Skip navigation.

SIMPLIFOLKS

drifting to destination..

Posts tagged with "Buddhism"

เรื่องโลก ๓ – ชื่อโลก เพราะเป็นที่เก็บกักข้อมูลสาระเรื่องโลก

, , ,

จะว่าไปแล้ว ....

ที่เรียกว่ามนุษย์นั้นก็เหมือนเช่นหุ่นพยนต์อันสำเร็จขึ้นบนสายพานผลิต ที่ปลายสายพานผลิตนั้นเอง หุ่นทุกตัวถูกฝังไมโครชิปลงไปในกบาล ก่อนถูกปล่อยออกมาโลดเต้นในโลก ในไมโครชิปเป็นโปรแกรมพื้นฐานของชีวิตที่รักษาตัวมันเองให้คงอยู่ ให้หลีกเลี่ยงอันตรายได้ในระดับพื้นฐาน เช่น ปฏิกิริยาหลีกหนีของร้อน ปฏิกิริยาหลีกหนีสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด ความต้องการอาหาร ฯลฯ

อยู่บนโลกก็ย่อมต้องคลุกคลีกับโลก จะรักษาตัวมันเองให้อยู่ไปได้นานๆบนวัตถุขนาดใหญ่ลูกกลมๆนี้ โดยที่ตัวมันเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องติดต่อ คลุกคลี มีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุแวดล้อมทั้งหลาย ในไมโครชิปนั้นย่อมต้องมีโปรแกรมกำหนดวิธีการที่หุ่นจะติดต่อสัมผัสกับวัตถุแวดล้อม โดยนัยหนึ่งนั่นก็คือวิธีทำความรู้จักกับวัตถุแวดล้อม หรือทำความรู้จักกับโลกนั่นเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ ทำความรู้จักห้าอย่าง

อุปกรณ์ติดตัวหุ่นพยนต์ที่ใช้ติดต่อ สัมผัส เรียนรู้ รู้จัก มีปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คืออวัยวะที่ใช้ติดต่อและรับรู้โลกวัตถุรอบตัว คือผิวหนังที่หุ้มรอบตัวทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น

•ผิวของหนังเมื่อสัมผัสถูกต้องวัตถุ ก็จะส่งข่าวสารข้อมูลเข้าไปที่สมองเพื่อวิเคราะห์และประมวลผล
•ตารับการสะท้อนแสงจากวัตถุรอบตัวก็จะส่งข่าวสารข้อมูลเข้าไปที่สมองเพื่อวิเคราะห์และประมวลผล
•หูรับความสั่นสะเทือนของอากาศรอบๆตัวก็จะส่งข้อมูลข่าวสารเข้าไปที่สมองเพื่อวิเคราะห์และประมวลผล
•จมูกรับการกระทบของเคมีในอากาศที่แปลกแตกต่างก็จะส่งข้อมูลข่าวสารเข้าไปที่สมองเพื่อวิเคราะห์และประมวลผล
•ผิวลิ้นรับการกระทบของเคมีที่แปลกแตกต่างก็จะส่งข้อมูลข่าวสารเข้าไปที่สมองเพื่อวิเคราะห์และประมวลผล


(วิธีการส่งทอดข้อมูลไปให้ถึงสมองก็เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่จะยังไม่กล่าวถึง)

ดังนั้น บนเส้นทางเดินของข้อมูลคุณสมบัติและโทษสมบัติของโลกตั้งแต่ตัววัตถุแวดล้อมต่างๆบนโลกไปสู่ศูนย์การแปลข้อมูลและประมวลผลสรุปที่สมอง จะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับรู้คือตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย มาคั่นอยู่กลาง เรียกอีกอย่างว่าคือหัวต่อ ตัวต่อ หรือข้อต่อ ความเป็น “เครื่องต่อ” นี่แหละคือคำแปลของ อายตนะ

เรื่องมันก็ง่ายๆเท่านี้เอง ง่ายจนพูดได้ทันทีอย่างคำพูดในกระทู้ก่อน (ตอนที่ ๒) ว่า ใจเราก็ค่อยๆประกอบสร้างชุดข้อมูลของความเข้าใจต่อโลกขึ้นมาเป็นของเราเองชุดหนึ่ง พูดแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ใครๆก็รู้ เด็กๆก็ยังอาจรู้จากตำราในห้องเรียน พร้อมๆกับความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ สิ่งหนึ่งค่อยๆพอกพูนขึ้นในใจ คือความตระหนักในตัวตนของตน ที่พอกพูนชัดเด่นขึ้นพร้อมๆกับที่ความไม่เดียงสาแต่เดิมก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความรู้เดียงสา
หากเรารู้เช่นเดิมแหละ แต่ละเอียดขึ้น พินิจมากขึ้นอีกนิด ใส่ใจในบางแง่มุมที่เรามักมองข้ามไปเพราะชีวิตประจำวันอันแสนฉุกละหุก.... ความตระหนักรู้อันนั้นของเราจะ พลิกกลับ เป็นความรู้ใหม่ขึ้นมาหรือไม่
ไม่เอาละ ผมเริ่มมีอาการเบื่อๆ เรื่องง่ายๆอย่างนี้ใครๆเขาก็พูดกันไปหมดแล้ว ผมเปลี่ยนไปเล่าเรื่องหนักๆกว่านี้ดีกว่า เป็นเรื่องที่เป็นประสบการณ์ของตัวผมเอง


.......................................................
ทดลองเล่นเอง

..... ในขวบปีเหล่านั้น ตลาดมีแต่ความเงียบเหงา..

หลายปีก่อนนี้จะมีรถจักรยานยนต์ รถจักรยานถีบ รถเข็นสองล้อวิ่งเข้าออกอยู่ตลอด วันที่เงียบหน่อยก็ยังมีรถราพวกนั้นวิ่งประปราย วันที่เงียบที่สุดก็ยังมีหมาจรวิ่งเหย่าๆหยุดแวะตามถังขยะหน้าห้องโน้นห้องนี้ ชะโงกหัวสูดกลิ่น บางครั้งพยายามปีนรื้อค้น บางครั้งหยุดแวะที่มีใบตองห่อก๋วยเตี๋ยว ห่อขนมหวานถูกทิ้งตามพื้นซอย เอาตีนเหยียบก้มหน้าเลียหรือแทะเศษอาหารเศษขนมที่เหลือติดอยู่ บางครั้งมีหมาที่โซกว่ายื่นหน้าเข้ามาแย่ง .... ชีวิตก็ยังงี้ ต้องไปมาหากินไม่มีวันพัก ในระอุแดดจ้าจนคล้ายมีควันร้อนลอยในอากาศ


... แต่ในขวบปีเหล่านั้น หมาสักตัวยังไม่มีวิ่งเข้าซอยให้เห็นอีก ระอุแดดจ้าก็ยังยิบยับเหมือนปีโน้นๆ เหตุเพราะว่ามีการตัดถนนเส้นแล้วเส้นเล่าผ่านตรงนี้ แล้วก็ตรงโน้น แล้วก็ไกลออกไปอีก แล้วก็มีเส้นย่อยไปเชื่อมกัน แล้วรวมกันมุ่งหน้าสู่เมืองกรุง ถนนมันคล้ายท่อดูดขนาดยักษ์ ดูดเอาผู้คนที่เคยจับจ่ายในพื้นที่ให้เปลี่ยนเป็นมุ่งตรงเข้ากรุง ดูดเอาความมั่งคั่ง พืชผล และผู้คนเอาไป ดูดเอาลูกหลานไปตกคลั่กในกรุง ผจญการแก่งแย่งกันหากินแทบว่าจะให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ที่ถีบตัวเองขึ้นสู่ระดับกลางๆได้ก็มี ที่ตกคลั่กเรี่ยๆพื้นอยู่อย่างไรก็อย่างนั้นก็มีมาก และมากกว่าด้วย

บ้านนอกมีเหลือแต่คนแก่และเด็ก คนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้านที่ตัวเองสร้างมา เด็กๆอยู่โยงเป็นเพื่อนคนแก่และเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านเสียด้วยเลย แต่พอโตถึงระดับมัธยมเมื่อไรก็อีกนั่นแหละ ท่อดูดใหญ่โตอันนั้นยังจ้องตะครุบตัวอยู่

แต่แล้วผมก็กลับบ้านนอก อยู่กับสภาพเงียบเหงาในเตาอันร้อนระอุ ...อะไรหนอ ทั้งดลใจและจัดแจงให้ผมกลับบ้านเกิด ไปใช้ชีวิตที่ช้าลง ดิ้นรนน้อยลง อยู่กับตัวเองมากขึ้นแทบไม่ต้องใช้บัตรประชาชน ไม่ใช้บัญชีธนาคาร ... ในขวบปีเหล่านั้นที่ถนนซอยโล่งว่างมีแต่กระไอแดด บางคนเปรยว่าเดี๋ยวนี้มีเวลานอนยังมากกว่าเวลาทำการงานซะอีก ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือที่เอาติดตัวมาเพียงสองเล่มโตๆ อ่านมันขณะนั่งเฝ้าหน้าร้าน แทบว่าวันทั้งวันคือเวลาอ่านหนังสือ อ่าน อ่าน อ่าน อ่านหน้านี้ แล้วกระโดดไปหน้านั้น ย้อนไปย้อนมา ซ้ำไปซ้ำมา หลายๆหน้าหลายๆบทก็เริ่มปะติดปะต่อกันได้ในหัว

อ่าน อ่าน อ่าน บทยากๆก็ปล่อยผ่านไปก่อน เหมือนจะไม่เคยกลับไปลองอ่านใหม่ด้วยซ้ำ คนแก่นอนที่เตียงร้านข้างใน นอนมากขึ้น หลายครั้งในกลางวัน ครั้งละงีบๆ แต่ปฏิริยารวดเร็วเมื่อเรียกให้ลุกมารับลูกค้า แทบว่าจะดีดผึงขึ้นมาทีเดียว

เมื่อคนแก่หลับ ก็เป็นโอกาสที่ผมจะนั่งหลับตาลงเสียได้มั่งโดยไม่ต้องพะวงว่าคนแก่จะลุกมาเห็นและโวยวายกังวลว่าผมเป็นอะไรไป อาการกำเริบหรือเปล่า .... ผมคิดจะทดลองเล่นอะไรบ้างเป็นส่วนตัว ... น้องสาวผมนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างเตียงร้านของคนแก่ที่ข้างใน ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ขี้โวยวายแม้จะกังวลอยู่ในสายตาบ้างบางครั้ง

... พักสายตาจากพยับแดดที่ยอนเข้ามาในร้าน หนังสือยังกางอยู่บนโต๊ะ แสบตาอยู่พริบตาหนึ่งก็คล้ายหายไป เหมือนเสียงรอบๆตัวจะเบาจางลงไปด้วย อืม หรือว่าสายตาของเรามันมีเสียงด้วยเวลาที่เรามองอะไรต่ออะไร .. เอ รึว่าจะจริง แต่ช่างมันเถอะ ยังได้ยินเสียงจากโทรทัศน์ในบ้านไม่ชัดนัก เสียงจักรเย็บผ้าจากบ้านอื่นดังรัวพรืดพรืด แล้วเว้นช่วงเงียบเสียงสลับกันเป็นระยะ เสียงอาซิ้มบ้านเยื้องกันตวาดอะไรสักอย่างพร้อมเสียงของหล่นดังโคล้งเคล้ง แล้วทุกเสียงก็สงบราบลง เหลือเพียงเสียงพยับแดดดังเบา ถี่ ละเอียดคล้ายเสียงน้ำเดือดในหม้อที่เต็มแประ กับเสียงหัวใจ

เสียงที่เราได้ยินจนคุ้นหูกับภาพที่เรามองทุกวันจนติดตาคงจะเป็นยิ่งกว่าญาติสนิท จนถึงเหมือนสามีภรรยากัน เพราะมันใกล้กันมาก เห็นภาพก็นึกถึงเสียง ได้ยินเสียงก็นึกถึงภาพ เพียงหลับตาลงนิ่งและนาน จึงราวกับสรรพเสียงพลอยปลาสนาการไปด้วย เมื่อปิดภาพเสียจากช่องรับภาพ ใจก็ไม่อาจรื้อเอาเสียงที่ผูกติดกับภาพนั้นอยู่ในความจำขึ้นมาเล่นตลกกับเราได้ เออ ดี ทุ่นเวลาไปเยอะ

เปรียบโลกเป็นบ้านในยามราตรี อืม.. พอปิดไฟ โลกก็ดับมืดสิ เนาะ ...
เปล่าเลย ... ภายในมโนสำนึกยังเต็มไปด้วยภาพสว่างไสว และสรรพเสียงอื้ออึงอล แม้เอาก้อนสำลีที่ปั้นหนาๆอุดสองรูหูจนแน่น ภาพและเสียงในห้วงนึกคิดยังเต้นเร่าๆ เห็นทีเราใช้กำลังของใจเอาออกมาข่มสำนึกพวกลงไปไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ แต่เราหาใช่คนมีคุณวิเศษอันใดไม่ กำลังของใจไม่แข็งแรงพอ เราจึงดำริถึงบุคคลผู้มีนัยน์ตาบอดสนิทมาแต่กำเนิด มิเคยรับรู้รูป มิมีสัญญาในรูป และฉะนั้นจึงมิเคยมีความคิดในรูป ขอลักษณะสภาวะเช่นนั้นมาบังเกิดเพื่อจำลองให้เราเรียนรู้เถิด ดังนั้นแล้วเราจึงหยุดความตรึกในรูป พร้อมความสนเท่ห์บังเกิดขึ้นว่าเราจะดำรงชีวิตให้เป็นไปด้วยดีในโลกอย่างไรเล่า แต่อย่างไร ก็ยังมีทางติดต่อกับโลกรอบตัวด้วยอาศัยฟังเสียง และลูบคลำได้อยู่ ยังอาศัยกลิ่นและรสเพื่อตรวจสอบเรียนรู้สิ่งรอบตัวว่าอันไหนเป็นคุณหรือโทษพอได้บ้าง


นั่นสินะ แล้วคนผู้ไม่มองเห็นสิ่งไรเลยมาแต่กำเนิด เวลาพวกเขาฝันก็คงจะไม่อาจเรียกได้ว่าภาพฝันสินะ โลกของพวกเขาเป็นโลกที่ไม่มีรูป มีแต่ก้อนของกายให้สัมผัสด้วยมือ หรือผิวหนังส่วนอื่น ยินเสียงที่บ่งบอกความเคลื่อนไหว เสียงและกลิ่นก็พอใช้วิเคราะห์ได้บ้าง แต่ประสาทรับกลิ่นและประสาทที่ลิ้นของมนุษย์ไม่ได้ละเอียดพอที่จะใช้วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ

เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีรายการสารคดีแนชชั่นแนลจีโอกร๊าฟฝิคเสนอชีวิตของสัตว์คล้ายหนู มีอาศัยในทะเลทรายแห่งหนึ่ง เรียกหนูสีทอง ตามสีขนสั้นๆของมัน ที่น่าทึ่งคือเปลือกตาพวกมันปิดสนิทมาแต่กำเนิด แม้จะมีรอยนูนกลมบอกให้รู้ว่าใต้เปลือกตานั้นมีก้อนลูกตากลมๆอยู่ ริมขอบเปลือกตาทั้งสองข้างของพวกมันผนึกสนิทกับหนังขอบตาล่าง พวกมันอาศัยฟังเสียงและสัมผัสความสั่นสะเทือนบนผิวทรายเพื่อจับสังเกตความเคลื่อนไหวของสัตว์นักล่า เช่น งู ในหนังสารคดีไม่ได้บอกไว้ด้วยว่ามันมีวิธีแสวงหาอาหารอย่างไร

โลกของหนูสีทองเป็นโลกที่ไม่เคยมีรูป แต่พวกมันก็ประคองชีวิตของมันไปได้นับรุ่นต่อรุ่น

ในช่วงเวลาสิบกว่าปีก่อนเช่นกัน รายการสี่ทุ่มสแควร์ของคุณวิทวัสเคยได้ต้อนรับนักสำรวจหนุ่มอ๊อสเตรเลี่ยนชื่อ จอห์น สปีส์ (John Spies) และรายงานเรื่องราวที่เขาสำรวจพบสดใหม่ในเมืองไทยขณะนั้น คือปลาตาบอดในถ้ำบนเขาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งก็คล้ายกับสภาพภายนอกที่เป็นกับหนูสีทองที่กล่าวในย่อหน้าก่อน คือบริเวณที่ควรเป็นดวงตาสองข้างของมันเหมือนอย่างปลาอื่นๆที่เราคุ้นเคยกลับเป็นเพียงก้อนนูนเท่านั้น แต่ลักษณะการว่ายน้ำหากินของพวกมันไม่ว่าจะเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มก็ปราดเปรียวเหมือนเช่นปลาบนโลกภายนอกถ้ำที่มีดวงตามองเห็นปกติ ไม่มีการชนก้อนหินหรือขอบริมทางน้ำใสในถ้ำ

ในถ้ำที่ไม่เคยมีแสงเข้าไปถึงนานนับเป็นศตวรรษๆอย่างนั้น นัยน์ตาย่อมหมดหน้าที่ไป ไม่มีที่ให้ใช้

นี่ก็อีก โลกของปลาเหล่านี้ไม่มีรูป แต่มีอยู่จริง และชีวิตของมันดำรงอยู่ได้เพราะยังมีช่องทางติดต่อกับโลกช่องทางอื่นอยู่อีก

เดือนที่แล้วลองค้นดูในอินเตอร์เหน็ต พบจดหมายที่นายจอห์น สปีส์ เขียนมาถึงเพื่อนคนไทย แสดงความห่วงใยวิธีที่ทางการไทยจัดการกับทรัพยากรที่มีค่าต่อการเรียนรู้เช่นปลาตาบอดในถ้ำที่แม่ฮ่องสอนอย่างไม่ระมัดระวังและพิถีพิถันอย่างที่ควร

สำหรับผมแล้ว คนแก่ข้างในบ้านยังไม่ตื่น ฉะนั้น ผมก็เล่นของผมต่อไป เมื่อกี้เอาสำลีปั้นเป็นก้อนอุดหูสองข้างไปด้วยแล้ว ยังระลึกถึงเสียงที่มีอยู่เต็มความทรงจำจนอึงคะนึง ก็ใช้อุบายลูกไม้เดิม คือดำริถึงบุคคลผู้มีหูสองข้างเป็นหูหนวกมาแต่กำเนิด ไม่เคยรับรู้สรรพสำเนียงใดใดในโลกเลย จึงไม่มีความทรงจำในเสียง ไม่มีความคิดเรื่องเสียง ไม่เคยฝันถึงเสียง เพราะในโลกของพวกเขานั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเสียง

ความรู้สึกแบบคนที่ไม่รู้จักเสียง ไม่มีความรับรู้ในเสียงมาก่อนเลย เริ่มเกิดที่ผมทีละน้อยจนเกือบเต็ม และเป็นเพียงชั่วขณะ ไม่ได้นานเป็นนาที โลกที่ไม่ทั้งภาพและเสียงคงทุลักทุเลน่าดูชม จะสัญจรใกล้ถนนซอย แม้เพียงแค่หน้าบ้านเป็นเรื่องอันตรายไปทั้งนั้น เพราะเสียงนกหนูหมูหมา เสียงกระดิ่งสัญญาณจากรถราไม่เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ อา .. โลกที่เงียบสงัดและไม่มีรูป มีอยู่จริง ผมคงต้องใช้วิธีลูบคลำ สูดดมกลิ่น และแลบลิ้นเลียสิ่งโน้นสิ่งนี้เพื่อรู้จักมันและใช้สิ่งของพวกนั้นเพื่อดำรงชีวิต ...เพียงถึงตอนนี้ผมรู้สึกว่าช่างเป็นสภาพอันน่ากลัว ครั่นคร้ามที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้น

ยิ่งจินตนาการต่อไปว่าจมูกก็ไม่รับกลิ่นใดใดเลยอีกด้วย นี่ยิ่งวิกฤติแล้ว ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมา โลกที่ใช้แต่ลิ้นเลียจับสังเกตสรรพสิ่ง และแถกไถร่างกายไปไม่มีทิศทาง เจอสิ่งไรก็ต้องเอามาชิมว่าใช่อาหารหรือเปล่า ไม่ต้องพูดถึงกิจวัตรอย่างอื่น เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งที่รับรสธาตุในดินและทางใบ ผิวลำต้นเท่านั้น แต่นั่นก็ยังนับว่าตัวเรายังเป็นโลก เพราะยังมีความรับรู้ โลกที่มีแต่รส และสัมผัสหยาบละเอียด แข็งอ่อนที่ผิวกาย

...ต่อไปอีก.. ไม่มีลิ้น ไม่เคยรู้จักที่เรียกว่ารสมาแต่กำเนิด คงได้แต่รู้สึกแข็งอ่อนในกระพุ้งแก้ม เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างทราย กับขนมขี้หนู หรือผงแป้งข้าวด้วยความรู้สึกแยกแยะที่ผิวสัมผัสเท่านั้น นี่คงเป็นโลกที่ประหลาดและทุกข์ร้อนอย่างสาหัส

แล้วถ้ายิ่งเราไม่มีประสาทรับสัมผัสตามผิวกายมาแต่กำเนิดด้วยอีกล่ะ ตอนนี้เราคงไม่มีความคิดที่อยากจะเดินเหินหรือทำอะไรต่างๆไปแล้วละ เหมือนไม้ท่อนหนึ่งที่กลิ้งไปตามยถากรรม ไม่มีความรับรู้ใดใด ผมยังสงสัยอยู่แต่ว่ายังมีวิญญาณคือความรับรู้ข้อมูลจากตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ยังมีอยู่หรือไม่ ในเมื่อไม่มีข้อมูลให้รับรู้ แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะที่สำคัญ ผมพอจะนึกออกแล้วว่า เมื่อไม่มีข้อมูลของโลก ไม่ว่าภาพ(รูป) เสียง กลิ่น รส สัมผัส อยู่ในตัวเราหรือที่ถูกคืออยู่ในกบาลเรา มันเหมือนไม่มีโลกนี้อยู่เลย ยิ่งกว่านั้นสำนึกในตัวตนของเรายังคล้ายจะไม่มีอยู่ด้วย ผมไม่ทราบเหตุผลในทันทีนั้น แต่คงจะทราบและเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ต่อไป

ในตอนนั้น เมื่อจินตนาการมาถึงตอนที่โลกหายไปหมด และผมคล้ายไม่สำนึกในตัวตนแบบรางๆขึ้นมา ผมรู้สึกแตกตื่น ตระหนก จนรีบสะบัดศีรษะ รีบร้อนลืมตาขึ้นมาเหมือนคนพยายามให้ตัวเองตื่นจากอาการผีอำ พอลืมตาได้ก็รู้ว่าเหงื่อแตก ภายหลังจากนั้น น้องสาวผมสะกิดถามเปรยๆว่าเมื่อบ่ายเห็นนั่งหลับแต่ขาซ้ายกระตุกอยู่ตูมๆสองสามที เป็นอะไรรึเปล่า

เอาผลความรับรู้ที่ได้มาอนุมาน
นี่ผมลองเอาตัวเองมาเล่นจำลองสถานการณ์บางอย่าง แม้ไม่อาจถือว่าได้เข้าใกล้ความเป็นจริงที่น่าจะเป็นหากเกิดเงื่อนไขเช่นนั้นขึ้น แต่ก็พอจะนำเอามาคิดอนุมานถึงบางเรื่องได้ คือที่หลวงพ่อชาเคยเล่าถึงประสบการณ์ในสมาบัติของท่านในช่วงที่สำคัญมากๆ ที่เกิดความรู้สึกว่าทุกอย่างในใจที่เคยมีความรับรู้มามันกลับเป็นอะไรที่โล่งเตียนไปหมด คล้ายหนังหน้ากลองก็คล้าย มันกลับกลายเป็นหายไป ไม่มีอะไรเลยในพรึบเดียว ... ผมนึกไปถึงที่พูดกันถึงการดับสัญญาหรือความรับรู้ที่เก็บทรงจำไว้ (สัญญาเวทยิต) แต่ก่อนหน้านั้นจะมีฌานที่เป็นเนวสัญญานาสัญญา ที่คล้ายมีความทรงจำรับรู้สั่งสมนั้นแต่ก็คล้ายไม่มีด้วยเช่นกัน

ภายหลังจึงอ่านพบบันทึกคำเทศน์ของหลวงพ่อท่านหนึ่งว่า .. ที่ว่าดับสัญญานั้นมิใช่ว่าดับมันไปจริงๆ สัญญามิได้ดับไป ไม่ได้ถูกทำให้เสียไป มันยังอยู่เต็มกบาลนั่นแหละ ที่ว่าดับสัญญานั้นเป็นเพียงสำนวนหมายความว่าไม่ระลึกถึงและไม่ใช้มัน เลิกใช้มัน (เหมือนแค่ปิดสวิทช์หุ่นพยนต์ หยุดการรับรู้ของมัน ก็จะไม่มีความรับรู้ใหม่ๆเกิดขึ้น ทั้งความรับรู้สั่งสมที่พอกพูนในกบาลมันเรื่อยมาก็ถูกหยุดการทำงานไม่ให้มีการหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ ตัดสินใจใดใดอีก) ที่หยุดใช้มันก็เพื่อดูการที่มันเกิดขึ้นมีขึ้น ตั้งอยู่ให้ใช้งานอย่างไร หากพวกมันหยุดทำงานจะเป็นเช่นไร เมื่อเราถอนจากสมาธิก็กลับมาใช้สัญญาที่มีเต็มกบาลนั้นดำรงอยู่ในโลกต่อไป แต่ด้วยคุณภาพใหม่ คือใจได้เรียนรู้แล้วว่าโลกเกิดมาอย่างไร เพราะอะไร ดับได้อย่างไร ดับที่ไหน

คำไขจากโบราณกาล
มีพุทธพจน์ตรัสว่า เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น โผฏฐัพพะ โลกทั้งปวงจึงมีขึ้น ฯ
ในอีกที่หนึ่ง ตรัสว่า เพราะจักษุวิญญาณมีอยู่ โสตวิญญาณมีอยู่ ฆานวิญญาณมีอยู่ ชิวหาวิญญาณมีอยู่ ผัสสวิญญาณมีอยู่ โลกทั้งปวงจึงมีขึ้น เมื่อจักษุวิญญาณ..โสต..ฆานะ .. ชิวหา.. ผัสสวิญญาณดับไป โลกก็ดับ ฯ
[/FONT)
[ (คำว่าวิญญาณในที่นี้ ใช้ในความหมายตามพระไตรปิฎกที่ว่าคือ ความรับรู้ – consciousness. ไม่ใช่ที่มักเข้าใจว่าเป็นพลังงานที่เป็นดวงๆ – ไม่ใช่ soul. spirit)


พุทธพจน์ที่ปรากฏในสองที่ดังกล่าว ตอนนี้คงเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าความหมายคืออะไร เป็นที่มาของความหมายที่ว่าคนๆหนึ่ง หรือชีวิตๆหนึ่ง ต่างก็คือโลกๆหนึ่ง แต่มีพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในอีกที่หนึ่งดังที่ยกมาข้างล่างนี้สิ ...

... ในอีกที่หนึ่ง ตรัสว่า เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น โผฏฐัพพะ มารก็มีขึ้น วิญญาณเกิดขึ้นที่ใด ก็ชื่อว่ามารในที่นั้น กล่าวคือ มีรูป ตาเห็นรูป จักษุวิญญาณก็มีขึ้น มารก็มีขึ้นที่จักษุวิญญาณนั้น ... มีเสียง หูได้ยินเสียง ... ฯลฯ

ทีนี้ยุ่งแล้ว ทำไมถึงเป็นงั้นละ เพราะที่อ้างมาสองแห่งแรกนั้นพอจะเข้าใจได้ละว่าโลกๆหนึ่งก็คือคนๆหนึ่งหรือสัตว์ชีวิตหนึ่ง แต่อันหลังสุดนี่ตามตัวหนังสือมันจะเท่ากับว่าก็เราทุกคนนั่นแหละเป็นมารอยู่ด้วยในตัว เมื่อกี้ยังเป็นแค่โลกๆหนึ่งอยู่เลย

เฮ้อ ว่าจะไม่วกเข้าเรื่องธรรม ไม่ใช้คำพระ แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าเราจะคุยจะเล่าสู่กันฟังรู้เรื่องมั้ย แต่คิดอีกที ก็พระพุทธองค์เป็นต้นธารของความรู้เรื่องเหล่านี้ ไฉนเราจะตั้งข้อรังเกียจที่จะเอ่ยถึงถ้อยคำของท่านกันล่ะ และแท้จริงแล้วถ้อยคำของท่านที่ท่องจำกันมา จารึกไว้เป็นพระไตรปิฎกมาถึงทุกวันนี้ก็คือภาษามคธ อันเป็นภาษาที่คนชั้นล่าง ไพร่ฟ้าสามัญในเวลานั้นใช้กัน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

- ในพุทธพจน์เรื่องโลกมีขึ้นนั้น มีข้อสังเกตคำที่พระองค์ใช้ว่า ... โลกทั้งปวง จึงมีขึ้น ... โลกคือผืนปฐพีที่เราอยู่ก็มีก้อนเดียว และมันก็อยู่ของมันอย่างนั้น จะเกิด จะสลายไปอย่างไร เมื่อไร ก็ไม่มีการรับรู้ ไม่มีอะไรไปรับรู้ด้วยกับมัน ความหมายอะไรๆก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรไปสร้างคำพูด สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายที่มีขึ้น .... แต่เมื่อเกิดกระบวนการสะท้อนปรากฏการณ์ที่มีอยู่ของมันเองอย่างนั้นเข้าไปเก็บไว้ในกบาล หรือในอะไรก็ได้ที่จะไปทำให้มันมีความหมายขึ้นมา เป็นเรื่องเป็นสาระขึ้นมา การใช้ประโยชน์จากมันก็มีขึ้น เกิดการคิดสร้างสัญลักษณ์ทางเสียง สัญลักษณ์เป็นรูปรอยขีดเขียนขึ้นมาเพื่อแทนความหมายนั้นๆเอามาใช้สื่อสารติดต่อกัน กล่าวได้ว่าโลกเป็นโลกเมื่อมันถูกสะท้อนเข้าไปปรากฏขึ้นในกบาลของสัตว์ให้ใจได้รับรู้นั่นเอง สัตว์ที่มีมากมายเหลือคณานับจึงต่างมีโลกเป็นของตัวเองอยู่ในใจ และแผกแตกต่างกันออกไปแบบรายตัว จึงว่า “โลกทั้งปวง

- มีเรือเดินสมุทรที่ดัดแปลงเป็นห้องสมุดลอยน้ำของฝรั่งเข้ามาให้เรารู้จักและเข้าไปสัมผัสใช้งานมันเมื่อนับสิบปีก่อนๆที่ท่าเรือคลองเตย และวิ่งวนรอบไปเรื่อยๆแวะเวียนแต่ละประเทศ เรือลำนี้ชื่อ โลโก๊ส Logos เขาว่าคำนี้มีความหมายว่าความรู้ทั้งมวล ผมก็มาถอดความหมายเอาตามใจผมว่า ฐานของคำคือ logo คือ โลโก ที่แปลว่า โลก ในภาษาบาลี-มคธ นั่นแหละ ความรู้ใดใดในปฐพีจะไม่เกิดขึ้นมีขึ้นหากไม่มีสัตว์เข้าไปรับรู้แล้วเอามาแปลงใช้ประโยชน์ในตนเองแต่ละตนสามารถทรงชีวิตอยู่ได้ราบรื่น มันก็แค่เป็นสิ่งที่ดำเนินไปตามเรื่องของมันอยู่ในจักรวาล ดังที่กล่าวแล้วว่าโลกมีขึ้นเพราะมีชีวิต มีสัตว์เข้าไปรับรู้ “สิ่งที่ดำเนินไปเอง” นัน พูดอย่างรวบรัด logo ก็คือคน เพราะคนเป็นผู้เข้าไปรับรู้ธรรมชาติที่เป็นไปเอง รู้แล้วก็เรียกนั่นว่าความรู้ คนเยอะๆแยะๆก็เติม s ในคำภาษาอังกฤษเป็น logos ความรู้ทั้งผองในโลกก็มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน (ผมมั่วได้อย่างมีหลักดีมั้ย ฮ่าฮ่า)


... เหนื่อยแล้ว เรื่องอะไรๆที่ตั้งคำถามไว้แล้วยังไม่ได้เฉลยก็ขอติดไว้ก่อนละกันครับ อ้อ กระทู้นี้ยังคงไม่ใส่ภาพเพื่อพักสายตาคนอ่าน ให้คนอ่านลองเล่นกับภาพในหัวทั้งหมดที่แต่ละคนสั่งสมมา แล้วจะรู้ว่าโลกแต่ละโลก(แต่ละคน)ไม่มีเหมือนกันเลย


เรื่องโลก ๒ – คนทุกคนล้วนมีโลกอยู่ภายใน

,

จากตอนที่ ๑ คำกล่าวว่า “บิดามารดาเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร” แสดงได้เป็นสองนัย

ในนัยแรก ที่ว่าเพราะบิดามารดาเป็นผู้ให้การก่อเกิดตัวเราขึ้นมามีอวัยวะครบถ้วนบริบูรณ์นั้นฟังดูเหมือนเป็นคำพูดแบบกำปั้นทุบดิน ว่ามันเป็นของแน่อยู่แล้ว ก็พ่อแม่ทำให้ลูกเกิดมาอยู่แล้วนี่

ยิ่งถ้าเป็นนักวัตถุนิยมละก้อ ก็จะถือว่าธรรมชาติเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว เกิดเองเป็นเอง ไม่มีใครหรืออะไรเป็นตัวกำหนด

ทว่า ความเชื่อยึดถือของแนวคิดวัตถุนิยมนั่นเป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง ทั้งยังเป็นครึ่งที่อยู่ในสัจจะสัมบูรณ์ของจักรวาลที่องค์ความรู้ตะวันออกถ่ายทอดกันมานานจนถึงสมัยที่มันเลือนไปมากแล้วเช่นวันนี้ บางแง่มุมของจักรวาลมีพุทธดำรัสถึงอยู่ในอภิธรรม หรือธรรมอัน(จริง, ละเอียด)ยิ่ง

แต่ก็เป็นเพียงตรัสแก่สาวกให้คลายสงสัยหรือเพื่อเสริมความเข้าใจในธรรมวินัย ไม่ทรงเน้นจะให้ขวนขวายรู้ถึงระดับนั้น เพราะทรงเน้นว่าการดับทุกข์ที่เบื้องหน้านี้สำคัญกว่า เปรียบดุจบุรุษมีไฟไหม้บนศีรษะ, บุรุษต้องศรอาบยาพิษ หรือที่มีสาธกเรื่องหนึ่งเกี่ยวโรหิตตัสสเทพบุตรฤๅษีเป็นตัวอย่าง

และในที่นี้ก็จะยังไม่ใช้ประโยชน์จากสาระที่ระดับนั้น ทั้งยังเกินความรู้ความสามารถของผู้เขียนที่จะอธิบายหรือคาดเดา ผู้ที่จะอธิบายน่าจะเป็นผู้มีญาณรู้เห็น (ความรู้ชนิดละเอียดที่รู้และเห็นตามนั้นแล้ว)

ส่วนนัยที่สองที่ว่าคือการเป็นผู้ที่มาก่อน อยู่มาก่อน ให้ความเอาใจใส่อย่างอาทรและปรานีที่เฝ้าสอนสั่งแนะนำให้ตั้งไข่ ยืน เดิน วิ่ง สอนทักษะการใช้อวัยวะร่างกายสัมผัสเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างนุ่มนวล แรง หนัก เบา แก่ อ่อน ทำสิ่งต่างๆอันเป็นกิจวัตรของมนุษย์ได้อย่างราบรื่น

เราสามารถนึกภาพความหมายของนัยนี้ได้โดยง่าย เหตุเพราะเราคุ้นเคยกับรายละเอียดแทบทุกด้านของความหมายนัยนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งโดยประสบการณ์ตรงของตัวเอง และเพื่อนวัยเดียวกัน,ทั้งโดยการมองดูเด็กรุ่นถัดๆมาได้รับการปฏิบัติอย่างนั้นเหมือนๆกัน, และทั้งเมื่อเราเองมาเป็นผู้ให้การก่อเกิดเองและทำหน้าที่อย่างนั้นเฉกเดียวกัน สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล

ตัวความคุ้นแคยหรือคุ้นชินกับวิถีความเป็นไปเช่นนี้เองทำให้พวกเราค่อยๆหมดความใส่ใจกับเนื้อหาความหมายที่แฝงอยู่กับกิจวัตรอย่างนี้ ยังอยู่แต่ความคิดและอาการที่ทำไปตามหน้าที่ตามความเคยชินว่ามันต้องเป็นไปอย่างนั้น จนในที่สุดก็มองข้ามและยากที่จะเฉลียวใจว่า สาระ ในความป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าวย่างของเรา และอยู่ในทุกอิริยาบถของเรา จะ รู้ ใน สาระ นั้นก็ต่อเมื่อเราหันมาให้ความใส่ใจให้เวลาพินิจในสิ่งที่เราคุ้นชินเช่นว่าสักครั้งละนิดละหน่อย

ความคุ้นเคยหรือเคยชินจนมองข้าม ไม่ทันฉุกใจในสาระนี้เปรียบดังคำพังเพยที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ

สาระที่เราเก็บได้เมื่อเราให้ความใส่ใจดังกล่าวแล้วนั้น หากไตร่ตรองตามที่มันเป็นจริง สาระที่ว่าจะพลิกกลับ เป็นความจริงเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยคิดกันมาก่อน ซึ่งผู้เขียนจะค่อยๆนำเหตุผลพิจารณาโยงความเกี่ยวเนื่องไปสู่ความจริงเรื่องนั้น

พ่อแม่ พี่ๆ ญาติ และคนอื่นอีกที่เกิดมาก่อนเราสอนเรื่องโลกในสาระอย่างหยาบๆให้เรารู้จัก สอนให้เรารู้จักใช้อวัยวะในตัวเราเป็นเครื่องมือติดต่อกับโลก สอนในสิ่งที่พวกเขารู้มาก่อนแล้ว การรับรู้สาระของโลกของตัวเราจากผู้รู้ก่อนจึงเป็นไปโดยการ "เลียนรู้"

จนเรารู้ความ เราก็มีพื้นความรู้ที่ได้จากการ“"เลียนรู้"” และเริ่มรู้จักใช้วิจารณญาณ เปรียบเทียบผลดีผลเสีย คุณและโทษของเรื่องต่างๆที่เราประสบ จึงจะตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้รู้จักโลก ในขั้นนี้จึงเป็นการรู้จักโลกโดยการ"“เรียนรู้"

สาระของโลกหลากหลายแง่มุมทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ, ทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นชีวิตอื่นๆไม่ว่าคนหรือสัตว์, ทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองไม่เห็นด้วยตา ค่อยๆถูกเก็บรับเข้าไปสะสมอยู่ภายในใจเรา และพร้อมกันไปนั้นใจเราก็ค่อยๆประกอบสร้างชุดข้อมูลของความเข้าใจต่อโลกขึ้นมาเป็นของเราเองชุดหนึ่ง

เราแต่ละคนต่างมีชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกเป็นของเราเอง และของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แต่จะต่างกันแผกเพี้ยนกันไปตามแต่สถานที่เกิด สถานที่อยู่อาศัยใช้ชีวิต เช่น ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเคยรู้จักหญ้าเฮย์ หญ้าฮ็อปส์ (รู้จักแต่เบียร์ที่ใช้หญ้าฮ็อปส์หมักให้รสขม) ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้จักการกรวดน้ำ ลักษณะกายภาพร่างกายเรา ลักษณะนิสัย กล้า ขี้ขลาด ชอบลอง ลักษณะวิจารณญาณ ละเอียดรอบคอบ สุกเอาเผากิน ความมีโอกาส ฯลฯ (ถ้าเป็นในอภิธรรมจะมีกล่าวถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยให้ชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนแตกต่างกันไปโดยละเอียด อย่างน้อยที่สุดมีมนต์บทหนึ่งที่เราจะได้ยินพระสวดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ในงานศพ บทที่เราจะได้ยินคำลงท้ายวรรคว่า ... ปัจจโย .... ปัจจโย เช่น กัมมะปัจจะโย วิปากะปัจจะโย อาหาระปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย ...............)

ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านจะนึกออกแล้วว่า คนคนหนึ่งก็เท่ากับเป็นโลกโลกหนึ่งได้อย่างไร ทว่า ในเรื่องโลกกับคนนี้ยังจะมีแง่มุมให้พูดถึงกันต่อไปอีก เช่น ความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนถูก “รับรู้” อย่างไร มีกระบวนการอย่างไร ข้อมูลการรับรู้ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบอย่างไร รู้เรื่องพรรค์อย่างนี้แล้วเอาไปทำอะไรได้ .... ที่สำคัญ ตัวเรามีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง เพราะว่าการใช้คำเรียกคนแต่ละคนว่า “โลก” ในพระบาลี เมื่อมองในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการจัดระยะห่าง (alienation) ของตัวเราผู้เฝ้าดู กับ ตัวเราที่ถูกเฝ้าดู ให้แยกกันอยู่ คล้ายกันกับวิธีศึกษาค้นคว้าเรียนรู้โลกที่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุนิยมใช้มันสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง ....

.... เพราะจะว่าไปแล้ว ก็ดังที่กล่าวในบรรทัดบนๆโน้นแล้วว่าวัตถุนิยมก็คือครึ่งหนึ่งของความจริงที่มีอยู่ในจักรวาล เหมือนลักษณะของหยินและหยางในตราสัญลักษณ์ของเต๋า เป็นสองด้านตรงข้ามที่กลมกลืนกันมาแต่เก่าก่อนโน้น บทแรกๆของคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต้าเต็กเก็ง) มีกล่าวว่า เดิมเต๋านั้นเป็นหนึ่ง .. (แล้ว)เมื่อมีขาวขึ้น .. ดำก็เกิดขึ้น .. ฯ



หมายเหตุและเชิงอรรถ
๑. เรื่องความคิดสองแนวทางนี้ จะเขียนสอดแทรกในเนื้อเรื่องนี้ตามโอกาส
๒. ในที่หนึ่ง ตรัสว่ายังมีโลกที่เหมือนอย่างโลกเรานี้อีกเป็นพันพัน (ในจักรวาล)



วาทะที่มีคำว่า โลก
- จากพระไตรปิฎก เช่น โลกอันมีประมาณยาววา หนาคืบ มีสัญญา มีใจครอง
- จากพระไตรปิฎก เช่น ยังมีโลกอย่างอื่นอีกที่ไม่มีกาย มีวิญญาณ มีอาหารคือสัญญา
- จากโลกวรรณกรรม เช่น เรื่องสั้นขนาดยาวของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ชื่อ โลกใบเล็กของซัลมาน, นิยายขนาดสั้นของฝรั่ง ชื่อ โลกของโซฟี ฯลฯ
- จากภาษาตัดพ้อแบบโลกๆของหนุ่มสาว เช่น โลกของเรามันต่างกันราวฟ้ากับดิน ฯลฯ

.




เรื่องโลก ๑ : มารดามีคุณเพราะเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร

, , ,

World and Mankind never be other, but the One.

กำเนิดโลก

อารัมภกถาอันเป็นต้นทางแห่งสายธารความตรึกตรองของผู้เขียนในเรื่องโลก และกำเนิดของโลก คือกถาจำนวนหนึ่งว่าด้วยคุณของแม่ กับกถาที่ต่อเนื่องออกไปจากนี้

หนังสือแบบเรียนภาษาไทยชั้นประถมปีที่ ๖ ราวปีพ.ศ.๒๕๑๒ มีเรื่องหัดอ่านอยู่เรื่องหนึ่ง มีภาพขึ้นต้นเรื่องเป็นภาพพิมพ์โลหะ (etching) ลายเส้นเป็นภาพมารดากำลังให้นมบุตร ชื่อภาพและเป็นชื่อเรื่องด้วยเป็นกลอนสองวรรคว่า อันชนกชนนีนี้รักเจ้า เทียบเท่าชีวาก็ว่าได้ (เป็นวรรคตัดทอนจากนิยายคำกลอนเรื่องอิเหนา)

นี่ฟังดูยังเป็นกลอนในแบบพรรณนาคุณอันเป็นแบบแผนทั่วไปอยู่

มนต์บทหนึ่งในแบบสวดมนต์ไหว้พระสำหรับนักเรียน ซึ่งเมื่อสมัยเป็นหลักสูตรเก่าที่ยังแนบแน่นเกาะเกี่ยวกับต้นรากเดิมของเราเอง ไม่แปลกแปร่งจนไม่เป็นตัวเองอย่างวันนี้ เรานักเรียนจักมารวมกันในเย็นวันศุกร์เพื่อสวดมนต์ไหว้พระในความเป็นพุทธมามกะ อานิสงส์ของกิจกรรมนี้คือคุณธรรมอันจำหลักลงในใจไม่มีวันเลือน เป็นเครื่องเตือนใจอยู่ ดังจะท่องบทแปลของมนต์ภาษาบาลีบทนี้ ดังนี้

ข้าขอนบชนกคุณ.....ชนนีเป็นเค้ามูล
ผู้กอบนุกูลพูล........ผดุงจวบเจริญวัย
ฟูมฟักทนุถนอม.......บ่บำราศนิราไกล
แสนยากเท่าไรไร.....บ่คิดยากลำบากกาย
ตรากทนระคนทุกข์.....ถนอมเลี้ยงฤรู้วาย
ปกป้องซึ่งอันตราย....จนได้รอดเป็นกายา
เปรียบหนักชนกคุณ....ชนนีคือภูผา
ใหญ่พื้นพสุนธรา......ก็บ่เทียบบ่เทียมทัน
เหลือที่จะแทนทด.....จะสนองคุณานันต์
แท้ปูชนียอัน.........อุดมเลิศประเสริฐคุณ ฯ


แม้บทแปลมนต์ข้างบนนี้ (รจนาโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร – น้อย อาจารยางกูร ชื่อบทแปลว่า นมัสการมาตาปิตุคุณ) ก็ยังใช้ขนบพรรณนาเนื้อหาแบบเป็นการทั่วไป ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากเนื้อหาของมนต์ภาษาบาลีที่เป็นต้นฉบับนำมาแปลนี้เป็นพุทธพจน์ที่เนื้อความมีนัยเชิงอภิปรัชญา(ความรู้อันยิ่ง)ที่พระพุทธองค์นำมาเปิดเผยให้ทราบดุจหงายภาชนะที่คว่ำ ถึงกับในชั้นหลังยังต้องมีอรรถกถาหรือการถอดความอย่างพิสดารเพื่อให้ผู้ศึกษาในชั้นหลังได้เข้าใจโดยลำดับ
ในที่นี้จะขอคั่นด้วยคำบรรยายของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในเรื่องที่มาให้เราเป็นผู้เป็นคนก่อน แล้วจึงจะกล่าวถึงพุทธพจน์โดยย่อที่เป็นที่มาของมนต์บทนี้เป็นลำดับถัดไป


หนังสือชื่อ มุตโตทัย รจนาโดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ข้อ ๓ เรื่อง มูลมรดกฯ มีความตอนหนึ่งว่า ... “เหตุใดหนอ ปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดี จึงต้องตั้ง นโม ก่อน จะทิ้ง นโม ไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จึงยกขึ้นพิจารณา ได้ความว่า คือธาตุน้ำ โม คือ ธาตุดิน พร้อมกับบาทพระคาถา ปรากฏขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมุภโว โอทนกุมฺมาสปจฺจโย สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสมกัน จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ เป็นธาตุของ มารดา โม เป็นธาตุของ บิดา ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจนได้นามว่า กลละ คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ถือปฏิสนธิในธาตุ นโม นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว กลละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น อัมพุชะ คือเป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น ฆนะ คือเป็นแท่ง และ เปสิ คือชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็นปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ ส่วนธาตุ คือลม คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี คนตาย ลมและไฟก็ดับหายสาปสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้ง ๒ คือ นโม เป็นต้นเค้าเดิม"
ใจความถัดจากนี้ไป หลวงปู่มั่นได้อธิบายว่าเราก็ใช้กายอันได้กำเนิดจากมารดาบิดานี้แหละไปศึกษาปฏิบัติเพื่อออกจากโลกไปเป็นลำดับ


เคยจำได้จากที่หนึ่งในพระไตรปิฎกว่า“"มารดาเป็นผู้มีคุณ เพราะเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร" ทว่า เมื่อค้นดูอีกครั้งก็พบแต่ที่เป็นพระสูตรโดยครบถ้วน ชื่อพรหมสูตร อยู่ในจตุกกนิบาต, อิติวุตตก, ขุททกนิกาย, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (เป็นสุตตันตปิฎก) อันเป็นที่มาของบทแปลมนต์เพื่อนักเรียนใช้สวดมนต์ไหว้พระดังกล่าวข้างบนนั้น มีความตอนหนึ่งว่า “"ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ถนอมเลี้ยง เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตรฯ"
โดยมีอรรถกถา(ถอดความ)ในชั้นหลังสำนวนหนึ่งว่าดังนี้ .. (ยกมาบางตอน ไม่เต็มทั้งสูตร) ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูบุตร แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า การเห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ เกิดมีแก่บุตรทั้งหลายได้ เพราะอาศัยมารดาบิดา เพราะฉะนั้น มารดาบิดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตรเหล่านั้น. (อิฏฐารมณ์ - สิ่งที่ประสบ ถูกต้อง แล้วพอใจ รัก ใคร่, อนิฏฐารมณ์ – สิ่งที่ประสบ ถูกต้องแล้วไม่ชอบ ไม่พอใจ อึดอัดคับข้องใจ)


ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอารัมภกถานี้ ผู้เขียนมุ่งความใส่ใจไปที่วลีว่า “เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร” ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นว่าในกถาที่ยกมาทั้งหมดนั้นได้แจงออกเป็นสองนัย คือ
นัยแรก การที่แสดงโลกนี้ให้บุตรรับรู้ ก็คือการที่เป็นต้นตอ เป็นผู้ให้กำเนิดก่อกายอันมีองคาพยพสมบูรณ์ครบด้วยอายตนะทั้ง ๕ ที่ใช้เป็นเครื่องติดต่อกับโลก ใช้เรียนรู้โลก เพื่อจะได้ปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างราบรื่นไปจวบจนสิ้นอายุขัย อนึ่ง โดยนัยของหลวงปู่มั่นยังหมายไปถึงการใช้กายนี้ไปเป็นเครื่องศึกษาปฏิบัติเพื่อออกจากความติดข้องในโลก เป็นเครื่องมือให้ออกจากโลก
อนึ่ง มีพุทธพจน์ว่า “เพราะมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีสัมผัสที่กาย ในที่ใด โลกทั้งปวงย่อมมีขึ้นในที่นั้น”
นัยที่สอง การที่แสดงโลกนี้ให้บุตรรับรู้ ก็โดยการอบรมสอนสั่งว่านี้คืออะไร มีคุณหรือโทษอย่างไรถึงขั้นไหน นั้นคืออะไร มีคุณและโทษอย่างไรถึงขั้นไหน นี้คือใคร นั้นคือใคร สัมพันธ์กับเราอย่างไร
สำหรับที่ผู้เขียนใส่ใจดังกล่าวแล้วและใคร่จะอธิบายความคิดของตัวเองออกมา (ดังที่กล่าวแล้วว่าเรื่องนี้มีนัยทางอภิปรัชญา) นั้น เห็นว่านัยทั้งสองนั้นคือสิ่งเดียวกัน กลมเกลียวเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเชือกเส้นเดียวกัน แต่การที่ครูบาอาจารย์อธิบายแยกเป็นสองนัยนั้นก็เพื่อให้เหมาะกับการรับรู้ของชาวบ้านอย่างเราๆ ด้วยวิสัยของชาวโลกอย่างเราๆนั้นมักคุ้นกับการใช้ความรับรู้อย่างหยาบ เป็นช่วงกว้างๆ ทั้งยังตัดตอนเป็นช่วงๆตามแต่ที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของตน เพราะแม้แต่ช่วงอายุขัยของเราเองก็มีประมาณอันน้อยเพียงนิดในสายความติดต่อที่ต่อเนื่องกันยาวนานนับอสงไขย


เพราะว่ามนุษย์เราจะมักคุ้นกับช่วงการรับรู้อันหยาบ และสั้น ไม่ใช่ถี่ละเอียด (ประณีต) และเป็นแบบตลอดสายทั้งกระบวน นี้เอง การคิดค้นภาษา (สัญลักษณ์ที่เป็นเสียงใช้แทน”สิ่ง”) ก็หยาบเสมอกันด้วย จากนี้เมื่อเราพิจารณาถ้อยคำที่เราใช้ว่า "เรียนรู้โลก รับรู้โลก" ก็จะบ่งบอกนัยโดยอัตโนมัติอยู่ในตัวว่าตัวโลกหรือสรรพสิ่งในโลก กับ ตัวผู้เรียนรู้โลกหรือรับรู้โลก เป็นคนละอันแยกจากกัน* ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโลกกับผู้รับรู้โลกคืออันเดียวกัน เป็นอันเดียวกัน ซึ่งจะอธิบายได้โดยแสดงให้เห็นกระบวนการที่สัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันของโลกกับผู้รับรู้ และในระหว่างการอธิบายนี้มีความจำเป็นจะต้องผูกคำเรียกใหม่เป็นบางช่วง เช่นเมื่อใช้ว่าโลกและผู้รับรู้โลกไปถึงจุดหนึ่งก็จะต้องทิ้งคำเดิมไปใช้ว่า การปรากฏขึ้นของโลก (ใช้ตามพุทธพจน์, อันนี้ข้างบนก็มีตัวอย่างแล้ว ที่ทรงใช้ว่า โลกทั้งปวงก็มีขึ้น) จะตรงกับความเป็นจริงที่ปรากฏมากกว่า
อีกคำหนึ่งที่จะต้องเอามาใช้มากเป็นพิเศษ คือ พิสัย (range) ของปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องในกระบวนการปรากฏขึ้นของโลก


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
*เป็นวิธีคิดแบบแยกส่วน เป็นอื่นจากกัน (alienation) ที่เป็นพื้นฐานของการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือผู้ทำการสังเกตการณ์หรือทำการวิจัย ต้องไม่มีความสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับสิ่งที่ถูกวิจัย ต้องอยู่ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” เท่านั้น วิธีทำความรู้จักโลกแบบแยกส่วนจากกันนี้มาจากพื้นฐานที่เป็นปรัชญาวัตถุนิยมนั่นเอง ซึ่งปรัชญาวัตถุนิยมนี้เมื่อนำมาใช้อธิบายสังคม ก็พัฒนามาเป็นลัทธิวัตถุนิยมวิภาษของม้าร์กซิสม์

#----------------><-----------------#
.
Download Opera, the fastest and most secure browser
December 2009
M T W T F S S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31