Skip navigation.

สวัสดีฮอลิเดย์

Art remains longlife, but life is quick to be remains.

วันที่สองของการเดินทาง เยือนนครธม ชมปราสาทบายน เข้าเขตพระราชวังหลวง

วันที่สองของการเดินทาง
วันนี้มีรายการเที่ยวถี่ยิบเลย
ลองดูนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย เหนื่อยน่ะจริงแต่สนุกครับ
เช้าไปเที่ยวเมืองนครธม ปราสาทบายน ปราสาทพิมานอากาศ เขตพระราชวัง
บ่ายเที่ยวปราสาทบันทายศรี ปราสาทกระวาน ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาแก้ว
เย็น ขึ้นเขาพนมบาแค็ง

วันนี้ตื่นปลุกให้ตื่น ตอน 6 โมงเช้า ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว 1 ชั่วโมง
เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
อาหารจัดเป็นบุ๊ฟเฟต์ มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผัดเส้นหมี่ ผัดผัก ไส้กรอก แฮม หรือข้าวต้ม และกับข้าวต้ม ตั้งแต่ผักดอง ถั่วลิสงทอด ไข่ทอดต่างๆ น้ำผลไม้ นมสด น้ำเต้าหู้ หรือ ชา กาแฟ

หลังอาหารเช้า นัดหมายออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งในเวลา 8 โมงเช้า
เริ่มเดินทาง รถบัสมุ่งหน้าออกไปก็ตรงไปยังด่านตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ Check Point จากนั้นรถก็ผ่านไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด
ผ่านเห็นคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด ผ่านถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปศรีษะบุคคลพร้อมหน้าขนาดใหญ่ แต่ก่อนจะถึงบริเวณดังกล่าว ให้มองด้านซ้ายมือ จะมีปราสาทขนาดย่อมตั้งอยู่ ปราสาทนี้มีชื่อเรียกว่า ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาทปักษีจำกรง
(รูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในแบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490)
พระเจ้าหรรษะวรมันที่ 1 (พ.ศ.1450-1465) โปรดให้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.1465 ในยุคศิลปะแบบเกาะแกร์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและมารดา ประกอบด้วยปราสาทอิฐหลังเดียวอยู่บนฐานศิลาแลง 3 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทับหลังแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เทพผู้รักษาทิศตะวันออก จารึกภาษาสันสกฤตบนกรอบประตูทั้งสองด้านกล่าวว่า พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา โดยโปรดให้ประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะและพระอุมาไว้ ต่อมาพระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487-1511) มาซ่อมแซมในราว พ.ศ.1490 ด้วยการประดับปูนปั้นสีขาว

ชื่อปราสาทปักษีจำกรงเป็นชื่อเรียกตามนิยายพื้นบ้าน เพราะไม่พบจารึกบอกชื่อของปราสาท ซึ่งชื่อมักจะมาจากภาษาสันสกฤต เพราะว่าสร้างในศาสนาฮินดู หรือไม่ก็ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อไม่พบจารึกก็ไม่สามารถทราบชื่อเดิมของปราสาทได้ นิยายโบราณที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าศึกยกทัพมาประชิดเมืองพระนคร กษัตริย์ก็หลบหนีข้าศึกมาหลบซ่อนอยู่ข้างนอก ข้าศึกเกือบจะจับตัวได้แล้ว แต่มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมากางปีกคุ้มกันกษัตริย์ให้หนีจากข้าศึกได้ และรวบรวมไพร่พลขึ้นมาต่อสู้ข้าศึกจนชนะและกลับมาครองราชย์อีกครั้ง จึงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นกตัวนี้ และให้ชื่อว่า ปราสาทปักษีจำกรง
คำว่า “กรง” ที่มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ที่ตรงกับคำไทยว่า “กรุง” กับกลายเป็นที่อยู่ของนกในความเข้าใจของคนไทย ก็น่าจะมาจากนิทานนกอยู่กรงหรือปักษีจำกรงของกัมพูชา

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คิดว่าปราสาทแห่งนี้คงเป็นต้นเค้าของการเอาศพใส่โกศของไทย จริงๆ แล้วธรรมเนียมการใส่ศพในโกศของเราเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ ไม่เกี่ยวกับพุทธเลย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้คนที่ตายแล้วไปอยู่รวมกับพระอิศวร จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำเดิมของคำว่า “โกศ” แปลว่า “ที่ครอบศิวลึงค์” และศิวลึงค์ก็คือพระอิศวรนั่นเอง

ตรงผนังด้านในของกรอบประตูปราสาทปักษีจำกรงนี้ มีจารึกอักษรเขมรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษ บรรพสตรีของชาวเขมร โดยกล่าวถึงชื่อศรีกัมพุชและเมรา ซึ่งเป็นบุรุษและสตรีคู่แรกของดินแดนแห่งนี้ (เหมือนๆกับ อดัมส์กับอีฟ นั่นแล) ที่มาของชื่อแผ่นดินนี้ คือกัมพูชา ที่แปลว่าผู้สืบทอดมาจากกัมพุช และคำว่าเขมร ที่หมายถึงเหล่าคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งกัมพุช ที่มีต้นคำจากเมรา นี่คือจารึกเมื่อประมาณเกือบ 1 พันปีมาแล้ว


เดินผ่านปราสาทปักษีจำกรงไปตามถนนสัก 80 เมตร ก็จะจรดอังกอร์ธม Angkor Thomหรือเมืองนครธม ก็คือถึงปากสะพานนาคข้ามคูเมืองสู่ซุ้มประตูและแนวกำแพงเมือง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ในปี พ.ศ.1724 เรียกว่า “เมืองพระนครหลวง หรือนครธม” พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร ประตูเมืองพระนครหลวง มีประตูทั้งหมด 5 ประตู ประจำทิศทั้ง 4 แต่ทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือ ประตูชัย และประตูผี เพราะสมัยก่อนจะไม่มีการเผาศพคนตายในเขตเมือง แต่จะเอาไปเผานอกเมืองโดยเอาออกทางประตูผี (ทิศตะวันออก) ใส่โลงเอาศพนอนลง หันหัวไปทางทิศตะวันออก หน้าจะได้หันไปทางทิศตะวันตก

ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า เดิมเชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) ต่อมา ศ.บวซเซอลีเย่ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า น่าจะเป็นใบหน้าของคน 4 คน ไม่ใช่รูปคนเดียวที่มี 4 หน้า และหน้าคนทั้ง 4 นี้คงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน ที่มุมของซุ้มประตูมีภาพสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถือกันว่าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองพระนคร ช้างเอราวัณจะมีงวงยาวลงมาจนถึงดอกบัวข้างล่างทั้งด้านนอกและด้านใน
ท้าวจัตุโลกบาล เทวดาผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ ประกอบด้วย
ทิศเหนือ – ท้าวเวสสุวัณทิศตะวันออก – ท้าวธตรฐ
ทิศใต้ – ท้าววิรุฬหกทิศตะวันตก – ท้าววิรูปักษ์

ที่ประตูทางเข้าแต่ละด้านมีทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า “ชัยสินธุ” เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ มีกำแพงชื่อว่า “ชัยคีรี” ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตนยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร

บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เน้นให้เห็นว่า เมืองพระนครหลวงเป็นดินแดนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นโลกแห่งเทวดา นาคที่เหล่าเทวดาและอสูรยุดอยู่นั้น อาจจะหมายถึง ศรของพระอินทร์ คือ สายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกของเทวดากับโลกของมนุษย์เข้าด้วยกัน

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มารดาคือ พระนางชัยราชจุฑามณี ธิดาของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 พระมเหสีคือ พระนางชัยราชเทวี และต่อมาเมื่อพระมเหสีองค์นี้สิ้นพระชนม์ ก็ตั้งองค์ใหม่คือ พระนางอินทรเทวี (พี่สาวของพระนางชัยราชเทวี) ซึ่งรอบรู้ทางศาสนาและปรัชญา แต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ในวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสอนสตรีเขมร และเป็นผู้แต่งจารึกปราสาทพิมานอากาศขึ้น ซึ่งในจารึกนี้เองที่ทำให้ทราบถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, การถือศีลภาวนาของพระนางชัยราชเทวี, การสงครามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการประดิษฐานรูปพระชนก พระชนนี พระเชษฐา-อนุชา พระสหาย และพระราชวงศ์ ประกอบกับการพบประติมากรรมที่สำคัญจำนวนหนึ่งเป็นรูปพระราชวงศ์ และขุนนางที่สร้างขึ้นภายใต้ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นเทพแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังพบว่าโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์หนึ่ง มีสร้อยพระนามว่า “ลโวทเยศ” อันหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงละโว้ จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงส่งราชโอรสมาปกครองที่ละโว้ หรือลพบุรี


เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1761)

ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henry Muhot) ได้เรียกใบหน้าบุคคลทั้งสี่ว่า ผู้สงบเงียบสันโดษ (Placid and stupid)
ปีพ.ศ.2445 นายพอล เปอลิโอ (Paul Peliot) ได้แปลจดหมายเหตุของจิวตากวน ชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1839 เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจิวตากวนได้เขียนไว้ว่า “ที่ประตูเมืองทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลที่มี 5 ใบหน้า ใบหน้าที่ 5 อยู่ข้างบน ทำด้วยทองคำ” ซึ่งปัจจุบันใบหน้าที่ 5 ได้พังทลายไปหมดแล้ว เขาจึงสันนิษฐานว่า ใบหน้าทั้งสี่น่าจะหมายถึงพระพรหม ส่วนใบหน้าที่ 5 ที่หายไปแล้วน่าจะหมายถึง พระศิวะ ซึ่งความเชื่อนี้ได้มาผนวกกับปราสาทตาพรหมที่มีซุ้มประตูลักษณะเหมือนกัน และชื่อตาพรหมก็หมายถึงพระพรหม จึงมีการสรุปกันว่า ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงสร้างตามคติของศาสนาฮินดู
ปีพ.ศ.2454 นายหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Fino) ได้เสนอว่า ใบหน้าที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมือง น่าจะเหมือนกับซุ้มประตูของศิลปะจามบางแห่งที่โปนาการ์ (Pho Nagar) และที่นาตรัง (Nha Trang) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าส่วนยอดเป็นรูปของลึงค์ และลึงค์ที่พบบ่อยมากก็แกะสลักเป็นใบหน้าของบุคคล หมายถึง พระศิวะ
ปีพ.ศ.2467 นายหลุยส์ ปาร์มองติเย่ (Louis Parmentier) ได้ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่หน้าบันโดยบังเอิญ เมื่อเลื่อนเอาหินที่ทับหน้าบันนั้นออก
ปีพ.ศ.2470 ศ.ฟิลลิป สแตร์น (Philipe Stern) สรุปว่า เมืองพระนครหลวง และปราสาทบายน ไม่ใช่เมือง ยโศธรปุระที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 15 แต่เป็นเมืองที่สร้างในสมัยหลัง
ปีพ.ศ.2471 ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ได้แปลจารึกที่พบที่มุมทั้งสี่ของเมืองพระนครว่า เมืองพระนครหลวงและปราสาทบายน สร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปีพ.ศ.2476 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ที่ปราสาทประธานของปราสาทบายน ปัจจุบันนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาใกล้ถนนที่ทอดจากหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัยทางด้านทิศตะวันออก และได้มีการค้นพบจารึกปราสาทประธานซึ่งทำให้ทราบว่า ปราสาทหลายหลังที่รายรอบปราสาทประธานเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาเคารพบูชาเจ้านายในราชวงศ์ และประติมากรรมรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ด้วย
จากการค้นพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ สรุปว่า เมืองพระนครหลวง ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี เป็นศิลปะสมัยบายน สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน รูปใบหน้าที่ปรากฏตามซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง และที่ปราสาทบายน เป็นรูปของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้คนไปทั่วทุกทิศ
ต่อมา ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ (Jean Boisseilier) ได้ศึกษารูปบุคคลที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง แล้วเสนอทฤษฎีใหม่ว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงทั้ง 5 ประตู ไม่น่าจะใช่รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร เนื่องจากรูปดังกล่าวทำศิราภรณ์เครื่องประดับผมใหม่ เป็นลายใบไม้ ซึ่งในศิลปะขอมสมัยเดียวกันและก่อนหน้านี้ มีการทำศิราภรณ์ลายใบไม้ในรูปนักรบและอสูร
ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ กล่าวอีกว่า ความหมายของรูปเคารพที่เมืองพระนครหลวงนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากเหตุที่เมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ถูกพวกจามปาตีแตกเมื่อปีพ.ศ.1720 พวกจามได้ทำลายความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า เมืองยโศธรปุระเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า อันได้แก่พระศิวะที่ประทับบนเขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุจำลอง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลาย เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบชนะพวกจาม พระองค์ก็ต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เพื่ออัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตเพื่อให้เป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับเมืองพระนครเดิม พระองค์จึงเลือกสถานที่ค่อนไปทางเหนือของเมืองพระนครเดิม สร้างกำแพงเมือง ขุดคูน้ำ แล้วสร้างปราสาทบายนให้มีความหมายถึงเขาพระสุเมรุ แกนของจักรวาลขึ้นมาแทนที่เขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุแห่งใหม่คือที่ประทับของพระอินทร์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ซึ่งทาง ศ.บวซเซอลีเย่ได้สันนิษฐานว่า พระอินทร์น่าจะหมายถึงตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง เทวดาทั้ง 33 องค์น่าจะหมายถึงเจ้าชาย และเจ้าเมืองที่เป็นบริวารในราชอาณาจักร ปราสาทบายนจึงกลายเป็นที่ชุมนุมเทวดาทั้งมวล หรืออินทรสภานั่นเอง
ศ.บวซเซอลีเย่ กล่าวว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง น่าจะเป็นรูปท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคง และความแข็งแรงให้กับเมืองพระนครหลวง ให้เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลายเหมือนเมืองของพระอินทร์
ศ.บวซเซอลีเย่ ยังกล่าวอีกว่า พระอินทร์เคยรบกับอสูรเพื่อแย่งชิงต้นปาริชาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เปรียบพระองค์เองเป็นพระอินทร์ เปรียบพวกจามเป็นอสูร สถานที่ที่ท่านรบชนะพวกจาม ก็คือ ที่ตั้งของปราสาทพระขรรค์ เปรียบเป็นวิมานแห่งชัยชนะของพระอินทร์ หรือไวชยันตระปราสาท หรือไพชยนต์
** สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวราชา คือที่มาของเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ เหตุการณ์สำคัญตอนนั้นคือ พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปประทับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์สนองพระคุณพระพุทธมารดา โดยพระอินทร์ได้ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธมารดาซึ่งเสวยวิมุติสุข ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเสด็จลงมาเพื่อสดับพระอภิธรรมนั้น
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาต่อเนื่องจนครบสิ้นพรรษา 3 เดือนแล้ว จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์บริเวณใกล้เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์เนรมิตบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์เพื่อเป็นทางเสด็จ และบันไดเงินกับบันไดทองขนาบข้างสำหรับพระพรหมข้างหนึ่ง และพระอินทร์อีกข้างหนึ่ง ยอดบันไดพาดที่ยอดเขาพระสุเมรุ เชิงบันไดจรดพื้นดินใกล้บริเวณเมืองสังกัสสะ
เหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว ทำกันเมื่อวันแรกออกพรรษา ชาวบ้านเรียกว่า วันเปิดโลก เล่าขานกันตามความเชื่อที่ว่า คือวันที่สัตว์ทุกจำพวก ได้แก่ มนุษย์ เดรัจฉาน สัตว์นรกในหมื่นโลกธาตุ ต่างมองเห็นกันได้โดยทั่วตลอด
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทวราชาคือพระอินทร์ สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งหยั่งลึกลงไปในสีทันดรมหาสมุทร 84,000 โยชน์ และพ้นน้ำขึ้นเป็นจำนวนโยชน์เท่ากัน
ภูเขาวงแหวนเจ็ดวง คือ “เขาสัตบริภัณฑ์” ล้อมลดหลั่นรอบเขาพระสุเมรุ วงในสุดชื่อว่า ยุคันธร เป็นที่สถิตของท้าวจตุโลกบาล ระดับยอดเขายุคันธรนี้เป็นแนวโคจรของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถัดต่ำออกมาคือ ภูเขาวงแหวนอิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และสุดท้ายคือวงนอกสุดซึ่งระดับต่ำสุดชื่อว่า อัสสกรรณ วัดจากระดับพื้นน้ำสีทันดรมหาสมุทรถึงยอดได้ 656 โยชน์
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเรื่องเล่าในพุทธประวัติว่า พระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงปลงพระเกศาเพื่อทรงผนวช พระอินทร์ก็ได้อัญเชิญพระเกศานั้นขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณี ซึ่งพระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ถวายเพลิงพระบรมศพแล้ว พระอินทร์ก็อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณีเช่นกัน เจดีย์จุฬามณีจึงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล และมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะแทนพระพุทธองค์ด้วย
เจดีย์จุฬามณี พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับประดิษฐานพระเกศาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธกิจครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์ก็อัญเชิญ “พระทาฐะธาตุ” ขึ้นไปประดิษฐานเพิ่มเติมไว้ในเจดีย์จุฬามณีอีก หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา บอกว่า พระทาฐาธาตุดังกล่าวเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบน แต่ไม่ได้ระบุว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
เจดีย์จุฬามณีตามคติความเชื่อของชาวไทยโบราณจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีความหมายเฉพาะ นอกเหนือจากความเป็นพระมหาธาตุเจดีย์โดยทั่วไป
ที่มาของพระพุทธรูปนาคปรก มีเรื่องราวอยู่ในช่วงเจ็ดสัปดาห์หลังการตรัสรู้ อันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสภาวะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ 6 ว่า พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไม้จิก ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นั้นแล้วที่อากาศวิปริต พายุฝนนอกฤดูกาลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอุทกภัย มุจลินท์นาคราชอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้บริเวณนั้นได้ขึ้นมาขดขนดกายเป็น 7 รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้เย็นและร้อนต้องแดดลม จนเมื่อความวิปริตแปรปรวนกลับสู่ปกติ มุจลินท์นาคราชจึงแปลงกายเป็นมานพหนุ่มนั่งนมัสการอยู่เฉพาะพระพักตร์

ปราสาทบายน
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)

ผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเมืองนครธม ประตูด้านนี้เป็นประตูด้านใต้ ก็จะนั่งรถต่อเข้าไปถึงศูนย์กลางของนคร ตั้งอยู่ตรงกลางเป๊ะของผังเมืองที่มีขนาดกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 3 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้คือ
“ปราสาทบายน”

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายนขึ้นพร้อมกับเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แผนผังของปราสาทบายนแสดงให้เห็นถึงการผสมระหว่างแผนผังของสถูปและปราสาทเขมรเข้าด้วยกัน ศาสนสถานแห่งนี้ไม่มีคูน้ำและกำแพงที่ก่อด้วยศิลาล้อมรอบเหมือนแห่งอื่น แต่คงจะใช้คูน้ำและกำแพงเมืองพระนครหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งขอบเขตชั้นนอกสุดของปราสาทบายนด้วย

คำว่า “บายน” เชื่อว่ามาจากคำว่า “ไพชยนต์” อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า “มหาบรมสุคต”
กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นลงทางด้านเหนือและใต้ สองข้างทางเดินมีสระน้ำขนาบอยู่ด้านละ 1 สระ ระเบียงล้อมรอบชั้นที่ 1 มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าอยู่ตามทิศทั้งสี่และยังมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงด้วย ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ และบนฐานชั้นนี้ทางด้านทิศตะวันออกมีบรรณาลัยหรือห้องสมุดอยู่ทางด้านเหนือและทางด้านใต้ ด้านละ 1 หลัง
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ สลักภาพขบวนทหารกำลังเดินทัพ เดินจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ถือหอกเป็นอาวุธ เครื่องป้องกันตัวเป็นโล่ ทหารไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนแนวล่างเป็นภาพทหารมีหนวด มีหมวก มีนักดนตรีตีกลองเดินอยู่ในขบวน มีทหารม้าเดินแซง นายทหารอยู่บนหลังช้าง ถือหอกและคันศร ล้อมรอบด้วยเครื่องอิสริยยศ ท้ายขบวนมีพวกขนเสบียง มีเกวียนเหมือนในปัจจุบัน ชั้นบนสุดมีเจ้าหญิง 3 องค์นั่งอยู่บนเสลี่ยง เลยประตูออกไปมีภาพสลักเป็นภาพในพระราชวัง ภาพฤาษี มีภาพควาญช้างไม่ได้ถือขอบังคับช้าง มีภาพโคกำลังจะถูกบูชายัญ
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นเรื่องสงครามทางน้ำระหว่างเขมรกับจาม ทหารเขมรไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนทหารจามสวมหมวก ในภาพสลักตัวเรือเข้าประกบกัน ทหารก็ต่อสู้กันตัวต่อตัว ผู้ที่บาดเจ็บหรือศพตกลงไปในน้ำก็มีจระเข้คอยงับอยู่ บนแนวชั้นบนของภาพสลักเป็นภาพการต่อสู้บนพื้นดิน บนสุดมีภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทับภายใต้กลดอยู่ท่ามกลางการรบพุ่ง ส่วนใต้ภาพการรบพุ่ง ช่างได้สลักแสดงภาพชีวิตประจำวันของชาวเขมรเป็นแนวยาว มีทั้งภาพบ้าน ตลาด คนแสดงตลก ภาพปลากำลังว่ายอยู่ระหว่างต้นไม้ แสดงว่าป่าถูกน้ำท่วม การหุงหาอาหารกลางแจ้ง การล่าสัตว์ ผู้หญิงกำลังเล่นกับเด็ก ภาพคนป่วย ภาพการล่าควาย ภาพการทอดแห ภาพเรือสำเภาอาจเป็นเรือจีน การชนไก่ ต่อไปเป็นภาพภายในวัง มีเจ้าหญิงกับสาวใช้ ภาพฟ้อนรำ การเล่นหมากรุก ภาพการชนหมู เหนือภาพเหล่านี้เป็นภาพบุคคลกำลังนอน อาจเป็นกษัตริย์นอนในวัง เข้าใจว่าไทยรับอิทธิพลจากขอมมา เช่น ภาพเขียนระเบียงที่วัดพระแก้ว จะเห็นว่าช่างจะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ไว้ข้างบน ข้างล่างเป็นภาพหัวล้านชนกัน และชีวิตของคนพื้นเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงได้รูปแบบมาจากปราสาทบายนนี้
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายนได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ซึ่งปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดที่อยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง
ฐานชั้นที่ 2 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 1 ราว 1.30 เมตร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีระเบียงล้อมรอบเช่นเดียวกับระเบียงบนฐานชั้นที่ 2 มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศและมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่เช่นกัน ส่วนยอดของซุ้มประตูทางเข้าและอาคารที่มุมทั้งสี่นั้นทำเป็นยอดปราสาทที่มีหน้าคนขนาดใหญ่สลักประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ
ฐานชั้นที่ 3 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 2 ราว 3 เมตร มีแผนผังเป็นรูปกากบาทย่อมุมเป็นฐาน ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทหลายหลังตั้งเป็นระเบียบล้อมรอบ ปราสาทประธานนี้มีแผนผังต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปคือ ก่อเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วยระเบียงแคบและวิหาร 16 หลัง ทำให้ผนังทั้งหมดของปราสาทประธานมีรูปร่างเป็นวงกลมคล้ายสถูป นักวิชาการบางท่านอธิบายว่ารูปวงกลมนี้อาจจะหมายถึง ยันตร์ คือ มณฑลอันศักดิ์สิทธ์ ส่วนยอดของปราสาททุกหลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับอยู่ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่ากลัว ได้มีการพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของรูปหน้าคนที่ประดับอยู่ตามยอดปราสาท ซึ่งตามรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าคงจะหมายถึงพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศ
ลักษณะประติมานวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ พระพุทธรูปแบบบายนเกือบทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปนาคปรกธรรมดาในกรณีที่สลักจากศิลา และเป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องในกรณีที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์
แม้ว่าแผนผังของปราสาทจะเสื่อม แต่มีภาพสลักที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยอดปราสาททั้ง 54 หลัง สลักเป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม เพราะพระพรหมมี 4 หน้า ก็คิดว่าปราสาทบายนต้องสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงทำให้เชื่อว่าปราสาทบายนเดิมต้องสร้างในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ข้อสังเกต : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะมีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนมวยผม ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจะมีรูปเจดีย์อยู่บนมวยผม)
ประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร (พระโพธิสัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมนิพพาน ยังคงรอช่วยเหลือผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ก่อนด้วยความกรุณา) คือ เกล้าพระเกศาเป็นรูปทรงกระบอกผายออก เบื้องหน้าประดับด้วยพระธยานิพุทธอภิตาภะ ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงภูษาสมพตจีบเป็นริ้ว มีชายหางปลาขนาดสั้นห้อยทางเบื้องหน้าและคาดทับด้วยสายรัดพระองค์ลายดอกไม้โดยมีปั้นเหน่งสลักเป็นรูปดอกไม้แปดกลีบ
ตามคัมภีร์นั้น พระหัตถ์คู่ล่างจะแสดงปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์คู่บนนั้นพระหัตถ์ขวาจะทรงถือลูกประคำ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกบัวบาน แต่บางรูปก็ทรงถือวัตถุในพระหัตถ์เช่นเดียวกับพระพรหม อันได้แก่ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือคัมภีร์, พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ, พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือดอกบัว และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถือหม้อน้ำมนต์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม อันประกอบด้วยรูปเคารพทั้งสาม คือ เหวัชระ (ตัวแทนของอุบาย) อยู่ทางขวาของพระพุทธเจ้า, ไวโรจนะ (ตัวแทนของการตรัสรู้) และ สังวร (ตัวแทนของปัญญา) อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยเหวัชระซึ่งควรจะมีแปดพักตร์ สิบหกกร และมีเพลาสี่กำลังฟ้อนรำเหนือซากศพอันเป็นตัวแทนของอวิชชา ภายหลังพระองค์ได้ทรงสร้างพระโพธิสัตว์โลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร (ตัวแทนของความกรุณา) ขึ้นแทนเหวัชระ และนางปรัชญาปารมิตา (ตัวแทนของปัญญา) ขึ้นแทนสังวร
หลักการของพุทธศาสนาลัทธิตันตระที่เลื่อมใสในช่วงระยะเวลานี้ ถือว่าการตรัสรู้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยเอกภาพของกรุณากับปัญญา
กรุณาเป็นอุบายที่จะได้มาซึ่งปัญญา โดยตัวแทนของกรุณาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระโพธิสัตว์โลเกศวรผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย และปัญญาซึ่งเป็นหลักการที่แฝงเร้นแสดงด้วยนางปรัชญาปารมิตา จากแนวความคิดที่ว่า “ปัญญาคือหญิง และกรุณาคือชาย” จึงถือกันว่า ปัญญาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง และกรุณาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของการตรัสรู้ ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวจึงทำให้ศิลปะแบบบายนแสดงออกในรูปเคารพทั้งสาม อันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นตัวแทนของการตรัสรู้ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นตัวแทนของกรุณาอยู่ทางด้านขวา และนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญาอยู่ทางด้านซ้ายเป็นหลัก
สำหรับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้น คือ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาเป็นผู้ป้องกันภยันตราย และเป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือสรรพสัตว์ อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมุ่งหวังในการดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์
รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน โดยทั่วไปนี้ แสดงเป็นประติมากรรมรูปบุรุษเกล้ามวยเกศารูปทรงกระบอก ประดับด้วยพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา มี 4 กร
ส่วนภูษาทรงก็เป็นเช่นเดียวกับภูษาทรงของรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ ภูษาสมพตสั้น และมีชายภูษารูปหางปลาทางเบื้องหน้า สำหรับพระพักตร์นั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกซึ้งทางพุทธศาสนา อันแสดงออกถึงการบำเพ็ญสมาธิด้วยการหลับพระเนตรและแสดงออกซึ่งความปิติด้วยการแย้มพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย
ตามคติของพุทธศาสนาลัทธิมหายานนับถือพระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างโลกเป็นใหญ่ที่สุด และพระอาทิพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ในสวรรค์ชั้นฟ้า และพระธยานิพุทธเจ้าของกัลป์ปัจจุบัน ได้แก่ พระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งประทับอยู่ทางทิศตะวันตก (สุขาวดี) และพระองค์ทรงบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแปลว่า พระผู้มองจากเบื้องบน หรือโลเกศวร ซึ่งแปลว่า เจ้าแห่งพิภพ เป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาของพระองค์ ฉะนั้น รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรจึงล้วนแต่มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาเสมอ
ส่วนพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง เรียกว่า พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี มีพระเนตรที่สามขวางอยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพระโพธิสัตว์แบบนี้ และนอกจากจะมีรูปพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาแล้ว ยังมีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กๆ ปรากฏอยู่บนพระองค์ทั่วไป เรียงไปตามแนวขวางทั้งบนพระเกศาโดยรอบ บนพระองค์ พระพาหา พระกรช่วงบน ข้อพระบาท และบนนิ้วพระบาท กับทั้งมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรูปสตรี ประทับขัดสมาธิราบ และกางพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง รวม 7 รูป คือ รูปหนึ่งอยู่ตรงกลางพระอุระ ส่วนอีก 6 รูปอยู่บนรอบพระองค์ ลักษณะดังกล่าวนี้ คัมภีร์กรัณฑพยุหสูตรกล่าวว่า เทวดา 12 องค์ได้ออกมาจากพระองค์ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระผู้ทรงดอกบัวบาน และเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์โลเกศวร) และจักรวาลทั้งปวงก็รวมอยู่ด้วยในขุมพระโลมาของพระองค์
ส่วนคัมภีร์อมิตายุรยานสูตร กล่าวว่า ประเภทมณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรนี้ ประกอบà¸

ชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร (Angkor) และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)เดินลงจากปราสาทบายน ต่อด้วยพระราชวังหลวง ปราสาทตาพรหมและอื่นๆ อีกได้เหนื่อย

Write a comment

You must be logged in to write a comment. If you're not a registered member, please sign up.

January 2010
S M T W T F S
December 2009February 2010
1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30