วันที่สองของการเดินทาง เยือนนครธม ชมปราสาทบายน เข้าเขตพระราชวังหลวง
Wednesday, 7. June 2006, 10:37:14
วันนี้มีรายการเที่ยวถี่ยิบเลย
ลองดูนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย เหนื่อยน่ะจริงแต่สนุกครับ
เช้าไปเที่ยวเมืองนครธม ปราสาทบายน ปราสาทพิมานอากาศ เขตพระราชวัง
บ่ายเที่ยวปราสาทบันทายศรี ปราสาทกระวาน ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาแก้ว
เย็น ขึ้นเขาพนมบาแค็ง
วันนี้ตื่นปลุกให้ตื่น ตอน 6 โมงเช้า ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว 1 ชั่วโมง
เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
อาหารจัดเป็นบุ๊ฟเฟต์ มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผัดเส้นหมี่ ผัดผัก ไส้กรอก แฮม หรือข้าวต้ม และกับข้าวต้ม ตั้งแต่ผักดอง ถั่วลิสงทอด ไข่ทอดต่างๆ น้ำผลไม้ นมสด น้ำเต้าหู้ หรือ ชา กาแฟ
หลังอาหารเช้า นัดหมายออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งในเวลา 8 โมงเช้า
เริ่มเดินทาง รถบัสมุ่งหน้าออกไปก็ตรงไปยังด่านตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ Check Point จากนั้นรถก็ผ่านไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด
ผ่านเห็นคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด ผ่านถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปศรีษะบุคคลพร้อมหน้าขนาดใหญ่ แต่ก่อนจะถึงบริเวณดังกล่าว ให้มองด้านซ้ายมือ จะมีปราสาทขนาดย่อมตั้งอยู่ ปราสาทนี้มีชื่อเรียกว่า ปราสาทปักษีจำกรง
ปราสาทปักษีจำกรง
(รูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในแบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490)
พระเจ้าหรรษะวรมันที่ 1 (พ.ศ.1450-1465) โปรดให้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.1465 ในยุคศิลปะแบบเกาะแกร์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและมารดา ประกอบด้วยปราสาทอิฐหลังเดียวอยู่บนฐานศิลาแลง 3 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทับหลังแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เทพผู้รักษาทิศตะวันออก จารึกภาษาสันสกฤตบนกรอบประตูทั้งสองด้านกล่าวว่า พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา โดยโปรดให้ประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะและพระอุมาไว้ ต่อมาพระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487-1511) มาซ่อมแซมในราว พ.ศ.1490 ด้วยการประดับปูนปั้นสีขาว
ชื่อปราสาทปักษีจำกรงเป็นชื่อเรียกตามนิยายพื้นบ้าน เพราะไม่พบจารึกบอกชื่อของปราสาท ซึ่งชื่อมักจะมาจากภาษาสันสกฤต เพราะว่าสร้างในศาสนาฮินดู หรือไม่ก็ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อไม่พบจารึกก็ไม่สามารถทราบชื่อเดิมของปราสาทได้ นิยายโบราณที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าศึกยกทัพมาประชิดเมืองพระนคร กษัตริย์ก็หลบหนีข้าศึกมาหลบซ่อนอยู่ข้างนอก ข้าศึกเกือบจะจับตัวได้แล้ว แต่มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมากางปีกคุ้มกันกษัตริย์ให้หนีจากข้าศึกได้ และรวบรวมไพร่พลขึ้นมาต่อสู้ข้าศึกจนชนะและกลับมาครองราชย์อีกครั้ง จึงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นกตัวนี้ และให้ชื่อว่า ปราสาทปักษีจำกรง
คำว่า “กรง” ที่มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ที่ตรงกับคำไทยว่า “กรุง” กับกลายเป็นที่อยู่ของนกในความเข้าใจของคนไทย ก็น่าจะมาจากนิทานนกอยู่กรงหรือปักษีจำกรงของกัมพูชา
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คิดว่าปราสาทแห่งนี้คงเป็นต้นเค้าของการเอาศพใส่โกศของไทย จริงๆ แล้วธรรมเนียมการใส่ศพในโกศของเราเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ ไม่เกี่ยวกับพุทธเลย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้คนที่ตายแล้วไปอยู่รวมกับพระอิศวร จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำเดิมของคำว่า “โกศ” แปลว่า “ที่ครอบศิวลึงค์” และศิวลึงค์ก็คือพระอิศวรนั่นเอง
ตรงผนังด้านในของกรอบประตูปราสาทปักษีจำกรงนี้ มีจารึกอักษรเขมรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษ บรรพสตรีของชาวเขมร โดยกล่าวถึงชื่อศรีกัมพุชและเมรา ซึ่งเป็นบุรุษและสตรีคู่แรกของดินแดนแห่งนี้ (เหมือนๆกับ อดัมส์กับอีฟ นั่นแล) ที่มาของชื่อแผ่นดินนี้ คือกัมพูชา ที่แปลว่าผู้สืบทอดมาจากกัมพุช และคำว่าเขมร ที่หมายถึงเหล่าคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งกัมพุช ที่มีต้นคำจากเมรา นี่คือจารึกเมื่อประมาณเกือบ 1 พันปีมาแล้ว
เดินผ่านปราสาทปักษีจำกรงไปตามถนนสัก 80 เมตร ก็จะจรดอังกอร์ธม Angkor Thomหรือเมืองนครธม ก็คือถึงปากสะพานนาคข้ามคูเมืองสู่ซุ้มประตูและแนวกำแพงเมือง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ในปี พ.ศ.1724 เรียกว่า “เมืองพระนครหลวง หรือนครธม” พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร ประตูเมืองพระนครหลวง มีประตูทั้งหมด 5 ประตู ประจำทิศทั้ง 4 แต่ทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือ ประตูชัย และประตูผี เพราะสมัยก่อนจะไม่มีการเผาศพคนตายในเขตเมือง แต่จะเอาไปเผานอกเมืองโดยเอาออกทางประตูผี (ทิศตะวันออก) ใส่โลงเอาศพนอนลง หันหัวไปทางทิศตะวันออก หน้าจะได้หันไปทางทิศตะวันตก
ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า เดิมเชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) ต่อมา ศ.บวซเซอลีเย่ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า น่าจะเป็นใบหน้าของคน 4 คน ไม่ใช่รูปคนเดียวที่มี 4 หน้า และหน้าคนทั้ง 4 นี้คงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน ที่มุมของซุ้มประตูมีภาพสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถือกันว่าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองพระนคร ช้างเอราวัณจะมีงวงยาวลงมาจนถึงดอกบัวข้างล่างทั้งด้านนอกและด้านใน
ท้าวจัตุโลกบาล เทวดาผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ ประกอบด้วย
ทิศเหนือ – ท้าวเวสสุวัณทิศตะวันออก – ท้าวธตรฐ
ทิศใต้ – ท้าววิรุฬหกทิศตะวันตก – ท้าววิรูปักษ์
ที่ประตูทางเข้าแต่ละด้านมีทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า “ชัยสินธุ” เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ มีกำแพงชื่อว่า “ชัยคีรี” ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตนยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร
บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เน้นให้เห็นว่า เมืองพระนครหลวงเป็นดินแดนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นโลกแห่งเทวดา นาคที่เหล่าเทวดาและอสูรยุดอยู่นั้น อาจจะหมายถึง ศรของพระอินทร์ คือ สายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกของเทวดากับโลกของมนุษย์เข้าด้วยกัน
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มารดาคือ พระนางชัยราชจุฑามณี ธิดาของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 พระมเหสีคือ พระนางชัยราชเทวี และต่อมาเมื่อพระมเหสีองค์นี้สิ้นพระชนม์ ก็ตั้งองค์ใหม่คือ พระนางอินทรเทวี (พี่สาวของพระนางชัยราชเทวี) ซึ่งรอบรู้ทางศาสนาและปรัชญา แต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ในวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสอนสตรีเขมร และเป็นผู้แต่งจารึกปราสาทพิมานอากาศขึ้น ซึ่งในจารึกนี้เองที่ทำให้ทราบถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, การถือศีลภาวนาของพระนางชัยราชเทวี, การสงครามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการประดิษฐานรูปพระชนก พระชนนี พระเชษฐา-อนุชา พระสหาย และพระราชวงศ์ ประกอบกับการพบประติมากรรมที่สำคัญจำนวนหนึ่งเป็นรูปพระราชวงศ์ และขุนนางที่สร้างขึ้นภายใต้ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นเทพแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังพบว่าโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์หนึ่ง มีสร้อยพระนามว่า “ลโวทเยศ” อันหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงละโว้ จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงส่งราชโอรสมาปกครองที่ละโว้ หรือลพบุรี
เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1761)
ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henry Muhot) ได้เรียกใบหน้าบุคคลทั้งสี่ว่า ผู้สงบเงียบสันโดษ (Placid and stupid)
ปีพ.ศ.2445 นายพอล เปอลิโอ (Paul Peliot) ได้แปลจดหมายเหตุของจิวตากวน ชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1839 เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจิวตากวนได้เขียนไว้ว่า “ที่ประตูเมืองทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลที่มี 5 ใบหน้า ใบหน้าที่ 5 อยู่ข้างบน ทำด้วยทองคำ” ซึ่งปัจจุบันใบหน้าที่ 5 ได้พังทลายไปหมดแล้ว เขาจึงสันนิษฐานว่า ใบหน้าทั้งสี่น่าจะหมายถึงพระพรหม ส่วนใบหน้าที่ 5 ที่หายไปแล้วน่าจะหมายถึง พระศิวะ ซึ่งความเชื่อนี้ได้มาผนวกกับปราสาทตาพรหมที่มีซุ้มประตูลักษณะเหมือนกัน และชื่อตาพรหมก็หมายถึงพระพรหม จึงมีการสรุปกันว่า ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงสร้างตามคติของศาสนาฮินดู
ปีพ.ศ.2454 นายหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Fino) ได้เสนอว่า ใบหน้าที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมือง น่าจะเหมือนกับซุ้มประตูของศิลปะจามบางแห่งที่โปนาการ์ (Pho Nagar) และที่นาตรัง (Nha Trang) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าส่วนยอดเป็นรูปของลึงค์ และลึงค์ที่พบบ่อยมากก็แกะสลักเป็นใบหน้าของบุคคล หมายถึง พระศิวะ
ปีพ.ศ.2467 นายหลุยส์ ปาร์มองติเย่ (Louis Parmentier) ได้ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่หน้าบันโดยบังเอิญ เมื่อเลื่อนเอาหินที่ทับหน้าบันนั้นออก
ปีพ.ศ.2470 ศ.ฟิลลิป สแตร์น (Philipe Stern) สรุปว่า เมืองพระนครหลวง และปราสาทบายน ไม่ใช่เมือง ยโศธรปุระที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 15 แต่เป็นเมืองที่สร้างในสมัยหลัง
ปีพ.ศ.2471 ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ได้แปลจารึกที่พบที่มุมทั้งสี่ของเมืองพระนครว่า เมืองพระนครหลวงและปราสาทบายน สร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปีพ.ศ.2476 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ที่ปราสาทประธานของปราสาทบายน ปัจจุบันนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาใกล้ถนนที่ทอดจากหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัยทางด้านทิศตะวันออก และได้มีการค้นพบจารึกปราสาทประธานซึ่งทำให้ทราบว่า ปราสาทหลายหลังที่รายรอบปราสาทประธานเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาเคารพบูชาเจ้านายในราชวงศ์ และประติมากรรมรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ด้วย
จากการค้นพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ สรุปว่า เมืองพระนครหลวง ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี เป็นศิลปะสมัยบายน สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน รูปใบหน้าที่ปรากฏตามซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง และที่ปราสาทบายน เป็นรูปของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้คนไปทั่วทุกทิศ
ต่อมา ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ (Jean Boisseilier) ได้ศึกษารูปบุคคลที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง แล้วเสนอทฤษฎีใหม่ว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงทั้ง 5 ประตู ไม่น่าจะใช่รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร เนื่องจากรูปดังกล่าวทำศิราภรณ์เครื่องประดับผมใหม่ เป็นลายใบไม้ ซึ่งในศิลปะขอมสมัยเดียวกันและก่อนหน้านี้ มีการทำศิราภรณ์ลายใบไม้ในรูปนักรบและอสูร
ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ กล่าวอีกว่า ความหมายของรูปเคารพที่เมืองพระนครหลวงนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากเหตุที่เมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ถูกพวกจามปาตีแตกเมื่อปีพ.ศ.1720 พวกจามได้ทำลายความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า เมืองยโศธรปุระเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า อันได้แก่พระศิวะที่ประทับบนเขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุจำลอง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลาย เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบชนะพวกจาม พระองค์ก็ต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เพื่ออัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตเพื่อให้เป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับเมืองพระนครเดิม พระองค์จึงเลือกสถานที่ค่อนไปทางเหนือของเมืองพระนครเดิม สร้างกำแพงเมือง ขุดคูน้ำ แล้วสร้างปราสาทบายนให้มีความหมายถึงเขาพระสุเมรุ แกนของจักรวาลขึ้นมาแทนที่เขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุแห่งใหม่คือที่ประทับของพระอินทร์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ซึ่งทาง ศ.บวซเซอลีเย่ได้สันนิษฐานว่า พระอินทร์น่าจะหมายถึงตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง เทวดาทั้ง 33 องค์น่าจะหมายถึงเจ้าชาย และเจ้าเมืองที่เป็นบริวารในราชอาณาจักร ปราสาทบายนจึงกลายเป็นที่ชุมนุมเทวดาทั้งมวล หรืออินทรสภานั่นเอง
ศ.บวซเซอลีเย่ กล่าวว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง น่าจะเป็นรูปท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคง และความแข็งแรงให้กับเมืองพระนครหลวง ให้เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลายเหมือนเมืองของพระอินทร์
ศ.บวซเซอลีเย่ ยังกล่าวอีกว่า พระอินทร์เคยรบกับอสูรเพื่อแย่งชิงต้นปาริชาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เปรียบพระองค์เองเป็นพระอินทร์ เปรียบพวกจามเป็นอสูร สถานที่ที่ท่านรบชนะพวกจาม ก็คือ ที่ตั้งของปราสาทพระขรรค์ เปรียบเป็นวิมานแห่งชัยชนะของพระอินทร์ หรือไวชยันตระปราสาท หรือไพชยนต์
** สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวราชา คือที่มาของเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ เหตุการณ์สำคัญตอนนั้นคือ พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปประทับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์สนองพระคุณพระพุทธมารดา โดยพระอินทร์ได้ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธมารดาซึ่งเสวยวิมุติสุข ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเสด็จลงมาเพื่อสดับพระอภิธรรมนั้น
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาต่อเนื่องจนครบสิ้นพรรษา 3 เดือนแล้ว จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์บริเวณใกล้เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์เนรมิตบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์เพื่อเป็นทางเสด็จ และบันไดเงินกับบันไดทองขนาบข้างสำหรับพระพรหมข้างหนึ่ง และพระอินทร์อีกข้างหนึ่ง ยอดบันไดพาดที่ยอดเขาพระสุเมรุ เชิงบันไดจรดพื้นดินใกล้บริเวณเมืองสังกัสสะ
เหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว ทำกันเมื่อวันแรกออกพรรษา ชาวบ้านเรียกว่า วันเปิดโลก เล่าขานกันตามความเชื่อที่ว่า คือวันที่สัตว์ทุกจำพวก ได้แก่ มนุษย์ เดรัจฉาน สัตว์นรกในหมื่นโลกธาตุ ต่างมองเห็นกันได้โดยทั่วตลอด
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทวราชาคือพระอินทร์ สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งหยั่งลึกลงไปในสีทันดรมหาสมุทร 84,000 โยชน์ และพ้นน้ำขึ้นเป็นจำนวนโยชน์เท่ากัน
ภูเขาวงแหวนเจ็ดวง คือ “เขาสัตบริภัณฑ์” ล้อมลดหลั่นรอบเขาพระสุเมรุ วงในสุดชื่อว่า ยุคันธร เป็นที่สถิตของท้าวจตุโลกบาล ระดับยอดเขายุคันธรนี้เป็นแนวโคจรของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถัดต่ำออกมาคือ ภูเขาวงแหวนอิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และสุดท้ายคือวงนอกสุดซึ่งระดับต่ำสุดชื่อว่า อัสสกรรณ วัดจากระดับพื้นน้ำสีทันดรมหาสมุทรถึงยอดได้ 656 โยชน์
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเรื่องเล่าในพุทธประวัติว่า พระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงปลงพระเกศาเพื่อทรงผนวช พระอินทร์ก็ได้อัญเชิญพระเกศานั้นขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณี ซึ่งพระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ถวายเพลิงพระบรมศพแล้ว พระอินทร์ก็อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณีเช่นกัน เจดีย์จุฬามณีจึงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล และมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะแทนพระพุทธองค์ด้วย
เจดีย์จุฬามณี พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับประดิษฐานพระเกศาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธกิจครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์ก็อัญเชิญ “พระทาฐะธาตุ” ขึ้นไปประดิษฐานเพิ่มเติมไว้ในเจดีย์จุฬามณีอีก หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา บอกว่า พระทาฐาธาตุดังกล่าวเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบน แต่ไม่ได้ระบุว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
เจดีย์จุฬามณีตามคติความเชื่อของชาวไทยโบราณจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีความหมายเฉพาะ นอกเหนือจากความเป็นพระมหาธาตุเจดีย์โดยทั่วไป
ที่มาของพระพุทธรูปนาคปรก มีเรื่องราวอยู่ในช่วงเจ็ดสัปดาห์หลังการตรัสรู้ อันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสภาวะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ 6 ว่า พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไม้จิก ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นั้นแล้วที่อากาศวิปริต พายุฝนนอกฤดูกาลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอุทกภัย มุจลินท์นาคราชอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้บริเวณนั้นได้ขึ้นมาขดขนดกายเป็น 7 รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้เย็นและร้อนต้องแดดลม จนเมื่อความวิปริตแปรปรวนกลับสู่ปกติ มุจลินท์นาคราชจึงแปลงกายเป็นมานพหนุ่มนั่งนมัสการอยู่เฉพาะพระพักตร์
ปราสาทบายน
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)
ผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเมืองนครธม ประตูด้านนี้เป็นประตูด้านใต้ ก็จะนั่งรถต่อเข้าไปถึงศูนย์กลางของนคร ตั้งอยู่ตรงกลางเป๊ะของผังเมืองที่มีขนาดกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 3 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้คือ
“ปราสาทบายน”
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายนขึ้นพร้อมกับเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แผนผังของปราสาทบายนแสดงให้เห็นถึงการผสมระหว่างแผนผังของสถูปและปราสาทเขมรเข้าด้วยกัน ศาสนสถานแห่งนี้ไม่มีคูน้ำและกำแพงที่ก่อด้วยศิลาล้อมรอบเหมือนแห่งอื่น แต่คงจะใช้คูน้ำและกำแพงเมืองพระนครหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งขอบเขตชั้นนอกสุดของปราสาทบายนด้วย
คำว่า “บายน” เชื่อว่ามาจากคำว่า “ไพชยนต์” อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า “มหาบรมสุคต”
กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นลงทางด้านเหนือและใต้ สองข้างทางเดินมีสระน้ำขนาบอยู่ด้านละ 1 สระ ระเบียงล้อมรอบชั้นที่ 1 มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าอยู่ตามทิศทั้งสี่และยังมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงด้วย ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ และบนฐานชั้นนี้ทางด้านทิศตะวันออกมีบรรณาลัยหรือห้องสมุดอยู่ทางด้านเหนือและทางด้านใต้ ด้านละ 1 หลัง
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ สลักภาพขบวนทหารกำลังเดินทัพ เดินจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ถือหอกเป็นอาวุธ เครื่องป้องกันตัวเป็นโล่ ทหารไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนแนวล่างเป็นภาพทหารมีหนวด มีหมวก มีนักดนตรีตีกลองเดินอยู่ในขบวน มีทหารม้าเดินแซง นายทหารอยู่บนหลังช้าง ถือหอกและคันศร ล้อมรอบด้วยเครื่องอิสริยยศ ท้ายขบวนมีพวกขนเสบียง มีเกวียนเหมือนในปัจจุบัน ชั้นบนสุดมีเจ้าหญิง 3 องค์นั่งอยู่บนเสลี่ยง เลยประตูออกไปมีภาพสลักเป็นภาพในพระราชวัง ภาพฤาษี มีภาพควาญช้างไม่ได้ถือขอบังคับช้าง มีภาพโคกำลังจะถูกบูชายัญ
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นเรื่องสงครามทางน้ำระหว่างเขมรกับจาม ทหารเขมรไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนทหารจามสวมหมวก ในภาพสลักตัวเรือเข้าประกบกัน ทหารก็ต่อสู้กันตัวต่อตัว ผู้ที่บาดเจ็บหรือศพตกลงไปในน้ำก็มีจระเข้คอยงับอยู่ บนแนวชั้นบนของภาพสลักเป็นภาพการต่อสู้บนพื้นดิน บนสุดมีภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทับภายใต้กลดอยู่ท่ามกลางการรบพุ่ง ส่วนใต้ภาพการรบพุ่ง ช่างได้สลักแสดงภาพชีวิตประจำวันของชาวเขมรเป็นแนวยาว มีทั้งภาพบ้าน ตลาด คนแสดงตลก ภาพปลากำลังว่ายอยู่ระหว่างต้นไม้ แสดงว่าป่าถูกน้ำท่วม การหุงหาอาหารกลางแจ้ง การล่าสัตว์ ผู้หญิงกำลังเล่นกับเด็ก ภาพคนป่วย ภาพการล่าควาย ภาพการทอดแห ภาพเรือสำเภาอาจเป็นเรือจีน การชนไก่ ต่อไปเป็นภาพภายในวัง มีเจ้าหญิงกับสาวใช้ ภาพฟ้อนรำ การเล่นหมากรุก ภาพการชนหมู เหนือภาพเหล่านี้เป็นภาพบุคคลกำลังนอน อาจเป็นกษัตริย์นอนในวัง เข้าใจว่าไทยรับอิทธิพลจากขอมมา เช่น ภาพเขียนระเบียงที่วัดพระแก้ว จะเห็นว่าช่างจะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ไว้ข้างบน ข้างล่างเป็นภาพหัวล้านชนกัน และชีวิตของคนพื้นเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงได้รูปแบบมาจากปราสาทบายนนี้
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายนได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ซึ่งปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดที่อยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง
ฐานชั้นที่ 2 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 1 ราว 1.30 เมตร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีระเบียงล้อมรอบเช่นเดียวกับระเบียงบนฐานชั้นที่ 2 มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศและมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่เช่นกัน ส่วนยอดของซุ้มประตูทางเข้าและอาคารที่มุมทั้งสี่นั้นทำเป็นยอดปราสาทที่มีหน้าคนขนาดใหญ่สลักประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ
ฐานชั้นที่ 3 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 2 ราว 3 เมตร มีแผนผังเป็นรูปกากบาทย่อมุมเป็นฐาน ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทหลายหลังตั้งเป็นระเบียบล้อมรอบ ปราสาทประธานนี้มีแผนผังต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปคือ ก่อเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วยระเบียงแคบและวิหาร 16 หลัง ทำให้ผนังทั้งหมดของปราสาทประธานมีรูปร่างเป็นวงกลมคล้ายสถูป นักวิชาการบางท่านอธิบายว่ารูปวงกลมนี้อาจจะหมายถึง ยันตร์ คือ มณฑลอันศักดิ์สิทธ์ ส่วนยอดของปราสาททุกหลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับอยู่ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่ากลัว ได้มีการพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของรูปหน้าคนที่ประดับอยู่ตามยอดปราสาท ซึ่งตามรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าคงจะหมายถึงพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศ
ลักษณะประติมานวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ พระพุทธรูปแบบบายนเกือบทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปนาคปรกธรรมดาในกรณีที่สลักจากศิลา และเป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องในกรณีที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์
แม้ว่าแผนผังของปราสาทจะเสื่อม แต่มีภาพสลักที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยอดปราสาททั้ง 54 หลัง สลักเป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม เพราะพระพรหมมี 4 หน้า ก็คิดว่าปราสาทบายนต้องสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงทำให้เชื่อว่าปราสาทบายนเดิมต้องสร้างในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ข้อสังเกต : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะมีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนมวยผม ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจะมีรูปเจดีย์อยู่บนมวยผม)
ประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร (พระโพธิสัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมนิพพาน ยังคงรอช่วยเหลือผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ก่อนด้วยความกรุณา) คือ เกล้าพระเกศาเป็นรูปทรงกระบอกผายออก เบื้องหน้าประดับด้วยพระธยานิพุทธอภิตาภะ ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงภูษาสมพตจีบเป็นริ้ว มีชายหางปลาขนาดสั้นห้อยทางเบื้องหน้าและคาดทับด้วยสายรัดพระองค์ลายดอกไม้โดยมีปั้นเหน่งสลักเป็นรูปดอกไม้แปดกลีบ
ตามคัมภีร์นั้น พระหัตถ์คู่ล่างจะแสดงปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์คู่บนนั้นพระหัตถ์ขวาจะทรงถือลูกประคำ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกบัวบาน แต่บางรูปก็ทรงถือวัตถุในพระหัตถ์เช่นเดียวกับพระพรหม อันได้แก่ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือคัมภีร์, พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ, พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือดอกบัว และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถือหม้อน้ำมนต์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม อันประกอบด้วยรูปเคารพทั้งสาม คือ เหวัชระ (ตัวแทนของอุบาย) อยู่ทางขวาของพระพุทธเจ้า, ไวโรจนะ (ตัวแทนของการตรัสรู้) และ สังวร (ตัวแทนของปัญญา) อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยเหวัชระซึ่งควรจะมีแปดพักตร์ สิบหกกร และมีเพลาสี่กำลังฟ้อนรำเหนือซากศพอันเป็นตัวแทนของอวิชชา ภายหลังพระองค์ได้ทรงสร้างพระโพธิสัตว์โลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร (ตัวแทนของความกรุณา) ขึ้นแทนเหวัชระ และนางปรัชญาปารมิตา (ตัวแทนของปัญญา) ขึ้นแทนสังวร
หลักการของพุทธศาสนาลัทธิตันตระที่เลื่อมใสในช่วงระยะเวลานี้ ถือว่าการตรัสรู้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยเอกภาพของกรุณากับปัญญา
กรุณาเป็นอุบายที่จะได้มาซึ่งปัญญา โดยตัวแทนของกรุณาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระโพธิสัตว์โลเกศวรผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย และปัญญาซึ่งเป็นหลักการที่แฝงเร้นแสดงด้วยนางปรัชญาปารมิตา จากแนวความคิดที่ว่า “ปัญญาคือหญิง และกรุณาคือชาย” จึงถือกันว่า ปัญญาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง และกรุณาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของการตรัสรู้ ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวจึงทำให้ศิลปะแบบบายนแสดงออกในรูปเคารพทั้งสาม อันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นตัวแทนของการตรัสรู้ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นตัวแทนของกรุณาอยู่ทางด้านขวา และนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญาอยู่ทางด้านซ้ายเป็นหลัก
สำหรับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้น คือ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาเป็นผู้ป้องกันภยันตราย และเป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือสรรพสัตว์ อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมุ่งหวังในการดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์
รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน โดยทั่วไปนี้ แสดงเป็นประติมากรรมรูปบุรุษเกล้ามวยเกศารูปทรงกระบอก ประดับด้วยพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา มี 4 กร
ส่วนภูษาทรงก็เป็นเช่นเดียวกับภูษาทรงของรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ ภูษาสมพตสั้น และมีชายภูษารูปหางปลาทางเบื้องหน้า สำหรับพระพักตร์นั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกซึ้งทางพุทธศาสนา อันแสดงออกถึงการบำเพ็ญสมาธิด้วยการหลับพระเนตรและแสดงออกซึ่งความปิติด้วยการแย้มพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย
ตามคติของพุทธศาสนาลัทธิมหายานนับถือพระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างโลกเป็นใหญ่ที่สุด และพระอาทิพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ในสวรรค์ชั้นฟ้า และพระธยานิพุทธเจ้าของกัลป์ปัจจุบัน ได้แก่ พระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งประทับอยู่ทางทิศตะวันตก (สุขาวดี) และพระองค์ทรงบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแปลว่า พระผู้มองจากเบื้องบน หรือโลเกศวร ซึ่งแปลว่า เจ้าแห่งพิภพ เป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาของพระองค์ ฉะนั้น รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรจึงล้วนแต่มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาเสมอ
ส่วนพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง เรียกว่า พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี มีพระเนตรที่สามขวางอยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพระโพธิสัตว์แบบนี้ และนอกจากจะมีรูปพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาแล้ว ยังมีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กๆ ปรากฏอยู่บนพระองค์ทั่วไป เรียงไปตามแนวขวางทั้งบนพระเกศาโดยรอบ บนพระองค์ พระพาหา พระกรช่วงบน ข้อพระบาท และบนนิ้วพระบาท กับทั้งมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรูปสตรี ประทับขัดสมาธิราบ และกางพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง รวม 7 รูป คือ รูปหนึ่งอยู่ตรงกลางพระอุระ ส่วนอีก 6 รูปอยู่บนรอบพระองค์ ลักษณะดังกล่าวนี้ คัมภีร์กรัณฑพยุหสูตรกล่าวว่า เทวดา 12 องค์ได้ออกมาจากพระองค์ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระผู้ทรงดอกบัวบาน และเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์โลเกศวร) และจักรวาลทั้งปวงก็รวมอยู่ด้วยในขุมพระโลมาของพระองค์
ส่วนคัมภีร์อมิตายุรยานสูตร กล่าวว่า ประเภทมณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรนี้ ประกอบà¸








