วันที่สาม (สุดท้าย) ของการเที่ยวเมืองพระนคร
Thursday, 17. May 2007, 12:35:17
ขออภัยที่พื้นที่ในช่วงก่อนไม่พอ
เมื่อได้ของกันมาก็กลับขึ้นรถ พอขึ้นรถปั๊ปก็หิวพอดี
เราก็จะนั่งรถกลับเข้าเมืองเสียมเรียบเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันเช่นเคย
มีร้านชื่อ “บายน” ที่บริการแบบบุฟเฟต์มีอาหารหลากหลายเช่นกัน
ปรกติร้านอาหารร้านนี้จะมีการแสดงดนตรี และฟ้อนรำพื้นบ้านให้ชมในตอนมื้ออาหารค่ำ
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสำหรับอาหารการกินในเมืองท่องเที่ยวอย่างเสียมเรียบไม่ต้องกังวลเลย
ในอนาคตคงมีร้านอาหารเพิ่มขึ้น โรงแรมก็มีมากขึ้นมากขึ้นทุกปี เพราะปากต่อปากจากผู้ที่ได้มาเยือน
ทำให้หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย การบริการ ที่พัก อาหารการกิน
เมืองเสียมเรียบจึงมีคนมาเที่ยวในปี 2549 นี้แค่ครึ่งปีแรกก็ 1.5 ล้านคนแล้ว
หลังอาหารกลางวัน ก็จะกลับเข้าเขตอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อไปชมอีกสัก 2 แห่งก่อนเดินทางกลับเมืองไทย
นั่นคือปราสาทพระขรรค์และปราสาทนาคพัน
ทั้งสองปราสาทนี้ตั้งอยู่ใกล้กัน อยู่บริเวณทิศเหนือนอกกำแพงเมืองของอาณาจักรนครธม
(อาณาจักรนครธม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศตวรรษที่ 19)
ปราสาทพระขรรค์
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1734 ในบริเวณที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือพวกจามเมื่อคราวที่ทำสงครามกู้อิสรภาพ สร้างถวายพระบิดาของพระองค์ คือ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ภายใต้รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้มีพระนามว่า “ศรีชัยวรเมศวร” ซึ่งเป็นเทพผู้คุ้มครองพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พระโลเกศวรเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งพร้อมที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ได้ทรงปฏิเสธที่จะเข้าสู่ปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยสัตว์ทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ความเป็นอยู่เท่านั้น แต่จากภัยพิบัติต่างๆ ด้วย พระองค์มีพระนาม โลเกศวร ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งโลก หรือ อวโลกิเตศวร คือ ผู้ที่มองลงมาจากเบื้องบนด้วยความเมตตากรุณา)
แผนผังของปราสาทพระขรรค์มีลักษณะคล้ายเมืองพระนครหลวง แต่มีขนาดเล็กกว่า และสร้างขึ้นก่อนพระนครหลวง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าเดิมนั้นเมืองที่ปราสาทพระขรรค์นั้นอาจจะเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงระยะเวลาที่พระนครหลวงยังสร้างไม่เสร็จ ที่นี่พบจารึกซึ่งทำให้เรารู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ในสมัยของพระเจ้าชัยวมันที่ 7 มากมาย เช่น มีการสร้างประติมากรรมขึ้นถึง 515 องค์, มีการสร้างสถานพยาบาลหรืออโรคยศาลาขึ้น (ทั้งหมด 102 แห่ง) เพื่อเป็นที่บำบัดทุกข์ให้แก่ประชาชนทั่วราชอาณาจักร ถวายแด่พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่มวลมนุษย์ ทรงบาตร หม้อน้ำมนต์ หรือผลสมอในพระหัตถ์เป็นสัญลักษณ์, มีการสร้างบ้านมีไฟหรือที่พักคนเดินทางขึ้น (ทั้งหมด 121 แห่ง) ตามเส้นทางต่างๆ ในราชอาณาจักร และทราบถึงเรื่องราวของปราสาทพระขรรค์ในอดีตด้วย คือ เมืองที่ปราสาทพระขรรค์นั้นเดิมมีชื่อเรียกว่า ชัยศรี (แปลว่า โชคลาภแห่งชัยชนะ) ชื่อพระขรรค์เป็นชื่อที่เรียกกันในปัจจุบัน (คำว่า พระขรรค์ หมายถึง พระแสงดาบอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีนามเต็มว่า พระแสงขรรค์ชัยศรี ชาวเขมรนับถือว่าเป็นพระแสงดาบอันศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเขมร) นอกจากนี้ ยังกล่าวว่ามีเมืองชัยศรีเป็นที่อยู่ของผู้คนที่เป็นผู้รับใช้ประจำศาสนสถานและนักบวชถึง 97,840 คน และมีนักฟ้อนรำสำหรับพิธีทางศาสนาและงานฉลองประจำปีที่มีขึ้นที่ปราสาทพระขรรค์นี้ถึง 1,000 คน
ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำกว้าง 40 เมตร ล้อมรอบพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 700 x 800 เมตร คูน้ำแต่ละด้านจะมีทางเดินข้ามคูน้ำไปสู่ประตูทางเข้าของกำแพงชั้นนอกสุดที่ก่อด้วยศิลาแลง สองข้างทางเดินข้ามคูน้ำประดับด้วยภาพสลักขนาดใหญ่เป็นรูปเหล่าอสูรและเทวดากำลังยุดนาค เช่นเดียวกับที่พบที่เมืองพระนครหลวงราชธานี ทางเดินข้ามคูน้ำทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้น เชื่อมต่อมาจากทางเดินเข้าทางด้านนอกสุดที่มีเสานางเรียงประดับอยู่สองข้างทางด้วย
มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่ 3 ประตูที่ก่อเป็นซุ้มยอดปราสาท ภายในเขตกำแพงชั้นนอกสุดนี้กว้างใหญ่มาก และมีทางเดินนำไปสู่กลุ่มศาสนสถานที่ตั้งรวมกลุ่มอยู่ในบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้างยาวเพียง 220 x170 เมตรที่ตั้งอยู่ตรงกลางค่อนไปทางทิศตะวันออก บริเวณรอบนอกนี้คงจะเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมากที่มีกล่าวไว้ในจารึกนั่นเอง
ที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ อาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ชั้น ก่อด้วยศิลาทราย ชั้นล่างสุดไม่มีผนังมีแต่เพียงแนวสันหินที่ก่อเป็นเสากลมขนาดใหญ่มาก รองรับอาคารชั้นบนที่มีผนังเจาะเป็นช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ ส่วนหลังคาก่อเป็นรูปวงโค้งแต่พังทลายไปหมดแล้ว ที่น่าแปลกใจก็คืออาคาร 2 ชั้นนี้ไม่มีบันไดทางขึ้นไปสู่ชั้นบน
ภายในระเบียงคตชั้นในสุด ยังมีปราสาทขนาดเล็กและอาคารชั้นรองอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปราสาทเล็กๆ ราว 23 หลังหรือมากกว่านั้น ซึ่งคงจะสร้างเพิ่มเติมขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่บรรดาพระราชวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปแแล้ว ศาสตราจารย์เซเดส์เรียกกลุ่มปราสาทเล็กๆ นี้ว่า สุสานแห่งครอบครัว
ภาพสลักที่ปราสาทพระขรรค์ แสดงเป็นภาพเล่าเรื่องทั้งในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู และที่งดงามมากได้แก่ ภาพสลักรูปนางอัปสรกำลังฟ้อนรำบนทับหลัง และนางอัปสรยืนอยู่ภายในซุ้มประดับอยู่ตามผนังของประตูทางเข้าของปราสาทและระเบียงคต รวมทั้งภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และภาพตรีมูรติ
ยังพบภาพสลักรูปผู้หญิง 2 ภาพที่สลักอยู่ภายในซอกหลืบ เชื่อว่าเป็นภาพของพระนางชัยราชเทวี และพระนางอินทรเทวี ซึ่งทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และเป็นพระมเหสีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ในปราสาทประธาน มีเจดีย์เล็กๆ อยู่องค์หนึ่ง บางคนเชื่อว่าเป็นเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บางคนเชื่อว่าบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระราชบิดา บางคนเชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นสมัยหลังเมื่ออยุธยาได้แผ่อิทธิพลไปถึง
นอกจากนี้ ที่ปราสาทพระขรรค์นี้ได้มีการค้นพบประติมากรรมรูปเคารพที่มีความงดงามและมีชื่อเสียงมาก คือ รูปเคารพนางปรัชญาปารมิตา และรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร ปัจจุบันนี้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ข้อสังเกต[/size=5]อาคารผังสี่เหลี่ยมที่มีสองชั้นและมีเสากลมขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักของชั้นบนนี้ ซึ่งไม่ได้สร้างบันไดถาวรขึ้นสู่ชั้นบน คงใช้บันไดไม้พาดที่เคลื่อนย้ายได้มีลักษณะคล้ายๆกับอาคารเก็บสมุดหนังสือในสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน อาคารรูปแบบนี้ไม่พบในที่อื่นใดของเมืองพระนครหรือในเมืองนครธม น่าจะมาจากการสร้างเลียนแบบจากผังอาคารของกรีกโรมันที่นำเข้ามาโดยพวกพ่อค้า
ปราสาทนาคพัน
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นกลางบาราย “ชัยตฏากะ” แต่ในปัจจุบันตื้นเขินหมดแล้ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกเมืองพระนครหลวง ชื่อเดิมของปราสาทแห่งนี้ปรากฏอยู่ในจารึกว่า “ราชัยศรี” ส่วนชื่อปราสาทในปัจจุบันเรียกว่า “นาคพัน” นั้นได้มาจากรูปนาคสลักจากศิลา 2 ตนพันกันล้อมรอบฐานล่างสุดของปราสาท
คำว่า “ราชัยศรี” ศ.ฌอง บวซเซอลิเย่ร์ ตีความว่าหมายถึง เครื่องเสริมพระราชอิสสริยยศ ตั้งอยู่ทางทิศมงคล คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวง
แผนผังของปราสาทนาคพันแสดงให้เห็นถึงรูปสัญลักษณ์ของสระอโนดาต หรือสระพนงต์ปตา หมายถึง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาหิมาลัย สระน้ำนี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำคงคา, แม่น้ำยมุนา, แม่น้ำสินธุ และแม่น้ำพรหมบุตร สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ศาสนาว่าเป็นสระน้ำที่บริสุทธิ์เป็นต้นน้ำของแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 สายที่ไหลมาหล่อเลี้ยงมนุษย์โลก น้ำในสระอโนดาตจะไม่เหือดแห้งตราบใดที่ยังไม่ถึงวาระสุดท้ายแห่งกัลป์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงโปรดให้สร้างรูปสัญลักษณ์แห่งสระอโนดาตขึ้นในราชอาณาจักรของพระองค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางจิตใจให้แก่ชาวเขมรว่า ราชอาณาจักรของพระองค์จะมีอายุยืนยาวนานเท่านานชั่วกัลป์
สัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยแผนผังของศาสนสถานที่ประกอบด้วยสระน้ำ 5 สระ โดยมีสระรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 70 x 70 เมตรอยู่ตรงกลาง รอบสระกรุด้วยศิลาเป็นขั้นบันไดลงไปถึงก้นสระ และมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กเชื่อมต่อสระใหญ่ที่ด้านข้างตรงทิศทั้งสี่ที่ขอบสระใหญ่ตรงกลางทั้งสี่ทิศที่เชื่อมต่อด้านข้างนั้น มีซุ้มขนาดเล็กภายในซุ้มมีท่อน้ำและที่ปากท่อทำเป็นรูปต่างๆ กัน คือ ด้านทิศเหนือเป็นรูปเศียรช้าง (ธาตุน้ำ), ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปหน้าคน (ธาตุดิน) ถ้าเป็นคติพราหมณ์ ทำเป็นรูปโค, ด้านทิศใต้เป็นรูปสิงห์ (ธาตุไฟ) และด้านทิศตะวันตกเป็นรูปม้า (ธาตุลม) เชื่อกันว่าภายในซุ้มนี้ใช้สำหรับการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีแท่นหินที่แกะสลักลงไปเป็นรูปรอยเท้ารองรับอยู่ที่พื้น และที่หน้าบันของซุ้มเล็กๆ เหล่านี้มีภาพสลักเล่าเรื่องในพระพุทธศาสนาตอนต่างๆ
กลางสระเป็นที่ตั้งของปราสาทขนาดเล็กหนึ่งหลัง สร้างด้วยศิลาทรายตั้งอยู่บนฐานกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 14 เมตร ฐานกลมนี้สร้างลดหลั่นเป็นขั้นบันได ส่วนล่างสุดมีรูปนาคศิลาพันรอบฐาน 2 ตัว ถัดจากฐานกลมขึ้นไปเป็นฐานรูปดอกบัวขนาดใหญ่รองรับตัวปราสาทที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท มีประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก อีกสามด้านก่อเป็นผนังทึบสลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดับอยู่ ที่หน้าบันแต่ละด้านสลักภาพเล่าเรื่องในพุทธประวัติทั้งหมด ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปตอนพระพุทธเจ้าตัดเกศ ทิศเหนือเป็นเรื่องเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทิศตะวันตกเป็นเรื่องของพระป่าเลไลยก์ และ ทิศใต้เป็นเรื่องมารวิชัย
ภายในสระใหญ่นี้ ยังมีประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่อีกด้วย ร่องรอยหลักฐานที่เหลือนั้นทำให้ทราบว่าด้านทิศเหนือเป็นรูปศิวลึงค์ ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปม้า และด้านทิศตะวันตกเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ส่วนทิศใต้นี้ไม่ทราบว่าเป็นรูปอะไรแน่ ในปัจจุบันประติมากรรมรูปม้าได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์ และตั้งอยู่ในสระ เป็นรูปม้ามีผู้คนเกาะห้อยอยู่ด้านข้างม้าตนนี้เป็นม้าวิเศษที่ชื่อว่า “ม้าอัศวพาหุ หรือม้าวลาหก (พลาหะ)” ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจำแลงลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวเรือแตกที่ไปอาศัยอยู่เกาะที่เป็นที่อยู่ของนางยักษี แต่ก่อนที่จะถูกยักษ์จับกิน ชาวเรือพากันสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา พระองค์ก็เสด็จลงมาช่วยเหลือในร่างของม้าพาชาวเรือแตกรอดมาได้
ในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้ประดิษฐานเทวรูป 14 รูป และศิวลึงค์อีก 1,000 องค์ ถึงแม้ว่าจะไม่พบหลักฐานดังกล่าวเหลืออยู่ในสมัยหลัง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งของปราสาทนาคพันและสระน้ำนี้ ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประทับของเหล่าเทพเทวดาทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธที่ทำให้ราชอาณาจักรกัมพูชาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มั่นคงไม่มีใครมาทำลายได้ ปัจจุบัน ปราสาทประธานประดิษฐานพระพุทธชัยนาคมุนี เป็นพระพุทธรูปนาคปรกที่นำมาประดิษฐานภายหลัง ส่วนองค์เดิม บวซเซอลิเย่สันนิษฐานว่า ถูกกองทัพสยามทำลายหรือยึดไปครั้งยกทัพตีนครธมในปีพ.ศ.1974
ข้อสังเกตพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผู้ที่สนใจการสาธารณสุขอย่างจริงจัง อย่างที่ทรงสร้างอโรคยาศาลาไว้มากมายตามเส้นทางต่างๆ การสร้างอ่างน้ำพิเศษนี้ขึ้นอยู่ท่ามกลางสระน้ำบาราย “ชยตฎากะ” โดยทำเป็นเขื่อนกั้นรอบอ่างน้ำนาคพัน มีการวางแผนในการกักเก็บน้ำที่สะอาดและให้มีใช้ได้ตลอดปี โดยการทำอ่างน้ำล้นรอบอ่างใหญ่สี่ด้านเพื่อให้สงวนน้ำที่สะอาดเป็นส่วนกลาง ช่วงน้ำหลาก ช่วงหน้าฝนน้ำจากอ่างใหญ่จะมีการระบายน้ำออกไปยังอ่างย่อยสี่อ่าง และน้ำจากสระบารายก็ไม่ระบายเข้ามาถึงอ่างด้านในซึ่งมีเขื่อนดินกั้นขวาง ช่วงหน้าแล้งก็จะทดน้ำเข้ามากักเก็บในอ่างน้ำด้านในเพื่อให้มีน้ำสะอาดใช้ ขณะที่น้ำในสระบารายชยตฎากะก็จะแห้งไปตามฤดูกาล การมีน้ำสะอาดใช้ก็จะช่วยให้ผู้คนที่เจ็บป่วยหายไข้ได้ดีกว่าใช้น้ำที่ไม่สะอาด พอผ่านหน้าโรงพยาบาล (มนเฑียรแพทย์) ชัยวรมันที่ 7 เห็นสัญลักษณ์คือรูปพระเศียรขนาดใหญ่ของท่าน ก็คิดสมญาท่านว่า บิดาแห่งการสาธารณสุขผู้ยิ่งใหญ่ของกัมพูชา
เป็นยังไงบ้างครับ มาเห็นความยิ่งใหญ่ ความปรีชาของคนใกล้ดินแดนสยาม ความเก่งในยุค 1 พันปีที่แล้ว และมาเทียบกับความตกต่ำในช่วงปัจจุบัน คิดว่าไม่น่าจะมาประสบชะตากรรมอย่างทุกวันนี้เลยนะครับ อาจเป็นเพราะ............. คิดกันได้ต่างๆนาๆ
สำหรับผมแล้ว ผมว่า จะให้คนทุกๆคนมีสติปัญญา มีความคิดความอ่านเท่าเทียมกันนั้น มิอาจประกันความร่มเย็นสงบสุขได้ และไม่น่าจะเป็นได้ที่จะให้ทุกคนมีสถานะภาพและมีสมองเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมาที่ใดมีผู้นำที่เก่ง สามารถ ผู้นำที่มีคุณธรรม เสียสละ มีน้ำใจ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน
ที่นั้นก็ไม่ประสบกับความตกต่ำได้โดยง่าย
พอหอมปากหอมคอนะครับ ไว้มีโอกาสต้องมาเที่ยวเจาะลึก เมืองพระนครและนครธม Angkor – Angkor Thom ให้ได้ เที่ยวประมาณ 4-5 วัน มีที่ให้ดูอีกมาก มีมุมให้ถ่ายรูปอีกไม่น้อย สวยๆ ลึกๆลับๆ เป็นที่ประทับใจ ไปอวดให้ใครดู เค้าก็อยากมาดูเองให้ได้แน่นอนครับ
จากปราสาทนาคพัน นั่งรถไปยังสนามบินเสียมเรียบ ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที
พอถึงสนามบินก็ต้องหารถเข็นกระเป๋าลำเลียงกันเข้าไป (เจ้าหน้าที่ทัวร์ท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปได้)
ผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ แล้วก็ลำเลียงกระเป๋าที่ต้องการส่งขึ้นเครื่องบินไปตั้งเป็นแถว แล้วก็รอการเช็คตั๋วเครื่องบินอยู่แถวนั้น เพราะห้องเช็คอินของสนามบินเสียมเรียบมีขนาดไม่ใหญ่ไม่โต และเป็นชั้นเดียว
พอรับบัตรที่นั่ง (Boarding Pass) แล้วก็เดินเข้าแถวต่อเพื่อผ่านการตรวจคนออกเมือง ผ่านแล้วก็เข้าไปรอยังห้องพักผู้โดยสาร เตรียมตัวรอเรียกขึ้นเครื่องบิน ภายในนั้นมีร้านขายสินค้าปลอดภาษีขนาดย่อม มีบาร์ขายเครื่องดื่มของทานเล่น มีห้องน้ำด้วย
เวลาประมาณ 19.00 น. ประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์
เที่ยวบินที่ PG 937
19.30 น. เครื่องบินออกเดินทางสนามบินเสียมเรียบ
20.20 น. เครื่องบินก็ถึงสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ด้วยความสวัสดี
ขอขอบคุณพระอาจารย์ อาจารย์หลายๆท่าน ที่สั่งสอนให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้สนใจเรื่องหินๆ
ขอบคุณคุณยุทธนา ตันทเนตนิต ที่รวบรวมข้อมูลจากที่ต่างๆมาให้ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เขียนเรื่องนครวัด นครธม แล้วคุณยุทธนาก็นำมาพิมพ์เก็บรวมไว้
จบแล้วครับ










