากพอแล้ว อย่าเติมขยะในใจเลยเรา)
๒. น้ำเน่ากลิ่นแรงมากจะทำอย่างไรเพื่อประคับประครองจิตใจ? (ไม่ต้องห่วงฉันเตรียมน้ำชีวภาพมาแล้ว เดี๋ยวได้เจอกัน)
๓. ประตูเปิดไม่ได้ ไม้บวม ทำไงดี? (นึกแล้วว่าต้องเจอแบบนี้ ไม่มีปัญหาเตรียมอุปกรณ์พร้อมหายห่วง)
๔. คราบสกปรกตามข้างฝา ที่พื้นเขลอะเลยจะไหวไหม? (เฮ้ย! มันบ้านที่เรานี่ มันถูกน้องน้ำรังแกเสียยับแบบนี้ เราก็ต้องดูแลรักษาฟื้นฟูมันขึ้นมา)
๕. ยุงเต็มบ้าน
๖. มีคราบงู
๗. ตู้เย็นขึ้นรา
๙. ไฟฟ้าไม่ติด
๑๐. ฯลฯ
ใครมีประสบการณ์ช่วยกันแบ่งปันด้วยครับ คนที่กำลังจะเข้าบ้านจะได้เตรียมตัว ได้บุญได้กุศลมหาศาล ไม่แพ้งานจิตอาสาแน่นอน
Tuesday, November 22, 2011 1:26:59 AM
เช้านี้ได้ดูรูปบ้านเจ้าหน้าที่ที่ได้ทำความสะอาดไปบ้างแล้ว ก่อนทำหลังทำแตกต่างกันมาก ภาพก่อนทำความสะอาดเห็นแล้วจิตตก ภาพหลังทำความสะอาดคนละเรื่องเห็นจิตใจผ่อนคลาย ให้กำลังใจดี
ธรรมชาติของจิตนั้นไม่หยุดนิ่ง แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อม เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงปรารถนาจิตก็เคร่งเครียด บีบคั้น หดหู่ เศร้าหมอง เมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นดั่งใจ จิตก็ผ่อนคลายมีความสุข
ถ้าเราไม่มีสติระลึกรู้เท่าทันอาการของจิตที่แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อม (รวมนิสัย คำพูด ความคิด พฤติกรรมของคนด้วย) แล้วหลงไปกับอาการนั้นก็จะทำให้เราจมอยู่กับอาการนั้นนาน แล้วก็จะตามมาด้วยความคิด ความปรุงแต่งไปตามประสบการณ์ความจำได้หมายรู้ของจิต ถ้าจมไปกับความไม่พอใจ ก็เป็นทุกข์เป็นร้อน หงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก
การประสบพบเจอกับสิ่งเร้าที่ไ่ม่พึงปรารถนา ไม่น่าพอใจเหมือนโดนลูกศรยิงมาปักอกดอกแรก
การหลงไปกับความไม่พอใจที่ต้องพบกับสิ่งเหล่านั้นเหมือนลูกศรดอกที่สอง ดอกที่สองนี้เรายิงตัวเอง ถ้าหลงขาดสติไม่รู้ตัวก็จะโดนลูกศรยิงกระหน่ำเป็นชุด จนทรุดจมกองเลือด
แต่ถ้าเกิดสติระลึกขึ้นมาได้ว่าเผลอไปซ้ำเติมตัวเอง ก็ไม่โดนกระหน่ำซ้ำเติมมาก บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สติจะป้องกันไม่ให้บาดเจ็บมากเกินจำเป็น
ถ้าเทียบกับน้ำท่วมก็คือเสียทรัพย์แล้วรู้สึกแย่ (คือลูกศรดอกแรก) แล้วเผลอนึกตำหนิตัวเอง หงุดหงิด คนรอบข้าง (ลูกสรดอกที่สอง) ถ้ารู้สึกตัวเร็วก็จบ ถ้าไม่รู้สึกตัวก็จะพาลไปอีกหลายดอกนะครับ
ขอดอกเดียวพอไหมครับ?
Monday, November 21, 2011 1:11:06 PM
น้ำลดแล้วหลายคนเริ่มเข้าไปสำรวจสภาพบ้าน ภาพที่เห็นคงหนีไม่พ้นขยะ สิ่งปฏิกูล ความเสียหาย ถ้าขาดสติใจเราที่ปกติเป็นกระถางก็จะกลายเป็นกระโถนหรือถังขยะไปทันที เผลอไปคิด ไปปรุงแต่ง หงุดหงิด โมโหตัวเองที่ไม่ได้เก็บของชิ้นนั้นชิ้นนี้ โมโหคนในบ้านที่ไม่เชื่อ ดื้อ บอกไม่ฟัง
"อันนี้ถ้ายกสูงอีกหน่อยก็คงพ้นแล้ว เธอไม่น่าเบรคฉันเลย ว่าท่วมก็ไม่สูงหรอก แล้วดูซิ"
"บอกแล้วว่าท่วมนิดเดียวก็ไม่เชื่อ ขนของเหนื่อยเปล่า นี่ต้องขนลงอีก"
ฯลฯ
ถ้าหลงอดีต หลงไปกับอารมณ์ปัจจุบัน(หงุดหงิด เซ็ง ยินร้าย ฯลฯ) อย่างนี้นอกจากเจอขยะภายนอกแล้ว ยังสร้างขยะขึ้นภายใจใน ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว เผลอไปคิดแล้วไม่สบายใจก็ไม่ควรคิด ถ้าฝึกสติมาเรื่อย ๆ ก็คงพอ "เอาอยู" แต่ถ้าไม่ได้ฝึกก็ลำบากเหมือนกัน มีบางคนฝึกมาเหมือนกัน แต่ "เอาไม่อยู่" นึกตำหนิตัวเองว่าอุตส่าห์ฝึกฝนเรียนรู้มา ทำไมเอาไม่อยู่ โดยลืมไปว่า ถ้าไม่ฝึกมาเลยป่านนี้อาจจะสร้างขยะอารมณ์กองโตกว่านี้
น้ำลดแล้วควรจะเบาใจว่าผ่านจุดวิกฤตไปแล้ว ที่เหลือเป็นขยะ เป็นซากความเสียหายก็ให้มันหยุดอยู่แค่นี้ อย่าสร้างความเสียหายให้จิตให้ใจตนเองและผู้อื่นเลยครับ ขยะอารมณ์ แกงบูด เจอแล้วก็ทิ้งไปเถอะครับ
ระวังจะเผลอไปหวังอีกว่าต้องทำใจให้ได้ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ให้รู้สึกตัวเข้าไว้ก็พอครับ ทำไม่ได้แล้วเครียดก็ให้รู้ตัว ทำได้ดีใจก็ให้รู้ตัว วันนี้ทำใจได้ พรุ่งนี้ก็อาจจะเผลอไปกับขยะอารมณ์หรือแกงบูได้อีกเป็นปกติธรรมดา
Sunday, November 13, 2011 2:06:03 AM
ตอบคำถามที่มีคนถาม
๑. วิธีคลายเครียดในสถานการณ์น้ำท่วมมีกี่วิธี
คำตอบ กี่วิธีไม่สำคัญครับ รู้สารพัดวิธีแต่ไม่ได้ทำ ทำไม่ได้ซักวิธีก็ไม่มีประโยชน์ ที่จริงมีคำแนะนำไว้หลายวิธีมาก ผมขอเอาวิธีที่ผมถนัดและอยู่ในประเด็นการพัฒนาจิตด้วย คือคลายเครียดแล้วจิตได้รับการพัฒนาไปด้วย
ลองกลับไปอ่านกระทู้ก่อนๆ ดูนะครับ หลักการคือ เราเครียดเพราะคิด เพราะดำริ แต่พอเวลาที่เรามีอะไรทำเพลิน ไม่นึกถึงมันความเครียดก็หายไป เขาถึงแนะนำว่าให้หาอะไรทำ แต่ใครมันจะมีอะไรทำตลอดไม่ว่างเลย เราก็เลยต้องฝึกให้รู้ทันเวลาใจเผลอ หรือหลงไปคิดเรื่องไม่ดี คิดแล้วไม่พอใจ คิดแล้วอยากโน่นนี่นั่น สังเกตว่าถ้าไม่หลงคิดไปนานมันไม่ค่อยเครียด มันจะเครียดเวลาหลงหรือเผลอไปคิดนานเพราะคิดนานแล้วมักปรุงแต่ง แล้วก็ชอบแต่งชอบปรุงไปในทางให้ทุกข์ ให้หนักใจ ปรุงให้เครียดให้วิตกกังวล ไม่ค่อยปรุงไปในทางผ่อนคลาย เรียกภาษาวัยรุ่นว่า Build เมื่อเราฝึกให้รู้สึกตัวขึ้นมาได้เวลาเผลอหรือหลงไปคิด ความคิดลบๆทั้งหลายก็สั้นลง คือยัง build ไม่ได้ที่มันก็ไม่ค่อยบีบคั้นว่นวายใจ เอาย่อ ๆ แค่นี้ก่อนนะครับ
๒. วิธีเจริญสติใช้ในที่ทำงานที่มีคนมากมาย
คำตอบการเจริญสติใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่มีเลือกเฉพาะที่ไหนสถานการณ์ไหน กับคนหมู่มากก็จะมีสิ่งเร้าทางตา หู และทางใจ อาจจะมีทางจมูกบ้างถ้ามีใครไม่อาบน้ำ หรือกลิ่นตัวแรง วิธีการฝึกสติเราก็อาศัยสิ่งเร้าเหล่านี้เป็นเครื่องฝึก เห็นอะไรแล้วคิดปรุงแต่งก็ให้รู้สึกตัวคือให้รู้ว่า คิดปรุงแต่ง ได้ยินอะไรแล้วไม่พอใจให้รู้ว่าจิตเกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด เบื่อ เซ็ง เหงา ฯลฯ ก็แค่รู้ว่า ความรู้สึกเหล่านั้นโผ่ลมากระทบใจ พอรู้แล้วจะพอมีโอกาสได้เลือกที่จะปล่อย เลือกที่จะวาง แต่ถ้าไม่รู้ จะหลงไปยึด ไปหมายมั่นเรื่องราวหรือสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ปรุง ก็แต่งไปต่างๆ นานา
สรุปฝึกโดยหมั่นรู้สึกตัวบ่อย ๆ กลับไปอ่านกระทู้ที่ผ่าน ๆ มา จะเข้าใจครับ
๓. วิธีแผ่เมตตาที่สั้น ๆ กระทัดรัดและได้ผลเร็ว
คำตอบ การแผ่เมตตาเป็นการทำจิตให้เป็นกุศล ให้ผ่องใส เป็นการให้ ไม่ใช่การเอา ดังนั้นเวลาแผ่เมตตา ก็คือให้ความหวังดี ปรารถนาดี เพื่อให้เขาพ้นทุกข์ พ้นโศก ไม่ใช่เพื่อให้เราได้โน่นนี่่นั่น อย่างนี้ไม่ใช่การแผ่เมตตาที่ถูกต้อง อาจจะมีบ้างที่เป็นการเติมกำลังใจ เช่นขอให้ดวงตาเห็นธรรม แต่มันขอไม่ได้หรอกครับ มันต้องฝึกครับ
คำว่าแผ่ มันมีนัยคือ ออกไป กว้างออกไป แผ่เมตตาต้องใจกว้าง ๆ เป็นกุศล ไม่มีความโลภ ความอยากนะครับ
๔. วิธีระงับความโกรธ
ตำตอบ ฝึกสติบ่อย ๆ ครับ รู้สึกตัวเวลารำคาญเล็กน้อย หงุดหงิด ฉุน ไม่พอใจ ถ้ารู้สึกตัวเร็วก็พอยั้งได้ แต่ถ้าไม่ฝึกเลย จะให้ระงับอารมณ์ที่มันระิเบิด อย่างนี้ไม่ได้แน่ครับ สรุปต้องฝึกสติในชีวิตประจำวันอีกนั่นแหละครับ
๕. วิธีนั่งสมาธิง่าย ๆ แต่สงบนิ่งเร็ว
คำตอบ ก่อนอื่นต้องรู้ทันใจตัวเองก่อนว่าจะนั่งสมาธิเพื่ออะไร อย่างที่ถาม พอนั่งก็มีความอยากทันที คืออยากสงบเร็ว ๆ อย่างนี้ไม่สงบ ไม่ได้ผล แล้วเลยพาให้เบื่อท้อ เลิกปฏิบัติ เราต้องเริ่มด้วยมีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) ว่าเรานั่งสมาธิเพื่ออะไร นักปฏิบัตินั่งสมาธิ เดินจงกรมเพื่อให้เกิดสติ รู้สึกตัวครับ ไม่ใช่เอาสงบ สงบจะเป็นผลตามมาภายหลัง หลังจากที่ฝึกไปแล้วสติเกิดบ่อย ความสงบ ระงับก็จะตามมาเอง ดังนั้นการนั่งสมาธิ ต้องนั่งอย่างสติสัมปชัญญะ รู้นั่ง นั่งเพื่ออะไร นั่งอย่างไร ขณะนั่งรู้เนื้อรู้ตัว ใจลอยไปก็ให้รู้สึกตัว เบื่อก็รู้สึกตัวขึ้นมา สงบก็รู้สึก นั่งแบบนี้ง่ายดีครับ แค่รู้อย่างที่เป็น ไม่เอาอะไร ไม่มีได้ ไม่มีเสีย มีแต่รู้ กับไม่รู้ ไม่รู้ก็ให้รู้ว่ามันไม่รู้ คือมันหลง คิดไปอยากได้ผล อยากสงบก็ให้รู้ว่าเผลอไปอยากได้ความสงบ จิตจะสงบได้เกิดจากการละความอยาก ความไม่อยาก ความยินดี ความยินร้าย ไม่ใช่สงบเพราะกด เพราะข่ม สงบเพราะกด เพราะข่มก็ทำได้นะครับ แต่ต้องฝึกกันเข้มข้นมาก
Friday, November 11, 2011 1:01:46 PM
สติไม่ทำให้สมหวัง แต่สติทำอยู่กับความผิดหวังได้โดยไม่ท้อใจ
สติไม่ทำให้คนชม แต่สติทำให้อยู่กับเสียงติฉินนินทาได้
สติไม่ทำให้ชนะ แต่สติทำให้อยู่กับความพ่ายแพ้ได้
สติไม่ทำให้หายเหงา แต่สติทำให้อยู่กับความเหงาได้
สติไม่ทำให้หายกลัว แต่สติทำให้ก้าวข้ามความกลัว
สติไม่ทำให้รวย แต่สติทำให้มีความสุขโดยไม่ต้องรวย
สติไม่ทำหายป่วย แต่สติทำให้อยู่กับความเจ็บป่วยได้
สติไม่ทำให้น้ำลด แต่สติทำให้อยู่กับน้ำได้
สติไม่ทำให้หายทุกข์ แต่สติทำให้เห็น(พ้น)ทุกข์
Friday, October 28, 2011 12:14:52 AM
มีคำแนะนำมากมายที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วม แต่ที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงกันคือเรื่องจิตใจ
ในสภาวะแบบนี้จิตใจถูกกระทบอย่างมาก ไหนจะโดนเอง เห็นคนอื่นโดน มีญาติผู้สูงอายุ มีลูกเล็ก มีสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ถ้าขาดสติอะไรมันก็จะยุ่งเหยิงไปหมด ที่จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นธรรมะ ธรรมชาติ แต่ใจเราไม่อยากเจอ ไม่อยากให้มัันเกิด แล้วเราก็ยึดว่า สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด มันไม่ควรเกิด ไม่น่าเกิด อันนี้คือ ตัณหาอย่างหนึ่ง คืออยากได้ดั่งใจเรา มันก็เกิดความขัดแย้งระหว่างความจริงตามธรรมชาติ กับความปรารถนาอยากได้ของเรา เมื่อมีความขัดแย้งก็เกิดความบีบคั้้นเป็นทุกข์ จิตใจปั่นป่วนว้าวุ่น
ดังนั้นการยอมรับว่าธรรมชาติมีอะไรเกิดขึ้นมันสมควร สมเหตุ สมผลของมัน ไม่หลงไปยึดตามใจเรา ไม่หลงไปกับไม่ชอบ ไม่อยากเจอ จิตใจก็จะตั้งมั่น สงบขี้น คิดอ่านตัดสินใจอะไรก็ละเอียดรอบครอบ ไม่ฟุ้งซ่านปรุงแต่งอะไรไปยาว
สังเกตว่าพอเราเผลอ ๆ ไปเดี๋ยวก็คิดโน่นนี่นั่น เกิดความวิตกกังวล ว้าวุ่น หนักใจขึ้นมา มันเกิดตอนเผลอเท่านั้น ถ้าไม่เผลอสติ อยู่กับปัจจุบันคือรู้กายรู้ใจ เรื่องวุ่นในใจก็น้อยลง สั้นลง มีความทุกข์บีบคั้นใจน้อยลง
ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเฉย ไม่รู้สึกรู้สา สัญชาตญาณการระวังภัยยังทำงาน สติช่วยให้ทำงานอย่างเป็นระบบ
Thursday, October 20, 2011 12:54:35 PM
เครียดน้ำท่วม
อันดับแรกทำความเข้าใจก่อนว่าธรรมชาติจิตทำหน้าที่คิด นึก ปรุงแต่ง จะห้ามไม่ให้คิด ไม่ให้นึก ไม่ใ้ห้ปรุงแต่งไม่ได้ ดังนั้นเป็นธรรมดาที่เราจะเผลอหรือหลงไปคิด นึกปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา ถ้าเผลอหรือหลงไปคิดนานก็จะเป็นเรื่องเป็นราวอย่างโน่นอย่างนี้ จินตนาการไปต่างๆ และมักจะไปในทางร้าย ทางลบ
อันดับต่อมาจิตฝึกฝนได้ ฝึกฝนให้มีสติรู้สึกตัวได้ เมื่อเกิดสติรู้ตัวว่าเผลอหรือหลงไปคิด ไปนึกก็หยุดเผลอ หยุดหลง หยุดปรุงแต่ง ก็ไม่มีเรื่อง มีราวในทางร้ายปรากฏขึ้นในใจ
เมื่อมีสติรู้สึกตัวบ่อย ๆ ความเครียดความกังวลก็ลด สั้นลง ความรู้ผ่อนคลายก็จะค่อยปรากฏขึ้นเอง
Sunday, October 9, 2011 1:39:54 AM
กฎธรรมชาติที่เราไม่ค่อยได้นึกถึงและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับกฎนั้นคือ กฎไตรลักษณ์
อะไรมันไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เราเผลอไปยึดไปหวังให้อะไรมันเที่ยงแท้ แน่นอนอยู่มากน้อยแค่ไหน?
อะไรก็ตามเป็นทุกข์ ไม่สามารถจะคงทนดำรงอยู่ด้วยตัวเอง แปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย เราเผลอไปยึดไปหวังอะไรให้มันคงทนถาวรอยู่มากน้อยแค่ไหน?
อะไรก็ตามมันไม่มีตัวตนแท้จริง ทุกอย่างมีขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย เราเผลอไปยึดไปอยากอะไรให้มันเป็นอย่างใจเราอยากมาน้อยแค่ไหน?
Sunday, September 25, 2011 4:15:49 AM
ครั้งก่อนยกประเด็นเรื่อง รู้ กับ รู้ว่ารู้ ก็ยังอาจจะเข้าใจยาก ครั้งนี้จะลองอธิบายให้เห็นภาพอีกแบบ
รู้สึก คิด นึก เห็น ได้ยิน รู้รส ได้กลิ่น รู้สัมผัส เปรียบเหมือนกล้อง VDO หรือกล้องถ่ายภาพที่รับสัญญาณแล้วบันทึกไว้
รู้ว่ารู้สึก รู้ว่าคิด รู้ว่านึก รู้ว่าเห็น รู้ว่าไ้ด้ยิน รู้ว่าได้กลิ่น รู้ว่าีมีสัมผัส เปรียบเหมือนคนถ่ายภาพที่่ถือกล้อง รู้ว่ากล้องกำลังทำการบันทึกภาพ
คนถือกล้องเป็นสติสัมปชัญญะ อยู่เหนือการรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
การเจริญสติปัฏฐาน อย่าทำตัวเป็นกล้องที่ focus ไปที่ภาพที่ถ่าย คือ มีลมเข้าลมออก ท้องพองยุบ มีกาย มีเวทนา แต่ให้เป็นคนถ่ายภาพ คือ มีลมและมีเราที่รู้ว่ามีลมเข้าลมออก มีท้องพองยุบและมีเรารู้ว่ามีท้องพองท้องยุบ ฯลฯ
รู้แบบคนถ่ายภาพจึงจะเรียกว่ารู้ตัวทั่วพร้อม
Sunday, September 18, 2011 11:42:08 AM
รู้ว่ารู้
การฝึกสติตามแนวสติปัฎฐานนั้นมีข้อสังเกตที่สำคัญที่นักปฏิบัติจะต้องสังเกตเรียนรู้ให้เข้าใจระหว่าง รู้ กับรู้ว่ารู้ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เห็นไม่เหมือนกับรู้ว่าเห็น ได้ยินไม่เหมือนกับรู้ว่าได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ไม่เหมือนกับรู้ว่าได้ยิน รู้ว่าได้กลิ่น รู้ว่ารู้รส รู้ว่ารู้สึกสัมผัส ที่สำคัญประการสุดท้ายคือ คิด กับรู้ว่าคิดไม่เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตและแยกสองภาวะที่ยกตัวอย่างเป็นคู่ ๆ ออกจากกันให้ได้ เวลาที่เราฝึกสติจะใส่ใจกับ "รู้ว่ารู้สึก"
ดังนั้นเวลามีความโกรธเกิดขึ้น ให้รู้ว่าความโกรธปรากฎ ไม่ใช่เราโกรธ แต่เรารู้ว่ามีความโกรธปรากฎ ถ้าไม่รู้ว่ามีความโกรธปรากฏเราก็จะหลงไปกับความโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ
Tuesday, June 14, 2011 12:01:59 AM
รอคอย
ทารก - เมื่อไหร่จะเดินได้ จะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง
เด็ก - เมื่อไหร่จะโต จะได้ไปโรงเรียนกับพี่ๆ
เด็กประถม - เมื่อไหร่จะได้ขึ้นมัธยม จะได้ไม่ต้องหิ้วกระเป๋าหนักๆ
เด็กมัธยม - เมื่อไหร่จะได้เข้ามหาวิทยาลัย จะได้รับผิดชอบตัวเอง ไม่ต้องถูกควบคุม
นักศึกษามหาวิทยาลัย - เมื่อไหร่จะจบ จะได้ไปหางานทำ หาเงินใช้เอง เบื่อชีวิตนักเรียนเต็มที
บัณฑิต - เมื่อไหร่จะสมัครงานได้เสียที เบื่อไม่มีอะไรทำ ข้อเงินพ่อ แม่ใช้ โดนบ่นอีก
คนทำงาน ๑ - เมื่อไหร่จะรวย จะมีรถ มีบ้าน จะได้วางแผนแต่งงาน
คนทำงาน ๒ - เมื่อไหร่จะถึงวันศุกร์เสียที จะพักผ่อน นอนเต็มที่
คนทำงาน ๓ - เมื่อไหร่จะได้สองขั้นกับเขาบ้าง จะได้รู้ว่า เป็นลูกน้องที่หัวหน้าเห็นคุณค่า
ลูกน้อง - เมื่อไหร่จะได้เป็นหัวหน้า จะได้ไม่เหนื่อย ชี้นิ้วสั่งงานสบาย
หัวหน้า - เมื่อไหร่จะมี early retired จะได้สบายเสียที ทำงานปกครองคนนี่มันเหนื่อยจริง ไม่ได้ดั่งใจเลย
คนมีครอบครัว - เมื่อไหร่จะมีลูก จะได้มีความสุขพ่อแม่ลูก
คนมีลูก - เมื่อไหร่จะคลอดเสียที อึดอัดแย่แล้ว
แม่ลูกอ่อน - เมื่อไหร่ลูกจะพูดเสียที จะได้แน่ใจว่าไม่เป็นออทิสติก
แม่ลูกอ่อน - เมื่อไหร่ลูกจะหย่านมเสียที จะได้ไม่ต้องกระเตง ๆ ๆ
คิดต่อกันเองนะครับ เรารอคอยอะไรกันอีกสารพัด
ไม่ได้เน้นสำนวน แง่คิด อะไรให้จดจำ แค่เตือนให้หมั่นฝึกฝนให้มีสติสัมปัญญะ อยู่กับปัจจุบันได้ หากปัจจุบันไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็คงหลงรอคอย โหยหา อะไรที่คิดเอาเองว่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เป็นคำตอบที่ดีกว่า ให้ความสุขมากกว่า มองข้ามความสุข สิ่งดีงามที่อยู่ตรงหน้า
เราจะหลงรอคอยเป็นพัก ๆ เวลามันเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ เท่านั้นแหละครับ ไม่ได้เป็นตลอด ฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่พอใจปัจจุบัน ให้รู้สึกตัวขึ้นมา อ๋อ! เผลอไปนี่เรา ย้ำว่า ให้หมั่นฝึกฝนดูกาย ดูใจไป ลำพังการอ่านแล้วจดจำ ไม่ฝึกฝน จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะอีกไม่นานก็ลืมแล้ว
Friday, June 10, 2011 12:28:48 AM
จิตเป็นสมาธิ
จิตเป็นสมาธิไม่ได้หมายถึงจิตที่สงบนิ่ง จดจ่ออยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แต่หมายถึงจิตที่ตั้งมั่น ไม่ซัดส่ายไปกับอะไรที่เข้ามากระทบ เปรียบเทียบจิตที่เป็นสมาธิดั่งใบบัว อารมณ์ที่กระทบจิตเหมือนหยดน้ำ สังเกตว่าน้ำไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำให้ใบบัวเปียกเลย ได้แต่กลิ้งไป กลิ้งมา ต่างคนต่างอยู่ จะน้ำหยดเล็ก ใหญ่ ใส ขุ่น มาก น้อย ใบบัวก็ยังแห้งเป็นธรรมชาติ เป็นปกติ ไม่เปลี่ยนแปลง
จิตที่ไม่เป็นสมาธิ ไม่ตั้งมั่นจะเหมือนกระดาษซับหรือกระดาษทิชชูที่เปียกชื้น เวลามีอะไรหยดลงไปก็จะซึม แผ่ ซ่านไปทั่ว เมื่อฝึกให้มีสติสัมปชัญญะไปเรื่อย ๆ กระดาษซับก็แห้ง น้ำที่หยดลงมาก็จะซึมไปได้ไม่มาก จำกัดขอบเขตอยู่ได้ จะกว้างแค่ไหนก็ขึ้นกับหยดเล็ก หรือใหญ่ เรียกว่าจิตได้รับผลกระทบจากอารมณ์น้อยลง เรื่องเล็กๆ ก็อาจจะไม่รู้อะไรมาก เรื่องใหญ่ก็หวั่นไหวหรือหลงไปบ้าง แต่พอจิตตั้งมั่นเต็มเป็นเหมือนใบบัว ดำรงความเป็นกลางต่อสิ่งกระทบได้
การฝึกฝนให้จิตตั้งมั่นเริ่มต้นด้วยฝึกการรู้สึกตัวคือมีสติสัมปชัญญะ
Sunday, June 5, 2011 3:08:48 AM
"เรา" (Self)
"เรา" (ฉัน กู) เป็นสภาวะธรรมอย่างหนึ่งหรือจะว่าเป็นความรู้สึก เป็นประสบการณ์ที่ปรากฎให้รับรู้ได้ (อาจจะ เรียกว่า sense of self) "เรา" ไม่ได้มีอยู่ลอย ๆโดด ๆ แต่เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง สังเกตง่าย ๆ ว่า "เรา" ปรากฎขึ้นให้รับรู้ได้มากบ้างน้อยบาง บางที "เรา" ยิ่งใหญ่มั่นคงไ่ม่เกรงกลัวใคร บางที "เรา" ก็เล็กหวั่นไหว ไม่มั่นคง บางที "เรา" ก็ไม่ีมี คือไม่รู้สึกถึงว่า มี "เรา" อยู่ ภายในวันหนึ่ง ๆ "เรา" แปรเปลี่ยนไปได้หลายระดับ เมื่อเราฝึกสติก็จะเข้าไปรับรู้ปรากฏการณ์การแปรเปลี่ยนของสภาวะที่เรียกว่า "เรา" บ่อย ๆ เนื่อง ๆ จิตจะเกิดปัญญาเห็นแจ้งและยอมรับว่า "เรา" ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เมื่อจิตเห็นแจ้งแบบนี้แล้วก็จะคลายความยึดมั่นถือมันใน "เรา" เมื่อมี "เรา" ปรากฏก็รู้และให้ "เรา" ทำงานไปด้วยความเข้าใจว่า "เรา" ปรากฏขึ้นมาเพราะเหตุ และให้ "เรา" ทำหน้าที่ไปตามที่ควร หมดหน้าที่แล้ว "เรา" ก็หมดไป เมื่อใดที่ "เรา" ไร้ค่า หมดความหมายก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เป็นแค่สภาวะเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง ไม่หลงจมไปกับความรู้สึกว่า "เรา" ไร้ค่า แค่รู้แค่ดูไป ดูแบบไม่มี "เรา" ดู เป็นแค่สภาวะรู้เท่านั้น
Wednesday, June 1, 2011 6:43:41 AM
ของเรา ไม่ใช่เรา
สิ่งของ ทรัพย์สมบัติของเรา ไม่ใช่เรา ความคิด ความรู้สึกของเราก็ไม่ไช่เรา กายใจของเราก็ไม่ใช่เราเช่นกัน ดังนั้นขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเรา ไม่ใช่เรา แต่เรามักเผลอหรือหลงไปยึดแล้วปักใจว่ามันเป็นเรา ถ้ารู้ทันถึงความหลงไปยึด ไปถือ ภาระที่เกิดจากขันธ์ก็จะเบาบางลง รู้ทันบ่อยๆ ก็จะแจ้งชัดตามจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา แต่ยังมีความรู้สึกว่า เป็น "ของเรา" คือยังเหลือ "เรา" เป็นตัวเป็นตนไปเป็นเจ้าของอยู่ ก็ต้องปฎิบัติภาวนาต่อไปจนมีปัญญาเห็นแจ้งว่า "เรา" ไม่ได้เป็นตัวเป็นตน แต่เป็นแค่สภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
Friday, May 6, 2011 4:49:05 AM
ตั้งโจทย์ให้ถูก
ไม่ควรถามว่า ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข แต่ให้ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ อย่างนี้จึงจะสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
Monday, May 2, 2011 12:49:30 AM
ความพอดี
ความพอดีของคนอยู่ตรงที่มีสติสัมปชัญญะ เมื่อไหร่ก็ตามที่ดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ รู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลงไปกับความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อนั้นก็จะอยู่ในความพอดี
แล้วทำอย่างไรถึงจะพอดี?
ตอบว่า อยากพอดีมันก็ไม่พอดีแล้ว วิธีการเข้าถึงความพอดีคือ ศึกษาเรียนรู้ความไม่พอดีนี่แหละ ศึกษาเรียนรู้ความโลภ ความโกรธ ความหลง และลูกหลานเหลนของมัน เมื่อเรียนรู้ไปจะเห็นธรรมชาติของมันว่า ไม่เที่ยงไม่คงตัว อยู่ชั่วคราว และเห็นโทษของมันหากหลงไปยึดมั่นถือมั่น
สรุปว่าหมั่นศึกษาที่จิตที่ใจของเรา สังเกตความคิด ความนึก ความรู้สึกที่ปรากฎในใจ แล้วความพอดีจะค่อยๆ เกิดขึ้นเอง
Monday, April 18, 2011 9:24:15 AM
เทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ชีวิตก็กลับสู่สภาวะปกติ สภาวะปกตินี้หมายถึงว่า เป็นธรรมชาติ ธรรมดา ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ชีวิตที่ปกติเป็นแบบนี้ ชีวิตที่มีแต่ความสุขความพอใจไม่ใช่ชีวิตที่ปกติ เป็นชีวิตของผู้ป่วยอารมณ์แปรปรวน หรือ แมเนีย หรือ Bipolar คนไข้พวกนี้ส่วนใหญ่เวลามีอาการขาขึ้นจะมีความสุขทั้งวัน ชีิวิตไม่มีทุกข์ ไม่มีกังวล กล้าได้กล้าเสีย แต่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง และตนเองหลังจากอารมณ์กลับมาปกติแล้ว
ใครที่รู้สึกว่าวันๆ มีเรื่องพอใจบ้างไม่พอใจบ้าง เซ็งบ้าง ชอบบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง อย่างนี้คือเป็นปกติ แต่ถ้าเผลอไปอยากพอใจ อยากถูกใจอย่างเดียว ไม่พอใจไม่เอา อันนี้จะเริ่มผิดธรรมชาติ ผิดปกติแล้ว จิตใจจะถูกบีบคั้น
การทำความเห็นให้ถูก คือ เข้าใจธรรมชาติ ธรรมดาของชีวิต เป็นก้าวแรกของการพัฒนาจิตให้เป็นปกติต่อไปครับ พอเข้าใจความเป็นธรรมดาชัดเจนแล้ว เมื่อไหร่ที่เผลอหรือหลงไปดิ้นรนตามความไม่พอใจ ตามความยินร้าย ก็ให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอยู่กับธรรมชาติ ธรรมดาต่อไป
Monday, April 11, 2011 7:53:41 AM
ดับทุกข์ที่จิต
ความทุกข์เ้กิดกับจิต โดยมีเหตุจากมีสิ่งกระทบใจเราผ่านสองทางใหญ่ๆ คือทางหูคือคำพูด ทางตาคือสีหน้า กิริยาท่าทาง เมื่อมากระทบใจ ก็เกิดการรับรู้แล้วตามด้วยการปรุงแต่ง ได้แก่การประเมินตีค่า ตัดสิน ใส่ความจำในอดีต หรือคาดการณ์อนาคต จากนั้นก็เกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ จนถึงขั้นตอนนี้เราไม่สามารถห้ามไม่ให้รับรู้ คือห้ามเห็น ห้ามได้ยิน หรือห้ามคิด ห้ามปรุงแต่ง และห้ามยินดีพอใจ หรือยินร้ายไม่พอใจได้ แต่พอมีทางที่จะฝึกฝนให้รู้ทันความยินดียินร้ายได้
สังเกตว่า ตอนที่เป็นทุกข์ไม่พอใจนั้น คำพูด ภาพที่เห็น หรือสิ่งกระทบจบหรือดับไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่คือใจที่หลงไปกับความเร้าร้อน เมื่อมีสติระลึกรู้ว่าใจหลงไปกับความเร้าร้อน ใจก็ตื่นจากความหลง ใจก็กลับสู่สภาพเป็นผู้รู้ และตื่นจากความเร้าร้อน มีความผ่อนคลายลง อาจจะเป็นชั่วขณะสั้นๆ ขึ้นๆลงๆ เป็นๆ หายๆ ฝึกบ่อยๆใจก็จะตั้งมั่นและมีความสุขขึ้นได้
Monday, March 21, 2011 8:31:20 AM
อย่า ห้าม
คำว่า "อย่า" "ห้าม" เป็นคำที่ควรหลีกเลี่ยงในการพัฒนาจิต เพราะคำทั้งสองมีนัยว่า สั่งได้ ทำได้ เช่น อย่าโกรธ อย่าเครียด อย่าคิดมาก ห้ามน้อยใจ ห้ามเสียใจ ฯลฯ ที่ว่ามานี้สั่งไม่ได้ ห้ามไม่ได้เลย ยิ่งห้าม ยิ่งสั่งดูเหมือนจะยิ่งไปกันใหญ่ ที่ทำได้คือ ตามดู ตามรู้ไปเท่านั้น เวลาดู พอเราเห็นความเครียด ความคิด ความเสียใจ มันก็จะแยกออกจากใจ คือมีใจ(เรา)เป็นคนดูคนเห็น ความเครียดไม่ใช่ใจ ความคิดไม่ใช่ใจ ความเสียใจก็ไม่ใช่ใจ แต่มีใจเป็นแค่ตัวรู้เท่านั้น ฝึกรู้ด้วยใจที่เป็นกลางๆ แบบนี้เรียกว่า อุเบกขา แรกๆก็รู้้ับ้างไม่รู้บ้าง ฝึกๆไปก็จะตั้งมั่นแค่ดู แค่รู้ได้เอง
Wednesday, March 9, 2011 11:38:38 AM
"We do not learn by experience, but by our capacity for experience." Lord of Buddha
ขยายความ
วิีถีการเรียนรู้ทางโลก ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ภายนอกเรา เราในที่นี้คือ ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา แต่วิถีการเรียนรู้ของพุทธศาสนานั้นมุ่งไปที่ภายตัวเราเองคือกาย ใจของเรา รู้ด้วยตัวเราเอง ใครรู้แทนไม่ได้ เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เป็นประสบการณ์ตรงภายในของแต่ละคน จะใช้การศึกษาเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่เอากลุ่มตัวอย่างมาศึกษานั้นก็ไม่สามารถได้ความจริงแท้ ยังเจือปนด้วยสิ่งปรุงแต่ง
Capacity for experience คือความสามารถที่จะรับรู้หรือประสบกับเหตุการณ์ที่ปรากฏ หากเราฝึกฝนพัฒนาจิต หรือจิตภาวนา จิตจะสามารถรับรู้หรือประสบกับเหตุการณ์ที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยตระหนัก เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยตระหนักนั้นมีอยู่ ดำเนินอยู่ ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ไม่เห็น เรียกว่าเครื่องมือในการรับรู้ไม่ไวพอ
Learn by our capacity for experience คือ เรียนรู้จากความสามารถในการรับรู้หรือประสบกับเหตุการณ์ เพียงแค่เราฝึกฝนให้จิตมีการพัฒนาจนสามารถรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตเท่านี้ก็จะพบความจริง พบธรรมชาติของสภาวะธรรมว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใ่ช่ตน เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย ดำรงอยู่ลำพังด้วยตัวเองไม่ได้ หรือพูดง่าย ๆ คือ เราฝึกฝนเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ศึกษาธรรมชาติของกายนี้ใจนี้ ที่น่าอัศจรรย์คือ ไม่มีใครนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาไปใช้ทำอะไร เครื่องมือนั้นจะทำงานของมันเองอย่างอิสระ ความเป็นอิสระนี้เองเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่แต่เราไม่เคยรับรู้ เมื่อรับรู้ได้เองอย่างชัดแจ้งก็จบสิ้นการเรียนรู้ คือรู้จนถึงที่สุดแล้ว
Monday, February 28, 2011 12:40:22 AM
ปฏิบัติธรรม
คำว่าปฏิับัติ มีความหมายว่า รู้อยู่เฉพาะหน้า ไม่ได้แปลว่า "ทำ"
การปฏิบัติธรรมจึงหมายถึง การรู้สภาวะที่ปรากฏอยู่ที่ตรงหน้า เป็นปัจจุบัน กายเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร รู้อย่างนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ อันนี้กล่าวตามหลักการ ในภาคปฏิบัติเป็นปกติธรรมดาที่ใจจะมีการดิ้นรน อยากโน่นนี่นั่น แล้วเราก็เผลอไปทำโน่นนี่นั่นตามใจ พูดง่ายๆ คือ ส่วนใหญ่เราเป็นคนตามใจตัวเองก็ว่าได้
แล้วเราจะทำอย่างไรในแง่การปฏิบัติฝึกฝนจิตใจ?
คำตอบ
กายเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร รู้อย่างนั้น ฉะนั้นใจดิ้นรน อยากโน่นนี่นั่นก็ให้ย้อนมาดูมารู้ที่ใจ เผลอไปทำอะไรก็แค่รู้ว่า ใจเผลอไป เผลอแล้วก็แล้วไป ถ้าเผลอไปแล้วเกิดไ่ม่พอใจที่เผลอ ก็ให้รู้สึกตัวขึ้นมาและเห็นว่ามีความไม่พอใจ รู้ไปเรีื่อยๆ เท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น ถ้ามันรู้ไม่ค่อยทัน ก็ให้รู้สึกตัวขึ้นมา และเห็นว่า ใจมันอยากรู้ให้ทัน ไม่ต้องทำอะไร เผลอไปทำคือพยายามเพ่งเผื่อว่าจะรู้ทัน รู้เร็วขึ้น ก็ให้รู้ว่า ใจเผลอไปพยายาม ฯลฯ
สังเกตว่าไม่ห้ามอะไรเลย ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ มีกติกานิดเดียวว่า การสร้างความเดือดร้อนผู้อื่นเป็นสิ่งที่ต้องงดเว้นเป็นอันดับแรก คือไม่ละเิมิดศีล
Monday, February 28, 2011 12:25:33 AM
โยนิโสมนสิการ
การพัฒนาจิตเริ่มต้นด้วยการศึกษาเรียนรู้สภาวะต่างๆของจิต สังเกตและเรียนรู้เวลาจิตใจมีการเปลี่ยนแปลง เรียกว่ามีความไม่เป็นปกติเกิดขึ้นเช่น เวลามีความโกรธเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ที่ลักษณะของจิตที่มีเปลี่ยนจากไม่มีความโกรธ (หรือเป็นอะไรอยู่ก็ตาม) ไปเป็นจิตมีความโกรธ และรับรู้ถึงสภาพที่ปรากฎขึ้น(คือความโกรธ) ต่อไปจะรู้ได้เร็วเวลาความโกรธเกิดขึ้น เรียกว่า เกิดสติเร็วขึ้น
โดยปกติเรามักไม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่จิตใจเรา แต่ไปสนใจสิ่งที่กระทบใจ เวลาโกรธก็ไปใส่ใจกับสิ่งที่ทำให้โกรธ จึงไม่ได้สังเกตและเรียนรู้ที่จิตใจของตนเอง
การย้อนมาสังเกตใจเวลากระทบอารมณ์นี้ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ
สังเกตว่าไม่มีกระบวนการคิดใช้เหตุใช้ผลเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการสังเกตและเรียนรู้ไปตรง ๆ
Monday, February 21, 2011 1:22:19 PM
โยนิโสมนสิการ
เวลาที่มีอะไรมากระทบใจเราผ่านทางตา(ภาพ) หู(เสียง) จมูก(กลิ่น) ลิ้น(รส) กาย(สัมผัส) และใจ(ความคิดนึก ความรู้สึก)แล้วทำให้เกิดความยินดี ยินร้ายขึ้น แทบทุกคนจะเรียนรู้จดจำสิ่งภายนอกหรือสิ่งที่มากระทบ แล้วเกิดการเรียนรู้ว่า สิ่งนิ้ดีเพราะทำให้พอใจ น่าจดจำ สิ่งนี้ไม่ดีเพราะทำให้ไม่พอใจ ไม่น่าจำ ทำอย่างไรจะได้สิ่งที่พอใจ ทำอย่างไรจะหลีกเลี่ยงหรือดัดแปลงสิ่งที่ทำให้ไม่พอใจ ส่วนที่หายไปจากการเรียนรู้คือการย้อนมาสังเกตและเรียนรู้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นที่ใจคือ ความยินดี ยินร้าย
สังเกตเพื่ออะไร? สังเกตเพื่อให้รู้ใจตนเองว่า เป็นอย่างไรเวลาที่ ยินดี ยินร้าย ทำให้รู้ว่าเวลารู้สึกยินดีเป็นแบบนี้ เวลารู้ึสึกยินร้ายใจเป็นแบบนี้ ต่อไปถ้าเกิดความยินดี ยินร้ายอีกก็จะจำได้ และระลึกรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ไม่หลงไปกับความยินดี ยินร้าย ใจเป็นกลางต่อความยินดี ความยินร้าย เมื่อรู้ตัวขึ้นมาก็เป็นโอกาสที่จะใคร่ครวญว่า จะตอบสนองอย่างไร ไม่เผลอไปมีปฏิกิริยาแบบอัตโนมัติ ไม่มีสติ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่หลงเอาแต่ใจ หรือทำอะไรตามใจ
Monday, January 31, 2011 8:34:10 AM
คำตอบคือ อย่าปล่อยให้ถึงวันนั้นโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจหรือไปตายเอาดาบหน้า อย่างนี้ถือว่าประมาทครับ เมื่อเตรียมตัวล่วงหน้าถึงยามนั้นจะผ่านไปได้ไม่ยาก ใจที่ได้รับการฝึกฝนมาจะยอมรับความจริงได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่ไ้ด้ฝึกฝน หลงไปกับอดีต หลงไปกับความยึดมั่นถือมั่น พอพลัดพรากก็จะคิดปรุงแต่งบีบคั้นใจ ไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
การเตรียมตัวเริ่มจากฝึกฝนให้จิตใจเป็นปกติคือรู้ทันเวลาจิตใจไม่ปกติคือ เผลอใจไปคิดอดีต อนาคต ปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน ฯลฯ จะรู้ทันได้ก็เพราะหมั่นสังเกตใจตัวเองบ่อย ๆ ต่อไปก็จะรู้สึกตัวได้เ็ร็วขึ้น เวลาที่รู้สึกตัวขึ้นมานั้นจิตใจเป็นปกติแล้ว เป็นปกติเป็นขณะ ๆ ไปแม้จะเป็นขณะๆ ก็ช่วยลดภาระทางใจได้มากทีเดียว เพราะภาระทางใจมักจะหนักหนาสาหัสเวลาที่เผลอไปคิดนานๆ ถ้าเผลอไปไม่นานมันไม่ค่อยเกิืดเรื่อง
1 2 3 Next »