Skip navigation.

SIMPLIFOLKS

drifting to destination..

เรื่องโลก ๒ – คนทุกคนล้วนมีโลกอยู่ภายใน

,

จากตอนที่ ๑ คำกล่าวว่า “บิดามารดาเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร” แสดงได้เป็นสองนัย

ในนัยแรก ที่ว่าเพราะบิดามารดาเป็นผู้ให้การก่อเกิดตัวเราขึ้นมามีอวัยวะครบถ้วนบริบูรณ์นั้นฟังดูเหมือนเป็นคำพูดแบบกำปั้นทุบดิน ว่ามันเป็นของแน่อยู่แล้ว ก็พ่อแม่ทำให้ลูกเกิดมาอยู่แล้วนี่

ยิ่งถ้าเป็นนักวัตถุนิยมละก้อ ก็จะถือว่าธรรมชาติเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว เกิดเองเป็นเอง ไม่มีใครหรืออะไรเป็นตัวกำหนด

ทว่า ความเชื่อยึดถือของแนวคิดวัตถุนิยมนั่นเป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง ทั้งยังเป็นครึ่งที่อยู่ในสัจจะสัมบูรณ์ของจักรวาลที่องค์ความรู้ตะวันออกถ่ายทอดกันมานานจนถึงสมัยที่มันเลือนไปมากแล้วเช่นวันนี้ บางแง่มุมของจักรวาลมีพุทธดำรัสถึงอยู่ในอภิธรรม หรือธรรมอัน(จริง, ละเอียด)ยิ่ง

แต่ก็เป็นเพียงตรัสแก่สาวกให้คลายสงสัยหรือเพื่อเสริมความเข้าใจในธรรมวินัย ไม่ทรงเน้นจะให้ขวนขวายรู้ถึงระดับนั้น เพราะทรงเน้นว่าการดับทุกข์ที่เบื้องหน้านี้สำคัญกว่า เปรียบดุจบุรุษมีไฟไหม้บนศีรษะ, บุรุษต้องศรอาบยาพิษ หรือที่มีสาธกเรื่องหนึ่งเกี่ยวโรหิตตัสสเทพบุตรฤๅษีเป็นตัวอย่าง

และในที่นี้ก็จะยังไม่ใช้ประโยชน์จากสาระที่ระดับนั้น ทั้งยังเกินความรู้ความสามารถของผู้เขียนที่จะอธิบายหรือคาดเดา ผู้ที่จะอธิบายน่าจะเป็นผู้มีญาณรู้เห็น (ความรู้ชนิดละเอียดที่รู้และเห็นตามนั้นแล้ว)

ส่วนนัยที่สองที่ว่าคือการเป็นผู้ที่มาก่อน อยู่มาก่อน ให้ความเอาใจใส่อย่างอาทรและปรานีที่เฝ้าสอนสั่งแนะนำให้ตั้งไข่ ยืน เดิน วิ่ง สอนทักษะการใช้อวัยวะร่างกายสัมผัสเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างนุ่มนวล แรง หนัก เบา แก่ อ่อน ทำสิ่งต่างๆอันเป็นกิจวัตรของมนุษย์ได้อย่างราบรื่น

เราสามารถนึกภาพความหมายของนัยนี้ได้โดยง่าย เหตุเพราะเราคุ้นเคยกับรายละเอียดแทบทุกด้านของความหมายนัยนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งโดยประสบการณ์ตรงของตัวเอง และเพื่อนวัยเดียวกัน,ทั้งโดยการมองดูเด็กรุ่นถัดๆมาได้รับการปฏิบัติอย่างนั้นเหมือนๆกัน, และทั้งเมื่อเราเองมาเป็นผู้ให้การก่อเกิดเองและทำหน้าที่อย่างนั้นเฉกเดียวกัน สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล

ตัวความคุ้นแคยหรือคุ้นชินกับวิถีความเป็นไปเช่นนี้เองทำให้พวกเราค่อยๆหมดความใส่ใจกับเนื้อหาความหมายที่แฝงอยู่กับกิจวัตรอย่างนี้ ยังอยู่แต่ความคิดและอาการที่ทำไปตามหน้าที่ตามความเคยชินว่ามันต้องเป็นไปอย่างนั้น จนในที่สุดก็มองข้ามและยากที่จะเฉลียวใจว่า สาระ ในความป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าวย่างของเรา และอยู่ในทุกอิริยาบถของเรา จะ รู้ ใน สาระ นั้นก็ต่อเมื่อเราหันมาให้ความใส่ใจให้เวลาพินิจในสิ่งที่เราคุ้นชินเช่นว่าสักครั้งละนิดละหน่อย

ความคุ้นเคยหรือเคยชินจนมองข้าม ไม่ทันฉุกใจในสาระนี้เปรียบดังคำพังเพยที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ

สาระที่เราเก็บได้เมื่อเราให้ความใส่ใจดังกล่าวแล้วนั้น หากไตร่ตรองตามที่มันเป็นจริง สาระที่ว่าจะพลิกกลับ เป็นความจริงเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยคิดกันมาก่อน ซึ่งผู้เขียนจะค่อยๆนำเหตุผลพิจารณาโยงความเกี่ยวเนื่องไปสู่ความจริงเรื่องนั้น

พ่อแม่ พี่ๆ ญาติ และคนอื่นอีกที่เกิดมาก่อนเราสอนเรื่องโลกในสาระอย่างหยาบๆให้เรารู้จัก สอนให้เรารู้จักใช้อวัยวะในตัวเราเป็นเครื่องมือติดต่อกับโลก สอนในสิ่งที่พวกเขารู้มาก่อนแล้ว การรับรู้สาระของโลกของตัวเราจากผู้รู้ก่อนจึงเป็นไปโดยการ "เลียนรู้"

จนเรารู้ความ เราก็มีพื้นความรู้ที่ได้จากการ“"เลียนรู้"” และเริ่มรู้จักใช้วิจารณญาณ เปรียบเทียบผลดีผลเสีย คุณและโทษของเรื่องต่างๆที่เราประสบ จึงจะตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้รู้จักโลก ในขั้นนี้จึงเป็นการรู้จักโลกโดยการ"“เรียนรู้"

สาระของโลกหลากหลายแง่มุมทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ, ทั้งที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นชีวิตอื่นๆไม่ว่าคนหรือสัตว์, ทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองไม่เห็นด้วยตา ค่อยๆถูกเก็บรับเข้าไปสะสมอยู่ภายในใจเรา และพร้อมกันไปนั้นใจเราก็ค่อยๆประกอบสร้างชุดข้อมูลของความเข้าใจต่อโลกขึ้นมาเป็นของเราเองชุดหนึ่ง

เราแต่ละคนต่างมีชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกเป็นของเราเอง และของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แต่จะต่างกันแผกเพี้ยนกันไปตามแต่สถานที่เกิด สถานที่อยู่อาศัยใช้ชีวิต เช่น ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเคยรู้จักหญ้าเฮย์ หญ้าฮ็อปส์ (รู้จักแต่เบียร์ที่ใช้หญ้าฮ็อปส์หมักให้รสขม) ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้จักการกรวดน้ำ ลักษณะกายภาพร่างกายเรา ลักษณะนิสัย กล้า ขี้ขลาด ชอบลอง ลักษณะวิจารณญาณ ละเอียดรอบคอบ สุกเอาเผากิน ความมีโอกาส ฯลฯ (ถ้าเป็นในอภิธรรมจะมีกล่าวถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยให้ชุดความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนแตกต่างกันไปโดยละเอียด อย่างน้อยที่สุดมีมนต์บทหนึ่งที่เราจะได้ยินพระสวดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ในงานศพ บทที่เราจะได้ยินคำลงท้ายวรรคว่า ... ปัจจโย .... ปัจจโย เช่น กัมมะปัจจะโย วิปากะปัจจะโย อาหาระปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย ...............)

ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านจะนึกออกแล้วว่า คนคนหนึ่งก็เท่ากับเป็นโลกโลกหนึ่งได้อย่างไร ทว่า ในเรื่องโลกกับคนนี้ยังจะมีแง่มุมให้พูดถึงกันต่อไปอีก เช่น ความรู้ความเข้าใจต่อโลกของแต่ละคนถูก “รับรู้” อย่างไร มีกระบวนการอย่างไร ข้อมูลการรับรู้ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบอย่างไร รู้เรื่องพรรค์อย่างนี้แล้วเอาไปทำอะไรได้ .... ที่สำคัญ ตัวเรามีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง เพราะว่าการใช้คำเรียกคนแต่ละคนว่า “โลก” ในพระบาลี เมื่อมองในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการจัดระยะห่าง (alienation) ของตัวเราผู้เฝ้าดู กับ ตัวเราที่ถูกเฝ้าดู ให้แยกกันอยู่ คล้ายกันกับวิธีศึกษาค้นคว้าเรียนรู้โลกที่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุนิยมใช้มันสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง ....

.... เพราะจะว่าไปแล้ว ก็ดังที่กล่าวในบรรทัดบนๆโน้นแล้วว่าวัตถุนิยมก็คือครึ่งหนึ่งของความจริงที่มีอยู่ในจักรวาล เหมือนลักษณะของหยินและหยางในตราสัญลักษณ์ของเต๋า เป็นสองด้านตรงข้ามที่กลมกลืนกันมาแต่เก่าก่อนโน้น บทแรกๆของคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต้าเต็กเก็ง) มีกล่าวว่า เดิมเต๋านั้นเป็นหนึ่ง .. (แล้ว)เมื่อมีขาวขึ้น .. ดำก็เกิดขึ้น .. ฯ



หมายเหตุและเชิงอรรถ
๑. เรื่องความคิดสองแนวทางนี้ จะเขียนสอดแทรกในเนื้อเรื่องนี้ตามโอกาส
๒. ในที่หนึ่ง ตรัสว่ายังมีโลกที่เหมือนอย่างโลกเรานี้อีกเป็นพันพัน (ในจักรวาล)



วาทะที่มีคำว่า โลก
- จากพระไตรปิฎก เช่น โลกอันมีประมาณยาววา หนาคืบ มีสัญญา มีใจครอง
- จากพระไตรปิฎก เช่น ยังมีโลกอย่างอื่นอีกที่ไม่มีกาย มีวิญญาณ มีอาหารคือสัญญา
- จากโลกวรรณกรรม เช่น เรื่องสั้นขนาดยาวของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ชื่อ โลกใบเล็กของซัลมาน, นิยายขนาดสั้นของฝรั่ง ชื่อ โลกของโซฟี ฯลฯ
- จากภาษาตัดพ้อแบบโลกๆของหนุ่มสาว เช่น โลกของเรามันต่างกันราวฟ้ากับดิน ฯลฯ

.




เรื่องโลก ๑ : มารดามีคุณเพราะเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตรเรื่องโลก ๓ – ชื่อโลก เพราะเป็นที่เก็บกักข้อมูลสาระเรื่องโลก

Comments

:--) 6. June 2009, 08:52

"เลียนรู้" "เรียนรู้" :up:

"สาระ ในความป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าวย่างของเรา"
ในหนังสือเรื่อง The Secret และ ทอป ซีเคร็ต ก็พูดทำนองนี้

:up:

อรุณสวัสดิ์ลุง

แวะกลับเข้ามาในโอเปร่า เพราะมานั่งทบทวนชีวิตตัวเอง รู้สึกว่า ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เลยกำลังพยายามควานหาอะไรสักอย่าง....

tk9 6. June 2009, 10:02

ค่อยค่อยคิด ค่อยค่อยตรองครับ ช้าช้า
ตัวนันจะบอกนันเองว่าจะก้าวไปอย่างไร
เริ่มต้นก้าวแรกตรงไหน

tirannor 16. June 2009, 13:01

สวัสดีครับ คุณตาหวัง คุณป๋าทีเค ไม่ได้มาเยี่ยมเสียนานเลย ขออภัยอย่างแรง


สู้ต่อไปครับตาหวัง

How to use Quote function:

  1. Select some text
  2. Click on the Quote link

Write a comment

Comment
(BBcode and HTML is turned off for anonymous user comments.)

If you can't read the words, press the small reload icon.


Smilies

Download Opera, the fastest and most secure browser
January 2010
M T W T F S S
December 2009February 2010
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31