Saturday, 24. January 2009, 05:16:11
roof restoration, meeting
เมื่อครั้งที่ชาวชุมชนตลาดสามชุก ทั้งที่อยู่บนที่เช่าของราชพัสดุ (ซอย ๑, ซอย ๒, ซอย ๖, ซอย ๗ และแถวริมน้ำ) และที่อยู่บนที่เอกชน (ซอย ๓, ซอย ๔) ได้มาประชุมกันหลายครั้งตลอด ๗ - ๘ ปีที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางการพัฒนาโดยไม่รื้อถอนสร้างใหม่ โดยมีกลุ่มงานที่ปรึกษา และกลุ่มปฏิบัติงานในพื้นที่จากมูลนิธิชุมชนไท และ มพช.มาร่วมแสวงหาข้อสรุปเชิงวิชาการ จนได้เป็นแผนแม่บทขึ้นมาหนึ่งเล่มใหญ่ แผนแม่บทนี้เองที่ได้ถูกนำเสนอให้กับกรมธนารักษ์ เสมือนเป็นข้อตกลงระหว่างกันว่าชาวชุมชนตลาดสามชุกจะสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาอย่างไร เพื่อประโยชน์ของชนรุ่นหลัง เท่ากับว่ากรมธนารักษ์ก็จะไม่สานต่อแผนการรื้อถอนอาคารห้องแถวไม้ที่เป็นปัญหาขัดแย้งกับชุมชนมานับสิบๆปี แต่จะหันมาสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ (การพัฒนาแบบยั่งยืน) ร่วมกับชุมชน .... เป็นข้อตกลงในช่วงสมัยของหัวหน้าธนารักษ์พื้นที่ฯคนเดิม คุณสุกิจ เที่ยงมณีธรรม และท่านรองผู้ว่าฯ สมศักดิ์ ภูรีศรีศักย์ ซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ว่าฯสุพรรณบุรีในปัจจุบันในอีกทางหนึ่ง แผนแม่บทนี้ได้ถูกนำเสนอไปยังกรมศิลปากรเพื่อพิจารณาจนมีประกาศให้ชุมชนย่านตลาดสามชุกเป็นโบราณสถานประเภทแหล่งเรียนรู้ของชุมชน (เป็นแนวทางจัดการรูปแบบใหม่ต่อสถานที่ที่มีคุณค่าทางองค์ความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยที่สถานที่นั้นๆยังมีผู้สืบทอดอยู่อาศัย ประหนึ่งช่วยดูแลรักษา ซ่อมแซมปรับปรุงให้คงอยู่ โดยรัฐไม่ต้องสิ้นเปลืองศักยภาพในการดูแลเอง) ซึ่งคุณค่าในด้านนี้เอง ตลาดสามชุกได้ทำหน้าที่แล้ว ผู้มาเยี่ยมเยียนแบบครอบครัวจำนวนมากเดินเที่ยวชี้ชวนลูกหลานให้ดูชีวิตสมัยที่ตนยังเรียนหนังสือและช่วยพ่อแม่ขายของในร้านที่มีหน้าตาแบบนี้ๆ มีประตูพับบานเฟี้ยมแบบนี้ๆ คนรุ่นหลังเห็นภาพของจริงที่ต่อภาพกับประสบการณ์ของชนรุ่นพ่อแม่ได้ นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตทว่า ทุกชุมชนย่อมมีแกะดำ หลายห้องหลายร้านที่รีบพกพาเอาทัศนะแนวคิดแบบเอเยนซีโฆษณาเขามาตกแต่งร้านเรียกอารมณ์ลูกค้าเป้าหมาย มิไยที่ชาวชุมชนจะสะกิดเตือนว่ามันหลุดจากแผนแม่บทที่ค้ำคอพวกเราอยู่ ที่ต่อสู้กันมาจนมีวันนี้ และที่เป็นเหมือนสิ่งของประกันอยู่กับกรมธนารักษ์ เจ้าของพื้นที่ และอยู่กับกรมศิลปากรที่เป็นผู้ออก "หนังสือรับรอง" อยู่กับ ททท.ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ พวกเขาอวดโอ่แนวคิดล้ำสมัยว่าผู้รู้จักพลิกแพลงใช้ความรู้สมัยใหม่ก็จักได้เม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำกลับมา พวกเขาอ้างสิทธิ์ตามตัวบทกฎหมายแบบครึ่งๆ (มีแต่สิทธิ์ ไม่พูดถึงหน้าที่ต่อชุมชน) ยังไม่นับว่าการฟื้นขึ้นมาของสามชุกจากหยาดเหงื่อ เยื่อสมองของชาวชุมชนนี้ เป็นของใหม่ที่เขียนขึ้นใหม่ด้วยวิญญาณรักชุมชนของคนหลายรุ่น จึงยังไม่มีข้อกำหนดกฎหมายใด หากทุกคน "รู้" มันด้วยจิตสำนึก และจิตวิญญาณ มิใช่รู้ด้วย "สิทธิ์" นั่นมันก็เป็นสิทธิ์แบบลัทธิปัจเจกชน บริโภคนิยมที่เริ่มเสื่อมให้เห็นในสากล เวลาชาวบ้านเขาประชุมหาข้อสรุป ก็ไม่เข้าร่วม ไม่ยอมสละ "สิทธิ์บางส่วน" แต่ยินดีรับผลงานหยาดเหงื่อจากคนแก่คนเฒ่าที่บากบั่นกันมา โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชการและนักการเมืองคนใดผมนึกถึงถนนยมจินดา เมืองระยอง ที่ร้านขายของแบบเมืองกรุงได้กลิ่นโอกาส และหลั่งไหลเข้าไปเร็วเกินไป เพียงเริ่มจุดประกายกัน ก็มีร้านกาแฟสดกึ่ง pub เข้าไปเปิดกันตลอดถนนถึง ๗ - ๘ ร้านในปลายปี ๒๕๔๗ และกว่าครึ่งมิใช่คนในชุมชนยมจินดามาแต่รากเหง้า
๑๐.๐๐ น. วันนี้ มีการประชุมอีกหมาดๆ ที่ห้องรวงข้าว ที่ทำการเทศบาลตำบลสามชุก โดยหัวหน้าคนใหม่ของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุพรรณบุรี คุณทรงศักดิ์ กลิ่นรัตน์ และคุณถาวร นายช่างโยธา ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจถึงการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้ตามแผนแม่บท ซึ่งโดยหลักๆแล้วก็คือ ต้องไม่ทำการแก้ไข ดัดแปลง ต่อเติม ตัวอาคารและส่วนประกอบใดโดยไม่เข้ากับลักษณะเดิมของอาคารแถวไม้ทั้งรูปแบบ วัสดุ สีผู้มาเที่ยวชมจะสังเกตได้ว่าสองสามร้านที่ตกแต่งร้านแบบที่เรียกว่า "โดด" หรือ "หลุด" จากภาพรวมเพียงเพื่อแสดง "กึ๋น" ที่โดดเด่นและเพื่อดูดเม็ดเงิน ทว่า เมื่อไม่ต่อกับรากเดิมเสียแล้ว ก็มีแต่จะเป็นแผลเชื้อราพาให้ทั้งต้นพ่อต้นแม่ตกตายไปด้วยกล่าวสำหรับเนื้อหาการประชุมชี้แจงในวันนี้ ก็เนื่องกับแผนงานที่ชาวชุมชนคิดจะเปลี่ยนวัสดุหลังคาขึ้นเป็นตัวอย่าง ๑ แถว สิบสองห้อง แต่เมื่อเผชิญกับภาวะตื่นของใหม่ทางการตลาด ทำให้สาละวนกับคนมาเที่ยวปริมาณมาก กับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงสับสนทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับชาติ ทำให้แผนชะงักค้างไปสามปี วันนี้ หัวหน้าธนารักษ์คนใหม่ คุณทรงศักดิ์ ได้มาทวงข้อตกลงแล้ว ซึ่งมิใช่ในฐานะคู่ขัดแย้งอีกแล้ว แต่เป็นการติดตามการปฏิบัติในทางสร้างสรรค์ร่วมกัน เพื่อให้สามชุกคงสถานะคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืนเริ่มที่หลังคาห้องแถวไม้ส่วนที่อยู่บนพื้นที่ราชพัสดุ จะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอนสีเข้ากับอาคารไม้ (เดิมสั่งทำกระเบื้องว่าวไว้แล้ว แต่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับการดูแลรักษาระยะยาว) มีเป้าหมายให้กระทำให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน ส่วนข้อกำหนดอื่นทางภูมิทัศน์ ทางธนารักษ์จะติดตามการปฏิบัติต่อไป
ผู้เข้าร่วมประชุมซักถามเพื่อความชัดเจนของการปฏิบัติพอประมาณ และมีคุณพงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ปธ.คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์เป็นตัวกลางปรับแต่งคำถามคำตอบให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน และจะได้ประชุมชาวชุมชนตลาดอีกเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ประหยัด รวดเร็ว และราบรื่น
Wednesday, 31. December 2008, 20:32:04
party2008@samchuk
พี่น้องเอ๊ย ... .. หากคิวตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์รูปมังกรที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณฯมันต้องรอถึงสองชั่วโมงละก้อ ห้อมาแวะเดินเที่ยว กิน ดื่มน้ำหวาน ไอติม ที่ตลาดสามชุกเสร็จแล้วค่อยกลับไปตัดตั๋วเข้าชมยังทันนะ ผมว่า ฮ่าฮ่า ๕๕ ๕๕
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้าโมงเย็น วันที่ ๓๑ นี้ (เหมือนกระทู้ที่วางในนี้ปีที่แล้ว) พ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะเลี้ยงผู้มาเที่ยวหนึ่งมื้อใหญ่ ไม่จำกัดขนาดพุงครับ เพียงซื้อชามตราไก่ + ถ้วยหูเซรามิค + แถมช้อน, ตะเกียบ รวม ๖๐ บาท จากนั้นลุยเลยทั้งตลาด ร้านละคำสองคำ ตักชิมให้ครบคาวหวาน เกินสองร้อยร้านในภาพข้างล่างเป็นบรรยากาศปีที่แล้ว

หมายเหตุ - เป็นกระทู้ที่บล๊อกอื่น เอามาลงไว้เพื่อเป็นจดหมายเหตุ (archives)
ภาพบรรยากาศวานนี้ จะเอามาลงไว้ใน comments ถัดๆลงไป
.
Wednesday, 31. December 2008, 20:18:11
homeless elephant
บ่ายแก่ๆวันนี้ (๒๗ ธ.ค. ๒๕๕๑) ได้พบเห็นเรื่องด่วนอย่างยิ่ง สำคัญกับชีวิตของสาธารณชนคนหมู่มากทีเดียวเชียว พี่น้องเอ๊ย กรรมการพัฒนาตลาดเอ๊ย .....
ช้างครับช้าง ที่เดี๋ยวนี้นิยมเรียกอย่างมีสร้อยนามแสดงสถานภาพอันฉกรรจ์และทันสมัยว่า Homeless Karn-Kluey
ช่วงสองเดือนมานี้มีคนเลี้ยงช้างวัยรุ่นไม่ฉกรรจ์จูงก้านกล้วยบ้าง ต้นกล้วยบ้าง เข้ามาตามซอยในตลาดสามชุกแทบว่าจะทุกสัปดาห์ "เลี้ยงช้างมั้ยคร้าบ .. .. .. เลี้ยงช้างมั้ยคร้าบ ... ..." คนเลี้ยงช้างเดินหิ้วถุงก๊อบแก๊บใส่แตงกวาบ้างอ้อยควั่นเป็นท่อนยาวราวฝ่ามือบ้างแค่หนึ่งกอบมือ มูลค่า ๒๐ บาท และชูเร่หาคนใจบุญตามบ้าน ร้านค้า และคนเดินเที่ยว
พวกเขาไม่ได้ตื๊อ และไม่ได้ก่อความรำคาญแต่อย่างใด ใครไม่ตอบสนองที่จะช่วยเลี้ยงช้าง พวกเขาก็พาเดินต่อไปไม่โอ้เอ้ มีเสียงเห่าขรมบ้างจากหมาเล็กๆที่เลี้ยงไว้ตามบ้านและได้กลิ่นสาบช้างที่ไม่คุ้นเคย
แต่ผมนึกได้เรื่องหนึ่งจากข่าวที่จำได้ว่าช้างไม่ว่าในป่าหรือที่เข้าเมืองมักตื่นแสงไฟแฝล็ชจากกล้องถ่ายรูป ครั้งหนึ่งนานมาแล้วถึงกับเหยียบพระจนมรณภาพ อีกสองครั้งก็อาละวาดในตลาดเตะรถราที่จอดข้างถนนหน้าตึกแถว นึกออกมั้ยครับว่าในบรรดาผู้คนที่เดินๆอยู่ในตลาดสามชุกนั้นกว่าครึ่งจะถือกล้องถ่ายรูปมาด้วยเสมอ อย่างพื้นๆก็กล้องแบบค็อมแผ็คท์ ดิจิต้อล และหลายวันนี้อากาศครึ้ม ขมุกขมัว ผมนั่งอยู่ในบ้านหันหลังออกหน้าบ้านยังมีแสงสว่างแว้บ สะท้อนเข้ามาที่ผนังด้านในหลายหน
ยิ่งสามสี่สัปดาห์มานี้ มีคนมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาและทัศนาจร ชมทัศนียภาพอันเป็นรากเดิมของตัวกันเนืองๆไม่เว้นแม้วันจันทร์ - วันศุกร์ ก็แปลว่าโอกาสเสี่ยงต่อความสูญเสียเมื่อช้างพเนจรเข้าตลาดนั้นมีได้ "ทุกวัน" ไม่มีวันเว้น
ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ ผมพูดเรื่องนี้ลงมาทางอินเตอร์เหน็ตก็ถึงหูคณะกรรมการตลาดได้ดี และเร็วเช่นกัน หรืออาจดีกว่าการเดินไปที่สำนักงานแล้วพบว่ากรรมการออกพื้นที่กันหมด เดี๋ยวนี้ คนในตลาดที่มีขนาดพื้นที่ ๓๐๐ ก้าว X ๕๐๐ ก้าว ส่งสารกันทางอินเตอร์เหน็ตเช่นไฮไฟ้ว์มัน "เวิ้ร์ค" กว่า เป็นอย่างงี้ไปได้ไงไม่รุ
มันใกล้มือเหมือนโทรศัพท์มั้ง ...
... เออ แฮะ โทรศัพท์ โทรศัพท์ ทำไมเราลืมโทรศัพท์ ไปเสียได้
อ้า ... ... ก็อีกแหละ ที่จริง ผมก็ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของใครๆในตลาดเลย เพราะไม่อยากจด ด้วยคิดทุกครั้งว่า ก็มันเดินไปบอกกันได้อยู่แล้ว (แล้วก็ไม่ได้เดินไปอยู่ดี) เอ ... นี่ชีวิตผมมันมีเรื่องที่ย้อนขัดแย้ง (irony) ไปซะหมดตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่ บางทีมันเกิดขึ้นเมื่อมีไอ้เครื่องคอมพิวเต้อร์เข้ามาอยู่ในบ้านมั้ง
ตอนบ่ายที่ช้างเข้ามา ผมจะคว้ากล้องไปเก็บภาพแล้ว เพราะเห็นท้ายช้างสูงเกือบถึงระดับเล่าเต๊ง อีกสองฟุตเท่านั้น (ท้ายช้าง - ผมเปล่าสุภาพขึ้นมากะทันหัน แต่เค้าไม่เรียกตูดช้าง เค้าเรียกท้ายช้าง) แต่เพราะไอ้ความที่คิดเรื่องแสงไฟแฝล็ชไว้นั่นแหละ เลยชะงัก ไม่งั้นรอบๆบ้านผมน่ากลัวจะ "ราบ" ไปเป็นแถบหารูปท้ายช้างจากเหน็ตมาให้พักสายตาละกัน จาก gutjang ใน gotoknow
Tuesday, 20. May 2008, 15:43:19
samchuk song
Friday, 4. April 2008, 16:12:45
เดิมบาง, เขานางบวช
(เพื่อนคนหนึ่งคัดลอกข้อความข้างล่างนี้จากหนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจของ...-ลืมชื่อ-...มาให้ เอามาลงไว้ก่อน เพื่อแกะรอยต่อไป)
เขานางบวช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑
จากพระราชหัตถเลขา เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า พ.ศ. ๒๔๕๑
๑๙ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๗
".....ลงเรือ ศรีเทพออกจากเดิมบางไปทางประมาณสักชั่วโมงหนึ่งจึงถึงนางบวช ซึ่งมีตำบลบ้านและสะพานยาวเข้าไปจนถึงเขา แต่สะพานนั้นน้ำท่วมเรือเข้าไปจอดได้ถึงเชิงเขา ลักษณะขาดสมอคอน ในแม่น้ำตอนตั้งแต่เดิมบางลงมาปรากฏว่าเป็นแม่น้ำใหม่ น่าจะเรียกว่าลำคลองมากกว่าแม่น้ำเพราะไม่มีไม้ใหญ่ มีแต่ไผ่และแคบกว่าลำน้ำตอนข้างบนมากลำแม่น้ำเดิมไปทางกำมะเชียร
เมื่อถึงนางบวชแล้วเลี้ยวเข้าไปในคลองหรือในทุ่งเข้าไปถึงเชิงเขา มีกุฎีพระมุงแฝกหลังใหญ่ ๓หลัง มีพระสงฆ์อยู่ถึง ๗ รูป มีโรงที่พักสัปบุรุษและสระบัว ทางที่ขึ้นเขาเป็นสองทางตรงขึ้นไปเหมือนธรรมามูลหรือโพธิลังกา ไม่ใคร่มีไม้อื่นนอกจากไม้รวกขึ้นเต็มไปทั้งเขา ฤดูแล้งแห้งใบไม้ร่วงเกิดเพลิงบ่อยๆ เพราะฉะนั้นหลังคาโบสถ์วิหารไม่ใคร่อยู่ได้
ที่ลานหลังเขายาวประมาณสัก ๓๐ วา เกือบจะเท่าวัดราชประดิษฐ์แต่แคบกว่า ดูเป็นลานกว้างสบายดีกว่าธรรมามูล ที่บนนั้นมีพระอุโบสถหลังหนึ่ง ๕ ห้อง ไม่มีหน้าต่างก่อเว้นช่องอย่างวัดพุทไธสวรรย์ แต่หลังคาไม่มีมุงแฝกคลุมไว้ พระที่ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเป็นพระพุทธรูปศิลาปั้นปูนประกอบปิดทอง ฐานทำลายรักปิดทองอยางดีเต็มไปทั้งฐานชุกชี ผนังโบสถ์ด้านหนึ่งก่อเป็นแท่นเหมือนอาสนสงฆ์ ตั้งพระพุทธรูปเป็นพระยืนขนาดใหญ่ๆ เห็นจะเป็นพระเท่าตัวอย่างโบราณสวมเทริด หน้าต่างชำรุดทั้งสิ้น ได้สั้งให้เชิญลงมาปฏิสังขรณ์ ๔ องค์ ถ้าเสร็จแล้วจะส่งกลับขึ้นไปไว้ที่เขานั้นบ้าง
เสมาใช้ศิลาแผ่นใหญ่ๆ อย่างเสมาวัดกรุงเก่า มีกำแพงแก้วรอบไปจนกระทั่งพระเจดีย์และวิหารด้วย แต่วิหารนั้นเป็นที่สงสัยอยู่ว่าจะทำเป็นสองคราวเพราะกระชั้นพระเจดีย์นัก ไม่ได้ไว้ช่องอีก มีช่องหน้าต่างเล็กสูงสักศอกเดียว กว้าคืบเศษ สองช่องเท่านั้น ท้ายวิหารจรดพระเจดีย์มีทางเข้าไปในองค์พระเจดีย์ ที่กำแพงแก้วมีพระเจดีย์ประจำมุข เห็นจะมีถึงด้านละแปดองค์ พระเจดีย์นั้นก็แว่นฟ้า ๓ ชั้น
ข้างบนตั้งรูปพระเจดีย์ปั้นดินเผาสีดำบ้างขาวบ้าง เผาแข็งแกร่ง ได้นำลงมาเป็นตัวอย่างหนึ่งองค์ มีศาลายาวก่ออิฐแต่ไม่มีหลังคา เห็นจะเป็นที่จำศีลภาวนาคงจะได้มุงกระเบื้องกะบูทั้งนั้น เหลือหลังคาอยู่แต่วิหาร
"เขานางบวชนี้เป็นที่ราษฏรนับถือมาก มีกำหนดขึ้นไหว้พระกันในกลางเดือน ๔ มาแต่หัวเมืองอื่นๆมาก ใช้เดินทางบกทั้งนั้น"
Friday, 4. April 2008, 06:02:06
เลือกตั้งนายกฯ, รับรอง, กกต.
ผอ.กต.สุพรรณบุรี ให้ข่าวว่า กกต.เตรียมมอบใบรับรองผลเลือกตั้ง สท.ในการเลือกตั้ง ๖ แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๙ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี ๖ แห่งด้วย คาดว่าจะทำการมอบใบรับรองผลการเลือกตั้งในสัปดาห์หน้าที่ห้องประชุมของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ขณะนี้ได้ประสานไปยังปลัดเทศบาลทั้ง ๖ แห่งให้แจ้งต่อผู้ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว
เก็บความจาก บัญชร ข่าวรอบอาณาจักร หัวข้อข่าว กกต.รับรองเลือกตั้ง ๖ เทศบาลแล้ว หนังสือพิมพ์รายวัน ไทยรัฐ วันพฤหัสบดี ที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑ หน้า ๑๒ (หาไม่พบในไทยรัฐออนไลน์)
Thursday, 3. April 2008, 11:04:41
สามชุกใหม่, กำเนิด
ติดกับศาลเจ้าถัดขึ้นไปเคยเป็นบ้านเก่าที่รื้อออกไปจนเหลือแต่แผงลอยที่แบ่งให้ชาวบ้านตั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยว และแผงขายผัก ปลา หมู เนื้อ หมากพลู อื่น ๆ อีกจิปาถะ ด้านหลังของแผงลอยเป็นห้องแถวไม้ ๓ คูหา เป็นร้านขายหนังสือเรียน เครื่องเขียน ชื่อร้านกิ่งทองพาณิชย์ มีครูสวัสดิ์ จินดาอินทร์ เป็นเจ้าของ/ผู้จัดการ ปัจจุบันลูกสาวคนเล็กของครูสวัสดิ์ได้ใช้พื้นที่แผงลอยด้านหน้าห้องแถวซึ่งเลิกใช้เป็นที่ตั้งร้านก๋วยเตี๋ยวและแผงขายผักปลาอาหารไปแล้ว มาจัดเป็นร้านขายหนังสือทั่วไปในชื่อร้านจินดาสวัสดิ์ ส่วนลูกคนที่สี่ของครูสวัสดิ์ชื่อสุรพล จินดาอินทร์ ได้แยกไปดำเนินกิจการร้านขายหนังสือในตัวเมืองสุพรรณบุรี แต่ก็แวะเวียนมาสามชุกอยู่เสมอ ด้วยยังติดต่อประสานงานเกี่ยวกันอยู่กับร้านจินดาสวัสดิ์
แผงขายหนังสือในบริเวณแผงลอยร้านค้าเดิม

ร้านขายหนังสือเรียน อุปกรณ์เครื่องเขียนแต่ก่อน อยู่ลึกเข้าไปหลังแผงลอยขายหนังสือ
เยื้องกับแผงหนังสือร้านจินดาสวัสดิ์ขึ้นไปเป็นร้านน้ำแข็งเจ๊ฮวงกับเจ๊โล่และเจ๊ฮกเท้า สามคนพี่น้อง ขายน้ำแข็งส่งและปลีก น้ำแข็งที่ว่านี้เป็นน้ำแข็งก้อนโตๆที่เรียกขนาดว่า "ซอง" มาจากโรงทำน้ำแข็ง เก็บซ้อนรวมในห้องฝาไม้เล็ก ใช้แกลบคลุมกลบทีละชั้นก่อนซ้อนน้ำแข็งทีละซอง (บางแห่งใช้ขี้เลื่อยไม้แทนแกลบ) เวลาขายก็เอาตะขอเหล็กสับเกี่ยวลงมา ปาดแกลบออก เอาน้ำราดให้พอเกลี้ยง แล้วใช้เลื่อยใหญ่ตัดแบ่งครึ่งทั้งสองด้านได้สี่ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า "กั๊ก" ส่งไปตามร้านกาแฟ ก่อนส่งก็จะเลื่อยบากตามแนวขวางเป็นสี่ส่วน แต่เพียงเป็นแนวไว้ ไม่เลื่อยตัดจนขาด แต่ละส่วนเรียกว่า "มือ" (เท่ากับว่า ๔ มือเป็น ๑ กั๊ก ๔ กั๊กเป็น ๑ ซอง)

ร้านขายน้ำแข็งเจ๊ฮวง ด้านซ้ายตั้งแผงขายหนังสือทั่วไป

ห้องเก็บสต๊อกน้ำแข็งเมื่อก่อนนี้ เดี๋ยวนี้ใช้เก็บของ เพราะไม่เก็บสต๊อกน้ำแข็งซองแล้ว
ด้านหนึ่งของร้านน้ำแข็งเจ๊ฮวง เป็นแผงหนังสือพิมพ์และนิตยสารมานานเท่าไหร่แล้วไม่ทราบ แต่ก็เห็นมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ตอนที่เฮียเจียว พี่ชายเจ๊ฮวงยังอยู่ แกยังตั้งตู้ขายล็อตเตอรี่ทั้งปลีกและส่งด้วย ปัจจุบัน สามพี่น้องเจ๊ฮวง เจ๊โล่ เจ๊ฮกเท้า ได้เซ้งร้านส่งน้ำแข็งรวมทั้งสายส่งหนังสือต่างๆให้รายใหม่ได้ปีกว่าแล้ว โดยได้โยกย้ายไปอยู่กับลูกหลานในกรุงเทพฯติดกับร้านเจ๊ฮวงลงมา (ฝั่งเรือนแถวไม้ที่ตั้งร้านเจ๊ฮวงเป็นเรือนแถวริมน้ำ) เป็นร้านเจ๊เข่ง เมื่อก่อนเตี่ยเจ๊เข่งขายและซ่อมนาฬิกา ปัจจุบันเจ๊เข่งขายเครื่องใช้จิปาถะในครัวเรือนเช่น เครื่องครัวพวกจาน ชาม ช้อน กะละมัง หม้อ ทั้งสังกะสีเคลือบและอลูมิเนียม สเตนเลส เรื่อยไปจนถึงถาด แจกันดอกไม้ นอกจากนี้ก่อนปี ๒๕๔๔ เจ๊เข่งยังขายขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ข้าวเหนียวถั่วดำ ลอดช่อง-แตงไทน้ำกะทิ เต้าส่วน ซ่าหริ่ม และอื่น ๆ และยังรื้อฟื้นเอาสูตรขนมไข่ของเจ๊หนูเล็ก(แม่ของเจ๊เข่ง)มาทำขายด้วย เป็นขนมไข่ที่กรอกใส่พิมพ์ทองเหลืองเป็นหลุมๆเหมือนไข่ไก่ผ่าครึ่งและทำเป็นรูปกลีบตามยาวสามกลีบ หอมหวานอร่อยกว่าใครในสามชุก
ร้านเจ๊เข่ง
เล่ามาถึงจุดนี้แหละครับ ที่คุณสุรพล จินดาอินทร์เล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่มาทำธุระที่ร้านน้องสาวที่สามชุก ก็มักจะไปนั่งกินขนมที่ร้านเจ๊เข่งเสมอ หนหนึ่ง สุรพลเอ่ยถามเจ๊เข่งว่า "สามชุกเดี๋ยวนี้มันเงียบอย่างงี้ทุกวันเลยเหรอ " เจ๊เข่งตอบแบบขันขื่นว่า "โอ๊ย ใช่ เงียบจนหูอื้อแหละ"จากการนั่งกินขนมที่ร้านเจ๊เข่งที่ติดกับร้านส่งน้ำแข็งของเจ๊ฮวงนั่นเอง สุรพลมักเห็นฝรั่งที่มาเที่ยวตลาดสามชุก(ยุคโน้นที่เงียบๆ จนหูอื้อนั่นแหละ)ไปยืนถ่ายรูปหน้าร้านส่งน้ำแข็งนั่นเป็นประจำ อาจเห็นว่าเป็นรูปแบบการผลิตและบริโภคน้ำแข็งแบบดั้งเดิม ความแปลกตาของการเลื่อยตัดแบ่งก้อนน้ำแข็งด้วยสองมือปื้นใหญ่ การเก็บรักษาด้วยแกลบ ภาพเช่นนั้นในสายตาของสุรพลที่เคยทำงานเป็นมัคคุเทศก์ในช่วงเฉลิมฉลองรัตนโกสินทร์สมโภชน์ ๒๐๐ ปี ก็ไม่ได้เป็นของแปลกแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าสารัตถะของงานมัคคุเทศก์ผนวกกับถ้อยสนทนากับเจ๊เข่งดังกล่าวไปแล้วนั้นได้เกิดเป็นประกายแวบหนึ่งในความคิด อันเป็นแวบสำคัญที่จะคลี่คลายต่อยอดเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สามชุกต่อมาสุรพลเปรยกับเจ๊เข่งว่า “เมื่อคนสามชุกอุดหนุนกันเองน้อยลงอย่างนี้ จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ หากมัวรอให้คนสามชุกอุดหนุนคนสามชุก คงแย่ไปซะก่อนจะมีโอกาสฟื้นแน่ๆ” และ "มันต้องดึงคนที่อื่นมาอุดหนุนคนสามชุก ถึงจะรอด" จากนั้น สุรพลได้เอาประสบการณ์การเป็นมัคคุเทศก์จนตกผลึก มาจับจุดเด่นของสามชุก ร่างแนวคิดในการขยายจุดเด่นนั้นให้เป็นจุดแข็ง ด้วยการปรับปรุงในเชิงอนุรักษ์ และวิธีที่จะนำเสนอจุดเด่นจุดแข็งนั้นให้เป็นประโยชน์ในการดึงคนมาเที่ยวตลาดสามชุก และได้เขียนรายละเอียดความคิดทั้งหมดส่งอีเมล์ไปถึง ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เพื่อปรึกษาหาแนวทาง ดร.สมเกียรติได้ตอบกลับมาว่า “กำลังมีความคิดเช่นนั้นอยู่พอดี” และท่านได้จัดให้มีการนัดหมายเรียกประชุมเรื่องนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ที่ว่าการอำเภอสามชุก ทว่า ผู้ประสานการนัดหมายไม่ได้เรียกสุรพลเข้าร่วมประชุมด้วย จนเมื่อดร.สมเกียรติยืนยันให้ตามตัวสุรพลเข้าร่วมประชุมวันนั้นด้วยโดยด่วน ที่สุด สุรพลจึงได้เข้าร่วมประชุมนัดแรกอย่างหวุดหวิด การประชุมนัดนั้นได้จัดให้มีคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นเป็นชุดแรก โดยมีดร.สมเกียรติเป็นประธานคณะกรรมการ สุรพลเป็นหนึ่งในกรรมการชุดแรกนั้น สำหรับชัชวาลย์ วัฒนไกร ที่ได้เอ่ยชื่อไว้ในเอ็นทรี่ก่อนนั้น เวลานั้นยังประกอบอาชีพเลี้ยงตัวอยู่ที่อำเภอเมือง ใกล้ๆกับร้านหนังสือของสุรพลนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ชัชวาลย์เป็นลูกหลานสามชุก เกิดและเติบโตที่สามชุกนี่เอง จึงรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของสามชุกไปด้วย ข้างบนนั้นเป็นข้อมูลคำบอกเล่าที่ได้รับมาจากสุรพลเอง ส่วนรอยต่อที่สืบเนื่องมาเป็นคณะกรรมการชุดปัจจุบันนั้น จะได้ติดตามข้อมูลมารวมไว้ในที่นี้ต่อไป เลยจากร้านเจ๊เข่งขึ้นไป ทางซ้ายมือก็เป็นปากซอย ๔ ที่มีร้านขายผ้าผืน ผ้าเมตร เสื้อผ้าสำเร็จรูป เกือบตลอดซอยมาแต่เดิม ต่อจากนั้นขึ้นไปก็จะถึงบริเวณที่เรียกว่า ท่าถ่าน เป็นท่าขึ้นลงถ่านไม้ ถ้วยชามรามไห และข้าวเปลือก ถัดบริเวณนั้นขึ้นไปเคยมียุ้งฉางปลูกสร้างด้วยดินอยู่ ๓ หลัง ของบรรพบุรุษของชัชวาลย์นั่นเอง และยังมีวิกฉายหนังชื่อ วัฒนไกร ตามนามสกุลพ่อของชัชวาลย์ คือครูจำริต วัฒนไกร (ชื่ออ่านว่า จำ-หริด การสะกดชื่อ จะตรวจสอบความถูกต้องต่อไป) ปัจจุบัน ยุ้งข้าวปลูกสร้างด้วยดินนั้นคงเหลืออยู่เพียงหลังเดียว มีทายาทคือ อ.สมพิศ ดูแลอยู่ อ.สมพิศมีความรู้ทางการทำขนมไทยสมัยก่อนๆ และสอนวิธีทำให้กับผู้สนใจ โดยไม่คิดค่าสอนอีกด้วยหมายเหตุ - หลายๆจุดที่เอ่ยถึงในเอ็นทรี่นี้ จขบ.จะไปตามเก็บภาพมาลงประกอบอีกทีนะ ทิ้งท้ายเอ็นทรี่นี้ด้วยข้อคิดว่า ..........
ในความเป็นประวัติศาสตร์นั้น มีสิ่งที่เรียกว่า "ความระหว่างบรรทัด" เสมอ เหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์นั้นมักเริ่มจากจุดเล็กๆจุดเดียวขึ้นมาก่อน แต่ในการเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์นั้นเอง ยากจะมีใครอยากเป็นอิฐก้อนแรกๆที่อุทิศตัวลงถมทับเป็นทางให้ก้าวเดิน ทั้งยังยากจะมีใครอยากเป็นผู้ปิดหน้าสุดท้ายของประวัติศาสตร์แต่ละช่วงอีกด้วยเม็ดฝนหยาดแรกที่ตกต้องผิวดินนั้น มันซึมลงไปในดินอย่างรวดเร็วจนสังเกตไม่เห็นความเปียกชื้นที่ฝนหยดนั้นทำไว้
Sunday, 30. March 2008, 10:37:50
โคลงของขวัญ, ธีรนร นพรส
โคลงสี่นี้มอบให้คนสามชุกร้อยปีสามชุก ชุมชนเข้มแข็ง..ร้อยฉนำคำรบถ้วน......คมนาการ
ปีปรัตยุบันจาร............จวบนี้
สามสมัครสมาน..........สามัคคีแฮ
ชุกชอบชระเลงชี้.........มากพ้นพรรณา
..ข้าวประสมห่มด้วย......พฤกษา
ห่อแปดเซียนเจียรมา......ตำรับกี้
ใบบังอย่างศิลปา..........ประจงจีบ
บัวระบือร่ำลือหมี้..........รสล้ำสำรับทอง
..ชุมนุมคนมั่งล้วน........ครรลอง
ชนร่วมจิตประคอง........ปกเหย้า
เข้มครบทบทวนมอง......เมียงอยู่
แข็งแกร่งแห่งใดเถ้า......เทียบได้ใครเหมือนธีรนร นพรส
๒๙ มีนาคม ๒๕๕๑
เก็บภาพ ณ ข้างถังจดหมายเก่าหน้าป้ายตลาดร้อยปีสามชุก
Sunday, 30. March 2008, 09:28:15
วิกยายแห้ว
คำว่า วิก ยังไม่ทราบว่าเป็นคำไทยแต่เดิมหรือว่ารับเอามาจากภาษาอื่น มันหมายถึงโรงมหรสพที่กั้นสี่ด้านเพื่อเก็บค่าเข้าชม (ถ้าผิดไป ขอมีคนมาช่วยท้วง หรือไม่ จขบ.ก็ยังจะต้องขวนขวายหาความหมายที่ถูกต้องมาลงไว้อยู่ดี บางทีคงต้องหาความรู้จากคุณเอนก นาวิกมูล)
เมื่อเดินไปตามถนนทางเดินเลียบนที ถึงศาลเจ้าประจำอำเภอสามชุกทางซ้ายมือ ขวามือก็จะเป็นทางลงท่าน้ำ มีเตาเผาเครื่องเซ่นไหว้ (ภาษาจีนเรียกอะไร ลืมไปแล้ว เดี๋ยวหามาเติม) อยู่บนตลิ่ง และร้านซ้งอาหารของอาแปะเตียวซ้งก็เป็นบ้านแถวริมน้ำอยู่มุมทางลงท่านี้ ร้านนี้เดิมเป็นร้านอาหารประเภทเหลา เป็นที่นิยมของพ่อค้า ข้าราชการ มานั่งรับประทานอาหารและสุรา ปัจจุบันเลิกร้านแบบเหลาไปเนื่องจากอายุขัยและเผชิญช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองก่อนหน้าการพัฒนาฟื้นฟูตลาด และมีน้องสาวอาแปะเตียวซ้งชื่อเจ๊อ๊อยใช้เป็นร้านอาหารตามสั่ง และนึ่งข้าวห่อใบตองกุ้งในวันเสาร์และอาทิตย์ รับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแวะชิม มีหลานๆมาช่วยผ่อนแรง
ทางซ้ายมือถัดจากศาลเจ้าเป็นแผงลอยเก่าที่ปัจจุบันเป็นแผงขายหนังสือ เลยไปอีกเป็นปากซอย ๓ และซอย ๔ หากเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ๔ ไปนิดหนึ่ง ทางขวามือมีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเจ๊โส่ย หน้าร้านตั้งซุ้มขายน้ำปรุงสลัดสำเร็จรูป ที่น้องสาวเจ๊โส่ยมีโรงงานผลิตตามหลักโภชนาศาสตร์อยู่รอบนอกตัวตลาดสามชุก หยุดยืนดูตรงซุ้มหน้าร้านเจ๊โส่ย แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปทางฝ้าเพดานด้านใน เอ๊ะ มันเปิดโล่งขึ้นไปถึงหลังคาสังกะสี เห็นตงและรอดเป็นไม้หนาดูใหม่ๆ ปราศจากหยากไย่ เหมือนผ่านการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ดูๆก็จะผิดสังเกตว่าทำไมแน่นหนาแข็งแรงเกินกว่าบ้านอยู่อาศัย
เจ๊โส่ยบอกว่านี่แหละวิกละคร ลิเกตั้งแต่สมัยโน้น เจ้าของชื่อยายแห้ว ที่ปากซอย ๔ เดิมเป็นแผงลอยตลาดสด ใครไปใครมาค้าขายทางเรือแล้วก็แวะขึ้นมาทานข้าวปลาอาหารร้านซ้ง ใครสูปฝิ่นก็มีอยู่สามโรงแบ่งตามระดับ ใครอยากดูละคร ลิเก ก็มาวิกยายแห้ว จะพักค้างคืนก็โรงแรมสำราญรมย์ กับโรงแรมอุดมโชค ที่ซอย ๒ ทั้งสองโรงแรม แผงลอยตลาดสดที่ปากซอยนั้น จขบ.จำได้ว่ามักขอเศษสตางค์จากเตี่ยหรือแม่ วิ่งไปซื้อขนมเด็กเล่นจุกจิกที่ร้านเจ๊หนูเล็กที่ตั้งแผงอยู่ด้านหน้าของแผงลอย และยังจำกลิ่นของผักสดต่างๆปนเปกับกลิ่นสับปะรดสดได้ติดจมูก
วันหน้าจะหาโอกาสเก็บภาพใต้หลังคาวิกยายแห้วที่ยังเหลือ กับด้านล่างส่วนหนึ่งที่เป็นห้องร้านขายเสื้อผ้าของเจ๊โส่ยมาเก็บไว้
1 2 3 Next »
Showing posts 1 -
10 of 21.