เรื่องโลก ๒ – คนทุกคนล้วนมีโลกอยู่ภายใน
Friday, 5. June 2009, 11:24:53
ในนัยแรก ที่ว่าเพราะบิดามารดาเป็นผู้ให้การก่อเกิดตัวเราขึ้นมามีอวัยวะครบถ้วนบริบูรณ์นั้นฟังดูเหมือนเป็นคำพูดแบบกำปั้นทุบดิน ว่ามันเป็นของแน่อยู่แล้ว ก็พ่อแม่ทำให้ลูกเกิดมาอยู่แล้วนี่
ยิ่งถ้าเป็นนักวัตถุนิยมละก้อ ก็จะถือว่าธรรมชาติเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว เกิดเองเป็นเอง ไม่มีใครหรืออะไรเป็นตัวกำหนด
ทว่า ความเชื่อยึดถือของแนวคิดวัตถุนิยมนั่นเป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง ทั้งยังเป็นครึ่งที่อยู่ในสัจจะสัมบูรณ์ของจักรวาลที่องค์ความรู้ตะวันออกถ่ายทอดกันมานาน๑จนถึงสมัยที่มันเลือนไปมากแล้วเช่นวันนี้ บางแง่มุมของจักรวาลมีพุทธดำรัสถึงอยู่ในอภิธรรม๒ หรือธรรมอัน(จริง, ละเอียด)ยิ่ง
แต่ก็เป็นเพียงตรัสแก่สาวกให้คลายสงสัยหรือเพื่อเสริมความเข้าใจในธรรมวินัย ไม่ทรงเน้นจะให้ขวนขวายรู้ถึงระดับนั้น เพราะทรงเน้นว่าการดับทุกข์ที่เบื้องหน้านี้สำคัญกว่า เปรียบดุจบุรุษมีไฟไหม้บนศีรษะ, บุรุษต้องศรอาบยาพิษ หรือที่มีสาธกเรื่องหนึ่งเกี่ยวโรหิตตัสสเทพบุตรฤๅษีเป็นตัวอย่าง
และในที่นี้ก็จะยังไม่ใช้ประโยชน์จากสาระที่ระดับนั้น ทั้งยังเกินความรู้ความสามารถของผู้เขียนที่จะอธิบายหรือคาดเดา ผู้ที่จะอธิบายน่าจะเป็นผู้มีญาณรู้เห็น (ความรู้ชนิดละเอียดที่รู้และเห็นตามนั้นแล้ว)
ส่วนนัยที่สองที่ว่าคือการเป็นผู้ที่มาก่อน อยู่มาก่อน ให้ความเอาใจใส่อย่างอาทรและปรานีที่เฝ้าสอนสั่งแนะนำให้ตั้งไข่ ยืน เดิน วิ่ง สอนทักษะการใช้อวัยวะร่างกายสัมผัสเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างนุ่มนวล แรง หนัก เบา แก่ อ่อน ทำสิ่งต่างๆอันเป็นกิจวัตรของมนุษย์ได้อย่างราบรื่น
เราสามารถนึกภาพความหมายของนัยนี้ได้โดยง่าย เหตุเพราะเราคุ้นเคยกับรายละเอียดแทบทุกด้านของความหมายนัยนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งโดยประสบการณ์ตรงของตัวเอง และเพื่อนวัยเดียวกัน,ทั้งโดยการมองดูเด็กรุ่นถัดๆมาได้รับการปฏิบัติอย่างนั้นเหมือนๆกัน, และทั้งเมื่อเราเองมาเป็นผู้ให้การก่อเกิดเองและทำหน้าที่อย่างนั้นเฉกเดียวกัน สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล
ตัวความคุ้นแคยหรือคุ้นชินกับวิถีความเป็นไปเช่นนี้เองทำให้พวกเราค่อยๆหมดความใส่ใจกับเนื้อหาความหมายที่แฝงอยู่กับกิจวัตรอย่างนี้ ยังอยู่แต่ความคิดและอาการที่ทำไปตามหน้าที่ตามความเคยชินว่ามันต้องเป็นไปอย่างนั้น จนในที่สุดก็มองข้ามและยากที่จะเฉลียวใจว่า สาระ ในความป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าวย่างของเรา และอยู่ในทุกอิริยาบถของเรา จะ รู้ ใน สาระ นั้นก็ต่อเมื่อเราหันมาให้ความใส่ใจให้เวลาพินิจในสิ่งที่เราคุ้นชินเช่นว่าสักครั้งละนิดละหน่อย
ความคุ้นเคยหรือเคยชินจนมองข้าม ไม่ทันฉุกใจในสาระนี้เปรียบดังคำพังเพยที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ
สาระที่เราเก็บได้เมื่อเราให้ความใส่ใจดังกล่าวแล้วนั้น หากไตร่ตรองตามที่มันเป็นจริง สาระที่ว่าจะพลิกกลับ เป็นความจริงเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยคิดกันมาก่อน ซึ่งผู้เขียนจะค่อยๆนำเหตุผลพิจารณาโยงความเกี่ยวเนื่องไปสู่ความจริงเรื่องนั้น
พ่อแม่ พี่ๆ ญาติ และคนอื่นอีกที่เกิดมาก่อนเราสอนเรื่องโลกในสาระอย่างหยาบๆให้เรารู้จัก สอนให้เรารู้จักใช้อวัยวะในตัวเราเป็นเครื่องมือติดต่อกับโลก สอนในสิ่งที่พวกเขารู้มาก่อนแล้ว การรับรู้สาระของโลกของตัวเราจากผู้รู้ก่อนจึงเป็นไปโดยการ "เลียนรู้"
จนเรารู้ความ เราก็มีพื้นความรู้ที่ได้จากการ“"เลียนรู้"” และเริ่มรู้จักใช้วิจารณญาณ เปรียบเทียบผลดีผลเสีย คุณและโทษของเรื่องต่างๆที่เราประสบ จึงจะตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้รู้จักโลก ในขั้นนี้จึงเป็นการรู้จักโลกโดยการ"“เรียนรู้"
สาระของโลกหลากหลายแง่มุมทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ, ทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นชีวิตอื่นๆไม่ว่าคนหรือสัตว์, ทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองไม่เห็นด้วยตา ค่อยๆถูกเก็บรับเข้าไปสะสมอยู่ภายในใจเรา และพร้อมกันไปนั้นใจเราก็ค่อยๆประกอบสร้างชุดข้อมูลของความเข้าใจต่อโลกขึ้นมาเป็นของเราเองชุดหนึ่ง
เราแต่ละคนต่างมีชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกเป็นของเราเอง และของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แต่จะต่างกันแผกเพี้ยนกันไปตามแต่สถานที่เกิด สถานที่อยู่อาศัยใช้ชีวิต เช่น ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเคยรู้จักหญ้าเฮย์ หญ้าฮ็อปส์ (รู้จักแต่เบียร์ที่ใช้หญ้าฮ็อปส์หมักให้รสขม) ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้จักการกรวดน้ำ ลักษณะกายภาพร่างกายเรา ลักษณะนิสัย กล้า ขี้ขลาด ชอบลอง ลักษณะวิจารณญาณ ละเอียดรอบคอบ สุกเอาเผากิน ความมีโอกาส ฯลฯ (ถ้าเป็นในอภิธรรมจะมีกล่าวถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยให้ชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนแตกต่างกันไปโดยละเอียด อย่างน้อยที่สุดมีมนต์บทหนึ่งที่เราจะได้ยินพระสวดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ในงานศพ บทที่เราจะได้ยินคำลงท้ายวรรคว่า ... ปัจจโย .... ปัจจโย เช่น กัมมะปัจจะโย วิปากะปัจจะโย อาหาระปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย ...............)
ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านจะนึกออกแล้วว่า คนคนหนึ่งก็เท่ากับเป็นโลกโลกหนึ่งได้อย่างไร ทว่า ในเรื่องโลกกับคนนี้ยังจะมีแง่มุมให้พูดถึงกันต่อไปอีก เช่น ความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนถูก “รับรู้” อย่างไร มีกระบวนการอย่างไร ข้อมูลการรับรู้ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบอย่างไร รู้เรื่องพรรค์อย่างนี้แล้วเอาไปทำอะไรได้ .... ที่สำคัญ ตัวเรามีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง เพราะว่าการใช้คำเรียกคนแต่ละคนว่า “โลก” ในพระบาลี เมื่อมองในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการจัดระยะห่าง (alienation) ของตัวเราผู้เฝ้าดู กับ ตัวเราที่ถูกเฝ้าดู ให้แยกกันอยู่ คล้ายกันกับวิธีศึกษาค้นคว้าเรียนรู้โลกที่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุนิยมใช้มันสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง ....
.... เพราะจะว่าไปแล้ว ก็ดังที่กล่าวในบรรทัดบนๆโน้นแล้วว่าวัตถุนิยมก็คือครึ่งหนึ่งของความจริงที่มีอยู่ในจักรวาล เหมือนลักษณะของหยินและหยางในตราสัญลักษณ์ของเต๋า เป็นสองด้านตรงข้ามที่กลมกลืนกันมาแต่เก่าก่อนโน้น บทแรกๆของคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต้าเต็กเก็ง) มีกล่าวว่า เดิมเต๋านั้นเป็นหนึ่ง .. (แล้ว)เมื่อมีขาวขึ้น .. ดำก็เกิดขึ้น .. ฯ
หมายเหตุและเชิงอรรถ
๑. เรื่องความคิดสองแนวทางนี้ จะเขียนสอดแทรกในเนื้อเรื่องนี้ตามโอกาส
๒. ในที่หนึ่ง ตรัสว่ายังมีโลกที่เหมือนอย่างโลกเรานี้อีกเป็นพันพัน (ในจักรวาล)
วาทะที่มีคำว่า โลก
- จากพระไตรปิฎก เช่น โลกอันมีประมาณยาววา หนาคืบ มีสัญญา มีใจครอง
- จากพระไตรปิฎก เช่น ยังมีโลกอย่างอื่นอีกที่ไม่มีกาย มีวิญญาณ มีอาหารคือสัญญา
- จากโลกวรรณกรรม เช่น เรื่องสั้นขนาดยาวของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ชื่อ โลกใบเล็กของซัลมาน, นิยายขนาดสั้นของฝรั่ง ชื่อ โลกของโซฟี ฯลฯ
- จากภาษาตัดพ้อแบบโลกๆของหนุ่มสาว เช่น โลกของเรามันต่างกันราวฟ้ากับดิน ฯลฯ
.















:--) # 6. June 2009, 08:52
"สาระ ในความป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าวย่างของเรา"
ในหนังสือเรื่อง The Secret และ ทอป ซีเคร็ต ก็พูดทำนองนี้
อรุณสวัสดิ์ลุง
แวะกลับเข้ามาในโอเปร่า เพราะมานั่งทบทวนชีวิตตัวเอง รู้สึกว่า ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เลยกำลังพยายามควานหาอะไรสักอย่าง....
tk9 # 6. June 2009, 10:02
ตัวนันจะบอกนันเองว่าจะก้าวไปอย่างไร
เริ่มต้นก้าวแรกตรงไหน
tirannor # 16. June 2009, 13:01
สู้ต่อไปครับตาหวัง