Skip navigation.

สวัสดีฮอลิเดย์

Art remains longlife, but life is quick to be remains.

วันที่สาม (สุดท้าย) ของการเที่ยวเมืองพระนคร

มาเก็บให้จบแล้วครับ
ขออภัยที่พื้นที่ในช่วงก่อนไม่พอ



เมื่อได้ของกันมาก็กลับขึ้นรถ พอขึ้นรถปั๊ปก็หิวพอดี
เราก็จะนั่งรถกลับเข้าเมืองเสียมเรียบเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันเช่นเคย
มีร้านชื่อ “บายน” ที่บริการแบบบุฟเฟต์มีอาหารหลากหลายเช่นกัน
ปรกติร้านอาหารร้านนี้จะมีการแสดงดนตรี และฟ้อนรำพื้นบ้านให้ชมในตอนมื้ออาหารค่ำ
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสำหรับอาหารการกินในเมืองท่องเที่ยวอย่างเสียมเรียบไม่ต้องกังวลเลย
ในอนาคตคงมีร้านอาหารเพิ่มขึ้น โรงแรมก็มีมากขึ้นมากขึ้นทุกปี เพราะปากต่อปากจากผู้ที่ได้มาเยือน
ทำให้หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย การบริการ ที่พัก อาหารการกิน
เมืองเสียมเรียบจึงมีคนมาเที่ยวในปี 2549 นี้แค่ครึ่งปีแรกก็ 1.5 ล้านคนแล้ว


หลังอาหารกลางวัน ก็จะกลับเข้าเขตอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อไปชมอีกสัก 2 แห่งก่อนเดินทางกลับเมืองไทย
นั่นคือปราสาทพระขรรค์และปราสาทนาคพัน
ทั้งสองปราสาทนี้ตั้งอยู่ใกล้กัน อยู่บริเวณทิศเหนือนอกกำแพงเมืองของอาณาจักรนครธม
(อาณาจักรนครธม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศตวรรษที่ 19)


ปราสาทพระขรรค์
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)


พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1734 ในบริเวณที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือพวกจามเมื่อคราวที่ทำสงครามกู้อิสรภาพ สร้างถวายพระบิดาของพระองค์ คือ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ภายใต้รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้มีพระนามว่า “ศรีชัยวรเมศวร” ซึ่งเป็นเทพผู้คุ้มครองพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พระโลเกศวรเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งพร้อมที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ได้ทรงปฏิเสธที่จะเข้าสู่ปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยสัตว์ทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ความเป็นอยู่เท่านั้น แต่จากภัยพิบัติต่างๆ ด้วย พระองค์มีพระนาม โลเกศวร ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งโลก หรือ อวโลกิเตศวร คือ ผู้ที่มองลงมาจากเบื้องบนด้วยความเมตตากรุณา)

แผนผังของปราสาทพระขรรค์มีลักษณะคล้ายเมืองพระนครหลวง แต่มีขนาดเล็กกว่า และสร้างขึ้นก่อนพระนครหลวง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าเดิมนั้นเมืองที่ปราสาทพระขรรค์นั้นอาจจะเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงระยะเวลาที่พระนครหลวงยังสร้างไม่เสร็จ ที่นี่พบจารึกซึ่งทำให้เรารู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ในสมัยของพระเจ้าชัยวมันที่ 7 มากมาย เช่น มีการสร้างประติมากรรมขึ้นถึง 515 องค์, มีการสร้างสถานพยาบาลหรืออโรคยศาลาขึ้น (ทั้งหมด 102 แห่ง) เพื่อเป็นที่บำบัดทุกข์ให้แก่ประชาชนทั่วราชอาณาจักร ถวายแด่พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่มวลมนุษย์ ทรงบาตร หม้อน้ำมนต์ หรือผลสมอในพระหัตถ์เป็นสัญลักษณ์, มีการสร้างบ้านมีไฟหรือที่พักคนเดินทางขึ้น (ทั้งหมด 121 แห่ง) ตามเส้นทางต่างๆ ในราชอาณาจักร และทราบถึงเรื่องราวของปราสาทพระขรรค์ในอดีตด้วย คือ เมืองที่ปราสาทพระขรรค์นั้นเดิมมีชื่อเรียกว่า ชัยศรี (แปลว่า โชคลาภแห่งชัยชนะ) ชื่อพระขรรค์เป็นชื่อที่เรียกกันในปัจจุบัน (คำว่า พระขรรค์ หมายถึง พระแสงดาบอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีนามเต็มว่า พระแสงขรรค์ชัยศรี ชาวเขมรนับถือว่าเป็นพระแสงดาบอันศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเขมร) นอกจากนี้ ยังกล่าวว่ามีเมืองชัยศรีเป็นที่อยู่ของผู้คนที่เป็นผู้รับใช้ประจำศาสนสถานและนักบวชถึง 97,840 คน และมีนักฟ้อนรำสำหรับพิธีทางศาสนาและงานฉลองประจำปีที่มีขึ้นที่ปราสาทพระขรรค์นี้ถึง 1,000 คน

ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำกว้าง 40 เมตร ล้อมรอบพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 700 x 800 เมตร คูน้ำแต่ละด้านจะมีทางเดินข้ามคูน้ำไปสู่ประตูทางเข้าของกำแพงชั้นนอกสุดที่ก่อด้วยศิลาแลง สองข้างทางเดินข้ามคูน้ำประดับด้วยภาพสลักขนาดใหญ่เป็นรูปเหล่าอสูรและเทวดากำลังยุดนาค เช่นเดียวกับที่พบที่เมืองพระนครหลวงราชธานี ทางเดินข้ามคูน้ำทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้น เชื่อมต่อมาจากทางเดินเข้าทางด้านนอกสุดที่มีเสานางเรียงประดับอยู่สองข้างทางด้วย

มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่ 3 ประตูที่ก่อเป็นซุ้มยอดปราสาท ภายในเขตกำแพงชั้นนอกสุดนี้กว้างใหญ่มาก และมีทางเดินนำไปสู่กลุ่มศาสนสถานที่ตั้งรวมกลุ่มอยู่ในบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้างยาวเพียง 220 x170 เมตรที่ตั้งอยู่ตรงกลางค่อนไปทางทิศตะวันออก บริเวณรอบนอกนี้คงจะเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมากที่มีกล่าวไว้ในจารึกนั่นเอง

ที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ อาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ชั้น ก่อด้วยศิลาทราย ชั้นล่างสุดไม่มีผนังมีแต่เพียงแนวสันหินที่ก่อเป็นเสากลมขนาดใหญ่มาก รองรับอาคารชั้นบนที่มีผนังเจาะเป็นช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ ส่วนหลังคาก่อเป็นรูปวงโค้งแต่พังทลายไปหมดแล้ว ที่น่าแปลกใจก็คืออาคาร 2 ชั้นนี้ไม่มีบันไดทางขึ้นไปสู่ชั้นบน

ภายในระเบียงคตชั้นในสุด ยังมีปราสาทขนาดเล็กและอาคารชั้นรองอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปราสาทเล็กๆ ราว 23 หลังหรือมากกว่านั้น ซึ่งคงจะสร้างเพิ่มเติมขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่บรรดาพระราชวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปแแล้ว ศาสตราจารย์เซเดส์เรียกกลุ่มปราสาทเล็กๆ นี้ว่า สุสานแห่งครอบครัว

ภาพสลักที่ปราสาทพระขรรค์ แสดงเป็นภาพเล่าเรื่องทั้งในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู และที่งดงามมากได้แก่ ภาพสลักรูปนางอัปสรกำลังฟ้อนรำบนทับหลัง และนางอัปสรยืนอยู่ภายในซุ้มประดับอยู่ตามผนังของประตูทางเข้าของปราสาทและระเบียงคต รวมทั้งภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และภาพตรีมูรติ

ยังพบภาพสลักรูปผู้หญิง 2 ภาพที่สลักอยู่ภายในซอกหลืบ เชื่อว่าเป็นภาพของพระนางชัยราชเทวี และพระนางอินทรเทวี ซึ่งทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และเป็นพระมเหสีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ในปราสาทประธาน มีเจดีย์เล็กๆ อยู่องค์หนึ่ง บางคนเชื่อว่าเป็นเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บางคนเชื่อว่าบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระราชบิดา บางคนเชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นสมัยหลังเมื่ออยุธยาได้แผ่อิทธิพลไปถึง

นอกจากนี้ ที่ปราสาทพระขรรค์นี้ได้มีการค้นพบประติมากรรมรูปเคารพที่มีความงดงามและมีชื่อเสียงมาก คือ รูปเคารพนางปรัชญาปารมิตา และรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร ปัจจุบันนี้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ข้อสังเกต[/size=5]อาคารผังสี่เหลี่ยมที่มีสองชั้นและมีเสากลมขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักของชั้นบนนี้ ซึ่งไม่ได้สร้างบันไดถาวรขึ้นสู่ชั้นบน คงใช้บันไดไม้พาดที่เคลื่อนย้ายได้มีลักษณะคล้ายๆกับอาคารเก็บสมุดหนังสือในสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน อาคารรูปแบบนี้ไม่พบในที่อื่นใดของเมืองพระนครหรือในเมืองนครธม น่าจะมาจากการสร้างเลียนแบบจากผังอาคารของกรีกโรมันที่นำเข้ามาโดยพวกพ่อค้า

ปราสาทนาคพัน
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)


พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นกลางบาราย “ชัยตฏากะ” แต่ในปัจจุบันตื้นเขินหมดแล้ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกเมืองพระนครหลวง ชื่อเดิมของปราสาทแห่งนี้ปรากฏอยู่ในจารึกว่า “ราชัยศรี” ส่วนชื่อปราสาทในปัจจุบันเรียกว่า “นาคพัน” นั้นได้มาจากรูปนาคสลักจากศิลา 2 ตนพันกันล้อมรอบฐานล่างสุดของปราสาท

คำว่า “ราชัยศรี” ศ.ฌอง บวซเซอลิเย่ร์ ตีความว่าหมายถึง เครื่องเสริมพระราชอิสสริยยศ ตั้งอยู่ทางทิศมงคล คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวง
แผนผังของปราสาทนาคพันแสดงให้เห็นถึงรูปสัญลักษณ์ของสระอโนดาต หรือสระพนงต์ปตา หมายถึง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาหิมาลัย สระน้ำนี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำคงคา, แม่น้ำยมุนา, แม่น้ำสินธุ และแม่น้ำพรหมบุตร สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ศาสนาว่าเป็นสระน้ำที่บริสุทธิ์เป็นต้นน้ำของแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 สายที่ไหลมาหล่อเลี้ยงมนุษย์โลก น้ำในสระอโนดาตจะไม่เหือดแห้งตราบใดที่ยังไม่ถึงวาระสุดท้ายแห่งกัลป์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงโปรดให้สร้างรูปสัญลักษณ์แห่งสระอโนดาตขึ้นในราชอาณาจักรของพระองค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางจิตใจให้แก่ชาวเขมรว่า ราชอาณาจักรของพระองค์จะมีอายุยืนยาวนานเท่านานชั่วกัลป์

สัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยแผนผังของศาสนสถานที่ประกอบด้วยสระน้ำ 5 สระ โดยมีสระรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 70 x 70 เมตรอยู่ตรงกลาง รอบสระกรุด้วยศิลาเป็นขั้นบันไดลงไปถึงก้นสระ และมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กเชื่อมต่อสระใหญ่ที่ด้านข้างตรงทิศทั้งสี่ที่ขอบสระใหญ่ตรงกลางทั้งสี่ทิศที่เชื่อมต่อด้านข้างนั้น มีซุ้มขนาดเล็กภายในซุ้มมีท่อน้ำและที่ปากท่อทำเป็นรูปต่างๆ กัน คือ ด้านทิศเหนือเป็นรูปเศียรช้าง (ธาตุน้ำ), ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปหน้าคน (ธาตุดิน) ถ้าเป็นคติพราหมณ์ ทำเป็นรูปโค, ด้านทิศใต้เป็นรูปสิงห์ (ธาตุไฟ) และด้านทิศตะวันตกเป็นรูปม้า (ธาตุลม) เชื่อกันว่าภายในซุ้มนี้ใช้สำหรับการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีแท่นหินที่แกะสลักลงไปเป็นรูปรอยเท้ารองรับอยู่ที่พื้น และที่หน้าบันของซุ้มเล็กๆ เหล่านี้มีภาพสลักเล่าเรื่องในพระพุทธศาสนาตอนต่างๆ

กลางสระเป็นที่ตั้งของปราสาทขนาดเล็กหนึ่งหลัง สร้างด้วยศิลาทรายตั้งอยู่บนฐานกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 14 เมตร ฐานกลมนี้สร้างลดหลั่นเป็นขั้นบันได ส่วนล่างสุดมีรูปนาคศิลาพันรอบฐาน 2 ตัว ถัดจากฐานกลมขึ้นไปเป็นฐานรูปดอกบัวขนาดใหญ่รองรับตัวปราสาทที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท มีประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก อีกสามด้านก่อเป็นผนังทึบสลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดับอยู่ ที่หน้าบันแต่ละด้านสลักภาพเล่าเรื่องในพุทธประวัติทั้งหมด ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปตอนพระพุทธเจ้าตัดเกศ ทิศเหนือเป็นเรื่องเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทิศตะวันตกเป็นเรื่องของพระป่าเลไลยก์ และ ทิศใต้เป็นเรื่องมารวิชัย

ภายในสระใหญ่นี้ ยังมีประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่อีกด้วย ร่องรอยหลักฐานที่เหลือนั้นทำให้ทราบว่าด้านทิศเหนือเป็นรูปศิวลึงค์ ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปม้า และด้านทิศตะวันตกเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ส่วนทิศใต้นี้ไม่ทราบว่าเป็นรูปอะไรแน่ ในปัจจุบันประติมากรรมรูปม้าได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์ และตั้งอยู่ในสระ เป็นรูปม้ามีผู้คนเกาะห้อยอยู่ด้านข้างม้าตนนี้เป็นม้าวิเศษที่ชื่อว่า “ม้าอัศวพาหุ หรือม้าวลาหก (พลาหะ)” ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจำแลงลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวเรือแตกที่ไปอาศัยอยู่เกาะที่เป็นที่อยู่ของนางยักษี แต่ก่อนที่จะถูกยักษ์จับกิน ชาวเรือพากันสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา พระองค์ก็เสด็จลงมาช่วยเหลือในร่างของม้าพาชาวเรือแตกรอดมาได้

ในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้ประดิษฐานเทวรูป 14 รูป และศิวลึงค์อีก 1,000 องค์ ถึงแม้ว่าจะไม่พบหลักฐานดังกล่าวเหลืออยู่ในสมัยหลัง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งของปราสาทนาคพันและสระน้ำนี้ ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประทับของเหล่าเทพเทวดาทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธที่ทำให้ราชอาณาจักรกัมพูชาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มั่นคงไม่มีใครมาทำลายได้ ปัจจุบัน ปราสาทประธานประดิษฐานพระพุทธชัยนาคมุนี เป็นพระพุทธรูปนาคปรกที่นำมาประดิษฐานภายหลัง ส่วนองค์เดิม บวซเซอลิเย่สันนิษฐานว่า ถูกกองทัพสยามทำลายหรือยึดไปครั้งยกทัพตีนครธมในปีพ.ศ.1974

ข้อสังเกต
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผู้ที่สนใจการสาธารณสุขอย่างจริงจัง อย่างที่ทรงสร้างอโรคยาศาลาไว้มากมายตามเส้นทางต่างๆ การสร้างอ่างน้ำพิเศษนี้ขึ้นอยู่ท่ามกลางสระน้ำบาราย “ชยตฎากะ” โดยทำเป็นเขื่อนกั้นรอบอ่างน้ำนาคพัน มีการวางแผนในการกักเก็บน้ำที่สะอาดและให้มีใช้ได้ตลอดปี โดยการทำอ่างน้ำล้นรอบอ่างใหญ่สี่ด้านเพื่อให้สงวนน้ำที่สะอาดเป็นส่วนกลาง ช่วงน้ำหลาก ช่วงหน้าฝนน้ำจากอ่างใหญ่จะมีการระบายน้ำออกไปยังอ่างย่อยสี่อ่าง และน้ำจากสระบารายก็ไม่ระบายเข้ามาถึงอ่างด้านในซึ่งมีเขื่อนดินกั้นขวาง ช่วงหน้าแล้งก็จะทดน้ำเข้ามากักเก็บในอ่างน้ำด้านในเพื่อให้มีน้ำสะอาดใช้ ขณะที่น้ำในสระบารายชยตฎากะก็จะแห้งไปตามฤดูกาล การมีน้ำสะอาดใช้ก็จะช่วยให้ผู้คนที่เจ็บป่วยหายไข้ได้ดีกว่าใช้น้ำที่ไม่สะอาด พอผ่านหน้าโรงพยาบาล (มนเฑียรแพทย์) ชัยวรมันที่ 7 เห็นสัญลักษณ์คือรูปพระเศียรขนาดใหญ่ของท่าน ก็คิดสมญาท่านว่า บิดาแห่งการสาธารณสุขผู้ยิ่งใหญ่ของกัมพูชา

เป็นยังไงบ้างครับ มาเห็นความยิ่งใหญ่ ความปรีชาของคนใกล้ดินแดนสยาม ความเก่งในยุค 1 พันปีที่แล้ว และมาเทียบกับความตกต่ำในช่วงปัจจุบัน คิดว่าไม่น่าจะมาประสบชะตากรรมอย่างทุกวันนี้เลยนะครับ อาจเป็นเพราะ............. คิดกันได้ต่างๆนาๆ
สำหรับผมแล้ว ผมว่า จะให้คนทุกๆคนมีสติปัญญา มีความคิดความอ่านเท่าเทียมกันนั้น มิอาจประกันความร่มเย็นสงบสุขได้ และไม่น่าจะเป็นได้ที่จะให้ทุกคนมีสถานะภาพและมีสมองเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมาที่ใดมีผู้นำที่เก่ง สามารถ ผู้นำที่มีคุณธรรม เสียสละ มีน้ำใจ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน
ที่นั้นก็ไม่ประสบกับความตกต่ำได้โดยง่าย


พอหอมปากหอมคอนะครับ ไว้มีโอกาสต้องมาเที่ยวเจาะลึก เมืองพระนครและนครธม Angkor – Angkor Thom ให้ได้ เที่ยวประมาณ 4-5 วัน มีที่ให้ดูอีกมาก มีมุมให้ถ่ายรูปอีกไม่น้อย สวยๆ ลึกๆลับๆ เป็นที่ประทับใจ ไปอวดให้ใครดู เค้าก็อยากมาดูเองให้ได้แน่นอนครับ

จากปราสาทนาคพัน นั่งรถไปยังสนามบินเสียมเรียบ ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที
พอถึงสนามบินก็ต้องหารถเข็นกระเป๋าลำเลียงกันเข้าไป (เจ้าหน้าที่ทัวร์ท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปได้)
ผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ แล้วก็ลำเลียงกระเป๋าที่ต้องการส่งขึ้นเครื่องบินไปตั้งเป็นแถว แล้วก็รอการเช็คตั๋วเครื่องบินอยู่แถวนั้น เพราะห้องเช็คอินของสนามบินเสียมเรียบมีขนาดไม่ใหญ่ไม่โต และเป็นชั้นเดียว
พอรับบัตรที่นั่ง (Boarding Pass) แล้วก็เดินเข้าแถวต่อเพื่อผ่านการตรวจคนออกเมือง ผ่านแล้วก็เข้าไปรอยังห้องพักผู้โดยสาร เตรียมตัวรอเรียกขึ้นเครื่องบิน ภายในนั้นมีร้านขายสินค้าปลอดภาษีขนาดย่อม มีบาร์ขายเครื่องดื่มของทานเล่น มีห้องน้ำด้วย

เวลาประมาณ 19.00 น. ประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์
เที่ยวบินที่ PG 937
19.30 น. เครื่องบินออกเดินทางสนามบินเสียมเรียบ
20.20 น. เครื่องบินก็ถึงสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ด้วยความสวัสดี

ขอขอบคุณพระอาจารย์ อาจารย์หลายๆท่าน ที่สั่งสอนให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้สนใจเรื่องหินๆ
ขอบคุณคุณยุทธนา ตันทเนตนิต ที่รวบรวมข้อมูลจากที่ต่างๆมาให้ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เขียนเรื่องนครวัด นครธม แล้วคุณยุทธนาก็นำมาพิมพ์เก็บรวมไว้


จบแล้วครับ


ชมปราสาทเล็กแต่เลิศ จิ๋วแต่แจ๋ว “ปราสาทบันทายสรี” ปราสาทพระขรรค์-นาคพัน

เช้าชมปราสาทเล็กแต่เลิศ จิ๋วแต่แจ๋ว “ปราสาทบันทายสรี”
บ่ายเที่ยว”ปราสาทพระขรรค์-ปราสาทนาคพัน”


วันนี้เป็นวันเที่ยววันสุดท้าย เช้าวันนี้ต้องเช็คเอาท์คืนห้องซะเลย เพราะจะเที่ยวกันต่อเนื่องจนกลับไปยังสนามบินช่วงเย็น
ช่วงเช้าจะเดินทางออกนออกเขตเมืองพระนคร Angkor ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง
เส้นทางเดินรถก็ยังต้องผ่านไปยังด่านเช็คพอยน์ตรวจบัตรเข้าอุทยานประวัติศาสตร์
แต่ใช้เส้นทางคู่ขนานด้านขวาของถนนเส้นหลักที่จะผ่านด่านตรวจหลัก (ด่านตรวจหลักนี้จะตรงไปยังปราสาทนครวัด)
เส้นทางที่ใช้วันนี้จะผ่านเห็นปราสาทกระวันอยู่ทางด้านขวามือ ถัดไปหน่อยซ้ายมือจะเห็นปราสาทบันทายกุฎีและก็มีสระสรงอยู่ทางขวามือ
สุดถนนก็เลี้ยวขวาไปทางด้านสระสรงซึ่งก็ยังอยู่ทางขวามือ แหมเล่าอย่างกะเป็นคนเขมรท้องถิ่น
นั่งรถไปเรื่อยๆไปตามทางพอเจอแยกขวามือก็เลี้ยวเข้าไปเลย จะเข้าเขตหมู่บ้านประดาก หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แต่ก่อนเป็นสระน้ำบารายขนาดใหญ่ คือบารายตะวันออกนั่นเอง ถนนเส้นนี้ผ่าใจกลางหมู่บ้าน สองข้างทางเป็นบ้านหลังคาทรงจั่วมีใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยชนบท ปลูกต้นไม้ร่มรื่นน่าอยู่ ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ผลิตน้ำตาลโตนด ก็คือที่นี่ปลูกต้นตาลเยอะเลยมีน้ำตาลมาต้มและเคี่ยวแล้วเทใส่พิมพ์เป็นน้ำตาลก้อน จากนั้นนำน้ำตาลแต่ละก้อนมาเรียงห่อด้วยใบตาลขายห่อแพ็คละ 1,000 เรียล หรือ 10 บาท
ผ่านหมู่บ้านประดากได้ไม่นานก็เป็นท้องทุ่ง มองไปทางขวามือก็จะเห็นภูเขาโดดๆหนึ่งลูก ภูเขาลูกนี้ชื่อ พนมบก
ในอาณาเขตรอบๆพื้นที่ของเมืองพระนครมีภูเขาลูกโดดๆตั้งตระหง่านอยู่สามลูก ก็คือพนมบกลูกนึง พนมบาแค็งที่เป็นที่ตั้งของปราสาทบาแค็งลูกนึง และอีกลูกนึงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองพระนครใกล้กับทะเลจืด ตนเลสาบมีชื่อว่าพนมกรอม
มองดูพนมบกเขาโดดไม่นานก็จะเห็นทิวเขายาวๆอยู่ค่อนไปทางขวา ทิวเขานี้ก็คือ พนมกุเลน ที่เป็นแหล่งหินทรายที่มีทั้งสีเทาและสีชมพู เป็นวัตถุดิบให้พวกขอมไปตัดมาสร้างปราสาทนั่นเอง
นั่งรถต่อไปอีกซัก 20-30 นาทีก็ถึงบริเวณปราสาทบันทายสรี


เมื่อถึงแล้วสิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวอยากจะทำก็คือ .......... (ตอบเองเลยครับ)
ถูกต้องแล้วครับ ใช้ห้องน้ำ

ห้องน้ำ ในภาษาเขมร เค้าเรียกว่า บองตบตึก แต่เขียนที่ป้ายว่า บังควน
(ตรงกับคำราชาศัพท์ไทยว่า บังคล ปัสสาวะว่าบังคลเบา อุจจาระก็บังคลหนัก)
ห้องน้ำที่สร้างโดยอุทยานจะมีแบบแปลนเดียวกันหมด มีอยู่หลายๆจุดทั่วไปไม่ไกลจากปราสาทต่างๆ
ค่าเข้าห้องน้ำจะรวมอยู่ในราคาค่าเข้าอุทยานประวัติศาสตร์แล้ว
ถ้าใช้ห้องน้ำช่วงเย็นๆใกล้ค่ำละก้อ ต้องคลำหาเป้ากันจ้าละหวั่น เพราะห้องน้ำเกือบทุกแห่งไม่ได้ติดตั้งดวงไฟ
เพราะกำลังไฟไม่พอป้อนให้กับห้องน้ำ เช่นเดียวกับในบริเวณตลาดเก่า ตลาดสดทั้งหลาย
พอกลุ่มเมฆมาบดบังแสงดวงอาทิตย์ แทบจะมองไม่เห็นทางกันเลย
สำหรับโรงแรมก็จะใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าของใครของมัน ไม่งั้นไม่เพียงแต่มีปัญหาเรื่องแสงสว่าง เปิดแอร์ก็ไม่ได้แน่
ห้องบองตบตึก หรือบังควน ที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตเลยครับ คนแน่นทุกเช้า ถ้ามาตอนบ่ายจะไม่แน่น เพราะตอนเช้าแอร์เย็น
หลังใช้ห้องน้ำแล้ว มารวมกันที่ด้านหน้าทางเข้าของปราสาท

ปราสาทบันทายสรีนี้ เกริ่นไว้แล้วว่าเล็กแต่เลิศ
ปราสาทหลังอื่นๆให้ดูความอลังการ ความยิ่งใหญ่
ปราสาทหลังนี้ให้ใช้แว่นขยายดู เพราะมีคนเค้าให้สมญาว่า รัตนชาติแห่งแห่งศิลปขอม

เพราะว่าหินแต่ละก้อนนั้นใช้หินทรายสีชมพู (ถ้าไม่หมองอย่างปัจจุบันสวยแน่แน่-ต้องทำความสำอาดนะครับ)
งานแกะสลักนั้นสุดยอดจริง แกะหินนะครับไม่ได้แกะผลไม้ ความปราณีต ความอ่อนช้อย มิติที่วางแบบไว้ก็งดงามสมส่วน
รายละเอียดต่างๆเปิดให้เห็น แม้แต่รอยย่นของผิวหนังบุคคล สะดือ ขอบนม รอยย่นตรงข้อศอก ข้อพับ แม้ตีนกาก็ไม่ละเว้น
แค่หน้าประตูตรงหน้าบันที่เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร ก็หยุดผู้คนทำให้จราจรติดขัดพอสมควรแล้วครับ
ลองก้าวเข้าไปดูเรื่องดูราวเลยครับ


ปราสาทบันทายสรี
ศิลปะแบบบันทายสรี พ.ศ.1510 – ราว พ.ศ.1545)

พระเจ้าราเชนทรวรมันสวรรคตในปีพ.ศ.1511 โอรสครองราชย์ต่อ คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ.1511-1544)
ในขณะที่ยังมีอายุน้อย
ดังนั้นขุนนางในราชสำนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งพราหมณ์ยัชญวราหะ พระอาจารย์ของพระองค์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชปุโรหิต จึงมีอำนาจมากที่สุดในสมัยนั้น และได้สร้างปราสาทบันทายสรีขึ้นในปี พ.ศ.1510
ในช่วงปลายสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน และสำเร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 สร้างขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า “อิศวรปุระ” หรือ เมืองของพระอิศวร
สร้างอุทิศถวายแด่พระอิศวรภายในนามว่า “ตรีภูวนมเหศวร” หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม

ปราสาทบันทายสรี สร้างจากหินทรายสีชมพูทั้งหลัง แต่เป็นปราสาทขนาดเล็ก และที่ประหลาดคือ ข้างนอกใหญ่โต
แต่พอเดินเข้าไปในปราสาทจะยิ่งเล็กลงทุกที เป็นปราสาท 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ เดียวกัน
แล้วมีหอสมุดหรือบรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าข้างขวาและซ้าย ซึ่งใช้สำหรับเก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีเคารพบูชา
ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดังนั้นภาพสลักบนทับหลังหรือหน้าบันทางทิศตะวันออก
จึงมักสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

ส่วนที่มาของชื่อปราสาทบันทายสรีนี้ คำว่า “บันทาย” ในภาษาเขมรแปลว่า “ป้อม” คำว่า “สรี” ภาษาเขมรออกเสียงว่า “เสรย”
เชื่อกันว่ามาจากคำว่า “สตรี” แต่ตัว ต. ตกหายไป ดังนั้นจึงกลายเป็นปราสาทบันทายสรี
ถ้าจะเรียงเป็นไทยให้เต็มคำต้องเรียกว่า “ปราสาทบันทายสตรี” เรียกว่าเป็นป้อมของสตรี เพราะสลักอย่างสวยงามมาก

นักวิชาการชาวฝรั่งเศส เช่น หลุยส์ ฟิโนต์, อองรี ปาร์มองติเย่ร์, ยอร์ช เซเดส์, อองรี มาร์ซาล, โปล เปลลิโอต์
ได้มาศึกษาปราสาทเขมรตั้งแต่ในปีพ.ศ.2445 โดยอองรี ปาร์มองติเย่ร์ และอองรี มาร์ซาล มีบทบาทสำคัญในการบูรณะปราสาทบันทายสรี โดยอองรี ปาร์มองติเยร์ เป็นผู้ขุดค้น และอองรี มาร์ซาล เป็นผู้ก่อเรียงหินขึ้นไปตามวิธีการที่เรียกว่า อนาสติโลซิส Anastilosis วิธีการคือ ถ่ายภาพและบันทึกรหัสของหินทุกก้อน รื้อหินลงมาแล้วเสริมความมั่นคง จากนั้นประกอบขึ้นไปใหม่ทั้งหลัง โดยอองรี มาร์ซาล ไปศึกษามาจากพวกฮอลันดาซึ่งบูรณะบุโรพุทโธที่อินโดนีเซีย แล้วกลับมาทำเป็นครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา ต่อมา อองรี มาร์ซาล ก็ถึงแก่กรรม และฝังร่างไว้ที่เมืองเสียมเรียบ

ทวารบาลที่ปราสาทแห่งนี้สลักเป็นพิเศษ สลักรูปตัวเป็นคนหน้าเป็นสัตว์กำลังนั่งเฝ้าอยู่ ดังนั้นจึงมีผู้กล่าวว่า
ปราสาทบันทายสรีสร้างเหมือนกับเป็นรูปจำลองของเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอิศวร
เพราะมีภาพสลักทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส และภาพคนที่นั่งเฝ้าอยู่ตามชั้นต่างๆ ของภูเขาก็เหมือนกับพวกทวารบาลที่นั่งอยู่รอบปราสาทบันทายสรีนั่นเอง
บนหน้าบันของห้องสมุดและโคปุระ มีภาพเล่าเรื่องเข้ามาสลักแทนที่ลวดลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งแต่เดิมมีเพียงรูปเทวดาองค์เดียวอยู่ตรงกลาง
ที่ปราสาทบันทายสรีจัดว่าเป็นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 15-16 ที่พบว่ามีภาพบุคคลในอาการกิริยาต่างๆ เช่น กำลังบำเพ็ญสมาธิ กำลังสู้รบ
หรือกำลังเดินอยู่ในป่า เป็นต้น จึงเป็นพยานหลักฐานชิ้นแรกที่เราได้ทราบเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาวเขมรในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 16


มีหน้าบันสองชิ้นของปราสาทบันทายสรีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับมหาภารตะยุทธ
คือ ชิ้นหนึ่งซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพนมเปญ สลักภาพภีมะกำลังตีทุรโยธน์ ลูกสะบ้าหลุดพ่ายแพ้และตายไป
ทางซ้ายของภาพมีบุคคลอีกสองคนที่มีสี่กร น่าจะเป็นพระกฤษณะกำลังจับตัวพลราม พี่ชายที่ถืออาวุธคือคันไถ (บางตำราว่าเป็นปฏัก)

ทางด้านขวามีบุคคลสี่คน คงเป็นพี่น้องที่เหลือฝ่ายปาณฑพ ส่วนหน้าบันอีกชิ้นหนึ่งเป็นรูปนางอัปสรติโลตตมา กำลังถูกอสูร 2 ตนแย่งชิงตัวซึ่งเป็นตอนต้นของมหาภารตะ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส


จารึกที่กรอบประตูโคปุระชั้นที่ 2 เป็นภาษาสันสกฤต และที่กรอบประตูปราสาทหลังทิศใต้ มีจารึกชื่อ ยัชญวราหะเป็นผู้ให้สร้าง

หน้าบัน ภาพ “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ”
แสดงภาพพระอินทร์ประทับนั่งท่ามหาราชลีลาสนะเหนือช้างเอราวัณ 3 เศียร พระหัตถ์ขวาทรงถือดอกบัว พระอินทร์
ผู้เป็นประมุขของเหล่าเทวดา เป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า-ฝน รวมทั้งเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออก ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ
ซึ่งเป็นท่านั่งของเหล่าเทวดา ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ และจะถือวัชระรูปทรงกระบอกอยู่ในพระหัตถ์ขวา บางรูปก็ถือดอกบัว
บางรูปก็ถือกระบอง บางรูปก็ไม่ได้ถืออะไรเลย
ถึงแม้ว่าพระอินทร์จะทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะอยู่เสมอ แต่ก็อาจทรงพาหนะซึ่งเรียกว่า สิงหาสน์ได้อีกด้วย
ซึ่งลักษณะของสิงหาสน์นี้ ในศิลปะอินเดียมักจะทำเป็นแท่น มีเท้าสิงห์ประกอบ แต่ในศิลปะเขมรจะเปลี่ยนเป็นแท่นเหนือหน้ากาล
เนื่องด้วยเหตุที่ว่าแม้ลายหน้ากาลนี้จะมีลักษณะผสมของสัตว์ต่างๆ มากน้อยเพียงใดก็ตาม
แต่สัตว์ที่มีลักษณะเด่นที่สุดก็คือ สิงห์นั่นเอง และเหตุที่ใช้ลายหน้ากาลซึ่งนิยมสลักอยู่เหนือทางเข้าอาคารอัน
ได้รับอิทธิพลจากศิลปะชวามาประกอบนี้ ก็คงต้องการให้มีความหมายในการป้องกันภูติผีปีศาจมิให้เข้ามารบกวนภายในบริเวณศาสนสถานพร้อมกันด้วย ซึ่งต่อมาลายหน้ากาลนี้จะปรากฏอยู่เป็นประจำกึ่งกลางของทับหลังจนถึงศิลปะแบบบายน
และความหมายของสิงหาสน์คงคลายไปจากเดิมในภายหลัง

โดยทั่วไป ลายหน้ากาลในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ลายหน้ากาลจะไม่มีริมฝีปากล่าง
ดังเช่นบนทับหลังที่ปราสาทบากอง และปราสาทแปรรูป ด้วยเหตุที่ลายหน้ากาลซึ่งมีริมฝีปากล่างนั้นเป็นการประสมกับหน้าสิงห์
ซึ่งเรียกว่า “สิงหมุข” ซึ่งเป็นที่นิยมกันในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ในศิลปะแบบนครวัด และแบบบายน
ดังเช่นทับหลังที่ปราสาทพระขรรค์ และปราสาทบันทายกุฎี นอกจากนี้ การที่หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมาจากปากนั้น โ
ดยทั่วไปแล้วในศิลปะเขมรจักใช้มือรองรับท่อนพวงมาลัย โดยหงายฝ่ามือขึ้นเสมอ


ลวดลายพันธุ์พฤกษาบนทับหลังของศิลปะเขมรโดยทั่วไปนั้น จะเห็นได้ว่าเหนือลายท่อนพวงมาลัยจะสลักเป็นรูปใบไม้สามเหลี่ยมตั้งขึ้นเสมอ
ซึ่งลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมนี้ได้มีวิวัฒนาการจากลายใบไม้ขนาดเล็กในสมัยแรกมาสู่ลายใบไม้ขนาดใหญ่ในศิลปะแบบบายนในสมัยสุดท้าย
ในขณะที่ลายใบไม้เบื้องล่างของทับหลังเป็นลายก้านขดเป็นประจำ แต่ถ้าสลักเป็นลายก้านขดหมดมักจะปรากฎบนหน้าบันโดยทั่วไปยิ่งกว่าลวดลายที่นิยมสลักบนทับหลัง

ทับหลังของศิลปะเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 นั้น มักสลักเนื้อที่ตอนบนของทับหลังเป็นอีกแนวหนึ่งแยกออกไปจากลวดลายหรือเรื่องราวที่ปรากฎบนทับหลังเหล่านั้น และลายที่สลักที่แนวด้านบนก็มักเป็นลายใบไม้หรือลายบุคคล หรือแม้แต่รูปสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มักสลักเป็นรูปฤษีนั่งในท่าโยคาสนะภายในซุ้ม ซึ่งสาเหตุที่จำต้องสลักแนวดังกล่าวเพิ่มขึ้นก็เนื่องจากแต่เดิมนั้น ทับหลังและหน้าบันของปราสาทเขมรยังไม่ได้บรรจบกัน และในช่องว่างระหว่างหน้าบันและทับหลังนั้น ช่างได้ใช้ปูนปั้นเป็นลวดลายเอกเทศประดับอยู่ ต่อมาเมื่อช่องว่างดังกล่าวหายไป เนื่องจากทับหลังและหน้าบันได้เข้ามาบรรจบกันแล้ว ช่างก็ยังคงสืบต่อการทำลวดลายดังกล่าวอยู่ แต่เปลี่ยนมาสลักลวดลายเหล่านั้นตรงส่วนบนของทับหลังแทนการปั้นปูนในช่องว่างระหว่างหน้าบันและทับหลังดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
โดยทั่วไป การแสดงรูปบุรุษขนาดใหญ่เพียงผู้เดียวบริเวณกึ่งกลางทับหลัง มักแสดงออกในรูปของพระกฤษณะเป็นพื้น ถ้ารูปบุคคลที่กึ่งกลางทับหลังนี้ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ก็น่าจะแสดงว่ารูปดังกล่าวมิใช่อสูร หรือบุคคลชั้นต่ำ แต่จากการศึกษาก็ได้พบว่ารูปพระกฤษณะนี้ก็ได้จำหลักทั้งที่ทรงกุณฑลรูปตุ้มและกุณฑลรูปห่วงควบคู่กัน
ลวดลายเครื่องประดับทับหลัง ซึ่งประกอบด้วยท่อนพวงมาลัยวกขึ้นจากเบื้องล่าง เป็นลักษณะโดยทั่วไปของท่อนพวงมาลัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ด้วยเหตุที่ในศิลปะสมัยก่อนหน้านี้ ท่อนพวงมาลัยจะออกมาจากตรงกลาง (มิใช่เบื้องล่าง) ของทับหลังเสมอ
ประติมากรรมรูปบุคคลขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในศิลปะเขมรนั้น นอกจากรูปเทพเจ้าสำคัญซึ่งประดิษฐานภายในปราสาทแล้ว ยังมีการสร้างรูปบุคคลในความหมายของทวารบาลทางด้านหน้าสองข้างประตูทางเข้าศาสนสถานเหล่านั้นด้วย รูปทวารบาลดังกล่าวสร้างขึ้นในจุดประสงค์เพื่อให้เป็นผู้พิทักษ์ทางเข้าของศาสนสถาน ป้องกันสิ่งขั่วร้ายมิให้เข้ามารบกวน การสร้างรูปทวารบาลนั้นมีทั้งที่สร้างเป็นภาพสลักนูนต่ำ และรูปบุคคลลอยตัว มีทั้งสลักจากศิลาทราย และหล่อด้วยโลหะสำริด ส่วนตำแหน่งของรูปทวารบาลนั้น หากเป็นภาพสลักนูนต่ำมักสลักบนผนังของตัวปราสาท (ในกรณีที่ปราสาทก่อด้วยศิลาทราย หรือสลักด้วยศิลาทรายประดับบนผนังปราสาทที่ก่อด้วยอิฐ) ด้านข้างของเสาติดกับผนังภายในซุ้มทั้งสองข้าง หากเป็นทวารบาลลอยตัวก็มักสลักยืนหรือนั่งเยื้องออกมาเบื้องหน้าทั้งสองข้างของประตูทางเข้าของศาสนสถาน

รูปทวารบาลที่ทำหน้าที่ผู้เฝ้าประตูทั้งสองข้างทางเข้านั้น
โดยทั่วไปมักสร้างเป็นรูปเทวดาซึ่งทรงถือศิราภรณ์และกุณฑลรูปตุ้มตามแบบของเครื่องอาภรณ์ของเทวะ ทรงตรีศูลอยู่ทางด้านขวาของประตูทางเข้า ส่วนทางด้านซ้ายมักสร้างรูปทวารบาลในรูปของอสูร ซึ่งสวมศิราภรณ์และกุณฑล (รูปดอกไม้) ตามแบบอสูร ถือกระบองหรือหอก

แต่ยกเว้นที่ปราสาทบันทายสรี ซึ่งทวารบาลทุกรูปสร้างขึ้นในความหมายของเทวดา โดยทรงชฎามุกุฎ และทรงถือหอก และบัวตูมในพระหัตถ์ และตั้งแต่ศิลปะแบบบาปวนเป็นต้นมา ทวารบาลได้เริ่มเปลี่ยนตำแหน่งของการถืออาวุธจากทางด้านข้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักถือทางด้านขวาของลำตัวมาเป็นการถือกระบองทางด้านหน้าของลำตัว ด้วยการใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างกุมอาวุธ อันได้แก่ ตรีศูล หรือกระบองไว้เบื้องหน้า

หน้าบัน ภาพ “อุมามเหศวร” เป็นภาพพระศิวะ และพระนางอุมา นั่งอยู่บนโคนนทิ โดยที่พระนางอุมานั่งอยู่บนตักของพระศิวะ

หน้าบัน ภาพ “นรสิงหาวตาร” คัมภีร์วิษณุปุราณะเล่าว่า
มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ หิรัณยกศิปุ เป็นน้องชายฝาแฝดกับยักษ์หิรัณยากษะ ซึ่งถูกพระนารายณ์ฆ่าตายในวราหาวตาร
เมื่อยักษ์หิรัณยกศิปุ ทราบว่า พี่ชายถูกพระนารายณ์ฆ่าตายก็แค้นมาก จึงบำเพ็ญตบะจนแก่กล้า
และได้พรจากพระพรหมว่า “ไม่ว่าเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน หากต่อสู้กับยักษ์หิรัญยกศิปุแล้ว จะถูกฆ่าด้วยอาวุธใดๆ ก็ไม่ตาย
ปลอดภัยทั้งกลางวัน กลางคืน ภายในเรือนก็ไม่ตาย ภายนอกเรือนก็ไม่ตาย” เมื่อยักษ์หิรัญยกศิปุได้พรดังกล่าวแล้ว
ก็ไปสู้กับเหล่าเทวดาทั้งหลายจนพ่ายแพ้ทิ้งสวรรค์หนีไปหมด แม้กระทั่งพระอินทร์ก็พ่ายแพ้แก่ยักษ์
ตั้งตนปกครองพระสุริยา พระจันทร์ ครองฟ้าครองแผ่นดิน เป็นเจ้าแห่งน้ำแทนพระวรุณ แย่งท้าวกุเวรรักษาทรัพย์
แย่งพระยมเป็นเจ้ารับบัตรพลีและเครื่องเซ่นไหว้ทุกอย่าง พวกยักษ์ทั้งหลายก็เยินยอสรรเสริญยักษ์หิรัญยกศิปุ
จนหลงคิดว่าตนเองนั้นเลิศแล้ว พระอินทร์จึงไปเฝ้าพระนารายณ์ให้อวตารลงมาปราบ
พระนารายณ์จึงให้พระมหาสังข์ลงมาเกิดเป็นลูกของยักษ์หิรัญกศิปุ นามว่า “ประหลาท”
ซึ่งตั้งแต่เกิดมาก็เลื่อมใสเคารพบูชาพระนารายณ์ ยักษ์หิรัญกศิปุให้พราหมณาจารย์สั่งสอนเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยนความคิด
จึงโกรธถึงขนาดให้ประหารชีวิตต่างๆ นานา เช่น ให้ช้างเอางาแทง, เอาไฟเผาก็ไม่ตาย
วันหนึ่งประหลาททูลว่า พระนารายณ์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ยักษ์หิรัญกศิปุเลยโกรธ จึงเอาคทาตีลงบนเสาว่า ถ้าพระนารายณ์อยู่ในเสาก็ให้ออกมา
ทันใดนั้นก็มีนรสิงห์ออกมาจากเสา เข้ามาจับตัวยักษ์หิรัณยกศิปุออกไปวางไว้บริเวณธรณีประตู
แล้วก็ถามยักษ์ว่า ตนเป็นมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์ ยักษ์ตอบว่าไม่ใช่ทั้งมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์
นรสิงห์ถามต่อว่า เวลานี้ร่างของเจ้าอยู่นอกเรือนหรือในเรือน ยักษ์ตอบว่า ไม่ใช่ทั้งในเรือน และนอกเรือน
นรสิงห์ถามต่อว่า เวลานี้เป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ยักษ์ตอบว่า มิใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่เป็นเวลาโพล้เพล้
นรสิงห์จึงชูมือกางกรงเล็บออกมาถามยักษ์ว่า สิ่งนี้ใช่อาวุธหรือไม่ ยักษ์ก็ตอบว่า ไม่ใช่
นรสิงห์จึงประกาศว่า พรทั้งหลายของพระพรหมเป็นอันเสื่อมแล้ว
จากนั้นก็ใช้กรงเล็บฉีกอกยักษ์จนตาย แล้วจึงเสด็จกลับสู่ไวกูณฐ์วิมาน


หน้าบัน ภาพ “วิราธลักนางสีดา” วิราธ เดิมเป็นคนธรรพ์ชื่อ ทัมบูร
เป็นบุตรของ JAVA กับ GATAHRADA (ในรามเกียรติ์เรียกว่า พิราพ) ต่อมาวิราธได้ลักลอบสมัครสังวาสกับนางรัมภา
ซึ่งเป็นบาทบริจาริกาของท้าวเวสวัณ (ท้าวกุเวร) ดังนั้น ท้าวเวสวัณจึงสาปวิราธให้เป็นอสูรจนกว่าพระวิษณุจะอวตารลงมาเป็นพระราม
และฆ่าวิราธตายจึงจะพ้นคำสาป

จากการศึกษาทางประติมานวิทยาที่จำหลักเป็นรูปบุรุษกำลังก้าวเท้าเดิน และกำลังแบกบุคคลอีกผู้หนึ่งไว้บนบ่านั้น
เมื่อพิจารณารายละเอียดของภาพเกี่ยวกับลักษณะของตัวบุคคลแล้วจะเห็นได้ว่า รูปบุรุษซึ่งแบกบุคคลอยู่นั้นมีรูปร่างใหญ่โต
หน้าตาดุร้าย ตาโปน ปากกว้าง กับทั้งสวมตุ้มหูเป็นห่วงกลมขนาดใหญ่ จากลักษณะรูปร่างหน้าตาและการสวมตุ้มหูเป็นห่วงกลมขนาดใหญ่นี้
น่าจะแสดงว่าบุคคลดังกล่าวคงมิใช่รูปเทวดาหรือมนุษย์ หากน่าจะเป็นบุคคลชั้นต่ำหรืออสูร ซึ่งในศิลปะเขมรปรากฏว่า
บุคคลชั้นต่ำหรืออสูรมักจะสวมตุ้มหูรูปห่วงวงกลมอยู่เสมอ ในขณะที่พระพุทธรูปหรือรูปบุคคลชั้นสูงจะสวมตุ้มหูรูปตุ้มเป็นประจำ

จากการศึกษารายละเอียดของภาพสลักดังกล่าว ทำให้ลงความเห็นได้ว่า ภาพสลักดังกล่าวคงจะตรงกับตอนวิราธลักนางสีดามากกว่า
ตอนทศกัณฐ์ลักนางสีดา ด้วยเหตุที่ว่าวิราธนั้นเป็นอสูรที่หน้าตาดุร้ายน่ากลัว มีเศียรเดียว
และการลักพาตัวนางสีดาก็กระทำด้วยการอุ้มหรือแบกนางไว้ด้วยแขนทั้งสอง อันตรงกับภาพสลักดังกล่าว
แต่ถ้าเป็นตอนทศกัณฐ์ลักนางสีดาแล้วจะพบว่าภาพสลักทศกัณฐ์จะแสดงรูปทศกัณฐ์มีสิบเศียร ยี่สิบกรเสมอ
ดังเช่นภาพสลักทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส อีกทั้งการลักพาของทศกัณฐ์จะอุ้มนางสีดาขึ้นราชรถบุษบกยานุมาศ
โดยมีนกชฎายุสกำลังจิกตีอยู่ด้วย ดังเช่นภาพสลักบนหน้าบันทางด้านทิศเหนือของฉนวนปรางค์ประธานของปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ดี ภาพสลักตอนวิราธลักนางสีดานี้ก็ยังพบที่ปราสาทแห่งอื่นด้วย
เช่น ทับหลังเหนือประตูหลอกทิศตะวันตกของปราสาทองค์กลางที่ปราสาทบันทายสรี,
ภาพสลักของปราสาทที่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทนครวัด,
หน้าบันชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปรางค์ประธานปราสาทเขาพนมรุ้ง, หน้าบันชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย


หน้าบัน ภาพ “คชลักษมี” โดยมีพระลักษมีประทับอยู่ตรงกลาง มีช้าง 2 เชือกชูงวงอยู่ด้านข้าง

หน้าบัน ภาพ “พระศิวนาฏราช” เป็นภาพพระศิวะ เศียรเดียว 10 กร มีเรื่องเล่าว่า
ณ ป่าตรรกะ (Taraka) เหล่าฤาษีทั้งชายและหญิงประพฤติตนไม่เหมาะสม อนาจารฝ่าฝืนเทวบัญญัติ
พระศิวะต้องการทรมานให้รู้สำนึกและกลับตัว พระศิวะจึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ พระนารายณ์แปลงกายเป็นหญิงงามยั่วยวนเหล่าฤาษี
เพื่อให้คลั่งไคล้ไหลหลงและทะเลาะแย่งเป็นเจ้าของ เมื่อทรมานพอแล้ว ทั้งสององค์ก็กลับสู่ร่างเดิม
พอพวกฤาษีชั่วเห็นว่าเป็นพระศิวะกับพระนารายณ์แปลงกายมาหลอกลวงก็โกรธแค้น ก็เสกเสือให้ฆ่าพระศิวะ
แต่ก็ถูกพระศิวะถลกหนังเสือเป็นภูษาทรง ฤาษีจึงเสกนาคมาทำร้ายอีก พระศิวะก็ฆ่าแล้วเอามาคล้องคอเป็นสังวาลย์
พระศิวะทรงฟ้อนรำและแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้ฤาษีกลัว ขณะนั้นมียักษ์มุยะละกะ หรืออปัสมาปุรุษ ปรากฏตัวมาช่วยฤาษี
พระศิวะจึงใช้พระบาทเหยียบยักษ์แล้วฟ้อนรำต่อจนครบ 108 ท่าจนพวกฤาษียอมแพ้ในที่สุด
การร่ายรำของพระศิวะในครั้งนี้เป็นที่เลื่องลือและยกย่องของเหล่าเทพ ต่อมาพญาอนันตนาคราชได้อ้อนวอนให้พระอิศวรฟ้อนรำอีกครั้ง
พระอิศวรจึงสัญญาว่าจะฟ้อนรำอีกครั้งที่ตำบลจิทัมพรัม (ในอินเดียใต้) อันเป็นดินแดนที่อยู่กลางจักรวาล
ครั้นถึงวันกำหนด พระอิศวรก็เสด็จลงมา โดยทรงเนรมิตสุวรรณศาลา และฟ้อนรำตามที่ได้สัญญาไว้
ซึ่งต่อมาได้มีการรวบรวมท่าฟ้อนรำทั้ง 108 ท่าเป็นตำราทางนาฏยศาสตร์ต่อไป คัมภีร์เล่าว่าระหว่างการฟ้อนรำ
จะมีพระสรัสวดีทรงดีดพิณ พระอินทร์ทรงเป่าขลุ่ย พระพรหมทรงตีฉิ่ง พระลักษมีทรงขับร้อง พระวิษณุทรงตีกลอง และเทพบุตรนนทิตีตะโพน
มักจะมีภาพสาวกของพระอิศวรคนหนึ่ง เป็นผู้หญิง ชื่อ นางกาไลกาลอัมมารย (ญาไรกาลัมเมยาร์)
มีรูปร่างน่าเกลียด ผอมเหมือนซากศพ มีหน้าตาดุร้าย มีประวัติกล่าวว่า แต่เดิมมีหน้าตาที่สวยงามมาก และด้วยความภักดีต่อพระอิศวร
จึงไม่ต้องการอะไรนอกจากการสวดบูชาพระอิศวร แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงสวย จึงมีพวกผู้ชายมาสร้างเรื่องวุ่นวายให้เสมอ
พระนางได้ขอพรจากพระอิศวรเปลี่ยนร่างนางให้มีแต่ความน่าเกลียด ผู้คนจะได้ไม่มาข้องเกี่ยวด้วย
เนื่องจากความสวยนั้นถือเป็นภาระและอุปสรรคต่อการเข้าถึงเทพเจ้า

ศิวนาฎราชเป็นรูปหนึ่งของพระศิวะที่อยู่ในปางทรงฟ้อนรำ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ภรตนาฎยศาสตร์ว่าทรงฟ้อนรำได้ถึง 108 ท่า
ซึ่งศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย เชื่อกันว่าการร่ายรำของพระศิวะนั้นมีผลดีและผลร้ายกับโลกมนุษย์
กล่าวคือ ถ้าทรงฟ้อนรำด้วยจังหวะพอดี โลกก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเต้นด้วยจังหวะที่รุนแรงด้วยความพิโรธ
โลกก็จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด
ศิวนาฎราชนั้นมีบทบาทต่อคติความเชื่อ และศิลปในอินเดียค่อนข้างสูง ประติมากรรมศิวนาฎราช
ที่นิยมในอินเดียมักเป็นรูปพระศิวะสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่ภายในเปลวไฟเป็นวงกลม บนตัวคนแคระหรือยักษ์
ส่วนศิวนาฎราชที่ปราสาทเขาพระวิหารจะแตกต่างไปบ้างสักเล็กน้อย ถือเป็นรูปพระศิวะฟ้อนรำอยู่บนหัวของคชสาร ซึ่งอยู่บนหน้ากาลอีกต่อหนึ่ง
และมีภาพบุคคลสองคนปรากฎอยู่สองข้าง อาจหมายถึงพระวิมานและนางญาไรกาลัมเมยาร์ สาวกพระศิวะ
ซึ่งลักษณะดังกล่าวไม่พบมากนักในศิลปเขมร กวีบางท่านได้กล่าวถึงการเต้นรำบนหัวคชสารนั้นเกิดเมื่อได้ฆ่าคชาสูรตายแล้ว
รูปทรงดังกล่าว เรียกว่า “คชานตกะ” ซึ่งลักษณะแบบนี้มีอยู่ 2 แห่ง คือ ที่ปราสาทพนมบาเส็ท และปราสาทเขาพระวิหาร


ทับหลัง ภาพ “กฤษณาวตาร ตอน ฆ่าช้างกุวัลยปิถะและราชสีห์”

หน้าบัน ภาพ “ทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส”
เรื่องราวมีอยู่ว่า ยักษ์วิรุฬหก ซึ่งอาศัยอยู่นครบาดาลใต้เขาตรีกูฎ
ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรปีละเจ็ดครั้ง วันหนึ่งได้ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อจะขอสังวาลย์เพชร ซึ่งพระอิศวรจะถอดทุก 7 วัน
พระอิศวรกำลังบรรทมหลับ วิรุฬหกคิดว่าพระอิศวรอยู่ที่ท่ามกลางอสูรและเทพดา จึงกราบทุกคั่นบันไดที่ขึ้นอสรภู
ตุ๊กแกที่เกาะอยู่บนยอดเขา เห็นเข้าก็ขบขัน วิรุฬหกโกรธถอดสังวาลย์นาคขว้างไปถูกเขาไกรลาส จนถึงกับทรุดเอียง
พระอิศวรตกพระทัยตื่น แล้วจึงตรัสหาผู้อาสายกเขาไกรลาส เหล่าเทวดาได้ช่วยกันยก แต่ไม่สำเร็จ
พระอิศวรจึงให้ไปตามทศกัณฐ์มายกเขาไกรลาสจนตั้งตรงได้ ทศกัณฐ์คิดกำเริบขอประทานพระอุมา พระอิศวรยกให้
ทศกัณฐ์จึงเข้าไปจะอุ้ม แต่กายของพระอุมาร้อนแรงมาก เพราะเป็นมารดาของโลก ทศกัณฐ์อุ้มไม่ได้
ได้แต่อุ้มพระบาทวางไว้เหนือหัวพาเหาะไป พระนารายณ์ทราบเรื่อง จึงแปลงเป็นชายแก่ ไปดักทางที่ทศกัณฐ์จะผ่านไปและบอกว่า
ยังมีนางมณโฑซึ่งสวยงาม และเหมาะกับทศกัณฐ์มากกว่า ทศกัณฐ์เชื่อจึงนำพระอุมาไปคืนพระอิศวร แล้วทูลขอนางมณโฑ
พระอิศวรก็ประทานให้ ทศกัณฐ์จึงอุ้มนางมณโฑเหาะผ่านนครขีดขิน เพื่อกลับไปยังลงกา พระยาพาลีโกรธหาว่าทศกัณฐ์หมิ่นตน
จึงเหาะขึ้นมาจะทำร้ายทศกัณฐ์ เมื่อเห็นนางมณโฑก็หลงรัก เข้าสู้รบแย่งชิงจนชนะทศกัณฐ์ ได้นางมณโฑมา จึงพากลับนครขีดขิน
และได้นางมณโฑเป็นเมีย

หน้าบัน ภาพ “กามเทพแผลงศรใส่พระศิวะ” เป็นภาพพระศิวะนั่งทำสมาธิอยู่บนเขาไกรลาส และกามเทพกำลังแผลงศร คันศรของกามเทพทำด้วยอ้อย และสายศรเป็นน้ำผึ้ง เป็นศรแห่งความรัก เมื่อใครถูกศรนี้จะเกิดความรักขึ้นในทันที

หน้าบัน ภาพ “สุครีพกำลังสู้กับพาลี”
ทับหลัง ภาพ “พระนารายณ์ทรงครุฑ”
หน้าบัน ภาพ “พระกฤษณะฆ่าพระยากงส์”
เป็นภาพพระกฤษณะกำลังเงื้อมีดขึ้นด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง
อีกข้างหนึ่งกำลังจิกผมพระยากงส์

หน้าบัน ภาพ “พระกฤษณะแผลงศรกั้นแนวฝน” พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณกำลังบันดาลให้ฝนตกลงมา ขณะที่พระกฤษณะกับพระพลรามซึ่งเป็นพี่ชายกำลังอยู่กับฝูงโคในป่าวรินทาวัน จะเห็นภาพพระกฤษณะยิงธนูขึ้นไปเป็นแนวกันฝนกรวด และแนวหงส์ที่แสดงให้ทราบว่าพระอินทร์ทรงอยู่บนสวรรค์

หน้าบัน ภาพ “มหิษมรรทนี” (นางทุรคากำลังสังหารควาย)
ทับหลัง ภาพ “วาชิมุข”
หัวเป็นม้า อวตารหนึ่งของพระนารายณ์ เป็นรูปเทพมีเศียรเป็นม้า กำลังต่อสู้กับอสูรมธุ และไกฏภะ ผู้เข้าแย่งคัมภีร์พระเวท


ข้อสังเกต

การสลักอักขระที่เป็นเรื่องราวที่ผนังกรอบประตูนี้ มีการสลักแบ่งเป็นวรรคเป็นตอนอย่างมีระเบียบด้านหนึ่ง
และอีกด้านหนึ่งสลักแบบเรียงไล่เรื่องยาวไปตลอดแนวตลอดแถวจนสุดขอบก็ขึ้นบรรทัดใหม่
พอจบตอนหรือจบประโยคก็จบปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย
“ฟองมันหรือตาไก่หรือฟูลสต๊อป Full stop” นั่นเอง
ฟูลสต๊อปที่บันทายสรีที่นี่แหละเป็นฟูลสต๊อปที่สวยที่สุด (ในโลก)


หน้าบันตรงมุขด้านนอกของซุ้มประตูหรือโคปุระตรงกำแพงชั้นในที่ติดกับสระน้ำ
จัดว่าเป็นหน้าบันที่สวยที่สุดในศิลปขอม เพราะผืนหน้าบันนี้ประกอบด้วยกรอบหน้าบันหรือซุ้มหน้าบันที่สลักลวดลาย
ได้สัดส่วนเสริมให้หน้าบันมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น ตัวกรอบที่เป็นส่วนประกอบรูปสามเหลี่ยม
บริเวณส่วนบนสุดสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนตั้งเสริมตรงยอดด้วยรูปสลักเป็นใบไม้ขนาดใหญ่
(ลายใบไม้นี่เองก็สลักได้ละเอียดปราณีตมาก)
ด้านที่อยู่ถัดเข้าไปตรงซุ้มก็ทำเป็นหน้าบันประกอบด้วยกรอบหน้าบันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก
เมื่อยืนดูจากด้านนอกก็จะเห็นเป็นหน้าบันที่งดงามสองชั้นซ้อนกัน (ด้านหลังทำใหญ่กว่าด้านหน้า)
น่าเสียดายที่ยอดใบไม้บนหน้าบันของมุขด้านหน้าแตกชำรุดไป
__________________________________________________________________


จบการชมปราสาทบันทายสรี นักท่องเที่ยวก็ถูกดึงดูดให้ไปซื้อไปหาของที่ระลึกต่างๆ
ตรงบริเวณด้านหน้าของปราสาท ซึ่งก่อนเข้าไปชมด้านในปราสาทก็เล็งๆไว้แล้ว
ของที่ระลึกของเขมร ที่น่าซื้อและมีขายทุกแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ได้แก่
หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของนครวัด นครธม ส่วนใหญ่ที่นำมาเสนอขายก็เป็น ฉบับที่เริ่มต้นโดยชาวฝรั่งเศสบ้าง ชาวอังกฤษบ้าง
เนื้อหาสาระดี รูปก็สวย แล้วชาวเขมรก็นำมาก๊อปปี้ขาย ขายดิบขายดีทีเดียว เพราะราคาถูก
แต่ก็ต้องระวังครับ มันถูกอยู่แล้ว เราก็อยากได้ราคาถูกกว่า พอต่อราคาเสร็จ เค้าก็สลับเอาไส้ในที่เป็นกระดาษปอนด์มาให้
แทนที่จะเป็นกระดาษอาร์ทสวยสวย เพราะจ่ายราคาถูกก็ต้องได้คุณภาพต่ำนั่นเอง
ผ้าสะพาย ผ้าพันคอ เสื้อพิมพ์สกรีนลายสถานที่ท่องเที่ยว ขลุ่ยที่มีปลอกใส่เป็นไม้สาน
(เป็นของที่ระลึก เพราะรูที่เจาะนั้นไม่ได้พิถีพิถันเจาะให้ใช้การได้ดี เลาละสิบบาทเท่านั้น)
รูปสลักหินและรูปหล่อสำริดทำเป็นเทวรูป นางอัปสร รูปเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นที่นิยมมาก
ภาพเขียนสี ภาพลอกลายเลียนแบบการลอกลายโดยการใช้ผงฝุ่นดำ ฝุ่นแดงประคบที่ทับไปบนกระดาษที่ไปทาบกับลวดลายตามผนัง
กำแพงปราสาทต่างๆ เช่นเป็นรูปนางอัปสร รูปการกวนเกษียรสมุทรของยักษ์กับเทวดา เป็นต้น

มีต่อนะครับ..................

เดินลงจากปราสาทบายน ต่อด้วยพระราชวังหลวง ปราสาทตาพรหมและอื่นๆ อีกได้เหนื่อย

เดินลงจากปราสาทบายน
ออกจากปราสาทบายน เดินถัดไปนิดเดียวก็จะเป็นบริเวณที่ตั้งของเขตพระราชวังหลวงเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินขอมหลายพระองค์ พื้นที่ของเมืองใหม่พระนครหลวงหรือนครธม Angkor Thom
ที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง ชื่อพระนครหลวงมีความหมายว่าเมืองใหญ่แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่าเมืองพระนคร (เดิม) ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมัน และเรียกชื่อเมืองว่า ยโสธรปุระ โดยทั่วไปจะรู้จักในนามเมืองพระนคร Angkor

พระราชวังหลวง
(ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550–ราว 1600)

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545-1593) เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์หลังจากที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.1545 แต่พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่เมืองพระนคร เพราะพระองค์ได้รับความพ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับพระเจ้าชัยวีรวรมัน จึงต้องประทับรออยู่นอกราชธานี เชื่อกันว่าพระองค์คงจะประทับอยู่แคว้นรอบนอก จึงได้พบศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ คือ “ปราสาทเขาพระวิหาร” บนเทือกเขาพนมดงเร็ก พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ใช้เวลาทำสงครามอยู่ถึง 9 ปี จึงสามารถขับไล่พระเจ้าชัยวีรวรมันออกไปจากเมืองพระนครได้ และเสด็จประทับที่เมืองพระนครในปี พ.ศ.1553
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นเพิ่มเติมหลังจากที่พระเจ้าราเชนทรวรมันได้เริ่มต้นสร้างไว้ แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยเฉพาะขอบเขตกำแพงและซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเท่านั้น ลานพระราชวังหลวงอยู่ด้านหน้าเหมือนสนามหลวง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานหน้าพระราชวังสลักเป็นรูปครุฑแบกบ้าง รูปช้างบ้าง สิงห์แบกบ้าง แต่ตัวปราสาทที่ประทับของกษัตริย์เหมือนกับของเรา คือ สร้างด้วยไม้ จึงหักพังไปหมดแล้ว เหลือแต่ฐานดินและหินสลัก เรียกว่า ลานหน้าพระราชวัง ที่สำคัญได้มีการค้นพบจารึกของพระองค์เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้มีการรบกวนพราหมณ์หรือพระสงฆ์ที่จังหวัดลพบุรี เพราะฉะนั้นแสดงว่าพระองค์ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองลพบุรีด้วย
ที่ประตูซุ้มเข้าไปในพระราชวังมีจารึกอยู่ 2 ข้างผนังประตู จารึกเป็นคำสาบานอ้างชื่อตำแหน่งราชการต่างๆ แล้วมีคำสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จารึกนี้เมื่ออ่านแล้วทำให้รู้ตำแหน่งข้าราชการต่างๆ ของขอมในสมัยนั้น จารึกคำสาบานนี้จึงสำคัญมากเหมือนโองการแช่งน้ำของไทย แต่ไม่ค่อยได้รักษาจึงลบเลือนไป จารึกนี้มีไว้เพื่อให้คนผ่านไปมาได้เห็น ซึ่งก็คือประกาศนั่นเอง เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีหนังสือราชกิจจานุเบกษาอย่างปัจจุบัน จารึกก็คือประกาศ ซึ่งเอามาตั้งไว้ที่ทางสามแพร่งให้คนอ่าน

“พระราชวังหลวง” ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตกำแพงพระนครหลวง ซึ่งเคยเป็นพระราชวังตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สิ่งก่อสร้างเป็นอาคารราชมณเฑียร คงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น ขอบเขตของพระราชวังที่ยังเหลืออยู่ก็ยังมีกำแพงและประตูซุ้มทางเข้าด้านทิศตะวันออก ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ภายในเขตกำแพงวังยังเหลือสิ่งก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระที่ยังคงสภาพค่อนข้างดี และที่น่าสนใจคือสระน้ำที่มีขนาดกว้าง 85 เมตร ยาว 105 เมตร ที่ขอบสระกรุด้วยศิลาเรียงเป็นขั้นบันไดลดหลั่นขึ้นไปมองเห็นในปัจจุบัน 3 ชั้น ชั้นบนสลักภาพครุฑนั่งเรียงเป็นแนว มีทั้งครุฑตัวผู้และครุฑตัวเมีย เรียกกันว่า สุบรรณ และสุบรรณี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมาก ชั้นถัดลงมาเป็นภาพมนุษยนาค ทำเป็นรูปบุคคลทั้งหญิงและชายมีรูปนาคแผ่พังพานเหนือหัว และชั้นล่างสุดสลักเป็นภาพสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ มากมาย มีทั้งที่เหมือนจริงและเป็นสัตว์ในเทพนิยาย มีปลา ปู หอย มังกร จระเข้ ตะกวด (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในนิราศนครวัดว่า ชั้นบนสุดของขอบสระเป็นภาพสลักเทวดาคล้ายเทพชุมนุม แสดงว่าเดิมนั้นคงจะมีภาพสลักเป็น 4 แนว แต่ปัจจุบันมองไม่เห็นเลย) สระน้ำนี้คงจะเป็นสระน้ำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการส่วนพระองค์หรือในพระราชพิธีต่างๆ จึงมีการตกแต่งที่ขอบสระเป็นพิเศษไม่ปรากฏที่ใดมาก่อนเลย
ทางด้านทิศตะวันออกหน้าพระราชวังหลวง คือ ลานพระเสด็จ เป็นฐานขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาทราย ยาว 300 เมตร สูงราว 3 เมตร ผนังของฐานด้านหน้าตลอดแนวสลักเป็นรูปขบวนช้างเดินเรียงเป็นแถวในกิริยาท่าทางต่างๆ กัน ทำให้ลานพระเสด็จนี้ถูกเรียกกันทั่วไปว่า ลานช้าง หรือฐานช้าง ที่ผนังของมุขตรงกลางที่สลักเป็นรูปครุฑแบกและสิงห์แบกขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าลานพระเสด็จหรือฐานช้างนี้ เดิมคือส่วนฐานของพลับพลาเครื่องไม้ที่ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เขมรในวโรกาสที่เสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้า เมื่อมีการพระราชพิธีหลวงหรือเสด็จออกทอดพระเนตรการเสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีหลวง
ทางด้านเหนือของลานพระเสด็จ มีฐานใหญ่อีกฐานหนึ่งเรียกว่า ฐานพระเจ้าขี้เรื้อน ซึ่งเป็นชื่อที่ได้มาจากพระนามของกษัตริย์ที่มีเรื่องเล่าอยู่ในนิทานพื้นบ้านของเขมรว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งประชวรด้วยโรคเรื้อนเพราะถูกสาป และที่ฐานนี้มีการพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งชันเข่าขนาดใหญ่ที่งามมากรูปหนึ่งในเขมรสมัยบายน แต่ส่วนแขนมีรอยหินด่างเป็นสีขาว ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นรูปของกษัตริย์เขมรที่เป็นโรคเรื้อน แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นประติมากรรมรูปพระยม เทพแห่งความตาย เพราะมีเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง และเชื่อว่าฐานพระเจ้าขี้เรื้อนนี้เดิมอาจจะใช้เป็นสถานที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระศพของกษัตริย์เขมร ผนังของฐานมีภาพสลักประดับเป็นรูปบุคคลต่างๆ มากมายเรียงซ้อนเป็นแถวราว 6-7 แนว บุคคลเหล่านี้มีทั้งที่เป็นเทวดา ยักษ์ ครุฑ นางอัปสร ในอิริยาบถต่างๆ ด้านล่างสลักเป็นรูปสัตว์น้ำ เช่น นาค ปลา รูปสลักต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนฐานของเขาพระสุเมรุนั่นเอง
ทางด้านทิศตะวันออกตรงข้ามกับลานพระเสด็จ หรือฐานช้าง มีปราสาทขนาดเล็กๆ ก่อด้วยศิลาแลงและศิลาทราย มีทั้งหมด 12 หลังเรียงเป็นแถว ชาวบ้านเรียกว่า ปราสาทสอรพรัต และกล่าวกันว่าเป็นหอนางรำ แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าปราสาทเหล่านั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานหรือเพื่อการใดกันแน่ ลักษณะการก่อสร้างก็หยาบมากและไม่มีลวดลายประดับเลย อาจสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือในสมัยหลังมาก็เป็นได้
ตลอดสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่โดยรอบราชธานี แห่งแรกคงเป็นปราสาทบันทายกุฎี (บันทายกเด็ย) ต่อมาคือ ปราสาทตาพรหม, ปราสาทพระขรรค์, ปราสาทตาเนย, ปราสาทบันทายไพร, ปราสาทตาสม, ปราสาทบายน เป็นต้น นอกจากนี้มิใช่มีอยู่ในแถบบริเวณเมืองพระนครหลวงซึ่งเป็นราชธานีเท่านั้น หากแต่ยังมีการก่อสร้างพุทธสถานขนาดใหญ่ไว้ตามแคว้นรอบนอกอีกหลายแแห่ง ที่สำคัญ ได้แก่ ปราสาทพระขรรค์ที่เมืองกำพงสวาย ปราสาทวัดนครและปราสาทบันทายฉมาร์ที่เมืองกำพงจาม ปราสาทตาพรหมที่แคว้นบาตี

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังโปรดให้สร้าง “วหนิคฤหะ” (แปลว่า บ้านพร้อมไฟ) ขึ้นด้วย ในจารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้างถึง 121 แห่งบนถนนสายสำคัญจากนครธมไปยังแคว้นรอบนอก เช่น ไปยังอาณาจักรจามปา 57 แห่ง ไปยังเมืองพิมาย 17 แห่ง อีก 44 แห่งยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดแน่
นักปราชญ์ฝรั่งเศสบางท่าน เรียกว่า “ที่พักคนเดินทาง” บางท่านเรียกว่า “ธรรมศาลา” จิวตากวนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในปีพ.ศ.1893 ได้เล่าว่า “บนถนนสายใหญ่ มีที่พักคนเดินทางคล้ายกับที่พักม้าใช่ส่งหนังสือของเรา” ซึ่งเชื่อว่า น่าจะหมายถึงบ้านพร้อมไฟที่กล่าวถึงในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์นั่นเอง
บ้านพร้อมไฟทุกแห่งที่ค้นพบแล้วจะมีแผนผังเป็นแบบเดียวกันหมด ต่างกันเพียงขนาด และความประณีตในการสร้างเท่านั้น มีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว เป็นห้องยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมต่อกับประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก ผนังด้านเหนือเป็นผนังทึบ มีหน้าต่างหลอก ขณะที่ผนังด้านใต้เจาะช่องหน้าต่างจริง
บ้านพร้อมไฟที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ไม่ไกลจากปราสาทพระขรรค์ สร้างด้วยหินทราย และสลักลวดลายอย่างสวยงาม อาจเพราะตั้งอยู่ใกล้กับนครธมมาก ที่พบในไทยส่วนใหญ่สร้างด้วยศิลาแลง หรือไม่ก็หินทรายที่รื้อมาจากปราสาทเก่า ที่สภาพดีที่สุด คือ ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ประโยชน์ใช้สอยแท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นที่พักคนเดินทาง หรือนักแสวงบุญ แนวคิดอีกอย่างก็คือ อาจจะใช้เป็นศาสนสถานเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เห็นความสำคัญด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น ในจารึกที่พบที่ปราสาทตาพรหม กล่าวว่า สร้างโรงพยาบาล หรืออโรคยาศาล ขึ้นทั้งหมด 102 แห่ง เพื่อรักษาชนทั้ง 4 วรรณะ อยู่ภายใต้การคุ้มครองรักษาของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งได้รับการนับถือในศาสนาพุทธลัทธิมหายานว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค และให้สร้างวิหารหรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาลขึ้นทุกแห่งเพื่อประดิษฐานพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาด้วย
แผนผังของอโรคยสาล คือ ปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีประตูทางเข้าอยู่ที่ส่วนกลางของกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก ภายในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุขอบสระด้วยศิลาแลง 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบันอาคารที่พบมิใช่สถานพยาบาล แต่เป็นศาสนสถานหรือวิหารประจำโรงพยาบาล ส่วนอาคารสถานพยาบาล เชื่อว่า คงสร้างด้วยไม้และหักพังไปหมดแล้ว
จารึกที่พบยังทำให้ทราบถึงการจัดการโรงพยาบาลว่า ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาตลอด ทั้งเรื่องหมอ ผู้ช่วย คนจ่ายยา คนบดยา แม่ครัว พนักงาน รวมทั้งอาหารการกิน และยารักษาโรคก็เบิกได้จากคลังหลวง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ สมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง การบูร งา เครื่องเทศ กระวาน กานพลู ขิง ตะไคร้ เป็นต้น
หลักฐานอื่นที่พบก็คือ ประติมากรรมรูปเคารพพระวัชรสัตว์ พระพุทธรูปนาคปรก และพระวิษณุทรงครุฑ ซึ่งมีรูปแบบอยู่ในศิลปะแบบบายนทั้งสิ้น


บันทึกความทรงจำของจิวตากวน
เล่าเรื่องบ้านเมืองของนครธมเมื่อประมาณ 700 ปีที่แล้ว

ในบันทึกความทรงจำของจิวตากวน ซึ่งเดินทางมากับกองเรือสำเภาของจีนในแผ่นดินของราชวงศ์หยวน เมื่อพ.ศ.1839 ทำให้ทราบถึงประเพณีวัฒนธรรมของเขมรโบราณค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในราชสำนัก การนับถือศาสนา การปกครอง ประเพณีความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมร
จิวตากวนเล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี กษัตริย์ฉลองพระองค์ทำจากผ้าที่มีลายดอกไม้ ทรงรัดเกล้าทอง ถ้าไม่รัดเกล้าก็ทรงพวงมาลัยหอมร้อยด้วยดอกมะลิดสดไว้ในมวยพระเกศา สวมสร้อยไข่มุกที่ข้อพระหัตถ์ ข้อพระบาท ทรงกำไลและแหวนทองฝังด้วยเพชรตาแมว เสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ฝ่าพระบาทและฝ่าพระหัตถ์ทาด้วยสีแดงชาด เวลาเสด็จออกทรงถือพระขรรค์ทอง ทรงมีมเหสี 5 องค์
การเสด็จออกของกษัตริย์เขมรจะมีการจัดขบวนทัพยิ่งใหญ่ มีขบวนทหารนำหน้าตามด้วยขบวนธงใหญ่น้อยและนักดนตรี ขบวนสตรีในราชสำนัก 300-500 คน สตรีเหล่านี้ถือเทียนจุดไฟ เชิญเครื่องราชูปโภคทำด้วยทองและเงิน ทหารสตรีรักษาฝ่ายในถือหอกและโล่ ขบวนรถประดับด้วยทอง เทียมด้วยแพะและม้า ขบวนเสนาบดีและเจ้านายที่ทรงช้างจะมีกลดสีแดงนำหน้าแต่ละท่าน จากนั้นเป็นขบวนของเจ้าจอมและพระมเหสีที่ประทับอยู่บนสีวิกา รถเล็กๆ ม้า และช้าง มีกลดทองจำนวนมากกว่า 100 คันประดับเป็นเกียรติยศ จากนั้นเป็นขบวนของกษัตริย์ประทับยืนเหนือหลังช้าง พระหัตถ์ถือพระขรรค์ทองศักดิ์สิทธิ์ มีเศวตฉัตรประดับด้วยทองมากกว่า 20 คันห้อมล้อม ด้ามเศวตฉัตรเหล่านี้ล้วนทำด้วยทองทั้งสิ้น
สำหรับข้าราชการประจำราชสำนัก ประกอบด้วย เสนาบดี ขุนพล โหร และข้าราชการชั้นผู้น้อยอีกมาก โดยทั่วไปพวกเจ้าชายจะได้รับเลือกเข้ารับราชการ ผู้ที่เป็นข้าราชการมักถวายธิดาให้เป็นเจ้าจอม หรือพระสนมของพระราชา
เรื่องศาสนาในสมัยนั้น กล่าวถึงนักบวชใน 3 ศาสนาว่า มี ปันคิ ซึ่งหมายถึง บัณฑิตหรือพราหมณ์ แต่งตัวเหมือนผู้คนธรรมดา แต่มีเส้นด้ายขาวผูกอยู่ที่คอ เพื่อแสดงว่าเป็นนักปราชญ์ มี เจ้ากู หรือพระสงฆ์ในพุทธศาสนาผู้โกนศีรษะ นุ่งห่มเหลือง ครองผ้าเปิดบ่าขวา และนุ่งสบง เดินเท้า บูชารูปเคารพซึ่งมีรูปร่างเหมือนพระศรีศากยมุนี และเขาเรียกว่า โปไล (หมายถึงพระ) เจ้ากูฉันข้าวมื้อเดียว และท่องบ่นตำราต่างๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์ไบลาน นอกจากนี้ยังมี ปาเชวู เป็นนักบวชผู้เคารพบูชาศิวลึงค์ ซึ่งเป็นศิลาก้อนหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับแท่นศิลาบูชาเทพยดาแห่งพื้นดินในจีน นอกจากนี้ยังมีประเพณี 12 เดือน คือ พิธีเกี่ยวกับไฟ พิธีเดาะคลี พิธีขึ้นปีใหม่ พิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีตรวจพลสวนสนาม และพิธีเผาข้าวซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการเกษตรที่แสดงว่าการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว และมีการกล่าวถึงประเพณีที่เกี่ยวกับการแต่งงานว่า มีพิธีการทำลายพรหมจารีของหญิงสาวที่จะเข้าพิธีสมรสด้วยส่วนชาวพื้นเมือง จิวตากวนเล่าว่า ชาวพื้นเมืองหยาบคาย และมีผิวดำมาก มีทาสผู้ชายอยู่ตามป่าเขา เป็นบุคคลที่ไม่ยอมรับอารยธรรม
เรื่องการเกษตรที่น่าสนใจมาก คือ การปลูกต้นหม่อน และการเลี้ยงไหม จิวตากวนเล่าว่า ชาวสยามที่เดินทางเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเขมรได้ทำการเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน ซึ่งเป็นของที่นำมาจากสยามทั้งสิ้น ชาวพื้นเมืองไม่ชอบเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงโรคเรื้อน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากผลของอากาศภายในประเทศ จิวตากวนเล่าว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งก็เป็นโรคนี้ ด้วยเหตุนี้ คนที่เป็นโรคเรื้อนจึงไม่ถูกรังเกียจ
สำหรับบ้านเรือนชาวเขมรที่ไม่รวย มีเพียงไห 2-3 ใบตั้งอยู่ที่พื้น มีภาชนะหวายแขวนอยู่กับขื่อ มีหม้อและเตาไฟทำด้วยดินอย่างหยาบๆ ขณะที่คนรวยจะใช้ภาชนะทำด้วยเงิน ทอง เดิมมีการใช้เสื่อ หนังเสือ หนังกวางปูบนพื้น ต่อมามีการใช้โต๊ะเตี้ยๆ เวลานอนเดิมใช้เสื่อปู ต่อมามีการใช้เตียงที่ส่งมาจากเมืองจีน

ภายในกำแพงพระราชวัง
เดินเข้าสู่ภายในกำแพงพระราชวังหลวง คงไม่ต้องคาดหวังว่าจะเห็นพระราชตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าคงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น รวมทั้งมีสระน้ำใหญ่หนึ่งเล็กหนึ่ง เหลือให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังปรากฎสิ่งก่อสร้างที่ก่อด้วยอิฐ หิน ศิลาแลงเป็นแบบปราสาทอยู่ภายในกำแพงที่หลงเหลือให้เห็นนั่นก็คือ
ปราสาทพิมานอากาศ
(ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550 – ราว 1600)

สำหรับศาสนสถานประจำราชธานีที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สร้างขึ้นนั้น ไม่ปรากฎหลักฐานชัดแจ้งว่าเป็นปราสาทหลังใด แต่สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็น “ปราสาทพิมานอากาศ” ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังหลวงนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนสถานประจำราชธานีของกษัตริย์องค์ก่อนๆ แต่ปราสาทพิมานอากาศก็มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงว่าเป็นศาสนบรรพตประจำราชธานี โดยส่วนฐานน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน พร้อมกับการสร้างพระราชวังหลวง
ปราสาทพิมานอากาศสร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ขอบเขตถูกกำหนดด้วยกำแพงศิลาแลงที่ล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ด้าน แต่ปัจจุบันหักพังเกือบหมดแล้ว เป็นปราสาทหลังเดียวตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สร้างซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 3 ชั้น ก่อด้วยศิลาแลง จากฐานชั้นล่างมีบันไดทางขึ้นไปสู่ฐานชั้นบนสุดได้ทั้งสี่ทิศ และที่รอบๆ ฐานชั้นบนสุดถูกล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีขนาดเล็ก แคบและเตี้ย เป็นระเบียงคดที่มุงหลังคาด้วยศิลาทรายเป็นครั้งแรกในกัมพูชา (ระเบียงคดก่อนนี้จะมุงหลังคาด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องหรือมุงหลังคาด้วยอิฐ) ตรงกลางฐานชั้นบนเป็นที่ตั้งของปราสาทประธานหลังเดียว ซึ่งหักพังลงเกือบหมดแล้ว เห็นแต่เพียงส่วนฐานที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท
บันทึกของจิวตากวนที่เล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี และถ้าขาดการปฎิบัติราชกิจดังกล่าวนี้เมื่อใด จะทำให้ราชบัลลังก์ถูกโค่นลงได้ ปราสาทที่ว่าคือปราสาทพิมาณอากาศนี้นั่นเอง
นอกจากนี้ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยังทรงโปรดให้สร้าง “ปราสาทเกลียงหลังใต้” ขึ้นอีกหนึ่งหลัง ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวงของพระองค์เอง มีแผนผังคล้ายกับปราสาทเกลียงหลังเหนือที่สร้างขึ้นในรัชกาลก่อน คือ มีลักษณะเป็นห้องยาวๆ คล้ายกับส่วนหนึ่งของระเบียงคดเท่านั้นเอง
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างศาสนสถานขึ้นในแคว้นต่างๆ เช่น ที่พนมจิสอร์ห่างจากพนมเปญไปทางใต้ประมาณ 60 กม. ที่วัดบาเส็ทใกล้พระตะบองและเขาพระวิหาร
ไทยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานในปีพ.ศ.2483 ต่อมาในปีพ.ศ.2492 สมเด็จนโรดมสีหนุได้คัดค้านการครอบครองเขาพระวิหาร และเป็นปัญหาสืบเนื่องมาตลอดจนต้องไปตกลงกันในศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ไทยต้องคืนเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ทนายของไทย คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ติดกับเขตกำแพงพระราชวังหลวงยังมีปราสาทขนาดใหญ่อีกหลังหนึ่ง
คือปราสาทบาปวน

ปราสาทบาปวน
(ศิลปะแบบบาปวน พ.ศ.1600-1650)

พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593-1609) โอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กับพระนางลักษมี ซึ่งอาจจะเคยเป็นมเหสีของพระเจ้าชัยวีรวรมันมาก่อน โปรดให้สร้างศาสนสถานประจำราชธานีขึ้น ในจารึกกล่าวว่า “ทรงโปรดให้สร้างเขาทองขึ้นกลางราชธานีของพระองค์ เพื่อเป็นการประกวดประขัน บนยอดเขาทองนี้ภายในศาสนสถานที่สร้างด้วยทองซึ่งสองแสงด้วยประกายจากสวรรค์ พระองค์ได้สร้างศิวลึงค์ทองขึ้น” แสดงว่าปราสาทบาปวนในสมัยนั้นมีความงดงามมาก แม้แต่บันทึกของจิวต้ากวน หนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในกัมพูชาในปีพ.ศ.1839 ก็ยังบันทึกถึงความงามไว้ว่าเป็นปราสาททองแดง และการเห็นปราสาทแห่งนี้น่าประทับใจอย่างแท้จริง
ปราสาทบาปวนประกอบด้วยประสาทประธานหลังเดียว ตั้งอยู่บนฐานซ้อนลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ทิศ รอบฐานชั้นแรกมีระเบียงคดก่อด้วยหินทราย และมีประตูซุ้มทางเข้าตรงกับแนวบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้าน แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่แตกต่างไปจากระเบียงคดที่สร้างอยู่บนฐานชั้นที่ 1 ของปราสาทสมัยก่อนที่มักจะสร้างแยกออกจากกันเป็นแห่งๆ แต่ที่ปราสาทบาปวนสร้างติดต่อกันโดยตลอด และยังมีปราสาททิศอยู่ที่มุมทั้ง 4 ของระเบียงคดด้วย มีบรรณาลัยตั้งบนลานของฐานชั้นแรกถัดจากระเบียงคดทางด้านทิศตะวันตก
ที่ผนังของโคปุระ มีภาพสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซ้อนกัน แสดงถึงเทพนิยายและภาพต่างๆ ในมหากาพย์ของอินเดีย เช่น ภาพพระกฤษณะขณะเยาว์วัย, ภาพในเรื่องรามเกียรติ์ และมีภาพการสู้รบ และภาพภายในวัง นับเป็นครั้งแรกที่ภาพซึ่งสลักขึ้นบนผนังของศาสนสถาน และทำให้ทราบถึงรายละเอียดของชีวิตชาวเขมรได้บ้าง

ช่วงเช้าวันนี้พามาชมพอเหนื่อยนะครับ ได้ที่เหนื่อยก็ได้เวลาหิว ก็ต้องพาไปรับประทานอาหารกลางวันกันครับสำหรับการเที่ยวเมืองโบราณนครวัด นครธมของกัมพูชา พอเที่ยวเสร็จถึงเวลาอาหารก็ต้องกลับออกมาเข้าเมืองเสียมเรียบ เพื่อรับประทานอาหาร เพราะร้านอาหารทัวร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ มื้อกลางวันนี้จะเป็นบุฟเฟต์ที่ ร้านเจ้าพระยา ซึ่งเป็นร้านของคนไทย อาหารหลากหลาย มีให้เลือกนานาชนิดทั้งของคาว ของหวานเหมือนกับที่ร้านแม่โขง



_______________________________________
May 19
อิ่มอร่อยเช่นเคย บอกแล้วว่าอาหารการกินเมื่อมาเที่ยวกัมพูชา
ไม่ต้องห่วง ถึงไม่เยี่ยมสุดยอด แต่ก็รู้สึกว่าเยี่ยมอย่างผิดคาด

.......บ่ายนี้จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เชิญขึ้นรถไปชมกันเลยครับ
ก็ต้องนั่งรถกลับไปที่ด่านเช็คพอยน์ ตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าชมเมืองประวัติศาสตร์ของกัมพูชา
จากร้านอาหารในเมืองก็เพียง 10 นาทีเท่านั้น จากจุดตรวจนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 20 กว่านาทีผ่านไปเห็นส่วนกำแพงด้านหนึ่งของปราสาทบันทายกุฎี ซึ่งสร้างในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ขอผ่านไปนะครับ เพื่อจะไปชม ปราสาทที่มีความดังกว่า ดังไปทั่วโลกกันเลย เพราะปราสาทหลังที่ว่านี้เป็นฉากในภาพยนตร์ผจญภัย เรื่อง Lora Croft – The Tomb Raider ที่มีดาราสาวสุดสวยและเซ็กส์ ผู้คนจะคุ้นภาพของปราสาทหลังนี้ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักชื่อ หรือจำชื่อของปราสาทนี้ไม่ได้
ปราสาทที่ว่านี้คือ “ปราสาทตราพรหม “ที่มีสภาพพังทลายของตัวปราสาท ก้อนหินก้อนใหญ่ๆถล่มลงมาทับถมกันเกือบทั่วบริเวณ และมีสิ่งที่เป็นจุดเด่นของปราสาทที่นี่ก็คือ มีต้นไม้ (ต้นไม้ นี้เรียกกันว่า ต้นสะปง ในไทยเรียกว่า ต้นสมพงศ์ ฝรั่งเศษ เรียกว่า Eponge ฝรั่งที่ไม่ติดเศษชาติอื่นๆ เรียก ว่า Sponge ที่แปลว่าฟองน้ำ หรือโปร่ง ยุ่น) แผ่ราก แผ่กิ่งไชเข้าไปรัดโอบก้อนหินของปราสาท ซึ่งป็นอย่างนี้มานานนับร้อยๆปี จนไม่อยากให้ใครมาแยกมันทั้งสองออกจากกันเลย ดูเหมือนว่าทั้งสองพิใจจะอยู่ร่วมกันแบบนี้ ดูสวยและขลังดี เพราะขืนแยกตัดไม้ออกจะทำให้ก้อนหินที่เคลื่อนออกจากจุดเดิมตอนสร้างไม่มีอะไรยึดไว้ ที่มันเคลื่อนก็เพราะต้นไม้มันเติบโตและค่อยๆดันก้อนหินให้เคลื่อน และถ้าย้ายหรือดึงก้อนหินออกต้นไม้ก็ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ก็จะโค่นล้มลงได้
ถ้าทั้งสองพูดได้ มันคงบอกว่า รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไพร
ความที่ปราสาทที่พังเห็นก้อนหินล้มทับกันระเกะระกะ แล้วยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่มาโอบก้อนหิน ดูเหมือนสภาพของดินแดนสนธยาอันลึกลับ ขลังมากมากครับ

ปราสาทตาพรหม
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1729 หลังขึ้นครองราชย์ได้ราว 5 ปี สร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน อุทิศถวายแด่พระมารดาของพระองค์ คือ พระนางชัยราชจุฑามณีที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว รูปเคารพของพระมารดาถูกสร้างขึ้นภายใต้รูปของนางปรัชญาปารมิตา เทพธิดาแห่งปัญญาและความเฉลียวฉลาด ผู้เป็นพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง จารึกที่ค้นพบที่ปราสาทตาพรหมทำให้ทราบว่า ชื่อเดิมของศาสนสถานแห่งนี้คือ ราชวิหาร หรือวัดของพระราชา (แต่ในปัจจุบันเรียกกันว่า ตาพรหม ซึ่งแปลว่าพระพรหมผู้เฒ่า)
ปราสาทตาพรหมมีขอบเขตกว้างใหญ่คล้ายกับเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง เพราะมีชุมชนตั้งอยู่ในเขตของศาสนสถานด้วย จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวว่า มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง 12,640 คน มีพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ 18 รูป มีพระสงฆ์ 2,740 รูปและเณรอีก 2,232 รูป ปราสาทตาพรหมเป็นศาสนสถานที่มีความมั่งคั่งมากเพราะได้รับผลประโยชน์จากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบนอกถึง 3,140 แห่ง
ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นบนพื้นราบและมีแผนผังที่แปลกพิศดาร เหมือนกับศาสนสถานขนาดใหญ่แห่งอื่นที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้น คือ แผนผังของกลุ่มอาคารที่รวมกันอยู่ตรงกลางที่ประกอบด้วยระเบียงคตและกลุ่มปราสาทประธานและอาคารอื่นๆ นั้นไม่มีระเบียบที่ชัดเจน ดูยุ่งยากและซับซ้อน การก่อสร้างก็ทำเพียงหยาบๆ และรูปทรงก็ไม่ได้สัดส่วนงดงาม ซึ่งต่างจากสมัยก่อนๆ นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่ศึกษาศิลปเขมรจึงกล่าวว่า สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางศิลปะสถาปัตยกรรม
แผนผังของปราสาทตาพรหมโดยรวม ประกอบด้วยกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ 2 ชั้น ถัดไปคูน้ำล้อมรอบอยู่ชั้นใน ถัดจากคูน้ำไปเป็นกลุ่มศาสนสถานที่ประกอบด้วยระเบียงคต 3 ชั้นล้อมรอบกลุ่มปราสาทประธานที่ประกอบด้วยปราสาท 5 หลัง 4 หลังตั้งอยู่ที่มุม อีกหลังตั้งอยู่ตรงกลาง
กำแพงชั้นนอกสุดก่อด้วยศิลาแลงมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1000 เมตร มีประตูทางเข้า 4 ทิศ ประตูชั้นนอกสุดนี้ก่อเป็นประตูซุ้มขนาดใหญ่ มีส่วนยอดคล้ายยอดปราสาทประดับด้วยรูปสลักหน้าคนขนาดใหญ่ 4 หน้าตามแบบความนิยมในสมัยนั้น หน้าคนทั้ง 4 นี้เชื่อกันว่าจะเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพุทธเทพที่เป็นที่นับถือบูชามากที่สุดในศาสนาพุทธลัทธิมหายานจากประตูทางเข้าเป็นบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ เดิมคงจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนรับใช้และนักบวชที่ระบุไว้ในจารึก และที่บริเวณชั้นในด้านทิศตะวันออกของกำแพงชั้นในนี้มีแนวของอาคารเล็กที่ก่อเป็นห้องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถวหลายห้อง เชื่อกันว่าอาคารดังกล่าวนี้คงจะเป็นกุฏิของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ประตูทางเข้าของระเบียงคตชั้นนอกทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ เชื่อมต่อกับระเบียงที่ก่อรอบลานพื้นที่สี่เหลี่ยมด้านใน ในขณะที่ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกสร้างต่อกับระเบียงคตชั้นใน ถัดไปเป็นระเบียงคตชั้นในสุดที่สร้างล้อมรอบปราสาทประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลาง หน้าปราสาทประธานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารที่เรียกว่า ห้องสมุด 1 หลัง

ปราสาทตาพรหมมีภาพสลักในพุทธศาสนาที่สำคัญ 3 แห่ง คือ

1. ภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะกำลังทรงม้ากัณฐกะ โดยมีนายฉันนะตามเสด็จออกจากพระราชวัง
2. ภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย ในภาพนี้มีพระยามารทรงช้างเป็นพาหนะ ติดตามด้วยเหล่าบริวารที่มีหน้าเป็นสัตว์ต่างๆ พระพุทธองค์ประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยอยู่ตรงกลางภาพ มีพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผมเพื่อให้น้ำไหลออกมาท่วมเหล่ากองทัพพระยามาร

พุทธประวัติในช่วง 7 สัปดาห์หลังการตรัสรู้
สัปดาห์ที่ 1 เมื่อตรัสรู้แล้วก็เข้าสู่สมาบัติ ประทับเสวยวิมุตติสุขที่ต้นโพธิ์ตรัสรู้ตลอด 7 วัน
สัปดาห์ที่ 2 พระพุทธองค์ประทับยืนลืมพระเนตรบูชาต้นมหาโพธิ์ตลอดทั้งสัปดาห์
สัปดาห์ที่ 3 ทรงเนรมิตสถานที่และเสด็จพระราชดำเนินจงกรม
สัปดาห์ที่ 4 ประทับภายในเรือนที่ล้วนแล้วไปด้วยแก้วมณี (รัตนคฤห์)
เพื่อทรงตรวจสอบเรียบเรียงพุทธปัญญา
สัปดาห์ที่ 5 เสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทร สัปดาห์นี้ธิดาพญามารมาหน่วงเหนี่ยวยั่วยวน
พระพุทธองค์
สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นจิก เกิดฝนฟ้าวิปริต พญานาคชื่อมุจลินท์ซึ่งอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้
เคียงนั้น จึงขึ้นมาขดเป็นวงรอบพระพุทธองค์และแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์
สัปดาห์ที่ 7 ประทับอยู่ใต้ร่มไม้เกด เสวยวิมุตติสุขสมาบัติเป็นสัปดาห์สุดท้าย

3. ภาพมนุษยนาคในปีพ.ศ.2402 รัชกาลที่ 4 โปรดให้พระสุพรรณพิศาล และขุนชาติวิชา นำทหาร 4 ผลัดๆ ละ 500 นายจากพระตะบอง มาขนย้ายหินทรายเพื่อนำไปสร้างที่กรุงเทพฯ แต่ระหว่างรื้อหิน ได้มีพวกเขมรป่าออกมาฆ่าทหารและพระสุพรรณพิศาลตาย ต่อมาทางรัชกาลที่ 4 จึงให้มาจำลองแบบนครวัดไปสร้างในพระบรมมหาราชวัง



* การชมปราสาทตาพรหมต้องเดินไกลสักหน่อยเพราะตัวปราสาทนั้นสร้างอยู่ใจกลางกำแพงที่ล้อมรอบมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1,000 เมตร ซึ่งหมายความว่าต้องเดินไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร * ปราสาทหลายๆหลังที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะสร้างอยู่ภายในกำแพงที่ล้อมรอบขนาดใหญ่ เป็นศาสนจักร เพราะพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนท่านนับถือศาสนาพราหมณ์ เมื่อท่านเปลี่ยมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ท่านทรงวางแผนสร้างอาณาเขตเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในการศึกษา ปฎิบัติธรรมในพุทธศาสนา มิให้มีการกระทบกระทั่งกับศาสนาเดิม เป็นการปูพื้นฐานให้ประชาชนทั่วไปค่อยๆหันมานับถือศาสนาพุทธโดยละมุนละม่อมนั่นเอง

ข้อสังเกต บริเวณผนังใกล้กับปากประตูทางออกไปด้านทิศตะวันตก (ซ้ายมือด้านในกำแพง) มีรูปสลักตัวสัตว์ต่างๆ เป็นแถวในแนวตั้ง
รูปที่สามจากด้านล่าง เป็นรูปสลักคล้ายสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ เป็นสัตว์สี่เท้ามีหางยาวแผ่นหลังมีครีบเป็นใบๆยาวจรดไปถึงหาง ที่หัวมีเขา 2 เขา ซึ่งคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ชนิดที่เรียกว่า สเต๊กกอซอรัส Stegausaurus ในยุคจูราซิค ประมาณ 200-300 ล้านปีทีà¹

วันที่สองของการเดินทาง เยือนนครธม ชมปราสาทบายน เข้าเขตพระราชวังหลวง

วันที่สองของการเดินทาง
วันนี้มีรายการเที่ยวถี่ยิบเลย
ลองดูนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย เหนื่อยน่ะจริงแต่สนุกครับ
เช้าไปเที่ยวเมืองนครธม ปราสาทบายน ปราสาทพิมานอากาศ เขตพระราชวัง
บ่ายเที่ยวปราสาทบันทายศรี ปราสาทกระวาน ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาแก้ว
เย็น ขึ้นเขาพนมบาแค็ง

วันนี้ตื่นปลุกให้ตื่น ตอน 6 โมงเช้า ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว 1 ชั่วโมง
เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
อาหารจัดเป็นบุ๊ฟเฟต์ มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผัดเส้นหมี่ ผัดผัก ไส้กรอก แฮม หรือข้าวต้ม และกับข้าวต้ม ตั้งแต่ผักดอง ถั่วลิสงทอด ไข่ทอดต่างๆ น้ำผลไม้ นมสด น้ำเต้าหู้ หรือ ชา กาแฟ

หลังอาหารเช้า นัดหมายออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งในเวลา 8 โมงเช้า
เริ่มเดินทาง รถบัสมุ่งหน้าออกไปก็ตรงไปยังด่านตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ Check Point จากนั้นรถก็ผ่านไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด
ผ่านเห็นคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด ผ่านถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปศรีษะบุคคลพร้อมหน้าขนาดใหญ่ แต่ก่อนจะถึงบริเวณดังกล่าว ให้มองด้านซ้ายมือ จะมีปราสาทขนาดย่อมตั้งอยู่ ปราสาทนี้มีชื่อเรียกว่า ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาทปักษีจำกรง
(รูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในแบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490)
พระเจ้าหรรษะวรมันที่ 1 (พ.ศ.1450-1465) โปรดให้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.1465 ในยุคศิลปะแบบเกาะแกร์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและมารดา ประกอบด้วยปราสาทอิฐหลังเดียวอยู่บนฐานศิลาแลง 3 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทับหลังแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เทพผู้รักษาทิศตะวันออก จารึกภาษาสันสกฤตบนกรอบประตูทั้งสองด้านกล่าวว่า พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา โดยโปรดให้ประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะและพระอุมาไว้ ต่อมาพระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487-1511) มาซ่อมแซมในราว พ.ศ.1490 ด้วยการประดับปูนปั้นสีขาว

ชื่อปราสาทปักษีจำกรงเป็นชื่อเรียกตามนิยายพื้นบ้าน เพราะไม่พบจารึกบอกชื่อของปราสาท ซึ่งชื่อมักจะมาจากภาษาสันสกฤต เพราะว่าสร้างในศาสนาฮินดู หรือไม่ก็ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อไม่พบจารึกก็ไม่สามารถทราบชื่อเดิมของปราสาทได้ นิยายโบราณที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าศึกยกทัพมาประชิดเมืองพระนคร กษัตริย์ก็หลบหนีข้าศึกมาหลบซ่อนอยู่ข้างนอก ข้าศึกเกือบจะจับตัวได้แล้ว แต่มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมากางปีกคุ้มกันกษัตริย์ให้หนีจากข้าศึกได้ และรวบรวมไพร่พลขึ้นมาต่อสู้ข้าศึกจนชนะและกลับมาครองราชย์อีกครั้ง จึงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นกตัวนี้ และให้ชื่อว่า ปราสาทปักษีจำกรง
คำว่า “กรง” ที่มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ที่ตรงกับคำไทยว่า “กรุง” กับกลายเป็นที่อยู่ของนกในความเข้าใจของคนไทย ก็น่าจะมาจากนิทานนกอยู่กรงหรือปักษีจำกรงของกัมพูชา

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คิดว่าปราสาทแห่งนี้คงเป็นต้นเค้าของการเอาศพใส่โกศของไทย จริงๆ แล้วธรรมเนียมการใส่ศพในโกศของเราเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ ไม่เกี่ยวกับพุทธเลย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้คนที่ตายแล้วไปอยู่รวมกับพระอิศวร จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำเดิมของคำว่า “โกศ” แปลว่า “ที่ครอบศิวลึงค์” และศิวลึงค์ก็คือพระอิศวรนั่นเอง

ตรงผนังด้านในของกรอบประตูปราสาทปักษีจำกรงนี้ มีจารึกอักษรเขมรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษ บรรพสตรีของชาวเขมร โดยกล่าวถึงชื่อศรีกัมพุชและเมรา ซึ่งเป็นบุรุษและสตรีคู่แรกของดินแดนแห่งนี้ (เหมือนๆกับ อดัมส์กับอีฟ นั่นแล) ที่มาของชื่อแผ่นดินนี้ คือกัมพูชา ที่แปลว่าผู้สืบทอดมาจากกัมพุช และคำว่าเขมร ที่หมายถึงเหล่าคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งกัมพุช ที่มีต้นคำจากเมรา นี่คือจารึกเมื่อประมาณเกือบ 1 พันปีมาแล้ว


เดินผ่านปราสาทปักษีจำกรงไปตามถนนสัก 80 เมตร ก็จะจรดอังกอร์ธม Angkor Thomหรือเมืองนครธม ก็คือถึงปากสะพานนาคข้ามคูเมืองสู่ซุ้มประตูและแนวกำแพงเมือง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ในปี พ.ศ.1724 เรียกว่า “เมืองพระนครหลวง หรือนครธม” พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร ประตูเมืองพระนครหลวง มีประตูทั้งหมด 5 ประตู ประจำทิศทั้ง 4 แต่ทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือ ประตูชัย และประตูผี เพราะสมัยก่อนจะไม่มีการเผาศพคนตายในเขตเมือง แต่จะเอาไปเผานอกเมืองโดยเอาออกทางประตูผี (ทิศตะวันออก) ใส่โลงเอาศพนอนลง หันหัวไปทางทิศตะวันออก หน้าจะได้หันไปทางทิศตะวันตก

ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า เดิมเชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) ต่อมา ศ.บวซเซอลีเย่ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า น่าจะเป็นใบหน้าของคน 4 คน ไม่ใช่รูปคนเดียวที่มี 4 หน้า และหน้าคนทั้ง 4 นี้คงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน ที่มุมของซุ้มประตูมีภาพสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถือกันว่าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองพระนคร ช้างเอราวัณจะมีงวงยาวลงมาจนถึงดอกบัวข้างล่างทั้งด้านนอกและด้านใน
ท้าวจัตุโลกบาล เทวดาผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ ประกอบด้วย
ทิศเหนือ – ท้าวเวสสุวัณทิศตะวันออก – ท้าวธตรฐ
ทิศใต้ – ท้าววิรุฬหกทิศตะวันตก – ท้าววิรูปักษ์

ที่ประตูทางเข้าแต่ละด้านมีทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า “ชัยสินธุ” เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ มีกำแพงชื่อว่า “ชัยคีรี” ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตนยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร

บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เน้นให้เห็นว่า เมืองพระนครหลวงเป็นดินแดนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นโลกแห่งเทวดา นาคที่เหล่าเทวดาและอสูรยุดอยู่นั้น อาจจะหมายถึง ศรของพระอินทร์ คือ สายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกของเทวดากับโลกของมนุษย์เข้าด้วยกัน

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มารดาคือ พระนางชัยราชจุฑามณี ธิดาของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 พระมเหสีคือ พระนางชัยราชเทวี และต่อมาเมื่อพระมเหสีองค์นี้สิ้นพระชนม์ ก็ตั้งองค์ใหม่คือ พระนางอินทรเทวี (พี่สาวของพระนางชัยราชเทวี) ซึ่งรอบรู้ทางศาสนาและปรัชญา แต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ในวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสอนสตรีเขมร และเป็นผู้แต่งจารึกปราสาทพิมานอากาศขึ้น ซึ่งในจารึกนี้เองที่ทำให้ทราบถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, การถือศีลภาวนาของพระนางชัยราชเทวี, การสงครามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการประดิษฐานรูปพระชนก พระชนนี พระเชษฐา-อนุชา พระสหาย และพระราชวงศ์ ประกอบกับการพบประติมากรรมที่สำคัญจำนวนหนึ่งเป็นรูปพระราชวงศ์ และขุนนางที่สร้างขึ้นภายใต้ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นเทพแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังพบว่าโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์หนึ่ง มีสร้อยพระนามว่า “ลโวทเยศ” อันหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงละโว้ จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงส่งราชโอรสมาปกครองที่ละโว้ หรือลพบุรี


เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1761)

ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henry Muhot) ได้เรียกใบหน้าบุคคลทั้งสี่ว่า ผู้สงบเงียบสันโดษ (Placid and stupid)
ปีพ.ศ.2445 นายพอล เปอลิโอ (Paul Peliot) ได้แปลจดหมายเหตุของจิวตากวน ชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1839 เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจิวตากวนได้เขียนไว้ว่า “ที่ประตูเมืองทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลที่มี 5 ใบหน้า ใบหน้าที่ 5 อยู่ข้างบน ทำด้วยทองคำ” ซึ่งปัจจุบันใบหน้าที่ 5 ได้พังทลายไปหมดแล้ว เขาจึงสันนิษฐานว่า ใบหน้าทั้งสี่น่าจะหมายถึงพระพรหม ส่วนใบหน้าที่ 5 ที่หายไปแล้วน่าจะหมายถึง พระศิวะ ซึ่งความเชื่อนี้ได้มาผนวกกับปราสาทตาพรหมที่มีซุ้มประตูลักษณะเหมือนกัน และชื่อตาพรหมก็หมายถึงพระพรหม จึงมีการสรุปกันว่า ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงสร้างตามคติของศาสนาฮินดู
ปีพ.ศ.2454 นายหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Fino) ได้เสนอว่า ใบหน้าที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมือง น่าจะเหมือนกับซุ้มประตูของศิลปะจามบางแห่งที่โปนาการ์ (Pho Nagar) และที่นาตรัง (Nha Trang) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าส่วนยอดเป็นรูปของลึงค์ และลึงค์ที่พบบ่อยมากก็แกะสลักเป็นใบหน้าของบุคคล หมายถึง พระศิวะ
ปีพ.ศ.2467 นายหลุยส์ ปาร์มองติเย่ (Louis Parmentier) ได้ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่หน้าบันโดยบังเอิญ เมื่อเลื่อนเอาหินที่ทับหน้าบันนั้นออก
ปีพ.ศ.2470 ศ.ฟิลลิป สแตร์น (Philipe Stern) สรุปว่า เมืองพระนครหลวง และปราสาทบายน ไม่ใช่เมือง ยโศธรปุระที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 15 แต่เป็นเมืองที่สร้างในสมัยหลัง
ปีพ.ศ.2471 ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ได้แปลจารึกที่พบที่มุมทั้งสี่ของเมืองพระนครว่า เมืองพระนครหลวงและปราสาทบายน สร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปีพ.ศ.2476 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ที่ปราสาทประธานของปราสาทบายน ปัจจุบันนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาใกล้ถนนที่ทอดจากหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัยทางด้านทิศตะวันออก และได้มีการค้นพบจารึกปราสาทประธานซึ่งทำให้ทราบว่า ปราสาทหลายหลังที่รายรอบปราสาทประธานเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาเคารพบูชาเจ้านายในราชวงศ์ และประติมากรรมรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ด้วย
จากการค้นพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ สรุปว่า เมืองพระนครหลวง ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี เป็นศิลปะสมัยบายน สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน รูปใบหน้าที่ปรากฏตามซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง และที่ปราสาทบายน เป็นรูปของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้คนไปทั่วทุกทิศ
ต่อมา ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ (Jean Boisseilier) ได้ศึกษารูปบุคคลที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง แล้วเสนอทฤษฎีใหม่ว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงทั้ง 5 ประตู ไม่น่าจะใช่รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร เนื่องจากรูปดังกล่าวทำศิราภรณ์เครื่องประดับผมใหม่ เป็นลายใบไม้ ซึ่งในศิลปะขอมสมัยเดียวกันและก่อนหน้านี้ มีการทำศิราภรณ์ลายใบไม้ในรูปนักรบและอสูร
ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ กล่าวอีกว่า ความหมายของรูปเคารพที่เมืองพระนครหลวงนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากเหตุที่เมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ถูกพวกจามปาตีแตกเมื่อปีพ.ศ.1720 พวกจามได้ทำลายความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า เมืองยโศธรปุระเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า อันได้แก่พระศิวะที่ประทับบนเขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุจำลอง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลาย เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบชนะพวกจาม พระองค์ก็ต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เพื่ออัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตเพื่อให้เป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับเมืองพระนครเดิม พระองค์จึงเลือกสถานที่ค่อนไปทางเหนือของเมืองพระนครเดิม สร้างกำแพงเมือง ขุดคูน้ำ แล้วสร้างปราสาทบายนให้มีความหมายถึงเขาพระสุเมรุ แกนของจักรวาลขึ้นมาแทนที่เขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุแห่งใหม่คือที่ประทับของพระอินทร์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ซึ่งทาง ศ.บวซเซอลีเย่ได้สันนิษฐานว่า พระอินทร์น่าจะหมายถึงตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง เทวดาทั้ง 33 องค์น่าจะหมายถึงเจ้าชาย และเจ้าเมืองที่เป็นบริวารในราชอาณาจักร ปราสาทบายนจึงกลายเป็นที่ชุมนุมเทวดาทั้งมวล หรืออินทรสภานั่นเอง
ศ.บวซเซอลีเย่ กล่าวว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง น่าจะเป็นรูปท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคง และความแข็งแรงให้กับเมืองพระนครหลวง ให้เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลายเหมือนเมืองของพระอินทร์
ศ.บวซเซอลีเย่ ยังกล่าวอีกว่า พระอินทร์เคยรบกับอสูรเพื่อแย่งชิงต้นปาริชาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เปรียบพระองค์เองเป็นพระอินทร์ เปรียบพวกจามเป็นอสูร สถานที่ที่ท่านรบชนะพวกจาม ก็คือ ที่ตั้งของปราสาทพระขรรค์ เปรียบเป็นวิมานแห่งชัยชนะของพระอินทร์ หรือไวชยันตระปราสาท หรือไพชยนต์
** สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวราชา คือที่มาของเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ เหตุการณ์สำคัญตอนนั้นคือ พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปประทับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์สนองพระคุณพระพุทธมารดา โดยพระอินทร์ได้ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธมารดาซึ่งเสวยวิมุติสุข ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเสด็จลงมาเพื่อสดับพระอภิธรรมนั้น
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาต่อเนื่องจนครบสิ้นพรรษา 3 เดือนแล้ว จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์บริเวณใกล้เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์เนรมิตบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์เพื่อเป็นทางเสด็จ และบันไดเงินกับบันไดทองขนาบข้างสำหรับพระพรหมข้างหนึ่ง และพระอินทร์อีกข้างหนึ่ง ยอดบันไดพาดที่ยอดเขาพระสุเมรุ เชิงบันไดจรดพื้นดินใกล้บริเวณเมืองสังกัสสะ
เหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว ทำกันเมื่อวันแรกออกพรรษา ชาวบ้านเรียกว่า วันเปิดโลก เล่าขานกันตามความเชื่อที่ว่า คือวันที่สัตว์ทุกจำพวก ได้แก่ มนุษย์ เดรัจฉาน สัตว์นรกในหมื่นโลกธาตุ ต่างมองเห็นกันได้โดยทั่วตลอด
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทวราชาคือพระอินทร์ สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งหยั่งลึกลงไปในสีทันดรมหาสมุทร 84,000 โยชน์ และพ้นน้ำขึ้นเป็นจำนวนโยชน์เท่ากัน
ภูเขาวงแหวนเจ็ดวง คือ “เขาสัตบริภัณฑ์” ล้อมลดหลั่นรอบเขาพระสุเมรุ วงในสุดชื่อว่า ยุคันธร เป็นที่สถิตของท้าวจตุโลกบาล ระดับยอดเขายุคันธรนี้เป็นแนวโคจรของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถัดต่ำออกมาคือ ภูเขาวงแหวนอิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และสุดท้ายคือวงนอกสุดซึ่งระดับต่ำสุดชื่อว่า อัสสกรรณ วัดจากระดับพื้นน้ำสีทันดรมหาสมุทรถึงยอดได้ 656 โยชน์
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเรื่องเล่าในพุทธประวัติว่า พระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงปลงพระเกศาเพื่อทรงผนวช พระอินทร์ก็ได้อัญเชิญพระเกศานั้นขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณี ซึ่งพระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ถวายเพลิงพระบรมศพแล้ว พระอินทร์ก็อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณีเช่นกัน เจดีย์จุฬามณีจึงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล และมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะแทนพระพุทธองค์ด้วย
เจดีย์จุฬามณี พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับประดิษฐานพระเกศาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธกิจครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์ก็อัญเชิญ “พระทาฐะธาตุ” ขึ้นไปประดิษฐานเพิ่มเติมไว้ในเจดีย์จุฬามณีอีก หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา บอกว่า พระทาฐาธาตุดังกล่าวเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบน แต่ไม่ได้ระบุว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
เจดีย์จุฬามณีตามคติความเชื่อของชาวไทยโบราณจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีความหมายเฉพาะ นอกเหนือจากความเป็นพระมหาธาตุเจดีย์โดยทั่วไป
ที่มาของพระพุทธรูปนาคปรก มีเรื่องราวอยู่ในช่วงเจ็ดสัปดาห์หลังการตรัสรู้ อันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสภาวะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ 6 ว่า พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไม้จิก ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นั้นแล้วที่อากาศวิปริต พายุฝนนอกฤดูกาลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอุทกภัย มุจลินท์นาคราชอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้บริเวณนั้นได้ขึ้นมาขดขนดกายเป็น 7 รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้เย็นและร้อนต้องแดดลม จนเมื่อความวิปริตแปรปรวนกลับสู่ปกติ มุจลินท์นาคราชจึงแปลงกายเป็นมานพหนุ่มนั่งนมัสการอยู่เฉพาะพระพักตร์

ปราสาทบายน
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)

ผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเมืองนครธม ประตูด้านนี้เป็นประตูด้านใต้ ก็จะนั่งรถต่อเข้าไปถึงศูนย์กลางของนคร ตั้งอยู่ตรงกลางเป๊ะของผังเมืองที่มีขนาดกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 3 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้คือ
“ปราสาทบายน”

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายนขึ้นพร้อมกับเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แผนผังของปราสาทบายนแสดงให้เห็นถึงการผสมระหว่างแผนผังของสถูปและปราสาทเขมรเข้าด้วยกัน ศาสนสถานแห่งนี้ไม่มีคูน้ำและกำแพงที่ก่อด้วยศิลาล้อมรอบเหมือนแห่งอื่น แต่คงจะใช้คูน้ำและกำแพงเมืองพระนครหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งขอบเขตชั้นนอกสุดของปราสาทบายนด้วย

คำว่า “บายน” เชื่อว่ามาจากคำว่า “ไพชยนต์” อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า “มหาบรมสุคต”
กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นลงทางด้านเหนือและใต้ สองข้างทางเดินมีสระน้ำขนาบอยู่ด้านละ 1 สระ ระเบียงล้อมรอบชั้นที่ 1 มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าอยู่ตามทิศทั้งสี่และยังมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงด้วย ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ และบนฐานชั้นนี้ทางด้านทิศตะวันออกมีบรรณาลัยหรือห้องสมุดอยู่ทางด้านเหนือและทางด้านใต้ ด้านละ 1 หลัง
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ สลักภาพขบวนทหารกำลังเดินทัพ เดินจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ถือหอกเป็นอาวุธ เครื่องป้องกันตัวเป็นโล่ ทหารไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนแนวล่างเป็นภาพทหารมีหนวด มีหมวก มีนักดนตรีตีกลองเดินอยู่ในขบวน มีทหารม้าเดินแซง นายทหารอยู่บนหลังช้าง ถือหอกและคันศร ล้อมรอบด้วยเครื่องอิสริยยศ ท้ายขบวนมีพวกขนเสบียง มีเกวียนเหมือนในปัจจุบัน ชั้นบนสุดมีเจ้าหญิง 3 องค์นั่งอยู่บนเสลี่ยง เลยประตูออกไปมีภาพสลักเป็นภาพในพระราชวัง ภาพฤาษี มีภาพควาญช้างไม่ได้ถือขอบังคับช้าง มีภาพโคกำลังจะถูกบูชายัญ
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นเรื่องสงครามทางน้ำระหว่างเขมรกับจาม ทหารเขมรไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนทหารจามสวมหมวก ในภาพสลักตัวเรือเข้าประกบกัน ทหารก็ต่อสู้กันตัวต่อตัว ผู้ที่บาดเจ็บหรือศพตกลงไปในน้ำก็มีจระเข้คอยงับอยู่ บนแนวชั้นบนของภาพสลักเป็นภาพการต่อสู้บนพื้นดิน บนสุดมีภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทับภายใต้กลดอยู่ท่ามกลางการรบพุ่ง ส่วนใต้ภาพการรบพุ่ง ช่างได้สลักแสดงภาพชีวิตประจำวันของชาวเขมรเป็นแนวยาว มีทั้งภาพบ้าน ตลาด คนแสดงตลก ภาพปลากำลังว่ายอยู่ระหว่างต้นไม้ แสดงว่าป่าถูกน้ำท่วม การหุงหาอาหารกลางแจ้ง การล่าสัตว์ ผู้หญิงกำลังเล่นกับเด็ก ภาพคนป่วย ภาพการล่าควาย ภาพการทอดแห ภาพเรือสำเภาอาจเป็นเรือจีน การชนไก่ ต่อไปเป็นภาพภายในวัง มีเจ้าหญิงกับสาวใช้ ภาพฟ้อนรำ การเล่นหมากรุก ภาพการชนหมู เหนือภาพเหล่านี้เป็นภาพบุคคลกำลังนอน อาจเป็นกษัตริย์นอนในวัง เข้าใจว่าไทยรับอิทธิพลจากขอมมา เช่น ภาพเขียนระเบียงที่วัดพระแก้ว จะเห็นว่าช่างจะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ไว้ข้างบน ข้างล่างเป็นภาพหัวล้านชนกัน และชีวิตของคนพื้นเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงได้รูปแบบมาจากปราสาทบายนนี้
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายนได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ซึ่งปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดที่อยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง
ฐานชั้นที่ 2 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 1 ราว 1.30 เมตร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีระเบียงล้อมรอบเช่นเดียวกับระเบียงบนฐานชั้นที่ 2 มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศและมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่เช่นกัน ส่วนยอดของซุ้มประตูทางเข้าและอาคารที่มุมทั้งสี่นั้นทำเป็นยอดปราสาทที่มีหน้าคนขนาดใหญ่สลักประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ
ฐานชั้นที่ 3 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 2 ราว 3 เมตร มีแผนผังเป็นรูปกากบาทย่อมุมเป็นฐาน ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทหลายหลังตั้งเป็นระเบียบล้อมรอบ ปราสาทประธานนี้มีแผนผังต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปคือ ก่อเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วยระเบียงแคบและวิหาร 16 หลัง ทำให้ผนังทั้งหมดของปราสาทประธานมีรูปร่างเป็นวงกลมคล้ายสถูป นักวิชาการบางท่านอธิบายว่ารูปวงกลมนี้อาจจะหมายถึง ยันตร์ คือ มณฑลอันศักดิ์สิทธ์ ส่วนยอดของปราสาททุกหลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับอยู่ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่ากลัว ได้มีการพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของรูปหน้าคนที่ประดับอยู่ตามยอดปราสาท ซึ่งตามรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าคงจะหมายถึงพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศ
ลักษณะประติมานวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ พระพุทธรูปแบบบายนเกือบทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปนาคปรกธรรมดาในกรณีที่สลักจากศิลา และเป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องในกรณีที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์
แม้ว่าแผนผังของปราสาทจะเสื่อม แต่มีภาพสลักที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยอดปราสาททั้ง 54 หลัง สลักเป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม เพราะพระพรหมมี 4 หน้า ก็คิดว่าปราสาทบายนต้องสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงทำให้เชื่อว่าปราสาทบายนเดิมต้องสร้างในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ข้อสังเกต : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะมีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนมวยผม ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจะมีรูปเจดีย์อยู่บนมวยผม)
ประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร (พระโพธิสัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมนิพพาน ยังคงรอช่วยเหลือผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ก่อนด้วยความกรุณา) คือ เกล้าพระเกศาเป็นรูปทรงกระบอกผายออก เบื้องหน้าประดับด้วยพระธยานิพุทธอภิตาภะ ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงภูษาสมพตจีบเป็นริ้ว มีชายหางปลาขนาดสั้นห้อยทางเบื้องหน้าและคาดทับด้วยสายรัดพระองค์ลายดอกไม้โดยมีปั้นเหน่งสลักเป็นรูปดอกไม้แปดกลีบ
ตามคัมภีร์นั้น พระหัตถ์คู่ล่างจะแสดงปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์คู่บนนั้นพระหัตถ์ขวาจะทรงถือลูกประคำ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกบัวบาน แต่บางรูปก็ทรงถือวัตถุในพระหัตถ์เช่นเดียวกับพระพรหม อันได้แก่ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือคัมภีร์, พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ, พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือดอกบัว และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถือหม้อน้ำมนต์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม อันประกอบด้วยรูปเคารพทั้งสาม คือ เหวัชระ (ตัวแทนของอุบาย) อยู่ทางขวาของพระพุทธเจ้า, ไวโรจนะ (ตัวแทนของการตรัสรู้) และ สังวร (ตัวแทนของปัญญา) อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยเหวัชระซึ่งควรจะมีแปดพักตร์ สิบหกกร และมีเพลาสี่กำลังฟ้อนรำเหนือซากศพอันเป็นตัวแทนของอวิชชา ภายหลังพระองค์ได้ทรงสร้างพระโพธิสัตว์โลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร (ตัวแทนของความกรุณา) ขึ้นแทนเหวัชระ และนางปรัชญาปารมิตา (ตัวแทนของปัญญา) ขึ้นแทนสังวร
หลักการของพุทธศาสนาลัทธิตันตระที่เลื่อมใสในช่วงระยะเวลานี้ ถือว่าการตรัสรู้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยเอกภาพของกรุณากับปัญญา
กรุณาเป็นอุบายที่จะได้มาซึ่งปัญญา โดยตัวแทนของกรุณาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระโพธิสัตว์โลเกศวรผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย และปัญญาซึ่งเป็นหลักการที่แฝงเร้นแสดงด้วยนางปรัชญาปารมิตา จากแนวความคิดที่ว่า “ปัญญาคือหญิง และกรุณาคือชาย” จึงถือกันว่า ปัญญาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง และกรุณาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของการตรัสรู้ ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวจึงทำให้ศิลปะแบบบายนแสดงออกในรูปเคารพทั้งสาม อันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นตัวแทนของการตรัสรู้ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นตัวแทนของกรุณาอยู่ทางด้านขวา และนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญาอยู่ทางด้านซ้ายเป็นหลัก
สำหรับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้น คือ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาเป็นผู้ป้องกันภยันตราย และเป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือสรรพสัตว์ อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมุ่งหวังในการดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์
รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน โดยทั่วไปนี้ แสดงเป็นประติมากรรมรูปบุรุษเกล้ามวยเกศารูปทรงกระบอก ประดับด้วยพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา มี 4 กร
ส่วนภูษาทรงก็เป็นเช่นเดียวกับภูษาทรงของรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ ภูษาสมพตสั้น และมีชายภูษารูปหางปลาทางเบื้องหน้า สำหรับพระพักตร์นั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกซึ้งทางพุทธศาสนา อันแสดงออกถึงการบำเพ็ญสมาธิด้วยการหลับพระเนตรและแสดงออกซึ่งความปิติด้วยการแย้มพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย
ตามคติของพุทธศาสนาลัทธิมหายานนับถือพระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างโลกเป็นใหญ่ที่สุด และพระอาทิพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ในสวรรค์ชั้นฟ้า และพระธยานิพุทธเจ้าของกัลป์ปัจจุบัน ได้แก่ พระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งประทับอยู่ทางทิศตะวันตก (สุขาวดี) และพระองค์ทรงบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแปลว่า พระผู้มองจากเบื้องบน หรือโลเกศวร ซึ่งแปลว่า เจ้าแห่งพิภพ เป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาของพระองค์ ฉะนั้น รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรจึงล้วนแต่มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาเสมอ
ส่วนพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง เรียกว่า พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี มีพระเนตรที่สามขวางอยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพระโพธิสัตว์แบบนี้ และนอกจากจะมีรูปพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาแล้ว ยังมีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กๆ ปรากฏอยู่บนพระองค์ทั่วไป เรียงไปตามแนวขวางทั้งบนพระเกศาโดยรอบ บนพระองค์ พระพาหา พระกรช่วงบน ข้อพระบาท และบนนิ้วพระบาท กับทั้งมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรูปสตรี ประทับขัดสมาธิราบ และกางพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง รวม 7 รูป คือ รูปหนึ่งอยู่ตรงกลางพระอุระ ส่วนอีก 6 รูปอยู่บนรอบพระองค์ ลักษณะดังกล่าวนี้ คัมภีร์กรัณฑพยุหสูตรกล่าวว่า เทวดา 12 องค์ได้ออกมาจากพระองค์ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระผู้ทรงดอกบัวบาน และเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์โลเกศวร) และจักรวาลทั้งปวงก็รวมอยู่ด้วยในขุมพระโลมาของพระองค์
ส่วนคัมภีร์อมิตายุรยานสูตร กล่าวว่า ประเภทมณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรนี้ ประกอบà¸

ชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร (Angkor) และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)

ชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร (Angkor)
และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)


ขอเล่าเรื่องการเที่ยวตามรายการของบริษัทสวัสดีฮอลิเดย์ นะครับ
เครื่องบินที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯบินสู่เมืองเสียมเรียบ เป็นของสายการบินบางกอกแอร์เวย์
วันนี้ (เสาร์ที่ 31 มค.2548) จัดเป็นเครื่องบินแบบ Airbus 320 ซึ่งจุผู้โดยสารได้ประมาณ 120 ที่นั่ง
ใช้เวลาเดินทางเพียง 35 นาที ช่วงที่บินอยู่นี้ ทางสายการบินได้เสิร์ฟ อาหารว่างในกล่องกระดาษ
(มี ขนมพาย แซนด์วิช น้ำเปล่า น้ำผลไม้กล่อง พร้อมเสิร์ฟ ชาและกาแฟ)

08.20 น.เครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติเมืองเสียมเรียบ ซึ่งรันเวย์สำหรับรับเครื่องบินนั้นยังมีความยาว
ไม่พอรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เครื่องแบบ Airbus 320 ก็น่าจะถือว่าเป็นเครื่องขนาดใหญ่แล้ว
สำหรับรันเวย์ที่เสียมเรียบ นอกนั้นก้จะเป็นเครื่องบินขนาดย่อมลงไป เช่น โบอิ้ง 717 และเครื่องบินใบพัดอื่นๆ


อาคารของสนามบินเมืองเสียมเรียบ ก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก
แน่นอนก็ไม่มีสะพานที่เรียกว่า งวง เชื่อมต่อระหว่างเครื่องบินกับอาคารต้องเดินลงบันไดเครื่องงบิน
และเดินต่อไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า พอเข้าไปถึงข้างในก็จะมีช่องเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ขอมีวีซ่าล่วงหน้า
มาทำการขอ ณ ที่สนามบินได้

สำหรับพวกที่มีวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเลย
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปบันทึกเข้าไปในเครื่องคอมพ์พิวเตอร์
ซึ่งติดตั้งก่อนที่เมืองไทย แต่พร้อมใช้หลังกว่าที่เมืองไทย

เมื่อผ่านการตรวจแล้ว เดินถัดไปนิดเดียวก็เจอรางรับกระเป๋าเดินทาง แล้วก็เดินต่อออกมาก็ถึงทางออก
ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรคอยเก็บแบบฟอร์มศุลกากร ซึ่งไม่ได้ตรวจเข้มงวดอย่างไร

จากหน้าประตูก็จะเห็น ผู้คนถือป้ายรับผู้โดยสาร ลูกค้าของตน ต้องเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงที่จอดรถบัส
รถบัสที่ใช้รับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นขนาดที่มีที่นั่งไม่เกิน 30 ที่ เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ทางทัวร์ก็จะจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นมาร่วมอำนวยความสะดวกด้วย มัคคุเทศก์นี้เป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาไทย

นั่งรถออกจากถนนของสนามบิน สัก 5 นาที ก็ถึงถนนสายที่ 6 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างพรมแดนไทย-กัมพูชา
ตรงปอยเปตสู่เมืองเสียมเรียบ ระยะทางไม่เท่าไหร่แค่ 150-160 กม. แต่เนื่องจากผิวถนนนั้นไม่(มีทาง)ดี
จึงใช้เวลาขับรถประมาณ 6-7 ชั่วโมง


ถนนสายที่ 6 เป็นถนนนำไปสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ ซึ่งสองข้างทางมีโรงแรมขึ้นไวเหมือนดอกเห็ด
เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวมากหน่อย นอกนั้นเป็น 3 ดาวและเกสต์เฮาส์

โรงแรมที่ทางสวัสดีฮอลิเดย์จัดให้พัก มีชื่อว่า ซิตี้รอแยล City Royal
อยู่บนถนนสายที่ 6 เช่นกัน เป็นระดับ 4 ดาว ห้องพักดี มีทีวีที่สามารถรับสถานีจากไทยได้เกือบทุกช่อง

เมืองเสียมเรียบ (ประชากรประมาณ 8 แสนกว่าคน)
ที่ออกเสียงแบบเขมรและแปลแบบเขมร มีความหมายว่า
เมืองที่สยามแพ้ราบเรียบ ความจริงมีทั้งแพ้และชนะ และเมื่อเคยชนะ
ทางไทยก็เรียกว่า สยามรัฐ รัฐของไทย (แต่นิยมก็เรียกแบบผสมไทย-เขมร ว่า เสียมราฐ)


ซัวสะเดย เป็นรากคำให้คนไทยใช้ทักทายทั่วไปว่า สวัสดี
แล้วก็เติมช่วงเวลาไว้ข้างหน้า เช่น อรุณซัวสะเดย, ทิเวีย (ทิวา) ซัวสะเดย,
สายันซัวสะเดย, ร๊เตีย (ราตรี) ซัวสะเดย


ฉนั้นขอ ซัวสะเดยฉะนัมฉะมาย ซึ่งแปลว่า สวัสดีปีใหม่ นะครับ

สถานที่เที่ยวซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีพื้นที่ที่สามารถแยกออกตะหากจากตัวเมืองเสียมเรียบ
ที่ที่จะไปเที่ยวชมกันเป็นอาณาจักรโบราณของชาวขอม (เขมร)
เขมรเรียกว่า นอกอร์ และ นอกอร์ธม
ไทยเรียกว่า นครและนครธม (นครหลวง)
ฝรั่งเรียกว่า อังกอร์ (Angkor) และอังกอร์ธม (Angkor Thom)

สำเนียงแบบฝรั่งเศส เพราะว่าพวกฝรั่งเศสเข้ามาศึกษา ค้นและคว้าก่อน ฝรั่งอื่น

ชาวเขมรโบราณหรือขอม ตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้มาร่วม 2 พันปี มีวิวัฒนาการเจริญทีละขั้น ด้วยอิทธิพลของอินเดียและชวา
จนมีความเจริญรุ่งเรืองก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจในพื้นที่ ก็เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว (ราวพุทธศตวรรษที่ 14)
เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) มารวบรวมชุมชนต่างๆและก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่มีความเป็นปึกแผ่นขึ้น

และต่อมาอีกเกือบร้อยปีให้หลัง พระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 (พศ.1432-1443) ก็ให้กำเนิดเมืองยโสธรปุระ
ที่รู้จักกันในปัจจุบันกว่า นอกอร์ หรือเมืองพระนครหรืออังกอร์ Angkor


ระหว่างที่เป็นเมืองพระนครที่รุ่งเรือง มีสิ่งก่อสร้างโดยเฉพาะศาสนสถาน ทั้งที่เป็นเทวาลัย ของศาสนาพราหมณ์ และพุทธสถาน
ก็ยังคงมีสงครามกับศัตรูอยู่เสมอมา ศัตรูที่สู้รบกับขอมมายาวนานก็คือชาวจาม ที่ว่ากันว่าอพยพขึ้นมาจากทางตอนใต้
และก็ไปตั้งรกรากอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรของชาวขอม ปัจจุบันเป็นดินแดนของประเทศเวียตนาม
ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พศ.1724-1761) หลังจากที่พระองค์กลับเข้ามาครอบครองเมืองพระนคร
โดยขับไล่ทหารจามออกไป จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นในพื้นที่ของเมืองพระนคร แต่มีขนาดย่อมลงแล้วมีกำแพงเมืองและคูเมือง
เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างประมาณ 3 กม.ทุกด้าน เมืองนี้ก็คือ เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์ธมนั่นเอง


ทางทัวร์จะพาท่องเที่ยวโบราณสถานของอาณาจักรขอม ตั้งแต่มีขนาดย่อม จนถึงขนาดยักษ์ใหญ่ ตามระดับยุคสมัยครับ
แต่คงไม่ครบทุกที่นะครับหรือว่าต้องการ น่ะ.... มันมีเป็นหลายร้อยนะครับ เอาแค่ที่เป็นไฮไลท์ก็น่าจะพอนะครับ


ไปที่เมืองหริหรารัยก่อนเลยครับ
ออกนอกเสียมเรียบไปทางตะวันออกประมาณ 20 นาที ย้อนยุคไปประมาณ 1,100 ปี
อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) จากชื่อของเมืองก็คือเมืองแห่งพระนารายณ์ (หริ) และ พระศิวะ (หระ)
เมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) หลังจากรวมอาณาจักรได้แล้ว
เลยแผ่อิทธิพลการปกครองแบบสร้างคติเทวราช พระเจ้าแผ่นดินคือเทพนั่นเอง ที่อยู่ของเทพผู้เป็นใหญ่ต้องอยู่ที่เขาพระสุเมรุ
เลยเริ่มให้มีการสร้างศาสนสถานตามคตินี้


ปราสาทพระโค

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) หลานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาท นี้
เรียกศาสนสถานตามที่มีรูปร่างอาคารแบบปราสาท ไม่ได้เป็นที่อยู่ของคนนะครับ ใช้ทำพิธีบูชาเทพ)
ตามคติที่จักรวาลมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ โดยบูชาพระศิวะ (เปรียบว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของพระศิวะ)
แล้วเป็นการอุทิศให้กับบรรพบุรุษและบรรพสตรี
ผังของปราสาทที่สังเกตุได้คือ ภายในกำแพงชั้นใน จะมีปราสาท 6 หลัง อยู่บนฐานเดียวกัน ซึ่งยังไม่ทำฐานสูง
ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐแล้วตบแต่งด้วยลายปูนปั้น ปราสาทเรียงเป็นหน้ากระดาน 2 แถว
แถวหน้าอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ และแถวหลังอุทิศให้แก่บรรพสตรี


ปราสาทที่อยู่ในอาณาจักรขอม ถูกค้นพบและซ่อมแซมภายหลัง และเมื่อไม่ทราบชื่อของสถานที่
ก็ต้องตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อให้สามารถระบุถึงแต่ละปราสาทได้

และที่เรียกชื่อปราสาทหลังนี้ว่า ปราสาทพระโค เพราะด้านหน้าของฐานที่เป็นที่ตั้งของปราสาทสำคัญทั้งหก
มีรูปสลักประติมากรรมลอยตัวของโค (โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ) หมอบอยู่ 3 รูปด้วยกัน


ภายในกำแพงชั้นในของศาสนสถานขอม มักจะสร้างอาคารอยู่ด้านหน้าปราสาทส่วนสำคัญ
อาจจะเป็น 2 หลังคู่ หรือ 4 หลังคู่ และมีประตูทางเข้าอยู่ด้านที่ประจัญกับทางเข้าของปราสาทสำคัญ
อาคารที่ว่านี้ คืออาคารห้องสมุด หรือ บรรณาลัย ที่เป็นที่เก็บหนังสือ คัมภีร์ต่างๆ ตัวผนังอาคารปรุช่องอากาศไว้
เข้าใจว่าจะเป็นที่พำนักของพราหมณ์ผู้เฝ้าสถานที่และคัมภีร์ด้วย

ปราสาทส่วนสำคัญโดยทั่วไปจะมีประตูเข้าออกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ทิศรุ่งเรือง)
อาคารบรรณาลัยจะมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าหาประตูของปราสาทสำคัญ

ข้อสังเกตุ
ประตูที่เป็นทางเข้าออกของปราสาทขอมโดยทั่วไป
มีประตูเดียวที่ใช้ได้(ด้านทิศตะวันออก) ด้านที่เหลือเป็นประตูหลอกสร้างด้วยหิน ทำทึบและตบแต่งเลียนแบบบานประตูไม้ที่ปิดไว้
เพราะถ้าทำกรอบประตูโปร่งทุกด้าน เกรงว่าจะไม่สามารถรับน้ำหนักหลังคาทรงสูง ที่สร้างเป็นชั้นๆเลียนแบบสววรค์ชั้นต่างๆของเขาพระสุเมรุ


ออกจากปราสาทพระโค นั่งรถต่อไปอีกสักครู่ก็ถึงปราสาทบากอง

ปราสาทบากอง

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1424 เป็นศาสนสถานประจำอาณาจักร
ประดิษฐานรูปเคารพเทวราชา “อินทเรศวร” สร้างขึ้นในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีคูน้ำและกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ปราสาทบากองแห่งนี้มีปราสาทประธานขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ตั้งอยู่ตรงกลาง
ซึ่งการก่อสร้างของปราสาทที่นี่ เริ่มจะมีความเหมือนกับการสร้างเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
เพราะสามารถสร้างตัวเทวะสถานให้สูงเป็นชั้นๆได้ มีเขาบริวารล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ซึ่งมียอดเขาไกรลาศเป็นวิมานของพระอิศวรและมีเขาล้อมรอบรวมทั้งมีสัตว์ป่าหิมพานต์
ซึ่งที่ปราสาทแห่งนี้ ทำเป็นรูปช้างทรงเครื่องมองเห็นทั้งตัวอยู่ที่มุมของฐานทั้งสามชั้น


ที่ฐานชั้นบนสุดมีปราสาทขนาดเล็กก่อด้วยหินทรายตั้งเรียงรายโดยรอบ 12 หลัง
มีปราสาทอิฐ 8 หลังที่มีขนาดใหญ่ สร้างอยู่บนพื้นดินล้อมรอบศาสนสถานที่อยู่บนฐาน 5 ชั้น
ซึ่งปราสาทอิฐนี้จะตั้งอยู่ทิศละ 2 หลัง ฐานด้านในทำด้วยศิลาแลงแล้วใช้หินทรายปิดด้านนอกอีกทีหนึ่ง
ปราสาทด้านบนแต่เดิมคงสร้างด้วยอิฐที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน แต่ปัจจุบันได้พังหมดแล้ว
ที่เห็นในปัจจุบันคงเป็นการสร้างเพิ่มขึ้นภายหลังในสมัยนครวัด สร้างด้วยหินทราย
มีภาพสลักเทพธิดาหรือนางอัปสรแต่งกายแบบศิลปะสมัยนครวัด ในช่วงราวพ.ศ. 1650-1700
และมีปราสาทขนาดเล็กอยู่ล้อมรอบอีก 12 หลัง ซึ่งทุกหลังจะประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ด้านใน

ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ขอมโบราณ เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ก็จะโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างขึ้น 3 อย่างด้วยกันกล่าวคือ
ปราสาทซึ่งใช้เป็นวิมานของเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาที่พระองค์นับถือโดยสร้างขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษและบรรพสตรี จากนั้นจะโปรดให้สร้างปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์เอง และโปรดให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บาราย ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ช่างผู้ก่อสร้างปราสาท และไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

ปราสาทบากองนี้เป็นตัวอย่างของศาสนสถานที่สร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ที่มีอายุอยู่ในสมัยแรกเมืองพระนครที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ได้พบประติมากรรมรูปเคารพที่มีชื่อเสียงมาก คือ รูปพระอิศวร และพระชายาทั้งสองพระองค์ คือ พระอุมา และพระคงคา
ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
ทับหลังด้านทิศตะวันออก สลักเป็นรูปพระศิวะนาฎราช,
ทิศตะวันตก สลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในอดีตคงจะมีศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่ในปราสาทด้วย แต่ในปัจจุบันไม่พบแล้ว
นอกจากนี้ที่บริเวณองค์ปราสาทยังมีการแกะสลักรูปทวารบาลอยู่ทุกด้าน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เครื่องแต่งกายของทวารบาลนั้นไม่ได้ร่วมสมัยกับสมัยพระโค แต่อยู่ในศิลปะแบบนครวัด
จึงเป็นไปได้ว่าปราสาทแห่งนี้คงจะได้รับการซ่อมแซมในสมัยหลังจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ด้วย
ส่วนบริเวณด้านทิศใต้ของฐานก่อนจะถึงชั้นที่ประดิษฐานปราสาทประธาน ยังปรากฎร่องรอยการแกะสลักเป็นรูปยักษ์และเทวดา
แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นเรื่องราวใด เพราะไม่ปรากฎรายละเอียดมากนัก
อาจเป็นภาพการรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ก็เป็นได้

ข้อสังเกต ปราสาทบากองเป็นเทวะสถานยุคต้นๆของการสร้างเมืองพระนคร (อังกอร์)
ที่สร้างเป็นผังสี่เหลี่ยม มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบเทวะสถาน เปรียบเหมือนกับมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
คูน้ำนี่แหละครับ เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้คนงานใช้สอย ใช้ดื่ม เมื่อมีน้ำเต็ม)
มีสะพานเชื่อมเข้าออกภายในเทวะสถาน อยู่สองด้านคือด้านทิศตะวันออกและตะวันตก
และสร้างพญานาคขนาดใหญ่ทอดสองข้างสะพาน ตัวพญานาคมีเจ็ดเศียรลำตัวทอดติดกับพื้นดิน
เศียรนาคทั้งเจ็ดโล้นเกลี้ยงเกลาไม่ตกแต่งอะไร นี่คือลักษณะของเศียรนาคยุคต้นๆในศิลปะแบบพระโค
สะพานแบบนี้จึงเรียกว่าสะพานนาค


ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเหล่าปราสาทต่างๆ ในเขตเมืองเก่าหริหราลัย ปัจจุบัน เรียกว่า โลเลย
ในอดีตมีสระน้ำขนาดใหญ่ประจำเมืองที่เรียกกันว่า อินทรตฏากะ ปัจจุบันแห้งสนิท

มีเทวะสถานอีกแห่งหนึ่ง ใกล้ๆที่ไม่ได้ชมคือ ปราสาทโลเลย
ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 ((พ.ศ.1432-1450) เป็นปราสาทขนาดย่อมสี่หลังอยู่บนฐาน(ต่ำ)เดียวกัน
ปราสาทนี้ตั้งอยู่กลางตฏากะ (สระน้ำ)ที่ไม่ได้เข้าชม ก็เพราะใกล้เวลาอาหารกลางวัน
และเป็นปราสาทขนาดย่อมที่นักท่องเที่ยวสามารถละเว้นไม่เข้าชมได้

ว่าด้วยคำเขมรที่หมายถึง สระน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ หรือบึง ที่ชาวขอมสร้างขึ้น
บาราย เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ขนาดทะเลสาบ
ตฏากะ เป็นสระน้ำขนาดบึง
ตระพัง เป็นสระน้ำขนาดบ่อ


ออกจากเมืองหริหราลัย (ความจริงไม่เป็นเมืองแล้ว ชื่อเมืองในอดีตนะครับ)
กลับเข้าเมืองเสียมเรียบ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร ผิวถนนระหว่างเมืองหริหราลัยกับเมืองเสียมเรียบนั้นค่อนข้างดี
และดีกว่าเส้นที่ไปปอยเปตมาก ชาวเสียมเรียบที่อยู่ในเมืองก็ดูหนาแน่น
แต่การจราจรนั้นไม่ค่อยติดขัดในตัวเมืองเพราะรถยนต์ในท้องที่มีไม่ค่อยมาก รถเครื่อง มอเตอร์ไซด์ จักรยานมีไม่แน่นเท่าที่เมืองจีน
เท่าที่เห็นในเสียมเรียบมี สัญญาณไฟจราจรอยู่สองแห่งเท่านั้น

ร้านอาหารที่จะทานตอนกลางวันนี้ จัดให้ที่ร้านอาหารชื่อ โภชนียคารสะมะเพียบ
โภชนียคาร คงพอเดาออกว่าอะไร ส่วน “สะมะเพียบ” ตรงกับคำไทยว่า สมภาพหรือเสมอภาพนั่นเอง ที่ร้านนี้ทัวร์ได้จัดเมนูไว้ให้แล้ว
ได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, ทอดมันปลากราย ที่ดูแล้วคล้ายกับหมูยอ เพียงแต่เป็นปลากราย,
ผัดกะเพราไก่, ผัดผักรวม, ต้มยำน้ำใสซี่โครงอ่อนหมู, ปาฮกลิงหรือผัดปลาร้าทรงเครื่อง,
ข้าวเปล่า และผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นสัปะรด แตงโม มะละกอ ถ้าทานจุก็จัดเติมอาหารเพิ่มได้
เห็นเมนูอาหารแล้ว อื๋อ.... คล้ายร้านอาหารไทยนี่นา

ขอให้เอร็ดอร่อยกับการรับประทานอาหารนะครับ

อิ่มแล้ว จะกลับมารับไปเที่ยวช่วงบ่ายต่อนะครับ

---------------------------------------------------------------------
รู้สึกว่าให้เวลาทานอาหารกลางวันนานทีเดียว....ว่ามั้ยครับ

กลางวันนี้จะนำขึ้นรถไปเที่ยวต่อในอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครและนครธม

ทางการท่องเที่ยวของกัมพูชา ได้กำหนดให้นักท่องเที่ยว จ่ายค่าเข้าชมเมืองโบราณของเค้า
เริ่มต้นที่ราคาผ่านเข้าชม 1 วัน 20 เหรียญสหรัฐ ถ้าชม 3 วันคิดเหลือ 40 เหรียญ


โดยรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น รถใหญ่ รถเล็ก รถเครื่อง สามล้อ สองล้อ รถถีบ ต้องผ่านไปจุด Check Point
ตัวบัตรผ่านจะให้ติดรูปแต่ละคน เพื่อไม่ให้หมุนเวียนใช้โดยจ่ายแค่บัตรใบเดียว
ไม่พกรูปมาก็มีบริการถ่ายรูปให้ ทางที่ดีพกรูปมาดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเกินไป
และต้องเก็บบัตรไว้ให้ดี เพราะยังคงมีการตรวจบัตร ที่ทางเข้าศาสนสถานทุกแห่งอีกด้วย

นั่งรถจากสถานที่รับประทานอาหาร ตัวเมืองเสียมเรียบ มาก็ประมาณ 7-8 นาที
จากเมืองเสียมเรียบจะไปเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ก็มักใช้เส้นทางที่ผ่านโรงพยาบาลเด็กชัยวรมันที่ 7 ทุกครั้ง
เห็นรูปพระเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากอาคารจนชินตา
ถัดเลยไปนิดเดียวก็เป็นพื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน อังกอร์ สุดหรูของประเทศก็ว่าได้ โรงแรมนี้คนไทยกลุ่มธุรกิจเบียร์ช้างมาลงทุน

จากจุด Check Point แล่นรถต่อไปอีก 5 นาที ก็เริ่มจะเห็น คูน้ำขนาดใหญ่
กว้างใหญ่กว่าลำน้ำเสียบเรียบที่ไหลผ่านตัวเมืองเสียอีก

คูน้ำ ที่เห็นนี้ก็คือ คูน้ำที่ล้อมรอบอาณาเขตของ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)
สิ่งมหัศจรรย์ที่เค้ายกย่องกันว่าเป็นยอดแห่งยุคปัจจุบัน


ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) โปรดให้สร้างขึ้นถวายแด่พระนารายณ์
เพราะพระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายซึ่งแตกต่างไปจากกษัตริย์เขมรองค์ก่อนๆ
และปราสาทนครวัดเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
สันนิฐานว่าอาจเพราะสร้างเพื่อใช้เกี่ยวกับกิจพิธีในการศพ

แผนผังของปราสาทนครวัดเป็นการผสมกันระหว่างฐานเป็นชั้น (หมายถึงภูเขา)กับเทวาลัยอันตั้งอยู่บนพื้นดิน
ได้แก่ ระเบียงตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ปราสาทนครวัดมีฐาน 3 ชั้น
แต่ละชั้นประกอบไปด้วยระเบียง โคปุระ 4 แห่ง
(โคปุระ เป็นส่วนประกอบในเขตศาสนสถาน ที่นักวิชาการกำหนดเป็นคำเรียกขึ้นมา เพื่อให้ทราบว่าเป็นส่วนไหนในแผนผังของศาสนสถาน
ซึ่งช่างขอมมักสร้างเป็นซุ้มประตูตรงแนวกำแพงมีผังเป็นรูปกากบาท และมีลักษณะแบบเดียวกันแทบทุกศาสนสถาน
เมื่อบอกว่า โคปุระ เป็นอันเข้าใจว่าอะไร ส่วนที่มาของคำ มีสันนิษฐานกันนานา
)
และอาคารที่มุมระเบียง ฐานชั้นบนมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่ข้างบน
หลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม ส่วนฐานอีก 2 ชั้นล่าง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เพราะเหตุว่าได้ยื่นยาวออกไปทางทิศตะวันตก ส่วนที่ยื่นออกไปนั้นทำให้สามารถสร้างบรรณาลัย (หอสมุด) ขึ้นได้ 2 หลัง
บนฐานชั้นกลาง และอีก 2 หลังซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบนฐานชั้นแรก สองข้างระเบียงด้านหน้าทางทิศตะวันตกซึ่งตัดกันเป็นรูปกากบาท
ที่บรรยายมานี้ ก็น่าจะทำให้เห็นภาจพจน์ ว่าแผนผังของปราสาทนครวัดออกแบบเป็น
แบบคอมเพล็กซ์ซับซ้อน ใช้ความคิดความอ่านละเอียดทีเดียว ในยุคเมื่อประมาณร่วม 900 ปี ที่แล้ว
ซึ่งร่วมสมัยเดียวกันกับโบสถ์ศิลปแบบโกธิค “โนตเตรอดาม (Notre Dame)” แห่งปารีส ของประเทศฝรั่งเศส

แผนผังของปราสาทนครวัด นับเป็นผังของศาสนสถานเขมรที่สวยงามที่สุด


ปราสาทนครวัดเป็นตัวอย่างของศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ ที่ดีที่สุด หรือที่เรียกกันว่าศาสนบรรพตที่ดีที่สุด
คือ ดูเป็นเขาพระสุเมรุอย่างแท้จริง เพราะสูงใหญ่ มียอด 5 ยอด แต่ละยอดสูงกว่า 60 เมตรเหนือพื้นดิน


ใต้ปราสาทหลังกลางได้ขุดค้นพบกรุซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับพื้นดินเบื้องล่าง
ที่ก้นกรุได้ค้นพบที่วางศิลาฤกษ์ซึ่งประกอบด้วยแผ่นทองคำหลายแผ่น
ปราสาทนครวัดไม่ได้เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวของขอมที่มีกรุอยู่ข้างใต้ศาสนสถานหลังกลาง
ในฐานเป็นชั้นของปราสาทปักษีจำกรงก็ได้ขุดค้นพบกรุเช่นเดียวกันซึ่งลึกลงไปถึงใต้ดิน
แต่ก่อนหน้านั้นอาจเป็นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-14 ก็มีกรุเล็กๆ ซึ่งสร้างอยู่ใต้ฐานของศาสนสถานหลังกลางที่ปราสาทออกยมแล้ว

คิดกันว่ากรุกลางปราสาทนี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีเคารพบูชาผู้ที่ตายไปแล้ว
ปราสาทนครวัดมีลักษณะซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการศพได้
คือ ประตูเข้าที่สำคัญของปราสาทแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ที่ตายไปแล้ว


ปราสาทนครวัดมีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ยาว 1,500 เมตร
กว้าง 1,300 เมตร
ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำที่มีความกว้างถึง 200 เมตร ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ยาวทั้งหมด 6 กม.


คูน้ำนี้มีถนนตัดผ่านอยู่ 2 แห่ง
คือ ทางทิศตะวันออกเป็นถนนถมดิน เพื่อนำหินทรายขึ้นมาจากแม่น้ำเสียมราฐ
ส่วนทางทิศตะวันตก เป็นด้านหน้าของปราสาท ถนนปูด้วยแผ่นหินทราย ยาว 200 เมตร กว้าง 12 เมตร
ขอบสองข้างของถนนมีเสากลมรองรับอยู่ ข้างล่างปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก
คือ ด้านหน้าสร้างเป็นลานรูปกากบาท มีบันไดขึ้น และมีสิงห์ทวารบาลประดับพร้อมกับราวสลักรูปนาคอยู่ทั้งสองด้าน
ซึ่งสิงห์ดังกล่าวมีลักษณะเบือนหน้าออกด้านข้าง ไม่หันตรง รูปแบบสิงห์เบือนนี้คล้ายกับสิงห์ที่เจดีย์วัดธรรมิกราช พระนครศรีอยุธยา
เพราะสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ผู้ทรงบูรณะวัดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม
พระองค์เคยตีเมืองพระนครได้ในปีพ.ศ.1974

กำแพงชั้นนอกสุดสร้างด้วยศิลาแลงเป็นกำแพงสูงห่างจากคูชั้นนอกประมาณ 30 เมตร
ตรงกลางทางทิศตะวันตก มีประตูและกำแพงยาว 235 เมตร จากทิศใต้ไปยังทิศเหนือประกอบด้วยประตูซุ้มตรงกลาง 3 ยอด
ประตูกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ ประตูขนาบข้าง 2 ประตูสำหรับพวกพราหมณ์และประชาชน
มีอาคารอยู่ทางด้านสุด 2 อาคารติดราบกับพื้นดินเพื่อให้ช้างเดินผ่านได้ และมีระเบียงเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างประตูซุ้มกับอาคารเหล่านี้
ระเบียงทางเดินจะมีสิงโตมีรัศมีที่หน้าอก มีรูปดอกบัว สร้างถวายพระนารายณ์ เพราะหน้าบันเป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ทั้งนั้น

ถัดไปมีเทวรูป 8 กร ตรวจดูแล้วน่าเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม
นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
บางคนเข้าใจว่าเป็นพระนารยณ์ บางคนก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์


เดินทะลุออกไปก็จะพบภาพสลักชุดเทพธิดา หรือนางอัปสรที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งของปราสาทนครวัด
เป็นทั้งรูปเดี่ยวบ้าง รูปหมู่สอง, สาม, สี่บ้าง แต่งกายเป็นแบบนครวัดทั้งสิ้น
คือ นุ่งผ้าลายดอกไม้ชักชายออกมามากทั้งสองข้างของลำตัว ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับเศียรเป็นรูปดอกไม้กลมเรียงกัน 3 ดอก
และมียอดแหลมอยู่ข้างบน ซึ่งทรงผมและเครื่องแต่งกายจะแตกต่างกันถึง 36 ชุด
แต่ละนางมีรอยยิ้มแต่ไม่เห็นฟัน มีเพียงสองรูปทางด้านขวามือข้างกรอบประตูที่มีรอยยิ้มเห็นฟันหลายซี่
เครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่ของรูปบุรุษในสมัยนครวัดตอนต้น เป็นการนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นซึ่งเรียกว่า สมพต (โดยนุ่งให้เว้าลงมาที่หน้าท้อง ชักชายผ้าออกมาเป็นวงโค้งเบื้องหน้าเหนือต้นขาด้านขวา)
เป็นที่น่าสังเกตว่าผ้านุ่งของประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดตอนต้นโดยทั่วไปมักจะทำเป็นผ้าจีบเป็นริ้วเสมอ
แต่ก็มักจะพบว่าบนประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงก็ตาม ในบางครั้งอาจยักย้ายทำเป็นผ้าเรียบโดยไม่สลักริ้วผ้าให้ปรากฎแต่อย่างใด

ส่วนสร้อยคอที่ทำเป็นแผงขนาดใหญ่ มีอุบะสั้นห้อยประดับนั้น
เป็นลักษณะของสร้อยคอของรูปประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดอย่างแท้จริง

ซึ่งลักษณะของสร้อยคอที่มีอุบะสั้นห้อยประดับนี้จะเป็นที่นิยมกันมากตั้งแต่ศิลปะแบบนครวัดลงมาจนถึงศิลปะแบบบายนในที่สุด
ทางเดินสู่ตัวปราสาท ปูด้วยหินทรายไปทางทิศตะวันออก มีรูปนาคสลักสมัยนครวัด
คือ มีรัศมีอยู่รอบเศียรนาค และมีเศียรอยู่ทั้งสองด้านของลำตัวอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมห่างๆ กัน
ทั้งสองข้างทางเดินมีบันไดลงไปยังพื้นดินข้างละ 6 บันได สองข้างทางเดินมีอาคารสร้างด้วยหินทราย เรียกว่า “บรรณาลัย” หรือ “หอสมุด”
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างยาว ความจริงอาจจะเป็นห้องประชุมสำหรับผู้มาแสวงบุญก็ได้

ลานหน้าปราสาทนครวัด มีแผนผังเป็นรูปกากบาทซ้อนกัน 2 ชั้น อาจจะใช้เป็นที่มีการฟ้อนรำตามกิจพิธี
ซึ่งกษัตริย์ขอมอาจประทับเวลาทอดพระเนตรการฉลองหรือขบวนแห่ก็ได้

ระเบียงชั้นแรก มีทางเข้าทางประตูทิศตะวันตก 3 ประตูเช่นเดียวกับทางทิศตะวันออก แต่ทิศเหนือและทิศใต้มีเพียงประตูเดียว
โดยรอบระเบียงมีภาพสลักหินใหญ่ๆ รวม 8 ภาพด้วยกันเกี่ยวกับอวตารของพระนารายณ์ และประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
เพราะพระองค์ผู้สร้างปราสาทนครวัดทรงถือว่า พระองค์ก็เป็นอวตารของพระนารายณ์เช่นกัน
การเดินชมภายในปราสาทนครวัดจะเดินเวียนซ้าย โดยถือเอาตัวปราสาทองค์กลางไว้ด้านซ้ายมือของเรา
เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพ ภาพสลักที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์

ระเบียงด้านตะวันตกส่วนใต้ เป็นภาพยาวประมาณ 50 เมตร เป็นภาพสลักแบนมาก มีการใช้พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหลังภาพ
คือ สลักโดยไม่มีเว้นที่ว่างเปล่าเลย เป็นภาพเล่าเรื่อง มหาภารตะ ตอนพระอรชุนของฝ่ายปาณฑพ กับแม่ทัพฝ่ายเการพชื่อ ภีษมะ
รบพุ่งกันที่ทุ่งกุรุเกษตร โดยฝ่ายเการพอยู่ด้านซ้ายของภาพ และฝ่ายปาณฑพ อยู่ด้านขวาของภาพ
ด้านซ้ายของภาพเป็นภาพของภีษมะถูกยิงด้วยศร, ภาพทุรโยธน์,
ภาพโทรณะไว้ผมแบบพราหมณ์ ไม่สวมมงกุฎ, ภาพกรรณะ
ส่วนทางขวาคือ พระอรชุน และพระกฤษณะซึ่งมี 4 กร ทำหน้าที่เป็นสารถีให้พระอรชุน, ภาพภีมะ

มหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสต์กาล
บางตำราก็เชื่อว่าแต่งขึ้นตั้งแต่ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสต์กาล
เป็นวรรณคดีที่มีความยาวทั้งสิ้น 100,000 โศลก ประมาณ 220,000 บรรทัด แบ่งเป็นตอนได้ 18 บรรพ
มีความยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่ รวมกัน 7 เท่า
เชื่อกันว่าผู้แต่งคือ ฤาษีเวท วยาส หรือกฤษณะไทวปายนะ วยาส ผู้เป็นปู่ของสองพี่น้องตระกูลเการพ และปาณฑพ และเป็นเหลนของท้าวภรต
ที่เป็นชื่อต้นของวรรณคดีนี้ (ภารต)
และท้าวภรตผู้นี้เป็นโอรสของท้าวทุษยันต์ และนางศกุนตลา ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง ศกุนตลา ของรัชกาลที่ 2

เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกษัตริย์ 2 ตระกูลที่เป็นญาติพี่น้องกัน
คือ พวกเการพ (เการว) ตัวแทนของอธรรม ความชั่ว และความมืด
และพวกปาณฑพ (ปาณฑว) ตัวแทนของธรรมะ ความดี และความสว่าง
ทั้งสองตระกูลต่างนำกองทัพเข้าทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงเมืองที่พวกเการพใช้อุบายโกงเอาไปจากพวกปาณฑพ
การรบกระทำติดต่อกันนานถึง 18 วันที่สมรภูมิทุ่งกุรุเกษตร แถบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือของอินเดีย

ก่อนที่สงครามจะเริ่ม อรชุนเกิดความท้อแท้ เศร้าสลด สับสน และขัดแย้งทางจริยธรรม
ที่ญาติพี่น้องต้องมาประหัตประหารฆ่าฟันกันเองจนไม่อยากออกรบ
พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุน ต้องแสดงองค์เป็นพระวิษณุให้อรชุนเห็นแล้วปลุกปลอบให้กำลังใจ
สอนให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของความเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ต้องทำสงครามเพื่อราชอาณาจักร
แม้จะฆ่าคนก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะจิตมุ่งที่หน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ทรงสั่งสอนพระอรชุนด้วยปรัชญาชีวิตอันเป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า
ปรัชญาที่ว่านี้คือ คัมภีร์ภควัทคีตา หรือ บทเพลงสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า
ถือเป็นบทประพันธ์ที่มีความไพเราะ มีความหมายทางปรัชญาการดำรงชีวิต ให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า)

บริเวณมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
ส่วนเหนือเป็นภาพพระรามตามกวางทอง / ภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ /
ภาพกูรมาวตาร หรือกวนเกษียรสมุทร มีภาพพระอาทิตย์กับพระจันทร์
ส่วนตะวันตกเป็นภาพทศกัณฐ์แปลงเป็นตุ๊กแกแอบเข้าไปในห้องของพระอินทร์ / ภาพพระกฤษณะยังทรงพระเยาว์กำลังลากครกหิน /
ภาพทศกัณฐ์กำลังโยกเขาไกรลาศ
ส่วนใต้เป็นภาพพระกามเทพกำลังแผลงศรใส่พระศิวะ / ภาพการฆ่าประลัมพ์ และพระกฤษณะกำลังดับเพลิง /
ภาพการต่อสู้ระหว่างสุครีพกับพาลี มีพระรามกำลังแผลงศรฆ่าพาลีตายในอ้อมแขนของนางตารา
ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระกฤษณะรับเครื่องบูชาที่เตรียมไว้บูชาพระอินทร์ / ภาพงานรื่นเริงทางน้ำแห่งทวารวดี และการชนไก่

ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันตก เรียกกันว่า “ระเบียงประวัติศาสตร์”
สลักเรื่องของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ทางด้านซ้ายในชั้นต้นจะสลักเป็น 2 แนว ซึ่งถือกันว่าคงสลักขึ้นในรุ่นหลังของปราสาทนครวัด
เป็นภาพขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในมือจะถือสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตุ๊กแก
ประทับอยู่บนแท่นที่ทำด้วยไม้แต่ขอหล่อด้วยสำริด แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน
มีภาพสลักรูปคนทำมือประสานกันที่หน้าอกเป็นการแสดงความเคารพ
ทางด้านข้างมีข้าราชสำนักและพวกพราหมณ์อยู่ด้วย พราหมณ์เหล่านี้มีใบหน้ายาว จมูกเล็กงุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย
ทั้งหมดไว้ผมยาว บางคนนุ่งผ้าโจงกระเบนด้วยผ้าที่มีลวดลายประดับอย่างมีระเบียบ
และคงจะเป็นขุนนางชั้นสูง บุคคลอื่นที่นุ่งผ้าธรรมดาและไม่มีเครื่องประดับเลยคงเป็นนักบวช
คนหนึ่งกำลังนั่งคลำลูกประคำอยู่ บางจุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เข้าไปในหิน
แต่ก่อนอาจมีโลหะฝังอยู่ด้วยแล้วชาวนาได้ขุดตัดออกไà¸

เยือนเมืองพระนคร Angkor และ พระนครหลวง Angkor Thom

เมืองพระนครหรืออังกอร์ที่น่าชม
26 ธ.ค.2548
สิ่งมหัศจรรย์ที่น่าไปชมม้ากมาก ทั้งยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งสวย และที่สำคัญก็คืออยู่ใกล้เมืองไทยที่สุด
งั้นถ้าจะเลือกชมสิ่งมหัศจรรย์ที่ไหนก่อน ก็ต้องที่แหละ นครวัด (Angkor Wat)

นครวัด (Angkor Wat) อยู่ในประเทศกัมพูชาข้างบ้านเรานี่เอง
หน้านี้ ฤดูนี้ (ปลายปีและต้นปี) เหมาะที่สุด อากาศไม่ชื้น เหนียวเหนอะหนะ
ปีใดอากาศหนาวนานก็เยี่ยมเลยสำหรับการไปเยือนเมืองโบราณมหัศจรรย์แห่งนี้

สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง


ฝรั่งเค้าจัดเอา นครวัด เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ในยุคกลาง เค้าว่าเฉพาะนครวัด เท่านั้นเองมหัศจรรย์แล้ว
ความจริงสำหรับเราไปเที่ยวกันมิใช่แค่ได้ชมเพียงนครวัดอย่างเดียวนะครับ
ผมมักจะบอกกับฝรั่งว่า Angkor Wat is just one temple
นครวัดมันแค่วัดหรือปราสาทเดียวนะ
แต่ที่เราไปถึงแล้วจะได้ชม มันมากว่านครวัด ที่มันใหญ่ๆ สวยงาม รูปแบบน่าทึ่ง มีอีกเยอะนะครับ
สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง

นอกจากปราสาทนครวัด ที่อยู่ในเขตเมืองพระนคร (Angkor) ยังมีปราสาทอื่นๆ หลากรูปแบบ ในหลายสมัย
และยังมีปราสาทในเขตเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) อีกมากมาย
ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกันในขอบเขตอาณาจักรเดียวกัน

เมืองพระนคร (Angkor) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 15 (ราวๆ 1.100 ปีทีแล้ว)
ส่วนเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวๆ 800 ปีทีแล้ว)
ทั้งสองเมืองเป็นเมืองโบราณที่ถูกบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
และเป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ที่เลื่องชื่อลือนาม


ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า
ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ
See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย
See the World and die old


นักท่องเที่ยว เมื่อได้ไปเยือน
พูดกันปากต่อปากว่า สูดดดดด...ยอดดดดด
ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย See the World and die old

ผมก็ให้เรตติ้งว่าเป็นเมืองโบราณสุดคลาสิค มีคะแนน 9.999 ในคะแนนเต็ม 10 เมื่อเทียบกับเมืองโบราณที่ผมได้ไปเห็นมา
(อาจะมีเปลี่ยนใจ เพราะก็ยังมีอีกหลายที่ ที่ยังไม่ได้เห็นหรือได้ยินจากทางสื่อต่างๆ)
เปรียบเทียบกันระหว่างเมืองโบราณต่อเมืองโบราณ
และมิได้นับเอาเฉพาะเก่าอย่างเดียว นี่เป็นความเห็นในเชิงการท่องเที่ยวนะครับ

การไปเยือนเมืองโบราณพระนคร (Angkor) และพระนครธม (Angkor Thom)
จากเมืองไทยไปได้ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ

ทางบก ได้แก่ จากส่วนไหนก็ตามของเมืองไทยก็มุ่งหน้าไปยังพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีอยู่สองพรมแดนที่ใช้กัน
คือด่านจังหวัดอรัญประเทศข้ามไปยังปอยเปต ของกัมพูชาและด่านจังหวัดศรีษะเกษ ที่ช่องจอม ทั้งสองด่านเมื่อข้ามไปแล้ว
ยังต้องขับรถต่อไปอีกจนถึงจังหวัดเสียบเรียบของกัมพูชา ซึ่งค่อนข้างจะทุลักทุเล
แม้ว่าระยะทางไม่เกิน 200 กม.แต่ผิวถนนไม่ดีเอาเสียเลย และน่าจะคงสภาพแบบนี้ไปอีกนาน
ตามวิถีการเมือง การคงผลประโยชน์เฉพาะ

ทางน้ำ ก็ต้องใช้ทางถนนก่อนไปทางจังหวัดตราด แล้วก็ไปต่อเรือตรงอำเภอคลองใหญ่
มุ่งหน้าไปยังเกาะกง ซึ่งเป็นจังหวัดพรมแดน แล้วต่อรถไปตามถนนสู่จังหวัดเสียมเรียบ

ทางอากาศ จากท่าอากาศยานกรุงเทพฯถ้าบินบินตรง
ต้องใช้บริการของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บินสู่เสียมเรียบเลย
แต่ถ้านิยมการบินไทย ต้องบินจากกรุงเทพฯไปเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงพนมเปญ แล้วบินจากพนมเปญเข้าสู่เสียมเรียบ
บินตรงทีเดียวก็ใช้เวลาเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น
แต่ราคาเครื่องบินเมื่อคิดตามระยะทาง สุดดดดดแพงเลยครับท่านผู้ชม (เป็นหมื่นแน่ะ)

จังหวัดเสียมเรียบ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยว ผู้ไปเยือน ใช้เป็นฐานในการจะเข้าไปเยือนเมืองโบราณ
เมืองนี้เป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันเทียบกับเมืองไทยก็แค่เมืองชนบทที่ไกลไกลสักหน่อย ไม่ค่อยเจริญ
(ตอนนี้นะ ปี 2548 อีกหน่อยต้องคอยติดตามดูต่อไป) แต่มีโรงแรมผุดขึ้นหลายๆโรงแรมทุกๆปี
และมีโรงแรมระดับ 4 ดาวมากซะด้วย

ดูรูปไปพลางๆก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมาร่ายต่อ ตอนช่วงที่ว่าง


เริ่มด้วยภาพก่อนนะครับ

ภาพสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ส่วนใหญ่จะถ่ายกันเองนะครับ

และขอเสนอร้านอาหารไทย "ครัวบุญชูศรี" :chef: อาหารไทยถึงรส ถึงใจ
ตั้งอยู่ในซอยบุญชูศรี ตรงสามเหลี่ยมดินแดง ขาออก
ซอยนี้ติดกับสำนักงาน ป.ป.ส. ปากซอยสังเกตูง่าย มีโชว์รูม ยามาฮ่า
เข้าซอยมาเพียง 50 เมตร ที่จอดรถสะดวก
จอดรถที่บริษัทสวัสดีฮอลิเดย์ได้ครับ
อยู่ถัดไปสองหลัง
December 2009
S M T W T F S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31