Skip navigation.

สวัสดีฮอลิเดย์

Art remains longlife, but life is quick to be remains.

ชมปราสาทเล็กแต่เลิศ จิ๋วแต่แจ๋ว “ปราสาทบันทายสรี” ปราสาทพระขรรค์-นาคพัน

เช้าชมปราสาทเล็กแต่เลิศ จิ๋วแต่แจ๋ว “ปราสาทบันทายสรี”
บ่ายเที่ยว”ปราสาทพระขรรค์-ปราสาทนาคพัน”


วันนี้เป็นวันเที่ยววันสุดท้าย เช้าวันนี้ต้องเช็คเอาท์คืนห้องซะเลย เพราะจะเที่ยวกันต่อเนื่องจนกลับไปยังสนามบินช่วงเย็น
ช่วงเช้าจะเดินทางออกนออกเขตเมืองพระนคร Angkor ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง
เส้นทางเดินรถก็ยังต้องผ่านไปยังด่านเช็คพอยน์ตรวจบัตรเข้าอุทยานประวัติศาสตร์
แต่ใช้เส้นทางคู่ขนานด้านขวาของถนนเส้นหลักที่จะผ่านด่านตรวจหลัก (ด่านตรวจหลักนี้จะตรงไปยังปราสาทนครวัด)
เส้นทางที่ใช้วันนี้จะผ่านเห็นปราสาทกระวันอยู่ทางด้านขวามือ ถัดไปหน่อยซ้ายมือจะเห็นปราสาทบันทายกุฎีและก็มีสระสรงอยู่ทางขวามือ
สุดถนนก็เลี้ยวขวาไปทางด้านสระสรงซึ่งก็ยังอยู่ทางขวามือ แหมเล่าอย่างกะเป็นคนเขมรท้องถิ่น
นั่งรถไปเรื่อยๆไปตามทางพอเจอแยกขวามือก็เลี้ยวเข้าไปเลย จะเข้าเขตหมู่บ้านประดาก หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แต่ก่อนเป็นสระน้ำบารายขนาดใหญ่ คือบารายตะวันออกนั่นเอง ถนนเส้นนี้ผ่าใจกลางหมู่บ้าน สองข้างทางเป็นบ้านหลังคาทรงจั่วมีใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยชนบท ปลูกต้นไม้ร่มรื่นน่าอยู่ ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ผลิตน้ำตาลโตนด ก็คือที่นี่ปลูกต้นตาลเยอะเลยมีน้ำตาลมาต้มและเคี่ยวแล้วเทใส่พิมพ์เป็นน้ำตาลก้อน จากนั้นนำน้ำตาลแต่ละก้อนมาเรียงห่อด้วยใบตาลขายห่อแพ็คละ 1,000 เรียล หรือ 10 บาท
ผ่านหมู่บ้านประดากได้ไม่นานก็เป็นท้องทุ่ง มองไปทางขวามือก็จะเห็นภูเขาโดดๆหนึ่งลูก ภูเขาลูกนี้ชื่อ พนมบก
ในอาณาเขตรอบๆพื้นที่ของเมืองพระนครมีภูเขาลูกโดดๆตั้งตระหง่านอยู่สามลูก ก็คือพนมบกลูกนึง พนมบาแค็งที่เป็นที่ตั้งของปราสาทบาแค็งลูกนึง และอีกลูกนึงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองพระนครใกล้กับทะเลจืด ตนเลสาบมีชื่อว่าพนมกรอม
มองดูพนมบกเขาโดดไม่นานก็จะเห็นทิวเขายาวๆอยู่ค่อนไปทางขวา ทิวเขานี้ก็คือ พนมกุเลน ที่เป็นแหล่งหินทรายที่มีทั้งสีเทาและสีชมพู เป็นวัตถุดิบให้พวกขอมไปตัดมาสร้างปราสาทนั่นเอง
นั่งรถต่อไปอีกซัก 20-30 นาทีก็ถึงบริเวณปราสาทบันทายสรี


เมื่อถึงแล้วสิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวอยากจะทำก็คือ .......... (ตอบเองเลยครับ)
ถูกต้องแล้วครับ ใช้ห้องน้ำ

ห้องน้ำ ในภาษาเขมร เค้าเรียกว่า บองตบตึก แต่เขียนที่ป้ายว่า บังควน
(ตรงกับคำราชาศัพท์ไทยว่า บังคล ปัสสาวะว่าบังคลเบา อุจจาระก็บังคลหนัก)
ห้องน้ำที่สร้างโดยอุทยานจะมีแบบแปลนเดียวกันหมด มีอยู่หลายๆจุดทั่วไปไม่ไกลจากปราสาทต่างๆ
ค่าเข้าห้องน้ำจะรวมอยู่ในราคาค่าเข้าอุทยานประวัติศาสตร์แล้ว
ถ้าใช้ห้องน้ำช่วงเย็นๆใกล้ค่ำละก้อ ต้องคลำหาเป้ากันจ้าละหวั่น เพราะห้องน้ำเกือบทุกแห่งไม่ได้ติดตั้งดวงไฟ
เพราะกำลังไฟไม่พอป้อนให้กับห้องน้ำ เช่นเดียวกับในบริเวณตลาดเก่า ตลาดสดทั้งหลาย
พอกลุ่มเมฆมาบดบังแสงดวงอาทิตย์ แทบจะมองไม่เห็นทางกันเลย
สำหรับโรงแรมก็จะใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าของใครของมัน ไม่งั้นไม่เพียงแต่มีปัญหาเรื่องแสงสว่าง เปิดแอร์ก็ไม่ได้แน่
ห้องบองตบตึก หรือบังควน ที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตเลยครับ คนแน่นทุกเช้า ถ้ามาตอนบ่ายจะไม่แน่น เพราะตอนเช้าแอร์เย็น
หลังใช้ห้องน้ำแล้ว มารวมกันที่ด้านหน้าทางเข้าของปราสาท

ปราสาทบันทายสรีนี้ เกริ่นไว้แล้วว่าเล็กแต่เลิศ
ปราสาทหลังอื่นๆให้ดูความอลังการ ความยิ่งใหญ่
ปราสาทหลังนี้ให้ใช้แว่นขยายดู เพราะมีคนเค้าให้สมญาว่า รัตนชาติแห่งแห่งศิลปขอม

เพราะว่าหินแต่ละก้อนนั้นใช้หินทรายสีชมพู (ถ้าไม่หมองอย่างปัจจุบันสวยแน่แน่-ต้องทำความสำอาดนะครับ)
งานแกะสลักนั้นสุดยอดจริง แกะหินนะครับไม่ได้แกะผลไม้ ความปราณีต ความอ่อนช้อย มิติที่วางแบบไว้ก็งดงามสมส่วน
รายละเอียดต่างๆเปิดให้เห็น แม้แต่รอยย่นของผิวหนังบุคคล สะดือ ขอบนม รอยย่นตรงข้อศอก ข้อพับ แม้ตีนกาก็ไม่ละเว้น
แค่หน้าประตูตรงหน้าบันที่เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร ก็หยุดผู้คนทำให้จราจรติดขัดพอสมควรแล้วครับ
ลองก้าวเข้าไปดูเรื่องดูราวเลยครับ


ปราสาทบันทายสรี
ศิลปะแบบบันทายสรี พ.ศ.1510 – ราว พ.ศ.1545)

พระเจ้าราเชนทรวรมันสวรรคตในปีพ.ศ.1511 โอรสครองราชย์ต่อ คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ.1511-1544)
ในขณะที่ยังมีอายุน้อย
ดังนั้นขุนนางในราชสำนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งพราหมณ์ยัชญวราหะ พระอาจารย์ของพระองค์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชปุโรหิต จึงมีอำนาจมากที่สุดในสมัยนั้น และได้สร้างปราสาทบันทายสรีขึ้นในปี พ.ศ.1510
ในช่วงปลายสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน และสำเร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 สร้างขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า “อิศวรปุระ” หรือ เมืองของพระอิศวร
สร้างอุทิศถวายแด่พระอิศวรภายในนามว่า “ตรีภูวนมเหศวร” หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม

ปราสาทบันทายสรี สร้างจากหินทรายสีชมพูทั้งหลัง แต่เป็นปราสาทขนาดเล็ก และที่ประหลาดคือ ข้างนอกใหญ่โต
แต่พอเดินเข้าไปในปราสาทจะยิ่งเล็กลงทุกที เป็นปราสาท 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ เดียวกัน
แล้วมีหอสมุดหรือบรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าข้างขวาและซ้าย ซึ่งใช้สำหรับเก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีเคารพบูชา
ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดังนั้นภาพสลักบนทับหลังหรือหน้าบันทางทิศตะวันออก
จึงมักสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

ส่วนที่มาของชื่อปราสาทบันทายสรีนี้ คำว่า “บันทาย” ในภาษาเขมรแปลว่า “ป้อม” คำว่า “สรี” ภาษาเขมรออกเสียงว่า “เสรย”
เชื่อกันว่ามาจากคำว่า “สตรี” แต่ตัว ต. ตกหายไป ดังนั้นจึงกลายเป็นปราสาทบันทายสรี
ถ้าจะเรียงเป็นไทยให้เต็มคำต้องเรียกว่า “ปราสาทบันทายสตรี” เรียกว่าเป็นป้อมของสตรี เพราะสลักอย่างสวยงามมาก

นักวิชาการชาวฝรั่งเศส เช่น หลุยส์ ฟิโนต์, อองรี ปาร์มองติเย่ร์, ยอร์ช เซเดส์, อองรี มาร์ซาล, โปล เปลลิโอต์
ได้มาศึกษาปราสาทเขมรตั้งแต่ในปีพ.ศ.2445 โดยอองรี ปาร์มองติเย่ร์ และอองรี มาร์ซาล มีบทบาทสำคัญในการบูรณะปราสาทบันทายสรี โดยอองรี ปาร์มองติเยร์ เป็นผู้ขุดค้น และอองรี มาร์ซาล เป็นผู้ก่อเรียงหินขึ้นไปตามวิธีการที่เรียกว่า อนาสติโลซิส Anastilosis วิธีการคือ ถ่ายภาพและบันทึกรหัสของหินทุกก้อน รื้อหินลงมาแล้วเสริมความมั่นคง จากนั้นประกอบขึ้นไปใหม่ทั้งหลัง โดยอองรี มาร์ซาล ไปศึกษามาจากพวกฮอลันดาซึ่งบูรณะบุโรพุทโธที่อินโดนีเซีย แล้วกลับมาทำเป็นครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา ต่อมา อองรี มาร์ซาล ก็ถึงแก่กรรม และฝังร่างไว้ที่เมืองเสียมเรียบ

ทวารบาลที่ปราสาทแห่งนี้สลักเป็นพิเศษ สลักรูปตัวเป็นคนหน้าเป็นสัตว์กำลังนั่งเฝ้าอยู่ ดังนั้นจึงมีผู้กล่าวว่า
ปราสาทบันทายสรีสร้างเหมือนกับเป็นรูปจำลองของเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอิศวร
เพราะมีภาพสลักทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส และภาพคนที่นั่งเฝ้าอยู่ตามชั้นต่างๆ ของภูเขาก็เหมือนกับพวกทวารบาลที่นั่งอยู่รอบปราสาทบันทายสรีนั่นเอง
บนหน้าบันของห้องสมุดและโคปุระ มีภาพเล่าเรื่องเข้ามาสลักแทนที่ลวดลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งแต่เดิมมีเพียงรูปเทวดาองค์เดียวอยู่ตรงกลาง
ที่ปราสาทบันทายสรีจัดว่าเป็นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 15-16 ที่พบว่ามีภาพบุคคลในอาการกิริยาต่างๆ เช่น กำลังบำเพ็ญสมาธิ กำลังสู้รบ
หรือกำลังเดินอยู่ในป่า เป็นต้น จึงเป็นพยานหลักฐานชิ้นแรกที่เราได้ทราบเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาวเขมรในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 16


มีหน้าบันสองชิ้นของปราสาทบันทายสรีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับมหาภารตะยุทธ
คือ ชิ้นหนึ่งซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพนมเปญ สลักภาพภีมะกำลังตีทุรโยธน์ ลูกสะบ้าหลุดพ่ายแพ้และตายไป
ทางซ้ายของภาพมีบุคคลอีกสองคนที่มีสี่กร น่าจะเป็นพระกฤษณะกำลังจับตัวพลราม พี่ชายที่ถืออาวุธคือคันไถ (บางตำราว่าเป็นปฏัก)

ทางด้านขวามีบุคคลสี่คน คงเป็นพี่น้องที่เหลือฝ่ายปาณฑพ ส่วนหน้าบันอีกชิ้นหนึ่งเป็นรูปนางอัปสรติโลตตมา กำลังถูกอสูร 2 ตนแย่งชิงตัวซึ่งเป็นตอนต้นของมหาภารตะ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส


จารึกที่กรอบประตูโคปุระชั้นที่ 2 เป็นภาษาสันสกฤต และที่กรอบประตูปราสาทหลังทิศใต้ มีจารึกชื่อ ยัชญวราหะเป็นผู้ให้สร้าง

หน้าบัน ภาพ “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ”
แสดงภาพพระอินทร์ประทับนั่งท่ามหาราชลีลาสนะเหนือช้างเอราวัณ 3 เศียร พระหัตถ์ขวาทรงถือดอกบัว พระอินทร์
ผู้เป็นประมุขของเหล่าเทวดา เป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า-ฝน รวมทั้งเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออก ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ
ซึ่งเป็นท่านั่งของเหล่าเทวดา ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ และจะถือวัชระรูปทรงกระบอกอยู่ในพระหัตถ์ขวา บางรูปก็ถือดอกบัว
บางรูปก็ถือกระบอง บางรูปก็ไม่ได้ถืออะไรเลย
ถึงแม้ว่าพระอินทร์จะทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะอยู่เสมอ แต่ก็อาจทรงพาหนะซึ่งเรียกว่า สิงหาสน์ได้อีกด้วย
ซึ่งลักษณะของสิงหาสน์นี้ ในศิลปะอินเดียมักจะทำเป็นแท่น มีเท้าสิงห์ประกอบ แต่ในศิลปะเขมรจะเปลี่ยนเป็นแท่นเหนือหน้ากาล
เนื่องด้วยเหตุที่ว่าแม้ลายหน้ากาลนี้จะมีลักษณะผสมของสัตว์ต่างๆ มากน้อยเพียงใดก็ตาม
แต่สัตว์ที่มีลักษณะเด่นที่สุดก็คือ สิงห์นั่นเอง และเหตุที่ใช้ลายหน้ากาลซึ่งนิยมสลักอยู่เหนือทางเข้าอาคารอัน
ได้รับอิทธิพลจากศิลปะชวามาประกอบนี้ ก็คงต้องการให้มีความหมายในการป้องกันภูติผีปีศาจมิให้เข้ามารบกวนภายในบริเวณศาสนสถานพร้อมกันด้วย ซึ่งต่อมาลายหน้ากาลนี้จะปรากฏอยู่เป็นประจำกึ่งกลางของทับหลังจนถึงศิลปะแบบบายน
และความหมายของสิงหาสน์คงคลายไปจากเดิมในภายหลัง

โดยทั่วไป ลายหน้ากาลในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ลายหน้ากาลจะไม่มีริมฝีปากล่าง
ดังเช่นบนทับหลังที่ปราสาทบากอง และปราสาทแปรรูป ด้วยเหตุที่ลายหน้ากาลซึ่งมีริมฝีปากล่างนั้นเป็นการประสมกับหน้าสิงห์
ซึ่งเรียกว่า “สิงหมุข” ซึ่งเป็นที่นิยมกันในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ในศิลปะแบบนครวัด และแบบบายน
ดังเช่นทับหลังที่ปราสาทพระขรรค์ และปราสาทบันทายกุฎี นอกจากนี้ การที่หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมาจากปากนั้น โ
ดยทั่วไปแล้วในศิลปะเขมรจักใช้มือรองรับท่อนพวงมาลัย โดยหงายฝ่ามือขึ้นเสมอ


ลวดลายพันธุ์พฤกษาบนทับหลังของศิลปะเขมรโดยทั่วไปนั้น จะเห็นได้ว่าเหนือลายท่อนพวงมาลัยจะสลักเป็นรูปใบไม้สามเหลี่ยมตั้งขึ้นเสมอ
ซึ่งลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมนี้ได้มีวิวัฒนาการจากลายใบไม้ขนาดเล็กในสมัยแรกมาสู่ลายใบไม้ขนาดใหญ่ในศิลปะแบบบายนในสมัยสุดท้าย
ในขณะที่ลายใบไม้เบื้องล่างของทับหลังเป็นลายก้านขดเป็นประจำ แต่ถ้าสลักเป็นลายก้านขดหมดมักจะปรากฎบนหน้าบันโดยทั่วไปยิ่งกว่าลวดลายที่นิยมสลักบนทับหลัง

ทับหลังของศิลปะเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 นั้น มักสลักเนื้อที่ตอนบนของทับหลังเป็นอีกแนวหนึ่งแยกออกไปจากลวดลายหรือเรื่องราวที่ปรากฎบนทับหลังเหล่านั้น และลายที่สลักที่แนวด้านบนก็มักเป็นลายใบไม้หรือลายบุคคล หรือแม้แต่รูปสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มักสลักเป็นรูปฤษีนั่งในท่าโยคาสนะภายในซุ้ม ซึ่งสาเหตุที่จำต้องสลักแนวดังกล่าวเพิ่มขึ้นก็เนื่องจากแต่เดิมนั้น ทับหลังและหน้าบันของปราสาทเขมรยังไม่ได้บรรจบกัน และในช่องว่างระหว่างหน้าบันและทับหลังนั้น ช่างได้ใช้ปูนปั้นเป็นลวดลายเอกเทศประดับอยู่ ต่อมาเมื่อช่องว่างดังกล่าวหายไป เนื่องจากทับหลังและหน้าบันได้เข้ามาบรรจบกันแล้ว ช่างก็ยังคงสืบต่อการทำลวดลายดังกล่าวอยู่ แต่เปลี่ยนมาสลักลวดลายเหล่านั้นตรงส่วนบนของทับหลังแทนการปั้นปูนในช่องว่างระหว่างหน้าบันและทับหลังดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
โดยทั่วไป การแสดงรูปบุรุษขนาดใหญ่เพียงผู้เดียวบริเวณกึ่งกลางทับหลัง มักแสดงออกในรูปของพระกฤษณะเป็นพื้น ถ้ารูปบุคคลที่กึ่งกลางทับหลังนี้ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ก็น่าจะแสดงว่ารูปดังกล่าวมิใช่อสูร หรือบุคคลชั้นต่ำ แต่จากการศึกษาก็ได้พบว่ารูปพระกฤษณะนี้ก็ได้จำหลักทั้งที่ทรงกุณฑลรูปตุ้มและกุณฑลรูปห่วงควบคู่กัน
ลวดลายเครื่องประดับทับหลัง ซึ่งประกอบด้วยท่อนพวงมาลัยวกขึ้นจากเบื้องล่าง เป็นลักษณะโดยทั่วไปของท่อนพวงมาลัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ด้วยเหตุที่ในศิลปะสมัยก่อนหน้านี้ ท่อนพวงมาลัยจะออกมาจากตรงกลาง (มิใช่เบื้องล่าง) ของทับหลังเสมอ
ประติมากรรมรูปบุคคลขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในศิลปะเขมรนั้น นอกจากรูปเทพเจ้าสำคัญซึ่งประดิษฐานภายในปราสาทแล้ว ยังมีการสร้างรูปบุคคลในความหมายของทวารบาลทางด้านหน้าสองข้างประตูทางเข้าศาสนสถานเหล่านั้นด้วย รูปทวารบาลดังกล่าวสร้างขึ้นในจุดประสงค์เพื่อให้เป็นผู้พิทักษ์ทางเข้าของศาสนสถาน ป้องกันสิ่งขั่วร้ายมิให้เข้ามารบกวน การสร้างรูปทวารบาลนั้นมีทั้งที่สร้างเป็นภาพสลักนูนต่ำ และรูปบุคคลลอยตัว มีทั้งสลักจากศิลาทราย และหล่อด้วยโลหะสำริด ส่วนตำแหน่งของรูปทวารบาลนั้น หากเป็นภาพสลักนูนต่ำมักสลักบนผนังของตัวปราสาท (ในกรณีที่ปราสาทก่อด้วยศิลาทราย หรือสลักด้วยศิลาทรายประดับบนผนังปราสาทที่ก่อด้วยอิฐ) ด้านข้างของเสาติดกับผนังภายในซุ้มทั้งสองข้าง หากเป็นทวารบาลลอยตัวก็มักสลักยืนหรือนั่งเยื้องออกมาเบื้องหน้าทั้งสองข้างของประตูทางเข้าของศาสนสถาน

รูปทวารบาลที่ทำหน้าที่ผู้เฝ้าประตูทั้งสองข้างทางเข้านั้น
โดยทั่วไปมักสร้างเป็นรูปเทวดาซึ่งทรงถือศิราภรณ์และกุณฑลรูปตุ้มตามแบบของเครื่องอาภรณ์ของเทวะ ทรงตรีศูลอยู่ทางด้านขวาของประตูทางเข้า ส่วนทางด้านซ้ายมักสร้างรูปทวารบาลในรูปของอสูร ซึ่งสวมศิราภรณ์และกุณฑล (รูปดอกไม้) ตามแบบอสูร ถือกระบองหรือหอก

แต่ยกเว้นที่ปราสาทบันทายสรี ซึ่งทวารบาลทุกรูปสร้างขึ้นในความหมายของเทวดา โดยทรงชฎามุกุฎ และทรงถือหอก และบัวตูมในพระหัตถ์ และตั้งแต่ศิลปะแบบบาปวนเป็นต้นมา ทวารบาลได้เริ่มเปลี่ยนตำแหน่งของการถืออาวุธจากทางด้านข้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักถือทางด้านขวาของลำตัวมาเป็นการถือกระบองทางด้านหน้าของลำตัว ด้วยการใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างกุมอาวุธ อันได้แก่ ตรีศูล หรือกระบองไว้เบื้องหน้า

หน้าบัน ภาพ “อุมามเหศวร” เป็นภาพพระศิวะ และพระนางอุมา นั่งอยู่บนโคนนทิ โดยที่พระนางอุมานั่งอยู่บนตักของพระศิวะ

หน้าบัน ภาพ “นรสิงหาวตาร” คัมภีร์วิษณุปุราณะเล่าว่า
มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ หิรัณยกศิปุ เป็นน้องชายฝาแฝดกับยักษ์หิรัณยากษะ ซึ่งถูกพระนารายณ์ฆ่าตายในวราหาวตาร
เมื่อยักษ์หิรัณยกศิปุ ทราบว่า พี่ชายถูกพระนารายณ์ฆ่าตายก็แค้นมาก จึงบำเพ็ญตบะจนแก่กล้า
และได้พรจากพระพรหมว่า “ไม่ว่าเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน หากต่อสู้กับยักษ์หิรัญยกศิปุแล้ว จะถูกฆ่าด้วยอาวุธใดๆ ก็ไม่ตาย
ปลอดภัยทั้งกลางวัน กลางคืน ภายในเรือนก็ไม่ตาย ภายนอกเรือนก็ไม่ตาย” เมื่อยักษ์หิรัญยกศิปุได้พรดังกล่าวแล้ว
ก็ไปสู้กับเหล่าเทวดาทั้งหลายจนพ่ายแพ้ทิ้งสวรรค์หนีไปหมด แม้กระทั่งพระอินทร์ก็พ่ายแพ้แก่ยักษ์
ตั้งตนปกครองพระสุริยา พระจันทร์ ครองฟ้าครองแผ่นดิน เป็นเจ้าแห่งน้ำแทนพระวรุณ แย่งท้าวกุเวรรักษาทรัพย์
แย่งพระยมเป็นเจ้ารับบัตรพลีและเครื่องเซ่นไหว้ทุกอย่าง พวกยักษ์ทั้งหลายก็เยินยอสรรเสริญยักษ์หิรัญยกศิปุ
จนหลงคิดว่าตนเองนั้นเลิศแล้ว พระอินทร์จึงไปเฝ้าพระนารายณ์ให้อวตารลงมาปราบ
พระนารายณ์จึงให้พระมหาสังข์ลงมาเกิดเป็นลูกของยักษ์หิรัญกศิปุ นามว่า “ประหลาท”
ซึ่งตั้งแต่เกิดมาก็เลื่อมใสเคารพบูชาพระนารายณ์ ยักษ์หิรัญกศิปุให้พราหมณาจารย์สั่งสอนเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยนความคิด
จึงโกรธถึงขนาดให้ประหารชีวิตต่างๆ นานา เช่น ให้ช้างเอางาแทง, เอาไฟเผาก็ไม่ตาย
วันหนึ่งประหลาททูลว่า พระนารายณ์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ยักษ์หิรัญกศิปุเลยโกรธ จึงเอาคทาตีลงบนเสาว่า ถ้าพระนารายณ์อยู่ในเสาก็ให้ออกมา
ทันใดนั้นก็มีนรสิงห์ออกมาจากเสา เข้ามาจับตัวยักษ์หิรัณยกศิปุออกไปวางไว้บริเวณธรณีประตู
แล้วก็ถามยักษ์ว่า ตนเป็นมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์ ยักษ์ตอบว่าไม่ใช่ทั้งมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์
นรสิงห์ถามต่อว่า เวลานี้ร่างของเจ้าอยู่นอกเรือนหรือในเรือน ยักษ์ตอบว่า ไม่ใช่ทั้งในเรือน และนอกเรือน
นรสิงห์ถามต่อว่า เวลานี้เป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ยักษ์ตอบว่า มิใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่เป็นเวลาโพล้เพล้
นรสิงห์จึงชูมือกางกรงเล็บออกมาถามยักษ์ว่า สิ่งนี้ใช่อาวุธหรือไม่ ยักษ์ก็ตอบว่า ไม่ใช่
นรสิงห์จึงประกาศว่า พรทั้งหลายของพระพรหมเป็นอันเสื่อมแล้ว
จากนั้นก็ใช้กรงเล็บฉีกอกยักษ์จนตาย แล้วจึงเสด็จกลับสู่ไวกูณฐ์วิมาน


หน้าบัน ภาพ “วิราธลักนางสีดา” วิราธ เดิมเป็นคนธรรพ์ชื่อ ทัมบูร
เป็นบุตรของ JAVA กับ GATAHRADA (ในรามเกียรติ์เรียกว่า พิราพ) ต่อมาวิราธได้ลักลอบสมัครสังวาสกับนางรัมภา
ซึ่งเป็นบาทบริจาริกาของท้าวเวสวัณ (ท้าวกุเวร) ดังนั้น ท้าวเวสวัณจึงสาปวิราธให้เป็นอสูรจนกว่าพระวิษณุจะอวตารลงมาเป็นพระราม
และฆ่าวิราธตายจึงจะพ้นคำสาป

จากการศึกษาทางประติมานวิทยาที่จำหลักเป็นรูปบุรุษกำลังก้าวเท้าเดิน และกำลังแบกบุคคลอีกผู้หนึ่งไว้บนบ่านั้น
เมื่อพิจารณารายละเอียดของภาพเกี่ยวกับลักษณะของตัวบุคคลแล้วจะเห็นได้ว่า รูปบุรุษซึ่งแบกบุคคลอยู่นั้นมีรูปร่างใหญ่โต
หน้าตาดุร้าย ตาโปน ปากกว้าง กับทั้งสวมตุ้มหูเป็นห่วงกลมขนาดใหญ่ จากลักษณะรูปร่างหน้าตาและการสวมตุ้มหูเป็นห่วงกลมขนาดใหญ่นี้
น่าจะแสดงว่าบุคคลดังกล่าวคงมิใช่รูปเทวดาหรือมนุษย์ หากน่าจะเป็นบุคคลชั้นต่ำหรืออสูร ซึ่งในศิลปะเขมรปรากฏว่า
บุคคลชั้นต่ำหรืออสูรมักจะสวมตุ้มหูรูปห่วงวงกลมอยู่เสมอ ในขณะที่พระพุทธรูปหรือรูปบุคคลชั้นสูงจะสวมตุ้มหูรูปตุ้มเป็นประจำ

จากการศึกษารายละเอียดของภาพสลักดังกล่าว ทำให้ลงความเห็นได้ว่า ภาพสลักดังกล่าวคงจะตรงกับตอนวิราธลักนางสีดามากกว่า
ตอนทศกัณฐ์ลักนางสีดา ด้วยเหตุที่ว่าวิราธนั้นเป็นอสูรที่หน้าตาดุร้ายน่ากลัว มีเศียรเดียว
และการลักพาตัวนางสีดาก็กระทำด้วยการอุ้มหรือแบกนางไว้ด้วยแขนทั้งสอง อันตรงกับภาพสลักดังกล่าว
แต่ถ้าเป็นตอนทศกัณฐ์ลักนางสีดาแล้วจะพบว่าภาพสลักทศกัณฐ์จะแสดงรูปทศกัณฐ์มีสิบเศียร ยี่สิบกรเสมอ
ดังเช่นภาพสลักทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส อีกทั้งการลักพาของทศกัณฐ์จะอุ้มนางสีดาขึ้นราชรถบุษบกยานุมาศ
โดยมีนกชฎายุสกำลังจิกตีอยู่ด้วย ดังเช่นภาพสลักบนหน้าบันทางด้านทิศเหนือของฉนวนปรางค์ประธานของปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ดี ภาพสลักตอนวิราธลักนางสีดานี้ก็ยังพบที่ปราสาทแห่งอื่นด้วย
เช่น ทับหลังเหนือประตูหลอกทิศตะวันตกของปราสาทองค์กลางที่ปราสาทบันทายสรี,
ภาพสลักของปราสาทที่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทนครวัด,
หน้าบันชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปรางค์ประธานปราสาทเขาพนมรุ้ง, หน้าบันชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย


หน้าบัน ภาพ “คชลักษมี” โดยมีพระลักษมีประทับอยู่ตรงกลาง มีช้าง 2 เชือกชูงวงอยู่ด้านข้าง

หน้าบัน ภาพ “พระศิวนาฏราช” เป็นภาพพระศิวะ เศียรเดียว 10 กร มีเรื่องเล่าว่า
ณ ป่าตรรกะ (Taraka) เหล่าฤาษีทั้งชายและหญิงประพฤติตนไม่เหมาะสม อนาจารฝ่าฝืนเทวบัญญัติ
พระศิวะต้องการทรมานให้รู้สำนึกและกลับตัว พระศิวะจึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ พระนารายณ์แปลงกายเป็นหญิงงามยั่วยวนเหล่าฤาษี
เพื่อให้คลั่งไคล้ไหลหลงและทะเลาะแย่งเป็นเจ้าของ เมื่อทรมานพอแล้ว ทั้งสององค์ก็กลับสู่ร่างเดิม
พอพวกฤาษีชั่วเห็นว่าเป็นพระศิวะกับพระนารายณ์แปลงกายมาหลอกลวงก็โกรธแค้น ก็เสกเสือให้ฆ่าพระศิวะ
แต่ก็ถูกพระศิวะถลกหนังเสือเป็นภูษาทรง ฤาษีจึงเสกนาคมาทำร้ายอีก พระศิวะก็ฆ่าแล้วเอามาคล้องคอเป็นสังวาลย์
พระศิวะทรงฟ้อนรำและแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้ฤาษีกลัว ขณะนั้นมียักษ์มุยะละกะ หรืออปัสมาปุรุษ ปรากฏตัวมาช่วยฤาษี
พระศิวะจึงใช้พระบาทเหยียบยักษ์แล้วฟ้อนรำต่อจนครบ 108 ท่าจนพวกฤาษียอมแพ้ในที่สุด
การร่ายรำของพระศิวะในครั้งนี้เป็นที่เลื่องลือและยกย่องของเหล่าเทพ ต่อมาพญาอนันตนาคราชได้อ้อนวอนให้พระอิศวรฟ้อนรำอีกครั้ง
พระอิศวรจึงสัญญาว่าจะฟ้อนรำอีกครั้งที่ตำบลจิทัมพรัม (ในอินเดียใต้) อันเป็นดินแดนที่อยู่กลางจักรวาล
ครั้นถึงวันกำหนด พระอิศวรก็เสด็จลงมา โดยทรงเนรมิตสุวรรณศาลา และฟ้อนรำตามที่ได้สัญญาไว้
ซึ่งต่อมาได้มีการรวบรวมท่าฟ้อนรำทั้ง 108 ท่าเป็นตำราทางนาฏยศาสตร์ต่อไป คัมภีร์เล่าว่าระหว่างการฟ้อนรำ
จะมีพระสรัสวดีทรงดีดพิณ พระอินทร์ทรงเป่าขลุ่ย พระพรหมทรงตีฉิ่ง พระลักษมีทรงขับร้อง พระวิษณุทรงตีกลอง และเทพบุตรนนทิตีตะโพน
มักจะมีภาพสาวกของพระอิศวรคนหนึ่ง เป็นผู้หญิง ชื่อ นางกาไลกาลอัมมารย (ญาไรกาลัมเมยาร์)
มีรูปร่างน่าเกลียด ผอมเหมือนซากศพ มีหน้าตาดุร้าย มีประวัติกล่าวว่า แต่เดิมมีหน้าตาที่สวยงามมาก และด้วยความภักดีต่อพระอิศวร
จึงไม่ต้องการอะไรนอกจากการสวดบูชาพระอิศวร แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงสวย จึงมีพวกผู้ชายมาสร้างเรื่องวุ่นวายให้เสมอ
พระนางได้ขอพรจากพระอิศวรเปลี่ยนร่างนางให้มีแต่ความน่าเกลียด ผู้คนจะได้ไม่มาข้องเกี่ยวด้วย
เนื่องจากความสวยนั้นถือเป็นภาระและอุปสรรคต่อการเข้าถึงเทพเจ้า

ศิวนาฎราชเป็นรูปหนึ่งของพระศิวะที่อยู่ในปางทรงฟ้อนรำ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ภรตนาฎยศาสตร์ว่าทรงฟ้อนรำได้ถึง 108 ท่า
ซึ่งศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย เชื่อกันว่าการร่ายรำของพระศิวะนั้นมีผลดีและผลร้ายกับโลกมนุษย์
กล่าวคือ ถ้าทรงฟ้อนรำด้วยจังหวะพอดี โลกก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเต้นด้วยจังหวะที่รุนแรงด้วยความพิโรธ
โลกก็จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด
ศิวนาฎราชนั้นมีบทบาทต่อคติความเชื่อ และศิลปในอินเดียค่อนข้างสูง ประติมากรรมศิวนาฎราช
ที่นิยมในอินเดียมักเป็นรูปพระศิวะสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่ภายในเปลวไฟเป็นวงกลม บนตัวคนแคระหรือยักษ์
ส่วนศิวนาฎราชที่ปราสาทเขาพระวิหารจะแตกต่างไปบ้างสักเล็กน้อย ถือเป็นรูปพระศิวะฟ้อนรำอยู่บนหัวของคชสาร ซึ่งอยู่บนหน้ากาลอีกต่อหนึ่ง
และมีภาพบุคคลสองคนปรากฎอยู่สองข้าง อาจหมายถึงพระวิมานและนางญาไรกาลัมเมยาร์ สาวกพระศิวะ
ซึ่งลักษณะดังกล่าวไม่พบมากนักในศิลปเขมร กวีบางท่านได้กล่าวถึงการเต้นรำบนหัวคชสารนั้นเกิดเมื่อได้ฆ่าคชาสูรตายแล้ว
รูปทรงดังกล่าว เรียกว่า “คชานตกะ” ซึ่งลักษณะแบบนี้มีอยู่ 2 แห่ง คือ ที่ปราสาทพนมบาเส็ท และปราสาทเขาพระวิหาร


ทับหลัง ภาพ “กฤษณาวตาร ตอน ฆ่าช้างกุวัลยปิถะและราชสีห์”

หน้าบัน ภาพ “ทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส”
เรื่องราวมีอยู่ว่า ยักษ์วิรุฬหก ซึ่งอาศัยอยู่นครบาดาลใต้เขาตรีกูฎ
ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรปีละเจ็ดครั้ง วันหนึ่งได้ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อจะขอสังวาลย์เพชร ซึ่งพระอิศวรจะถอดทุก 7 วัน
พระอิศวรกำลังบรรทมหลับ วิรุฬหกคิดว่าพระอิศวรอยู่ที่ท่ามกลางอสูรและเทพดา จึงกราบทุกคั่นบันไดที่ขึ้นอสรภู
ตุ๊กแกที่เกาะอยู่บนยอดเขา เห็นเข้าก็ขบขัน วิรุฬหกโกรธถอดสังวาลย์นาคขว้างไปถูกเขาไกรลาส จนถึงกับทรุดเอียง
พระอิศวรตกพระทัยตื่น แล้วจึงตรัสหาผู้อาสายกเขาไกรลาส เหล่าเทวดาได้ช่วยกันยก แต่ไม่สำเร็จ
พระอิศวรจึงให้ไปตามทศกัณฐ์มายกเขาไกรลาสจนตั้งตรงได้ ทศกัณฐ์คิดกำเริบขอประทานพระอุมา พระอิศวรยกให้
ทศกัณฐ์จึงเข้าไปจะอุ้ม แต่กายของพระอุมาร้อนแรงมาก เพราะเป็นมารดาของโลก ทศกัณฐ์อุ้มไม่ได้
ได้แต่อุ้มพระบาทวางไว้เหนือหัวพาเหาะไป พระนารายณ์ทราบเรื่อง จึงแปลงเป็นชายแก่ ไปดักทางที่ทศกัณฐ์จะผ่านไปและบอกว่า
ยังมีนางมณโฑซึ่งสวยงาม และเหมาะกับทศกัณฐ์มากกว่า ทศกัณฐ์เชื่อจึงนำพระอุมาไปคืนพระอิศวร แล้วทูลขอนางมณโฑ
พระอิศวรก็ประทานให้ ทศกัณฐ์จึงอุ้มนางมณโฑเหาะผ่านนครขีดขิน เพื่อกลับไปยังลงกา พระยาพาลีโกรธหาว่าทศกัณฐ์หมิ่นตน
จึงเหาะขึ้นมาจะทำร้ายทศกัณฐ์ เมื่อเห็นนางมณโฑก็หลงรัก เข้าสู้รบแย่งชิงจนชนะทศกัณฐ์ ได้นางมณโฑมา จึงพากลับนครขีดขิน
และได้นางมณโฑเป็นเมีย

หน้าบัน ภาพ “กามเทพแผลงศรใส่พระศิวะ” เป็นภาพพระศิวะนั่งทำสมาธิอยู่บนเขาไกรลาส และกามเทพกำลังแผลงศร คันศรของกามเทพทำด้วยอ้อย และสายศรเป็นน้ำผึ้ง เป็นศรแห่งความรัก เมื่อใครถูกศรนี้จะเกิดความรักขึ้นในทันที

หน้าบัน ภาพ “สุครีพกำลังสู้กับพาลี”
ทับหลัง ภาพ “พระนารายณ์ทรงครุฑ”
หน้าบัน ภาพ “พระกฤษณะฆ่าพระยากงส์”
เป็นภาพพระกฤษณะกำลังเงื้อมีดขึ้นด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง
อีกข้างหนึ่งกำลังจิกผมพระยากงส์

หน้าบัน ภาพ “พระกฤษณะแผลงศรกั้นแนวฝน” พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณกำลังบันดาลให้ฝนตกลงมา ขณะที่พระกฤษณะกับพระพลรามซึ่งเป็นพี่ชายกำลังอยู่กับฝูงโคในป่าวรินทาวัน จะเห็นภาพพระกฤษณะยิงธนูขึ้นไปเป็นแนวกันฝนกรวด และแนวหงส์ที่แสดงให้ทราบว่าพระอินทร์ทรงอยู่บนสวรรค์

หน้าบัน ภาพ “มหิษมรรทนี” (นางทุรคากำลังสังหารควาย)
ทับหลัง ภาพ “วาชิมุข”
หัวเป็นม้า อวตารหนึ่งของพระนารายณ์ เป็นรูปเทพมีเศียรเป็นม้า กำลังต่อสู้กับอสูรมธุ และไกฏภะ ผู้เข้าแย่งคัมภีร์พระเวท


ข้อสังเกต

การสลักอักขระที่เป็นเรื่องราวที่ผนังกรอบประตูนี้ มีการสลักแบ่งเป็นวรรคเป็นตอนอย่างมีระเบียบด้านหนึ่ง
และอีกด้านหนึ่งสลักแบบเรียงไล่เรื่องยาวไปตลอดแนวตลอดแถวจนสุดขอบก็ขึ้นบรรทัดใหม่
พอจบตอนหรือจบประโยคก็จบปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย
“ฟองมันหรือตาไก่หรือฟูลสต๊อป Full stop” นั่นเอง
ฟูลสต๊อปที่บันทายสรีที่นี่แหละเป็นฟูลสต๊อปที่สวยที่สุด (ในโลก)


หน้าบันตรงมุขด้านนอกของซุ้มประตูหรือโคปุระตรงกำแพงชั้นในที่ติดกับสระน้ำ
จัดว่าเป็นหน้าบันที่สวยที่สุดในศิลปขอม เพราะผืนหน้าบันนี้ประกอบด้วยกรอบหน้าบันหรือซุ้มหน้าบันที่สลักลวดลาย
ได้สัดส่วนเสริมให้หน้าบันมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น ตัวกรอบที่เป็นส่วนประกอบรูปสามเหลี่ยม
บริเวณส่วนบนสุดสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนตั้งเสริมตรงยอดด้วยรูปสลักเป็นใบไม้ขนาดใหญ่
(ลายใบไม้นี่เองก็สลักได้ละเอียดปราณีตมาก)
ด้านที่อยู่ถัดเข้าไปตรงซุ้มก็ทำเป็นหน้าบันประกอบด้วยกรอบหน้าบันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก
เมื่อยืนดูจากด้านนอกก็จะเห็นเป็นหน้าบันที่งดงามสองชั้นซ้อนกัน (ด้านหลังทำใหญ่กว่าด้านหน้า)
น่าเสียดายที่ยอดใบไม้บนหน้าบันของมุขด้านหน้าแตกชำรุดไป
__________________________________________________________________


จบการชมปราสาทบันทายสรี นักท่องเที่ยวก็ถูกดึงดูดให้ไปซื้อไปหาของที่ระลึกต่างๆ
ตรงบริเวณด้านหน้าของปราสาท ซึ่งก่อนเข้าไปชมด้านในปราสาทก็เล็งๆไว้แล้ว
ของที่ระลึกของเขมร ที่น่าซื้อและมีขายทุกแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ได้แก่
หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของนครวัด นครธม ส่วนใหญ่ที่นำมาเสนอขายก็เป็น ฉบับที่เริ่มต้นโดยชาวฝรั่งเศสบ้าง ชาวอังกฤษบ้าง
เนื้อหาสาระดี รูปก็สวย แล้วชาวเขมรก็นำมาก๊อปปี้ขาย ขายดิบขายดีทีเดียว เพราะราคาถูก
แต่ก็ต้องระวังครับ มันถูกอยู่แล้ว เราก็อยากได้ราคาถูกกว่า พอต่อราคาเสร็จ เค้าก็สลับเอาไส้ในที่เป็นกระดาษปอนด์มาให้
แทนที่จะเป็นกระดาษอาร์ทสวยสวย เพราะจ่ายราคาถูกก็ต้องได้คุณภาพต่ำนั่นเอง
ผ้าสะพาย ผ้าพันคอ เสื้อพิมพ์สกรีนลายสถานที่ท่องเที่ยว ขลุ่ยที่มีปลอกใส่เป็นไม้สาน
(เป็นของที่ระลึก เพราะรูที่เจาะนั้นไม่ได้พิถีพิถันเจาะให้ใช้การได้ดี เลาละสิบบาทเท่านั้น)
รูปสลักหินและรูปหล่อสำริดทำเป็นเทวรูป นางอัปสร รูปเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นที่นิยมมาก
ภาพเขียนสี ภาพลอกลายเลียนแบบการลอกลายโดยการใช้ผงฝุ่นดำ ฝุ่นแดงประคบที่ทับไปบนกระดาษที่ไปทาบกับลวดลายตามผนัง
กำแพงปราสาทต่างๆ เช่นเป็นรูปนางอัปสร รูปการกวนเกษียรสมุทรของยักษ์กับเทวดา เป็นต้น

มีต่อนะครับ..................

เดินลงจากปราสาทบายน ต่อด้วยพระราชวังหลวง ปราสาทตาพรหมและอื่นๆ อีกได้เหนื่อยวันที่สาม (สุดท้าย) ของการเที่ยวเมืองพระนคร

Write a comment

You must be logged in to write a comment. If you're not a registered member, please sign up.

December 2009
S M T W T F S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31