Skip navigation.

สายน้ำพระจันทร์

สุขอื่นยิ่งกว่าสงบ ไม่มี

น้ำตาท่วมฟ้า เลือดทาแผ่นดิน




ขอไว้อาลัย ...


เช้าที่ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกด้วยเลือด และน้ำตาอีกครั้งหนึ่ง







ธือธงคนละฝั่ง ธงไทยเหมือนกันไหม

สัญชาติ ..ชั่ว..


ภาพจากเวบไซด์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผลงานของ อินทนิลา พิพิธภัณฑ์



ไม่เพียงแต่บรรพบุรุษที่เคยเสียเลือดเนื้อปกป้องชาติไทยไว้
ถ้าต้องเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้ จะรู้สึกอย่างไร
แต่ในหลวงของเรา ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดิน
เพื่อปวงประชา อย่างเหนื่อยยากมายาวนาน
จะยิ่งทรงทุกข์มากพียงไหน
บ้านเมืองในยามที่ผู้มีอำนาจ ข้าราชการบางพวก เอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัว
ไม่ใส่ใจในความเดือดร้อนของผู้คน แถมยังย่ำยีให้ยิ่งเจ็บปวด
หนักกว่านั้น กอบโกยจนลืมชาติ ลืมแผ่นดิน
ไม่นำพาว่าจะเสียหาย จะพินาศอย่างไร เหมือนว่าเพียงอาศัยแผ่นดินมาเกิด
แต่ไม่เคยสำนึกในบุญคุณ แถมยังเณรคุณได้อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
นักการเมืองหลงลำพองในอำนาจวาสนา ข้าราชการเอาแต่แสวงหายศตำแหน่ง
ตักตวงผลประโยชน์ของชาติ เบียดเบียนผู้คนมากมายในแผ่นดิน
เสวยสุขบนคราบน้ำตา และความทุกข์ร้อนของประชาชนตาดำๆ
ทุกแผนการ แผนงาน มีสักกี่โครงการที่เอาประโยชน์ของบ้านเมือง
ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
ส่วนใหญ่เหมือนมีแต่เพื่อหวังตักตวงจากเม็ดเงินในโครงการ
ที่นับวันไม่ใช่เพียงเอาส่วนหนึ่ง แต่เอาเกือบหมด เหลือเพียงเศษเล็กน้อยให้ไปถึงประชาชน
เราจะต้องมีนักการเมือง และข้าราชการแบบนี้เหล่านี้ ไว้เพื่ออะไร

คนเหล่านี้ที่เกิดบนแผ่นดินไทย แต่สัญชาติ .. ชั่ว ..

ครั้งหนึ่งเคยมี "เรา"



กลับไปบ้านที่ระยอง เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา
มีเวลาไปรื้อหนังสือเก่าเก็บในห้องมารื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ที่มีกับนิตยสาร “เรา”
เป็นนิตยสารที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากมาย ช่วงประมาณปี 2526-2530
ไม่แน่ใจว่ามีใครในนี้เคยได้อ่านกันบ้างในสมัยนั้น
(น้องชนา น้องตี๋ นี่คงไม่ทันแน่ๆ ):D
รู้แต่ว่าคุณภูนี่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
ในความเป็นนิตยสารที่อยู่ในใจของใครต่อใครมากมายสมัยนั้น



สมัยแรกๆที่อ่านยังเป็นเด็กบ้านนอกกะโปโล อยู่มัยมปลายปีแรก
ที่ชอบเอาหนังสือของพี่ชาย(พ่อน้องอิงค์)มาอ่าน
พอพี่ชายไปเรียนราม เลยได้ซื้อหามาอ่านเอง
และสมัยนั้น ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดระยอง มีขายแค่ไม่กี่เล่ม
ต้องไปจองไว้ก่อน เพราะไม่ได้สมัครสมาชิก(เล่มละ 20 บาท เท่ากับเงินที่ได้ไปโรงเรียน)
แย่งกันซื้อกับพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เรียนโรงเรียนเดียวกัน
และมารู้ทีหลังว่าพี่สาว(แท้ๆ)ที่ไปเรียนที่ชลบุรี ก็ซื้ออ่านประจำเหมือนกัน
สรุปว่าแค่ในวงศาคณาญาติก็ซื้ออ่านไปแล้ว 4 คน
ไม่ต้องสงสัยว่ายุคนั้น “เรา” จะเป็นหนังสือที่น่าสนใจขนาดไหน




น่าชื่นชมคนที่อยู่เบื้องหลัง เช่น
คุณสุรศักดิ์ ชัยอรรถ(พี่หนู ที่โฆษณาไก่ย่างห้าดาว ..คุณภูบอก) ที่เป็น บรรณาธิการบริหาร
คุณสรศักดิ์ จุลมณี (น้ำตาลปึก) /บรรณาธิการผู้ช่วย
คุณลดาวดี ใจชุนสกุล (อุ๋มอิ๋ม ) หัวหน้ากองบรรณาธิการ
และทีมงานทุกคน (ไม่รู้ว่า คุณภู คือใครในกองบ.ก.)
ที่ฝืนต้านอุปสรรคนานัปการ(รู้จากที่บ่น ให้คนอ่านฟัง)
เพื่อที่จะทำหนังสือดีๆให้ใครใครได้อ่าน
บ.ก.


คุณสรศักดิ์



ใครหลายคนในสมัยนั้นจึงมี “เรา” เป็นเหมือนเพื่อน เหมือนคนรัก
ที่เฝ้าติดตาม และให้กำลังใจต่อกัน ดูจากการตอบจดหมาย
ที่มีถึง บ.ก. และในคอลัมน์ จ้อกันจะๆ จ๊ะกันเจ๋งๆ (โดยปลายอ้อ)
ฉบับสุดท้ายที่ “เรา” หายไปจากแผงหนังสือ โดยไม่ได้ข่าวคราวมาก่อน
อารมณ์เลยเหมือนคนถูกแฟนทิ้ง แบบไม่บอกกล่าว .. หนีหาย
ตามไม่ได้ หาไม่พบ .. แต่ลบไปจากความทรงจำไม่ได้
จนวันนี้ที่กลับไปรื้อมาอ่านอีกครั้ง เลยมารำพึง ค่ะ

และด้านล่างคือบางคอลัมน์ ที่ชอบ





เรื่องสั้น โดยปรัศว์ภาค วิโลม ที่รู้ภายหลังว่าคือ คุณคิง สมจริง ศรีสุภาพ





อ่านที่ใครต่อใครเขียนส่งไป แล้วเลยอยากเขียนขึ้นมาบ้าง



"อาจวูบไหวไปบ้าง
แต่ความไกลห่าง
จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น"








เป็นภาพในฉบับครบรอบ 1 ปี ของนิตยสาร "เรา"
และอีกหนึ่งคอลัมน์ ที่มีหลังจากครบรอบ 1ปี

“จึงรำพึงถึงเพื่อน โดย อุ๋มอิ๋ม”
คอลัมน์ที่จุดประกายให้ เริ่มต้นเขียนจดหมาย อย่างเป็นจริงเป็นจัง





บางส่วนของเนื้อหาใน "เรา"

แต่ .. ผมจะทำทุกอย่าง .. เพื่อมัน / ดานนท์ ย่านตาขาว

ที่โรงเลื่อย
ชายชราผอม หลังโกง งก เงิ่นๆ แบกไม้แปรรูป
วัยไม้ใกล้ฝั่งที่ควรจะได้พักผ่อน .. แต่
“ลูกผมเรียนราม”
เขาเคยบอกเจ้าของโรงเลื่อยด้วยความปลาบปลื้ม
“มันเรียนได้แค่ปีสอง
แต่ผมจะทำทุกอย่างเพื่อมัน
ผมจะได้ฝากผีฝากไข้กับลูกคนนี้”

ที่ไปรษณีย์
ชายคนนี้ ยังคงงกๆ เงิ่นๆ
ถือปากกาเหมือนจับจอบ
“คุณ คุณช่วยเขียนใบธนาณัติให้ผมที
ผมเขียนไม่เป็น ผมไม่รู้หนังสือ”

ปลายทาง…
ลูกชายลิงโลดเริงร่า หัวเราะลั่นหอพัก
“มา มา พวกเรา
ธนาณัติกูมาแล้ว
ไปกินเหล้ากันเถอะ”



//////////////////////////////////////////


คอลัมน์ หนึ่งหน้า ตัวกิ้งโค้ง

“เมื่อนักเขียนปราบอธรรม”

ฉบับนี้ขอเมาท์คนกันเองหน่อยเถอะ
ที่ไม่พ้นคนในกอง บ.ก. “เรา”
ใครจะมีเรื่องให้เมาท์กันมากกว่า .. อุ๋มอิ๋ม.. เป็นไม่มี
ปกติเธอเป็นคนอดทนไม่ได้อยู่แล้วเรื่องความไม่ยุติธรรม
แต่คราวนี้ความไม่ยุติธรรมนั้นมาจ่ออยู่ที่เพื่อนเธอคนหนึ่ง
ถึงเรื่อง ถึงราว ไปพบตำรวจโดยไม่คาดฝัน
และ อุ๋มอิ๋ม เธอก็รู้อยู่เต็มอกว่านี่คือการปรักปรำ
หลักถง หลักฐานก็ไม่มี
เธอเลยพูดเสียงแข็งๆ กับคุณตำรวจไปว่า ..
(ตั้งใจอ่านให้ดีนี่คือจุดไคลแม็ก)

“เนี่ย !!! มีคน 3 คน ยืนอยู่ในเมหหมอกที่เต็มไปหมด ..
พอเอาไฟฉายพบใครสักคน ก็คิดว่าคนนั้นเป็นคนผิดรึไง”

ตำรวจ งง ..ถามว่า ..ไฟฉายอะไร ...
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนฮาครืน ยกเว้นคุณตำรวจ
ก็โธ่ ..เอาภาษากวีไปพูดในเวลาหน้าสิ่ว หน้าขวาน
ใครเขาจะเข้าใจ .... (นี่ไม่ได้ว่าใครนะ)





:love:


ความรัก ..คงอยู่เสมอ




สายฝนร่วงหล่นแล้วไม่อาจย้อนคืน
แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นแก่พื้นดิน และต้นไม้ใบหญ้า
ร่วงหล่นเพื่อจะกลับมาเป็นฝนหยาดใหม่

สายน้ำรินผ่านไหล อย่างไรก็ไม่หวนคืนย้อน
แต่รายทางที่ผ่าน หลายสรรพสิ่งก็ดื่มกินคุณค่าจากสายน้ำ
มิใช่รินไหลผ่าน อย่างไร้สิ่งใดให้เก็บเกี่ยว

ความรัก บางทีอาจไม่เคยจากหายไปไหน
เป็นเพียงคนที่ผ่านมาให้เรารักที่แยกจากไป
เมื่อเริ่มต้นเราก็ไม่รู้เหตุผล ที่ได้พบ ได้รัก
เมื่อถึงเวลาที่ต้องลาร้าง .. ก็คงไม่ต้องมองหาเหตุผลใดใด
เพียงช่วงเวลาที่ได้พานพบ และอยู่ร่วม เราได้ลิ้มรสความสุขไหม
แม้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาวนาน หรือแม้เพียงเสี้ยวนาที ..นั่นก็คือความสุข
อย่างน้อยเราก็ได้มีช่วงเวลานั้น .... ที่เป็นความทรงจำที่ดี
เมื่อมันจบลง จะห้ามความเศร้า ความรู้สึก และน้ำตาคงไม่ได้
คำว่า .. เวลา .. จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น .. ก็คงยังใช้ได้อยู่เสมอ ..
เมื่อเรื่องราวไม่อาจหวนคืนย้อน ... ก็คงต้องปล่อยผ่าน
รวบรวมพลังที่เราจะต้องหมดไปกับความเศร้า เสียใจ
มาใช้เพื่อจะพาชีวิตตัวเองก้าวต่อไป .. ดีกว่าไหม
คนที่เรารักแยกจากไปแล้ว .. อย่าให้โอกาสที่เราจะทำสิ่งดีดีต้องสูญหายไปด้วย

เพียงคนที่รักลาร้าง
แต่ความรักยังคงอยู่ .. เสมอ




บทนี้เคยเอาลงครั้งแรกในสเปซ และต่อมาใน ทรต.
ตอนหลังไปเสิร์ชเจอ(ด้วยความซน) ในหลายๆที่ กลายเป็น ฟอร์เวิร์ดเมล์ ด้วย
เอามาลงที่นี่ ไม่รู้จะกลายเป็น ลอกงานตัวเอง จากคนอื่น หรือเปล่า :frown:

หัวใจ .. ก้าวเดิน





สองเท้า ….
ไม่อาจก้าวพร้อมกัน
การเดินเคียงคู่กัน
ต้องมีระยะห่างแต่พอดี
ไม่มีใครนำใคร
แต่ไปร่วมกัน … ทีละก้าว
ก้าวชิดเกินไปก็อาจทำให้สะดุด
ก้าวห่างเกินไปก็อาจทำให้ล้ม

สองเท้า …
แม้จะก้าวไปด้วยกัน
บางทีอาจมีบ้างที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
ลองหยุดไตร่ตรอง ..
ว่าจะต้องก้าวต่อไปอย่างไร
อย่าดึงดันที่จะต่างก้าวไปในทางของตัวเอง

เพราะอย่างไร …
สองเท้าก็ต้องก้าวไปร่วมกัน

สองเท้า ….
อาจมีบ้างที่ก้าวพลาดไป
อย่าโทษว่าข้างไหนถูก ข้างไหนผิด
แต่ควรดูว่าจะช่วยกันทำอย่างไร
ให้ก้าวพ้นจากความพลาดพลั้งนั้น
ให้อภัยและให้กำลังใจต่อกัน
ทิ้งความผิดพลาดไว้เบื้องหลัง
เพื่อจะได้ก้าวอย่างระมัดระวังในเบื้องหน้า
อย่าเอาความพลาดผิดนั้น
มาตอกย้ำต่อกัน ในวันที่ก้าวผ่านมาแล้ว
เพราะความผิดพลาดคือบทเรียนเพื่อสร้างสิ่งที่ดี
มิใช่ อาวุธที่จะเอามาทำร้ายกัน
หรือขั้นบันไดที่จะทำให้ใครเหนือกว่าใคร

สองเท้า ….
ย่อมหยัดยืนได้มั่นคงกว่า เท้าเดียว
มิว่าหนทางจะเป็นอย่างไร
หรือต้องพบเผชิญกับสิ่งใด

ประคับประคอง ร่วมกัน
อย่างเชื่อมั่นในคุณค่าของแต่ละฝ่าย
เพื่อเป็นพลังในการฝ่าฟันกับทุกเรื่องราว

สองเท้า …. ก้าวไปร่วมกัน
แต่ถ้าความเป็นไป …
จำต้องแยกจาก
ก็จงมั่นใจที่จะก้าว ….

อย่างเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง
เพราะชีวิตไม่สำคัญว่าเรามีอะไร
แต่อยู่ที่เราเห็นและตระหนักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
เมื่อจำต้องก้าวเพียงลำพัง
อย่าคิดว่าชีวิตจะต้องหยุดเพียงแค่นั้น

เพราะชีวิต …
มีเท้าไว้ก้าวไป …
แต่มีหัวใจไว้ก้าวเดิน



อย่าให้ "ความรัก" กลายเป็นผู้ร้าย




ถึงคราวอยากมีรัก จะหวั่นกังวลไปใยกลับความผิดหวัง เสียใจ
ถ้าเรารู้จักและตระหนักในความรัก ว่าเป็นอย่างไร
เป็นสิ่งมีคุณค่า สร้างความดีงาม
มิใช่ความรักอย่างที่ใครใครมักเอาเป็นข้อเอ่ยอ้าง
ในการทำตามความต้องการของตัวเอง
แล้วบอกว่า เพราะรัก จึงทำ จึงเป็นเช่นนั้น

ความรักจริงแท้ คงมิใช่ให้ทำร้ายหรือเบียดเบียนกัน
คงมิต้องการสร้างความโศกเศร้าเสียใจ ความผิดหวังให้ใคร

แต่คงเพราะเราต่างคาดหวังในหนทางแห่งรัก
ความรักจึงมักถูกทำให้เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
เรามักต้องการต่างจากที่มันเป็นไป เรื่องเศร้าจึงตามมา
เราอยากชื่นชมกุหลาบ เพียงโดนหนามแหลมตำเกี่ยวบ้าง
จะโทษว่าเพราะดอกกุหลาบทำให้เราเจ็บเช่นนั้นหรือ

หรือเพราะมือที่เรายื่นไปอย่างไม่ระวัง
อย่างไม่รู้ว่าควรจะต้องจับต้องอย่างไร

ความรักเป็นสิ่งดีงาม
และนำความสุขมาให้ทุกชีวิตได้เสมอ
ขอเพียงแต่เราเข้าใจ และไม่ใช่เป็นข้ออ้างในการอยากครอบครองใครสักคน
หรือใช้เป็นข้ออ้างที่จะทำตามความต้องการที่ไม่ถูกไม่ควรของตัวเอง

“ความรัก” มิใช่ “ความรัด”
ที่จะเอาไปผูกมัด หรือเหนี่ยวรั้ง ต่อรองกับใครหรือสิ่งใด
ให้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง ต้องการ โดยไม่ใส่ใจในความรู้สึกของคนอื่น

เพราะถ้าเช่นนั้น .. ความรักก็จะถูกตราว่าเป็นผู้ร้าย เสมอ


กับหนึ่งชีวิตที่จากไป



กับหนึ่งชีวิตของหญิงหนึ่งที่จากไป
ทิ้งผู้ชาย สามคนให้ร้าวรันทด อาดูร
ลูกผู้ชาย ขึ้นชื่อว่ายากจะหลั่งน้ำตา
แต่ถึงคราวที่น้ำตาหลั่งไหล นั่นย่อมหมายถึง หัวใจที่แข็งแกร่ง
อ่อนสลาย ร้าวราน

ชายหนึ่ง คือพ่อผู้ชรา
อีกหนึ่งคือสามีที่รัก
อีกหนึ่งคือลูกชายที่เป็นดวงใจ

ผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านชีวิต ผ่านโลก มาจนถึงวัยชรา
ผ่านความสูญเสียมานานับ แต่กลับไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้เมื่อมีวันนี้
วันที่ลูกสาวที่รักยิ่งจากไป
น้ำตามากเพียงใด หัวใจคงเศร้ายิ่งกว่า

ผู้ชายอีกคน ยามอยู่ร่วมกัน อาจมีผิดใจบ้าง
แต่อย่างไร ก็ยังมั่นคงต่อกัน
ถึงคราวที่ต้องสูญเสีย น้ำตาลูกผู้ชายที่หลั่งไหล
และการเฝ้าค่ำครวญถึงหญิงที่รัก
ย่อมบอกได้ดีกว่าคำอธิบายใด ว่าร้าวรันทดเช่นใด

แต่สำหรับชายคนสุดท้าย
วัยที่เพิ่งผ่านพ้นการเป็นเด็กน้อย
ลูกชายที่ได้ขึ้นชื่อว่า ติดแม่
ไปไหนไปด้วยกันทุกแห่งหน
มือที่เคยโอบ อกที่เป็นไออุ่น ตักที่นอนหนุน
ที่นับแต่นี้จะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว
หัวใจที่กำลังเติบโต จะต้องว้าเหว่ปานใด
ในวันที่ต้องสูญเสีย “แม่” ผู้เป็นที่รักยิ่ง
น้ำตาของเด็กชาย ไม่อาจล้างความ โศกอาดูรในดวงตา ในดวงใจ ได้เลย

หนึ่งชีวิตที่จากไป มากมายด้วยคุณค่าเพียงใด
คงบอกได้ด้วย น้ำตา ของผู้ชายสามคน
และความเศร้า เสียใจของญาติมิตร ที่มาส่งร่างกายขึ้นสู่เชิงตะกอน

เพียงร่างที่สลายไป
แต่หญิงหนึ่งนั้นยังติดตราตรึง อยู่ในใจใครอีกหลายคน



เขียนจากการไปร่วมงานศพ คนคุ้นเคยในหมู่บ้านคนหนึ่ง
ด้วยวัยที่เพิ่งผ่านพ้นเลขสี่เพียง 2 ปี ด้วยโรคมาเลเรีย

ร่องรอย .. ความทรงจำ



บางทีความทรงจำที่แหว่งวิ้น
ก็อาจถูกประชุน ..
ด้วยใจเรา ..

และทักทอผ้าผืนใหม่
ให้มีร่องรอยตำหนิน้อยที่สุด


บางทีคนเราแม้จะมีความทรงจำที่เลวร้ายบ้าง
แต่มันวันเวลาผ่านแล้วเราหันกลับไปมอง
และทำความเข้าใจกับเรื่องราวนั้น
มันก็ลดการกัดกร่อนหัวใจที่เคยมีมาให้เบาบางลงไปได้
เพราะทุกเรื่องราวมักมีเหตุผลของมันเองเสมอ..


ถึงแม้บางทีเหตุผลนั้นจะยากต่อการเข้าใจ
ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเรื่องราวเหล่านั้น .. ที่เป็นไปแล้ว
อย่าให้กลับกลายเป็นสิ่งฉุดรั้ง หรือลดทอนกำลังใจ ในการที่จะก้าวเดินในวันนี้







ในความคิดถึง



ความคิดถึงเหมือนสายน้ำ
ไหลนิ่งมิสิ้นสุด มิรุ่มร้อนอันใด ..
อาจมีบ้างบางขณะที่เชี่ยวกราก .. เมื่อต้องไกลกัน
บางครั้งสายน้ำก็อยากอิงแอบ “ริมฝั่งแห่งเธอ” ในยามที่รู้สึกอ่อนล้า
เพียงได้สัมผัสรับรู้ ก็มีพลังที่จะดำเนินต่อไป

จะบอกเธออย่างไรดี ...
ที่ความอ่อนโยนแห่งเธอ เป็นอ้อมกอดอบอุ่น
ที่อยากจะพักพิงอยู่อย่างนั้น ...
แต่รู้ว่าเราก็ต่างมีเส้นทางแห่งวิถีที่ต้องก้าวไป
ฉันคงไม่เหนี่ยวรั้งหรือขอร้องให้เธออยู่ตรงนี้
ด้วยอยากให้เธอได้ไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ไปตามความฝันที่มี
โดยมิใช่ไปตามเส้นทางที่ใครต่อใครร้องบอกให้เธอเดิน
เสียงของความหวังดี ควรเป็นแรงใจในการก้าวสู่เส้นทางที่เธอเลือกเดิน
ถ้าจะก้าวไปตามเสียงร้องบอกของใครใคร
เธอคงต้องก้าวไปอย่างสับสน และไม่ช้าอาจทำให้เธอล้ม
เพราะเท้าที่จะก้าวมีเพียงเธอที่จะพามันขยับเคลื่อนไป
และย่อมรู้สภาวะนั้นดีที่สุด ว่าควรจะก้าวอย่างไร ไปทางไหน

สนามชีวิต .. มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องหยัดยืนและก้าวไปด้วยตัวเอง
ใครก็ไม่อาจก้าวแทนเรา .. ใครก็ไม่อาจรู้ถึงพลัง หรือปัจจัยความเป็นไปแห่งเรา
ทุกขณะที่เหยียบย่าง ..
มีเพียงเราที่รู้ว่าเป็นอย่างไร และควรจะดำเนินไปอย่างไร
อย่าให้เสียงของความคาดหวังของคนอื่น ..เป็นเหมือนลานที่ไขให้เธอขยับ
อย่างไร้ชีวิต ชีวา .. เป็นตุ๊กตาให้ใครจับแต่ง ขยับเดิน

ไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ..
ก้าวแรกเธออาจหวั่นไหว
แต่เมื่อยิ่งก้าวไป .. พลังแห่งความตั้งใจ
จะก่อเกิดความเข้มแข็ง และความมั่นใจ
ได้เรียนรู้จังหวะในการก้าวเดินว่า .. จะต้องก้าวอย่างไร ในเส้นทางชีวิต
“สายน้ำ” แห่งฉันก็ยังจะคงรินไหลพร้อมกับ “สายใยแห่งความหวังดี” แด่เธอเสมอ




:love: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :heart: :love:





เราต่างคือคนในความคิดถึง
ในความลึกซึ้งหวานไหว
แม้ระยะทางที่ห่างกันไกล
เธอยังคงอยู่ใกล้ในใจนี้

อาจมีบางเวลาที่เงียบงัน
ให้รู้ว่าฉันมีเธออยู่ทุกที่
แม้เธอมิได้บอกกล่าวเป็นวจี
แต่ทุกสิ่งที่เธอมีรับรู้ด้วยหัวใจ

ไม่อยากให้เธอหวั่นกังวล
ที่บางเวลาอาจสับสนหวั่นไหว
ก็อาจเพียงช่วงหนึ่งที่เป็นไป
แต่ลึกลึกข้างในเข้าใจดี

ด้วยเราต่างรับรู้ในสิ่งที่เป็น
แม้มิได้เห็นหรือติดตามในทุกที่
แต่รับรู้ทุกสิ่งอย่างทั้งร้ายดี
เพราะเรามีกันและกันในหัวใจ


สุข ในความสงบ



การสรวลเสเฮฮาบางทีก็แค่เป็นเพียงสิ่งปิดบังความเงียบเหงาภายใน...
มากกว่าที่จะทำให้จิตใจภายในเบิกบาน สงบเย็น .. ได้
แสงสีที่สัมผัสเห็น บางครั้งก็ไม่อาจช่วยให้ภายในจิตใจสว่างไสวขึ้นมา ..
ก็คงได้แค่ความสนุกระยะสั้นๆ ..เพื่อจะมาทุกข์กังวลกับเรื่องราวของชีวิตหลังจากนั้น

บางทีการเดินทางค้นหาตัวเองเงียบๆ
ก็คงจะหาความสุขให้ตัวเองได้ดีกว่า
ใช้เสียงภายนอกมากลบเกลื่อนความทุกข์ ความเหงา เศร้าในใจ

ค่อยๆลอกเปลือกแห่งตัวตนของเราออกมา
เพื่อให้มันได้ผลิใบ งอกงาม หยั่งรากเติบโต รับแสงแห่งชีวิต
คงไม่มีไม้ยืนต้นไหน พอผลิใบจากเปลือกที่ห่อหุ้ม รากแก้วก็แข็งแรงในทันที
ต้นไม้ที่หยัดยืนอยู่ได้ ต้องผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านลมพายุ
เพื่อเรียนรู้ว่าควรเติบโตอย่างไร ..
ที่จะไม่ต้องอาศัย “รากแก้ว” ของใครอื่น หรือมีชีวิตอยู่เพียงในเปลือกที่ห่อหุ้ม
ด้วยคิดว่านั่นคือ ความปลอดภัย หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ต้นไม้รู้ว่า ช่วงไหนที่ต้องดูดซับอาหารแห่งชีวิต
ช่วงไหนควรต้องทิ้งใบให้ปลิดปลิว เพื่อจะแตกใบใหม่ ให้ดอก ผล
ใครจะรู้ว่า ที่ต้นไม้ต้องให้ใบร่วงหล่น มันจะไม่เศร้าอยู่ภายใน
แต่มันคงเข้าใจว่า เมื่อถึงช่วงเวลาบางสิ่งบางอย่างก็ต้องจากไป ตามวิถี
และใบไม้ที่ร่วงหล่นไปนั้นก็ย่อยสลายเป็น “ปุ๋ย” ให้ต้นไม้ได้เติบโต แกร่งกล้า
.. สูญเสีย เพื่อจะก่อเกิดสิ่งดีดี


เป็นคนยามต้องทุกข์ยากหรือบาดเจ็บ .. ใยจะต้องหวั่นกังวลว่าจะอยู่อย่างไร
โลกคงให้มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่รอดและดำเนินชีวิต .. ไปตามครรลองที่ดี
มิใช่อยู่กับห้วงแห่งความสิ้นหวัง ท้อแท้
จริงหรือไม่ที่เส้นทางในโลกนี้มิได้มีเพียงทางที่เราเดินมา
เบื้องหน้ามีเส้นทางอีกมากมายที่เราจะก้าวเดินได้
เพียงเราค้นหา “เส้นทางในจิตใจ” ที่เป็น “ตัวตนแห่งเรา” ให้พบ
ก็คงไม่ยากที่จะเลือกก้าวเดินไป ...
อย่าเพียงรอว่าใครจะพาก้าวผ่าน .. เพราะชีวิตย่อมต้องก้าวเดินไปด้วยตัวเองมิใช่หรือ
พึ่งหวังกำลังใจจากใครคนอื่น จนอาจหลงลืมไปว่า
.. กำลังใจภายในใจเรายิ่งใหญ่และเป็นจริงยิ่งกว่าจากคนอื่นมากนัก ..


และความสุขที่แท้ ค้นพบได้ในใจที่นิ่งสงบ .. เช่นนั้นหรือเปล่า