ชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร (Angkor) และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)
Wednesday, 7. June 2006, 06:35:08
และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)
ขอเล่าเรื่องการเที่ยวตามรายการของบริษัทสวัสดีฮอลิเดย์ นะครับ
เครื่องบินที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯบินสู่เมืองเสียมเรียบ เป็นของสายการบินบางกอกแอร์เวย์
วันนี้ (เสาร์ที่ 31 มค.2548) จัดเป็นเครื่องบินแบบ Airbus 320 ซึ่งจุผู้โดยสารได้ประมาณ 120 ที่นั่ง
ใช้เวลาเดินทางเพียง 35 นาที ช่วงที่บินอยู่นี้ ทางสายการบินได้เสิร์ฟ อาหารว่างในกล่องกระดาษ
(มี ขนมพาย แซนด์วิช น้ำเปล่า น้ำผลไม้กล่อง พร้อมเสิร์ฟ ชาและกาแฟ)
08.20 น.เครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติเมืองเสียมเรียบ ซึ่งรันเวย์สำหรับรับเครื่องบินนั้นยังมีความยาว
ไม่พอรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เครื่องแบบ Airbus 320 ก็น่าจะถือว่าเป็นเครื่องขนาดใหญ่แล้ว
สำหรับรันเวย์ที่เสียมเรียบ นอกนั้นก้จะเป็นเครื่องบินขนาดย่อมลงไป เช่น โบอิ้ง 717 และเครื่องบินใบพัดอื่นๆ
อาคารของสนามบินเมืองเสียมเรียบ ก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก
แน่นอนก็ไม่มีสะพานที่เรียกว่า งวง เชื่อมต่อระหว่างเครื่องบินกับอาคารต้องเดินลงบันไดเครื่องงบิน
และเดินต่อไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า พอเข้าไปถึงข้างในก็จะมีช่องเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ขอมีวีซ่าล่วงหน้า
มาทำการขอ ณ ที่สนามบินได้
สำหรับพวกที่มีวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเลย
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปบันทึกเข้าไปในเครื่องคอมพ์พิวเตอร์
ซึ่งติดตั้งก่อนที่เมืองไทย แต่พร้อมใช้หลังกว่าที่เมืองไทย
เมื่อผ่านการตรวจแล้ว เดินถัดไปนิดเดียวก็เจอรางรับกระเป๋าเดินทาง แล้วก็เดินต่อออกมาก็ถึงทางออก
ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรคอยเก็บแบบฟอร์มศุลกากร ซึ่งไม่ได้ตรวจเข้มงวดอย่างไร
จากหน้าประตูก็จะเห็น ผู้คนถือป้ายรับผู้โดยสาร ลูกค้าของตน ต้องเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงที่จอดรถบัส
รถบัสที่ใช้รับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นขนาดที่มีที่นั่งไม่เกิน 30 ที่ เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ทางทัวร์ก็จะจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นมาร่วมอำนวยความสะดวกด้วย มัคคุเทศก์นี้เป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาไทย
นั่งรถออกจากถนนของสนามบิน สัก 5 นาที ก็ถึงถนนสายที่ 6 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างพรมแดนไทย-กัมพูชา
ตรงปอยเปตสู่เมืองเสียมเรียบ ระยะทางไม่เท่าไหร่แค่ 150-160 กม. แต่เนื่องจากผิวถนนนั้นไม่(มีทาง)ดี
จึงใช้เวลาขับรถประมาณ 6-7 ชั่วโมง
ถนนสายที่ 6 เป็นถนนนำไปสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ ซึ่งสองข้างทางมีโรงแรมขึ้นไวเหมือนดอกเห็ด
เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวมากหน่อย นอกนั้นเป็น 3 ดาวและเกสต์เฮาส์
โรงแรมที่ทางสวัสดีฮอลิเดย์จัดให้พัก มีชื่อว่า ซิตี้รอแยล City Royal
อยู่บนถนนสายที่ 6 เช่นกัน เป็นระดับ 4 ดาว ห้องพักดี มีทีวีที่สามารถรับสถานีจากไทยได้เกือบทุกช่อง
เมืองเสียมเรียบ (ประชากรประมาณ 8 แสนกว่าคน)
ที่ออกเสียงแบบเขมรและแปลแบบเขมร มีความหมายว่า
เมืองที่สยามแพ้ราบเรียบ ความจริงมีทั้งแพ้และชนะ และเมื่อเคยชนะ
ทางไทยก็เรียกว่า สยามรัฐ รัฐของไทย (แต่นิยมก็เรียกแบบผสมไทย-เขมร ว่า เสียมราฐ)
ซัวสะเดย เป็นรากคำให้คนไทยใช้ทักทายทั่วไปว่า สวัสดี
แล้วก็เติมช่วงเวลาไว้ข้างหน้า เช่น อรุณซัวสะเดย, ทิเวีย (ทิวา) ซัวสะเดย,
สายันซัวสะเดย, ร๊เตีย (ราตรี) ซัวสะเดย
ฉนั้นขอ ซัวสะเดยฉะนัมฉะมาย ซึ่งแปลว่า สวัสดีปีใหม่ นะครับ
สถานที่เที่ยวซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีพื้นที่ที่สามารถแยกออกตะหากจากตัวเมืองเสียมเรียบ
ที่ที่จะไปเที่ยวชมกันเป็นอาณาจักรโบราณของชาวขอม (เขมร)
เขมรเรียกว่า นอกอร์ และ นอกอร์ธม
ไทยเรียกว่า นครและนครธม (นครหลวง)
ฝรั่งเรียกว่า อังกอร์ (Angkor) และอังกอร์ธม (Angkor Thom)
สำเนียงแบบฝรั่งเศส เพราะว่าพวกฝรั่งเศสเข้ามาศึกษา ค้นและคว้าก่อน ฝรั่งอื่น
ชาวเขมรโบราณหรือขอม ตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้มาร่วม 2 พันปี มีวิวัฒนาการเจริญทีละขั้น ด้วยอิทธิพลของอินเดียและชวา
จนมีความเจริญรุ่งเรืองก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจในพื้นที่ ก็เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว (ราวพุทธศตวรรษที่ 14)
เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) มารวบรวมชุมชนต่างๆและก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่มีความเป็นปึกแผ่นขึ้น
และต่อมาอีกเกือบร้อยปีให้หลัง พระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 (พศ.1432-1443) ก็ให้กำเนิดเมืองยโสธรปุระ
ที่รู้จักกันในปัจจุบันกว่า นอกอร์ หรือเมืองพระนครหรืออังกอร์ Angkor
ระหว่างที่เป็นเมืองพระนครที่รุ่งเรือง มีสิ่งก่อสร้างโดยเฉพาะศาสนสถาน ทั้งที่เป็นเทวาลัย ของศาสนาพราหมณ์ และพุทธสถาน
ก็ยังคงมีสงครามกับศัตรูอยู่เสมอมา ศัตรูที่สู้รบกับขอมมายาวนานก็คือชาวจาม ที่ว่ากันว่าอพยพขึ้นมาจากทางตอนใต้
และก็ไปตั้งรกรากอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรของชาวขอม ปัจจุบันเป็นดินแดนของประเทศเวียตนาม
ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พศ.1724-1761) หลังจากที่พระองค์กลับเข้ามาครอบครองเมืองพระนคร
โดยขับไล่ทหารจามออกไป จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นในพื้นที่ของเมืองพระนคร แต่มีขนาดย่อมลงแล้วมีกำแพงเมืองและคูเมือง
เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างประมาณ 3 กม.ทุกด้าน เมืองนี้ก็คือ เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์ธมนั่นเอง
ทางทัวร์จะพาท่องเที่ยวโบราณสถานของอาณาจักรขอม ตั้งแต่มีขนาดย่อม จนถึงขนาดยักษ์ใหญ่ ตามระดับยุคสมัยครับ
แต่คงไม่ครบทุกที่นะครับหรือว่าต้องการ น่ะ.... มันมีเป็นหลายร้อยนะครับ เอาแค่ที่เป็นไฮไลท์ก็น่าจะพอนะครับ
ไปที่เมืองหริหรารัยก่อนเลยครับ
ออกนอกเสียมเรียบไปทางตะวันออกประมาณ 20 นาที ย้อนยุคไปประมาณ 1,100 ปี
อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) จากชื่อของเมืองก็คือเมืองแห่งพระนารายณ์ (หริ) และ พระศิวะ (หระ)
เมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) หลังจากรวมอาณาจักรได้แล้ว
เลยแผ่อิทธิพลการปกครองแบบสร้างคติเทวราช พระเจ้าแผ่นดินคือเทพนั่นเอง ที่อยู่ของเทพผู้เป็นใหญ่ต้องอยู่ที่เขาพระสุเมรุ
เลยเริ่มให้มีการสร้างศาสนสถานตามคตินี้
ปราสาทพระโค
พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) หลานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาท นี้
เรียกศาสนสถานตามที่มีรูปร่างอาคารแบบปราสาท ไม่ได้เป็นที่อยู่ของคนนะครับ ใช้ทำพิธีบูชาเทพ)
ตามคติที่จักรวาลมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ โดยบูชาพระศิวะ (เปรียบว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของพระศิวะ)
แล้วเป็นการอุทิศให้กับบรรพบุรุษและบรรพสตรี
ผังของปราสาทที่สังเกตุได้คือ ภายในกำแพงชั้นใน จะมีปราสาท 6 หลัง อยู่บนฐานเดียวกัน ซึ่งยังไม่ทำฐานสูง
ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐแล้วตบแต่งด้วยลายปูนปั้น ปราสาทเรียงเป็นหน้ากระดาน 2 แถว
แถวหน้าอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ และแถวหลังอุทิศให้แก่บรรพสตรี
ปราสาทที่อยู่ในอาณาจักรขอม ถูกค้นพบและซ่อมแซมภายหลัง และเมื่อไม่ทราบชื่อของสถานที่
ก็ต้องตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อให้สามารถระบุถึงแต่ละปราสาทได้
และที่เรียกชื่อปราสาทหลังนี้ว่า ปราสาทพระโค เพราะด้านหน้าของฐานที่เป็นที่ตั้งของปราสาทสำคัญทั้งหก
มีรูปสลักประติมากรรมลอยตัวของโค (โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ) หมอบอยู่ 3 รูปด้วยกัน
ภายในกำแพงชั้นในของศาสนสถานขอม มักจะสร้างอาคารอยู่ด้านหน้าปราสาทส่วนสำคัญ
อาจจะเป็น 2 หลังคู่ หรือ 4 หลังคู่ และมีประตูทางเข้าอยู่ด้านที่ประจัญกับทางเข้าของปราสาทสำคัญ
อาคารที่ว่านี้ คืออาคารห้องสมุด หรือ บรรณาลัย ที่เป็นที่เก็บหนังสือ คัมภีร์ต่างๆ ตัวผนังอาคารปรุช่องอากาศไว้
เข้าใจว่าจะเป็นที่พำนักของพราหมณ์ผู้เฝ้าสถานที่และคัมภีร์ด้วย
ปราสาทส่วนสำคัญโดยทั่วไปจะมีประตูเข้าออกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ทิศรุ่งเรือง)
อาคารบรรณาลัยจะมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าหาประตูของปราสาทสำคัญ
ข้อสังเกตุ ประตูที่เป็นทางเข้าออกของปราสาทขอมโดยทั่วไป
มีประตูเดียวที่ใช้ได้(ด้านทิศตะวันออก) ด้านที่เหลือเป็นประตูหลอกสร้างด้วยหิน ทำทึบและตบแต่งเลียนแบบบานประตูไม้ที่ปิดไว้
เพราะถ้าทำกรอบประตูโปร่งทุกด้าน เกรงว่าจะไม่สามารถรับน้ำหนักหลังคาทรงสูง ที่สร้างเป็นชั้นๆเลียนแบบสววรค์ชั้นต่างๆของเขาพระสุเมรุ
ออกจากปราสาทพระโค นั่งรถต่อไปอีกสักครู่ก็ถึงปราสาทบากอง
ปราสาทบากอง
พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1424 เป็นศาสนสถานประจำอาณาจักร
ประดิษฐานรูปเคารพเทวราชา “อินทเรศวร” สร้างขึ้นในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีคูน้ำและกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ปราสาทบากองแห่งนี้มีปราสาทประธานขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ตั้งอยู่ตรงกลาง
ซึ่งการก่อสร้างของปราสาทที่นี่ เริ่มจะมีความเหมือนกับการสร้างเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
เพราะสามารถสร้างตัวเทวะสถานให้สูงเป็นชั้นๆได้ มีเขาบริวารล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ซึ่งมียอดเขาไกรลาศเป็นวิมานของพระอิศวรและมีเขาล้อมรอบรวมทั้งมีสัตว์ป่าหิมพานต์
ซึ่งที่ปราสาทแห่งนี้ ทำเป็นรูปช้างทรงเครื่องมองเห็นทั้งตัวอยู่ที่มุมของฐานทั้งสามชั้น
ที่ฐานชั้นบนสุดมีปราสาทขนาดเล็กก่อด้วยหินทรายตั้งเรียงรายโดยรอบ 12 หลัง
มีปราสาทอิฐ 8 หลังที่มีขนาดใหญ่ สร้างอยู่บนพื้นดินล้อมรอบศาสนสถานที่อยู่บนฐาน 5 ชั้น
ซึ่งปราสาทอิฐนี้จะตั้งอยู่ทิศละ 2 หลัง ฐานด้านในทำด้วยศิลาแลงแล้วใช้หินทรายปิดด้านนอกอีกทีหนึ่ง
ปราสาทด้านบนแต่เดิมคงสร้างด้วยอิฐที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน แต่ปัจจุบันได้พังหมดแล้ว
ที่เห็นในปัจจุบันคงเป็นการสร้างเพิ่มขึ้นภายหลังในสมัยนครวัด สร้างด้วยหินทราย
มีภาพสลักเทพธิดาหรือนางอัปสรแต่งกายแบบศิลปะสมัยนครวัด ในช่วงราวพ.ศ. 1650-1700
และมีปราสาทขนาดเล็กอยู่ล้อมรอบอีก 12 หลัง ซึ่งทุกหลังจะประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ด้านใน
ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ขอมโบราณ เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ก็จะโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างขึ้น 3 อย่างด้วยกันกล่าวคือ
ปราสาทซึ่งใช้เป็นวิมานของเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาที่พระองค์นับถือโดยสร้างขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษและบรรพสตรี จากนั้นจะโปรดให้สร้างปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์เอง และโปรดให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บาราย ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ช่างผู้ก่อสร้างปราสาท และไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
ปราสาทบากองนี้เป็นตัวอย่างของศาสนสถานที่สร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ที่มีอายุอยู่ในสมัยแรกเมืองพระนครที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ได้พบประติมากรรมรูปเคารพที่มีชื่อเสียงมาก คือ รูปพระอิศวร และพระชายาทั้งสองพระองค์ คือ พระอุมา และพระคงคา
ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
ทับหลังด้านทิศตะวันออก สลักเป็นรูปพระศิวะนาฎราช,
ทิศตะวันตก สลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในอดีตคงจะมีศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่ในปราสาทด้วย แต่ในปัจจุบันไม่พบแล้ว
นอกจากนี้ที่บริเวณองค์ปราสาทยังมีการแกะสลักรูปทวารบาลอยู่ทุกด้าน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เครื่องแต่งกายของทวารบาลนั้นไม่ได้ร่วมสมัยกับสมัยพระโค แต่อยู่ในศิลปะแบบนครวัด
จึงเป็นไปได้ว่าปราสาทแห่งนี้คงจะได้รับการซ่อมแซมในสมัยหลังจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ด้วย
ส่วนบริเวณด้านทิศใต้ของฐานก่อนจะถึงชั้นที่ประดิษฐานปราสาทประธาน ยังปรากฎร่องรอยการแกะสลักเป็นรูปยักษ์และเทวดา
แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นเรื่องราวใด เพราะไม่ปรากฎรายละเอียดมากนัก
อาจเป็นภาพการรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ก็เป็นได้
ข้อสังเกต ปราสาทบากองเป็นเทวะสถานยุคต้นๆของการสร้างเมืองพระนคร (อังกอร์)
ที่สร้างเป็นผังสี่เหลี่ยม มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบเทวะสถาน เปรียบเหมือนกับมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
คูน้ำนี่แหละครับ เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้คนงานใช้สอย ใช้ดื่ม เมื่อมีน้ำเต็ม)
มีสะพานเชื่อมเข้าออกภายในเทวะสถาน อยู่สองด้านคือด้านทิศตะวันออกและตะวันตก
และสร้างพญานาคขนาดใหญ่ทอดสองข้างสะพาน ตัวพญานาคมีเจ็ดเศียรลำตัวทอดติดกับพื้นดิน
เศียรนาคทั้งเจ็ดโล้นเกลี้ยงเกลาไม่ตกแต่งอะไร นี่คือลักษณะของเศียรนาคยุคต้นๆในศิลปะแบบพระโค
สะพานแบบนี้จึงเรียกว่าสะพานนาค
ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเหล่าปราสาทต่างๆ ในเขตเมืองเก่าหริหราลัย ปัจจุบัน เรียกว่า โลเลย
ในอดีตมีสระน้ำขนาดใหญ่ประจำเมืองที่เรียกกันว่า อินทรตฏากะ ปัจจุบันแห้งสนิท
มีเทวะสถานอีกแห่งหนึ่ง ใกล้ๆที่ไม่ได้ชมคือ ปราสาทโลเลย
ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 ((พ.ศ.1432-1450) เป็นปราสาทขนาดย่อมสี่หลังอยู่บนฐาน(ต่ำ)เดียวกัน
ปราสาทนี้ตั้งอยู่กลางตฏากะ (สระน้ำ)ที่ไม่ได้เข้าชม ก็เพราะใกล้เวลาอาหารกลางวัน
และเป็นปราสาทขนาดย่อมที่นักท่องเที่ยวสามารถละเว้นไม่เข้าชมได้
ว่าด้วยคำเขมรที่หมายถึง สระน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ หรือบึง ที่ชาวขอมสร้างขึ้น
บาราย เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ขนาดทะเลสาบ
ตฏากะ เป็นสระน้ำขนาดบึง
ตระพัง เป็นสระน้ำขนาดบ่อ
ออกจากเมืองหริหราลัย (ความจริงไม่เป็นเมืองแล้ว ชื่อเมืองในอดีตนะครับ)
กลับเข้าเมืองเสียมเรียบ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร ผิวถนนระหว่างเมืองหริหราลัยกับเมืองเสียมเรียบนั้นค่อนข้างดี
และดีกว่าเส้นที่ไปปอยเปตมาก ชาวเสียมเรียบที่อยู่ในเมืองก็ดูหนาแน่น
แต่การจราจรนั้นไม่ค่อยติดขัดในตัวเมืองเพราะรถยนต์ในท้องที่มีไม่ค่อยมาก รถเครื่อง มอเตอร์ไซด์ จักรยานมีไม่แน่นเท่าที่เมืองจีน
เท่าที่เห็นในเสียมเรียบมี สัญญาณไฟจราจรอยู่สองแห่งเท่านั้น
ร้านอาหารที่จะทานตอนกลางวันนี้ จัดให้ที่ร้านอาหารชื่อ โภชนียคารสะมะเพียบ
โภชนียคาร คงพอเดาออกว่าอะไร ส่วน “สะมะเพียบ” ตรงกับคำไทยว่า สมภาพหรือเสมอภาพนั่นเอง ที่ร้านนี้ทัวร์ได้จัดเมนูไว้ให้แล้ว
ได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, ทอดมันปลากราย ที่ดูแล้วคล้ายกับหมูยอ เพียงแต่เป็นปลากราย,
ผัดกะเพราไก่, ผัดผักรวม, ต้มยำน้ำใสซี่โครงอ่อนหมู, ปาฮกลิงหรือผัดปลาร้าทรงเครื่อง,
ข้าวเปล่า และผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นสัปะรด แตงโม มะละกอ ถ้าทานจุก็จัดเติมอาหารเพิ่มได้
เห็นเมนูอาหารแล้ว อื๋อ.... คล้ายร้านอาหารไทยนี่นา
ขอให้เอร็ดอร่อยกับการรับประทานอาหารนะครับ
อิ่มแล้ว จะกลับมารับไปเที่ยวช่วงบ่ายต่อนะครับ
---------------------------------------------------------------------
รู้สึกว่าให้เวลาทานอาหารกลางวันนานทีเดียว....ว่ามั้ยครับ
กลางวันนี้จะนำขึ้นรถไปเที่ยวต่อในอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครและนครธม
ทางการท่องเที่ยวของกัมพูชา ได้กำหนดให้นักท่องเที่ยว จ่ายค่าเข้าชมเมืองโบราณของเค้า
เริ่มต้นที่ราคาผ่านเข้าชม 1 วัน 20 เหรียญสหรัฐ ถ้าชม 3 วันคิดเหลือ 40 เหรียญ
โดยรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น รถใหญ่ รถเล็ก รถเครื่อง สามล้อ สองล้อ รถถีบ ต้องผ่านไปจุด Check Point
ตัวบัตรผ่านจะให้ติดรูปแต่ละคน เพื่อไม่ให้หมุนเวียนใช้โดยจ่ายแค่บัตรใบเดียว
ไม่พกรูปมาก็มีบริการถ่ายรูปให้ ทางที่ดีพกรูปมาดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเกินไป
และต้องเก็บบัตรไว้ให้ดี เพราะยังคงมีการตรวจบัตร ที่ทางเข้าศาสนสถานทุกแห่งอีกด้วย
นั่งรถจากสถานที่รับประทานอาหาร ตัวเมืองเสียมเรียบ มาก็ประมาณ 7-8 นาที
จากเมืองเสียมเรียบจะไปเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ก็มักใช้เส้นทางที่ผ่านโรงพยาบาลเด็กชัยวรมันที่ 7 ทุกครั้ง
เห็นรูปพระเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากอาคารจนชินตา
ถัดเลยไปนิดเดียวก็เป็นพื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน อังกอร์ สุดหรูของประเทศก็ว่าได้ โรงแรมนี้คนไทยกลุ่มธุรกิจเบียร์ช้างมาลงทุน
จากจุด Check Point แล่นรถต่อไปอีก 5 นาที ก็เริ่มจะเห็น คูน้ำขนาดใหญ่
กว้างใหญ่กว่าลำน้ำเสียบเรียบที่ไหลผ่านตัวเมืองเสียอีก
คูน้ำ ที่เห็นนี้ก็คือ คูน้ำที่ล้อมรอบอาณาเขตของ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)
สิ่งมหัศจรรย์ที่เค้ายกย่องกันว่าเป็นยอดแห่งยุคปัจจุบัน
ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) โปรดให้สร้างขึ้นถวายแด่พระนารายณ์
เพราะพระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายซึ่งแตกต่างไปจากกษัตริย์เขมรองค์ก่อนๆ
และปราสาทนครวัดเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
สันนิฐานว่าอาจเพราะสร้างเพื่อใช้เกี่ยวกับกิจพิธีในการศพ
แผนผังของปราสาทนครวัดเป็นการผสมกันระหว่างฐานเป็นชั้น (หมายถึงภูเขา)กับเทวาลัยอันตั้งอยู่บนพื้นดิน
ได้แก่ ระเบียงตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ปราสาทนครวัดมีฐาน 3 ชั้น
แต่ละชั้นประกอบไปด้วยระเบียง โคปุระ 4 แห่ง
(โคปุระ เป็นส่วนประกอบในเขตศาสนสถาน ที่นักวิชาการกำหนดเป็นคำเรียกขึ้นมา เพื่อให้ทราบว่าเป็นส่วนไหนในแผนผังของศาสนสถาน
ซึ่งช่างขอมมักสร้างเป็นซุ้มประตูตรงแนวกำแพงมีผังเป็นรูปกากบาท และมีลักษณะแบบเดียวกันแทบทุกศาสนสถาน
เมื่อบอกว่า โคปุระ เป็นอันเข้าใจว่าอะไร ส่วนที่มาของคำ มีสันนิษฐานกันนานา)
และอาคารที่มุมระเบียง ฐานชั้นบนมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่ข้างบน
หลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม ส่วนฐานอีก 2 ชั้นล่าง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เพราะเหตุว่าได้ยื่นยาวออกไปทางทิศตะวันตก ส่วนที่ยื่นออกไปนั้นทำให้สามารถสร้างบรรณาลัย (หอสมุด) ขึ้นได้ 2 หลัง
บนฐานชั้นกลาง และอีก 2 หลังซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบนฐานชั้นแรก สองข้างระเบียงด้านหน้าทางทิศตะวันตกซึ่งตัดกันเป็นรูปกากบาท
ที่บรรยายมานี้ ก็น่าจะทำให้เห็นภาจพจน์ ว่าแผนผังของปราสาทนครวัดออกแบบเป็น
แบบคอมเพล็กซ์ซับซ้อน ใช้ความคิดความอ่านละเอียดทีเดียว ในยุคเมื่อประมาณร่วม 900 ปี ที่แล้ว
ซึ่งร่วมสมัยเดียวกันกับโบสถ์ศิลปแบบโกธิค “โนตเตรอดาม (Notre Dame)” แห่งปารีส ของประเทศฝรั่งเศส
แผนผังของปราสาทนครวัด นับเป็นผังของศาสนสถานเขมรที่สวยงามที่สุด
ปราสาทนครวัดเป็นตัวอย่างของศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ ที่ดีที่สุด หรือที่เรียกกันว่าศาสนบรรพตที่ดีที่สุด
คือ ดูเป็นเขาพระสุเมรุอย่างแท้จริง เพราะสูงใหญ่ มียอด 5 ยอด แต่ละยอดสูงกว่า 60 เมตรเหนือพื้นดิน
ใต้ปราสาทหลังกลางได้ขุดค้นพบกรุซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับพื้นดินเบื้องล่าง
ที่ก้นกรุได้ค้นพบที่วางศิลาฤกษ์ซึ่งประกอบด้วยแผ่นทองคำหลายแผ่น
ปราสาทนครวัดไม่ได้เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวของขอมที่มีกรุอยู่ข้างใต้ศาสนสถานหลังกลาง
ในฐานเป็นชั้นของปราสาทปักษีจำกรงก็ได้ขุดค้นพบกรุเช่นเดียวกันซึ่งลึกลงไปถึงใต้ดิน
แต่ก่อนหน้านั้นอาจเป็นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-14 ก็มีกรุเล็กๆ ซึ่งสร้างอยู่ใต้ฐานของศาสนสถานหลังกลางที่ปราสาทออกยมแล้ว
คิดกันว่ากรุกลางปราสาทนี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีเคารพบูชาผู้ที่ตายไปแล้ว
ปราสาทนครวัดมีลักษณะซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการศพได้
คือ ประตูเข้าที่สำคัญของปราสาทแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ที่ตายไปแล้ว
ปราสาทนครวัดมีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ยาว 1,500 เมตร
กว้าง 1,300 เมตร
ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำที่มีความกว้างถึง 200 เมตร ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ยาวทั้งหมด 6 กม.
คูน้ำนี้มีถนนตัดผ่านอยู่ 2 แห่ง
คือ ทางทิศตะวันออกเป็นถนนถมดิน เพื่อนำหินทรายขึ้นมาจากแม่น้ำเสียมราฐ
ส่วนทางทิศตะวันตก เป็นด้านหน้าของปราสาท ถนนปูด้วยแผ่นหินทราย ยาว 200 เมตร กว้าง 12 เมตร
ขอบสองข้างของถนนมีเสากลมรองรับอยู่ ข้างล่างปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก
คือ ด้านหน้าสร้างเป็นลานรูปกากบาท มีบันไดขึ้น และมีสิงห์ทวารบาลประดับพร้อมกับราวสลักรูปนาคอยู่ทั้งสองด้าน
ซึ่งสิงห์ดังกล่าวมีลักษณะเบือนหน้าออกด้านข้าง ไม่หันตรง รูปแบบสิงห์เบือนนี้คล้ายกับสิงห์ที่เจดีย์วัดธรรมิกราช พระนครศรีอยุธยา
เพราะสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ผู้ทรงบูรณะวัดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม
พระองค์เคยตีเมืองพระนครได้ในปีพ.ศ.1974
กำแพงชั้นนอกสุดสร้างด้วยศิลาแลงเป็นกำแพงสูงห่างจากคูชั้นนอกประมาณ 30 เมตร
ตรงกลางทางทิศตะวันตก มีประตูและกำแพงยาว 235 เมตร จากทิศใต้ไปยังทิศเหนือประกอบด้วยประตูซุ้มตรงกลาง 3 ยอด
ประตูกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ ประตูขนาบข้าง 2 ประตูสำหรับพวกพราหมณ์และประชาชน
มีอาคารอยู่ทางด้านสุด 2 อาคารติดราบกับพื้นดินเพื่อให้ช้างเดินผ่านได้ และมีระเบียงเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างประตูซุ้มกับอาคารเหล่านี้
ระเบียงทางเดินจะมีสิงโตมีรัศมีที่หน้าอก มีรูปดอกบัว สร้างถวายพระนารายณ์ เพราะหน้าบันเป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ทั้งนั้น
ถัดไปมีเทวรูป 8 กร ตรวจดูแล้วน่าเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม
นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
บางคนเข้าใจว่าเป็นพระนารยณ์ บางคนก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์
เดินทะลุออกไปก็จะพบภาพสลักชุดเทพธิดา หรือนางอัปสรที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งของปราสาทนครวัด
เป็นทั้งรูปเดี่ยวบ้าง รูปหมู่สอง, สาม, สี่บ้าง แต่งกายเป็นแบบนครวัดทั้งสิ้น
คือ นุ่งผ้าลายดอกไม้ชักชายออกมามากทั้งสองข้างของลำตัว ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับเศียรเป็นรูปดอกไม้กลมเรียงกัน 3 ดอก
และมียอดแหลมอยู่ข้างบน ซึ่งทรงผมและเครื่องแต่งกายจะแตกต่างกันถึง 36 ชุด
แต่ละนางมีรอยยิ้มแต่ไม่เห็นฟัน มีเพียงสองรูปทางด้านขวามือข้างกรอบประตูที่มีรอยยิ้มเห็นฟันหลายซี่
เครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่ของรูปบุรุษในสมัยนครวัดตอนต้น เป็นการนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นซึ่งเรียกว่า สมพต (โดยนุ่งให้เว้าลงมาที่หน้าท้อง ชักชายผ้าออกมาเป็นวงโค้งเบื้องหน้าเหนือต้นขาด้านขวา)
เป็นที่น่าสังเกตว่าผ้านุ่งของประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดตอนต้นโดยทั่วไปมักจะทำเป็นผ้าจีบเป็นริ้วเสมอ
แต่ก็มักจะพบว่าบนประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงก็ตาม ในบางครั้งอาจยักย้ายทำเป็นผ้าเรียบโดยไม่สลักริ้วผ้าให้ปรากฎแต่อย่างใด
ส่วนสร้อยคอที่ทำเป็นแผงขนาดใหญ่ มีอุบะสั้นห้อยประดับนั้น
เป็นลักษณะของสร้อยคอของรูปประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดอย่างแท้จริง
ซึ่งลักษณะของสร้อยคอที่มีอุบะสั้นห้อยประดับนี้จะเป็นที่นิยมกันมากตั้งแต่ศิลปะแบบนครวัดลงมาจนถึงศิลปะแบบบายนในที่สุด
ทางเดินสู่ตัวปราสาท ปูด้วยหินทรายไปทางทิศตะวันออก มีรูปนาคสลักสมัยนครวัด
คือ มีรัศมีอยู่รอบเศียรนาค และมีเศียรอยู่ทั้งสองด้านของลำตัวอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมห่างๆ กัน
ทั้งสองข้างทางเดินมีบันไดลงไปยังพื้นดินข้างละ 6 บันได สองข้างทางเดินมีอาคารสร้างด้วยหินทราย เรียกว่า “บรรณาลัย” หรือ “หอสมุด”
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างยาว ความจริงอาจจะเป็นห้องประชุมสำหรับผู้มาแสวงบุญก็ได้
ลานหน้าปราสาทนครวัด มีแผนผังเป็นรูปกากบาทซ้อนกัน 2 ชั้น อาจจะใช้เป็นที่มีการฟ้อนรำตามกิจพิธี
ซึ่งกษัตริย์ขอมอาจประทับเวลาทอดพระเนตรการฉลองหรือขบวนแห่ก็ได้
ระเบียงชั้นแรก มีทางเข้าทางประตูทิศตะวันตก 3 ประตูเช่นเดียวกับทางทิศตะวันออก แต่ทิศเหนือและทิศใต้มีเพียงประตูเดียว
โดยรอบระเบียงมีภาพสลักหินใหญ่ๆ รวม 8 ภาพด้วยกันเกี่ยวกับอวตารของพระนารายณ์ และประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
เพราะพระองค์ผู้สร้างปราสาทนครวัดทรงถือว่า พระองค์ก็เป็นอวตารของพระนารายณ์เช่นกัน
การเดินชมภายในปราสาทนครวัดจะเดินเวียนซ้าย โดยถือเอาตัวปราสาทองค์กลางไว้ด้านซ้ายมือของเรา
เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพ ภาพสลักที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์
ระเบียงด้านตะวันตกส่วนใต้ เป็นภาพยาวประมาณ 50 เมตร เป็นภาพสลักแบนมาก มีการใช้พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหลังภาพ
คือ สลักโดยไม่มีเว้นที่ว่างเปล่าเลย เป็นภาพเล่าเรื่อง มหาภารตะ ตอนพระอรชุนของฝ่ายปาณฑพ กับแม่ทัพฝ่ายเการพชื่อ ภีษมะ
รบพุ่งกันที่ทุ่งกุรุเกษตร โดยฝ่ายเการพอยู่ด้านซ้ายของภาพ และฝ่ายปาณฑพ อยู่ด้านขวาของภาพ
ด้านซ้ายของภาพเป็นภาพของภีษมะถูกยิงด้วยศร, ภาพทุรโยธน์,
ภาพโทรณะไว้ผมแบบพราหมณ์ ไม่สวมมงกุฎ, ภาพกรรณะ
ส่วนทางขวาคือ พระอรชุน และพระกฤษณะซึ่งมี 4 กร ทำหน้าที่เป็นสารถีให้พระอรชุน, ภาพภีมะ
มหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสต์กาล
บางตำราก็เชื่อว่าแต่งขึ้นตั้งแต่ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสต์กาล
เป็นวรรณคดีที่มีความยาวทั้งสิ้น 100,000 โศลก ประมาณ 220,000 บรรทัด แบ่งเป็นตอนได้ 18 บรรพ
มีความยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่ รวมกัน 7 เท่า
เชื่อกันว่าผู้แต่งคือ ฤาษีเวท วยาส หรือกฤษณะไทวปายนะ วยาส ผู้เป็นปู่ของสองพี่น้องตระกูลเการพ และปาณฑพ และเป็นเหลนของท้าวภรต
ที่เป็นชื่อต้นของวรรณคดีนี้ (ภารต)
และท้าวภรตผู้นี้เป็นโอรสของท้าวทุษยันต์ และนางศกุนตลา ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง ศกุนตลา ของรัชกาลที่ 2
เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกษัตริย์ 2 ตระกูลที่เป็นญาติพี่น้องกัน
คือ พวกเการพ (เการว) ตัวแทนของอธรรม ความชั่ว และความมืด
และพวกปาณฑพ (ปาณฑว) ตัวแทนของธรรมะ ความดี และความสว่าง
ทั้งสองตระกูลต่างนำกองทัพเข้าทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงเมืองที่พวกเการพใช้อุบายโกงเอาไปจากพวกปาณฑพ
การรบกระทำติดต่อกันนานถึง 18 วันที่สมรภูมิทุ่งกุรุเกษตร แถบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือของอินเดีย
ก่อนที่สงครามจะเริ่ม อรชุนเกิดความท้อแท้ เศร้าสลด สับสน และขัดแย้งทางจริยธรรม
ที่ญาติพี่น้องต้องมาประหัตประหารฆ่าฟันกันเองจนไม่อยากออกรบ
พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุน ต้องแสดงองค์เป็นพระวิษณุให้อรชุนเห็นแล้วปลุกปลอบให้กำลังใจ
สอนให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของความเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ต้องทำสงครามเพื่อราชอาณาจักร
แม้จะฆ่าคนก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะจิตมุ่งที่หน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ทรงสั่งสอนพระอรชุนด้วยปรัชญาชีวิตอันเป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า
ปรัชญาที่ว่านี้คือ คัมภีร์ภควัทคีตา หรือ บทเพลงสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า
ถือเป็นบทประพันธ์ที่มีความไพเราะ มีความหมายทางปรัชญาการดำรงชีวิต ให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า)
บริเวณมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
ส่วนเหนือเป็นภาพพระรามตามกวางทอง / ภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ /
ภาพกูรมาวตาร หรือกวนเกษียรสมุทร มีภาพพระอาทิตย์กับพระจันทร์
ส่วนตะวันตกเป็นภาพทศกัณฐ์แปลงเป็นตุ๊กแกแอบเข้าไปในห้องของพระอินทร์ / ภาพพระกฤษณะยังทรงพระเยาว์กำลังลากครกหิน /
ภาพทศกัณฐ์กำลังโยกเขาไกรลาศ
ส่วนใต้เป็นภาพพระกามเทพกำลังแผลงศรใส่พระศิวะ / ภาพการฆ่าประลัมพ์ และพระกฤษณะกำลังดับเพลิง /
ภาพการต่อสู้ระหว่างสุครีพกับพาลี มีพระรามกำลังแผลงศรฆ่าพาลีตายในอ้อมแขนของนางตารา
ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระกฤษณะรับเครื่องบูชาที่เตรียมไว้บูชาพระอินทร์ / ภาพงานรื่นเริงทางน้ำแห่งทวารวดี และการชนไก่
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันตก เรียกกันว่า “ระเบียงประวัติศาสตร์”
สลักเรื่องของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทางด้านซ้ายในชั้นต้นจะสลักเป็น 2 แนว ซึ่งถือกันว่าคงสลักขึ้นในรุ่นหลังของปราสาทนครวัด
เป็นภาพขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในมือจะถือสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตุ๊กแก
ประทับอยู่บนแท่นที่ทำด้วยไม้แต่ขอหล่อด้วยสำริด แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน
มีภาพสลักรูปคนทำมือประสานกันที่หน้าอกเป็นการแสดงความเคารพ
ทางด้านข้างมีข้าราชสำนักและพวกพราหมณ์อยู่ด้วย พราหมณ์เหล่านี้มีใบหน้ายาว จมูกเล็กงุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย
ทั้งหมดไว้ผมยาว บางคนนุ่งผ้าโจงกระเบนด้วยผ้าที่มีลวดลายประดับอย่างมีระเบียบ
และคงจะเป็นขุนนางชั้นสูง บุคคลอื่นที่นุ่งผ้าธรรมดาและไม่มีเครื่องประดับเลยคงเป็นนักบวช
คนหนึ่งกำลังนั่งคลำลูกประคำอยู่ บางจุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เข้าไปในหิน
แต่ก่อนอาจมีโลหะฝังอยู่ด้วยแล้วชาวนาได้ขุดตัดออกไà¸








