STICKY POST
Tuesday, 24. November 2009, 09:10:56
Lesson Plan and Media
สื่อหรือแผนการสอนนี้ เป็นการนำสื่อที่มีอยู้ในเวบไซด์ที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อช่วยครูสังคมในการดูเป็นตัวอย่างจึงได้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทย (ซึ่งภาษาอาจผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ปรับเอาเอง) ถ้ามีผู้สนใจก็จะนำเสนอขึ้นในบล็อกไว้ต่อไป Read more...
STICKY POST
Sunday, 25. October 2009, 11:52:42
อารยธรรม/Civilization
อารยธรรมอียิปต์
รางวัลของลุ่มน้ำไนล์
บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ในทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป อัฟริกาคือหัวใจของอียิปต์ ล้อมรอบด้วยทะเลทรายสองด้าน กับทะเลเมดิเตอเรเนียนในทางเหนือ ที่ราบแผ่กว้างออกไปประมาณ ๕๐๐ ไมล์ จากเมืองไซเน (Syene) ในทางใต้ไปยังทะเลในทางเหนือ ส่วนที่แคบกว้างประมาณ ๑๒ ไมล์ ในบางแห่งกว้างถึง ๒๐ ไมล์
แม่น้ำไนล์ทอดยาวคล้ายงูเลื้อยข้ามทะเลทราย ซึ่งโค้งออกไปทางซ้ายและทางขวา เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียน แม่น้ำไนล์ที่สามเหลี่ยมปากน้ำแผ่ออกไปคล้ายกับพังพานงู สำหรับชาวอียิปต์ในสมัยเริ่มแรก แม่น้ำไนล์ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำ แต่ยังเป็นเส้นเลือดของชีวิตและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ชาวอียิปต์เชื่อว่าแม่น้ำนี้สร้างสรรค์ขึ้นมาจากสุริยเทพ รา
เป็นเวลาหลายพันปี แม่น้ำไนล์หลากขึ้นท่วมสองฝั่งในเดือนกรกฎาคมและลดลงสู่ปกติในเดือนธันวาคม จากน้ำที่หลากมานี้ ได้สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับสองฝั่งด้วยดินตะกอนที่มาทับถม ดินนี้ เอื้อต่อการเพาะปลูก เป็นที่ยั่วยวนใหผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเริ่มแรกเมื่อราว ๕-๖๐๐๐ ปีก่อน ค.ศ. ถ้าปราศจากแม่น้ำไนล์เสียแล้ว อียิปต์ก็คงไม่ได้พัฒนาขึ้นมาจนเป็นอารยธรรมรุ่นแรกของโลกที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์
ที่ราบแคบแต่อุดมนี้แบ่งออกเป็นตอนบนซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์ และตอนล่าง คือ บริเวณแม่น้ำไนล์ตอนเหนือ และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ทั้งสองส่วนนี้รวมตัวทางการเมืองเป็น ครั้งแรกในสมัยกษัตริย์เมเนส (Menes) เมื่อ ๔ ศตวรรษก่อน ค.ศ. พระองค์สร้างเมืองที่เมมฟิสในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำและตั้งอาณาจักรอียิปต์ขึ้น อาณาจักรของเมเนสมีอาณาเขตกว้าง ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตารางไมล์
Read more...
STICKY POST
Friday, 23. October 2009, 04:37:35
อารยธรรม/Civilization 01
มนุษย์ปัจจุบันกำหนดตัวเองว่าอยู่ในสังคมที่มีความเจริญทางอารยธรรม และอาจคิดว่าตนเอง ”รู้” ความหมายของอารยธรรมว่าคืออะไร
เราเข้าใจว่าอารยธรรมเป็นบางสิ่งที่มนุษย์มี เมื่อมนุษย์มีความเจริญขึ้น มนุษย์ทุกคนมีอารยธรรมและอยู่ในสังคมอารยธรรมและเป็นเจ้าของอารยธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเองและสังคม
ปัญหาคือ ถ้าตั้งคำถามว่า อารยธรรมที่แท้คืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอารยธรรม และอารยธรรมมีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างไร
(ท่านที่ต้องการใช้สื่อ (PPT) ให้เลือกที่ Links แล้วเลือก MEDIAS แล้วเลือก CIVILIZATION 01)Read more...
Friday, 23. October 2009, 15:05:15
CIVILIZATION 02
เมโสโปตาเมีย “Mesopotamia” มาจากภาษากรีก meso = between + potemia = rivers หมายถึงดินแดนระหว่างแม่น้ำ (“between the rivers”) เป็นบริเวณแหล่งศูนย์กลางอารยธรรมเมืองแรกสุดแห่งหนึ่ง อยู่ในบริเวณอิรักและซีเรียตะวันออกในปัจจุบัน ระหว่างแม่น้ำไทกรีสทางตะวันออกกับแม่น้ำยูเฟรติส อยู่ทางตะวันตก เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว เริ่มความเจริญจากตอนใต้ใกล้อ่าวเปอร์เซีย เมื่อการเมืองการปกครองเปลี่ยนไปสู่ต่างกลุ่่ม ฐานอำนาจก็เคลื่อนย้ายจากใต้ไปสู่ทางเหนือ แหล่งต้นกำเนิดการปกครองแบบนครรัฐแห่งแรกในช่วงสมัยซูเมอร์ และต่อมาเป็นจักรวรรดินิยมแห่งแรกในจักรวรรดิอักคัด การปกครองจากการที่ใช้กฎหมายและขยายไปสู่ความรุนแรง Read more...
Friday, 16. October 2009, 10:17:34
มาตรฐานความประพฤà
จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยมาตรฐานความประพฤติ จำแนกความประพฤติที่ดีออกจากความประพฤติที่เลว ความประพฤติที่เลือกออกมาแล้วว่าเป็นความประพฤติที่ดี เรียกว่า จริยธรรม ความประพฤติที่ดีเหล่านี้นำไปพัฒนาให้เกิดในตัวคน (เพื่อให้เป็นมนุษยฺ) เรียกว่า จริยศึกษา (พัฒนาทั้งความรู้ ความรู้สึก และการปฏิบัติ) ส่วนจรรยาบรรณเป็นหลักจริยธรรมเฉพาะกลุ่มคนหรือกลุ่มอาชีพเพื่อประโยชน์ในการให้บริการและใหผู้รับบริการได้ไว้ใจในการบริการนั้นRead more...
Monday, 12. October 2009, 04:40:25
จริยศาสตร์
มาตรฐานความประพฤติวัดได้จากหลายเกณฑ์
เศรษฐกิจ วัดจากประโยชน์สูง ประหยัดสุด และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
สังคมวิทยาวัดจากบรรทัดฐานของสังคม คือ วิถีประชา จารีต และกฎหมาย
ศาสนา วัดจาก ศีลและธรรม
ปรัชญา วัดจากจริยธรรม
จริยศาสตร์เป็นหลักการการเลือกความประพฤติ ความประพฤติที่ได้รับการพิจารณษว่าดีเป็นจริยธรรม วิธีการปลูกฝังให้คนมีจริยธรรม คือ จริยศึกษา
จรรยาบรรณ คือ มาตรฐานความประพฤติของคนเฉพาะหลุ่ม หรือ กลุ่มอาชีพRead more...
Thursday, 8. October 2009, 12:59:51
กระบวนการวิทยาศาà
ก่อนจะเป็นวิทยาศาสตร์
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีความสนใจสงสัยที่มาของปรากฏการณ์ต่าง ๆ เมื่อมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น หรือ “ผล” ก็มักสงสัยว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือ “เหตุ” ที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้ โดยธรรมชาติมนุษย์จะโยงจากผลไปหาเหตุ เพราะผลเป็นสิ่งที่ปรากฏให้รับรู้ได้ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มักจะกล่าวถึงผลก่อนแล้วสาวไปหาเหตุ (ดังหลักการคิดที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ) การโยงความสัมพันธ์ของผลไปหาเหตุ หรือ เหตุไปหาผลนี้ก็เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น
เกี่ยวกับการคิดความสัมพันธ์ของเหตุและผล พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าดับเหตุเสียได้สิ่งนั้นก็ไม่เกิด ในทางตะวันตก นักปรัชญาชาวกรีก คือ อริสโตเติล (384 -322 ก.ค.ประมาณ พ.ศ. ๑๕๙ -๒๒๑) ได้วางหลักในการโยงความสัมพันธ์ของเหตุและผลไว้ ๒ วิธี คือ นิรนัย กับอุปนัย นิรนัย คือ มีความจริงที่ยอมรับอยู่แล้ว แล้วเอาสิ่งที่จะพิสูจน์ไปเทียบ ถ้าสอดคล้องกันก็เป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกันก็เป็นเท็จ ความจริงที่ยอมรับกันอาจเป็นคำสอน หลักการ ทฤษฎี กฎ ระเบียบ หรืออื่น ๆในลักษณะเดียวกัน การพิสูจน์ก็ใช้หลักการเชื่อมโยงจากหลักการมาหาส่วนย่อย หรือจะย้อนจากส่วนย่อยไปหาหลักการก็ได้ เช่น
โยงจากหลักใหญ่ไปหาส่วนย่อย
Scire มีความหมายว่า ความรู้
Science มาจากคำว่า scire
ดังนั้นScience มีความหมายว่าความรู้
หรือโยงจากส่วนย่อยไปหาหลักใหญ่Science มาจากคำว่า scire
Scire มีความหมายว่า ความรู้
ดังนั้นScience มีความหมายว่าความรู้
ซึ่งในการพิสูจน์นั้นมีหลักใช้ในการพิจารณาแยกย่อยลงไปอีก ส่วนในการพิสูจน์แบบอุปนัยนั้น เป็นการพิสูจน์จากสิ่งที่ได้ประสบ (สัมผัส) ที่มีลักษณะร่วมกันทุกครั้ง และนำลักษณะร่วมมาสรุปเป็นแนวโน้มความน่าจะเป็นในปรากฏการณ์อื่นที่คล้ายคลึงกัน ตัวอย่าง เช่น
ปลาในประเทศไทยอยู่ในน้ำ
ปลาในประเทศจีนอยู่ในน้ำ
ปลาในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในน้ำ
ปลาในประเทศอเมริกาอยู่ในน้ำ
ปลาในประเทศอังกฤษอยู่ในน้ำ
ปลาในประเทศตุรกีอยู่ในน้ำ
ดังนั้น ปลาในประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มว่าอยู่ในน้ำ
ข้อสังเกต คือ นิรนัยเป็นการใช้เหตุผลจากการคิดแท้ ๆ ไม่ต้องสัมผัสก็ได้ แต่อุปนัยเป็นการโยงเหตุผลจากปรากฏการณ์ที่ได้สัมผัส การสัมผัสซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการปักใจเชื่อว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ สรุปได้ว่า อุปนัยเกิดจากการสัมผัสเพื่อให้เกิดการปักใจเชื่อ
อุปนัยเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร
การสัมผัสเพื่อให้เกิดการปักใจเชื่อนี้แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ และ ๖ ลักษณะย่อย คือ
๑ ลักษณะที่เป็นอุปนัยแท้ คือ ศึกษาโดยไม่สัมผัสครบทุกกรณี หรือในทางการวิจัย เรียกว่า กลุ่มตัวอย่าง ผลที่ได้จะอ้างไปถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้ แต่เป็นเพียงแนวโน้ม แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะย่อย คือ
ก. อุปมาน (analogy) คือ การพิสูจน์การได้สัมผัสปรากฏการณ์เพียงหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วโยงไปหาประสบการณ์เดิมที่คล้ายคลึงกันแล้วสรุปคาดแนวโน้มที่ควรจะเป็น เช่น ไปเที่ยวพระธาตุจังหวัดตาก แล้วเห็นเสาหงส์ เกิดการโยงเปรียบเทียบกับความรู้เดิมว่า ศาสนสถานใดที่มีเสาหงส์มักเป็นวัดของชุมชนชาวมอญ ก็ปักใจเชื่อว่าพระธาตุนี้ต้องมีชุมชนมอญอยู่ใกล้ ๆ
ข. การแจงนับอย่างง่าย (simple enumeration) คือ การพิสูจน์จากประสบการณ์ (สิ่งที่สัมผัสมาแล้ว) ที่เห็นสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วมีอีกสิ่งหนึ่งเกิดตามมาทุกครั้ง เราสามารถโยงได้ว่าถ้ามีปรากฏการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด จะต้องมีปรากฏการณ์ที่สองตามมา ตัวอย่าง เช่น ทุกครั้งที่มดคายไข่ออกจากรัง หลังจากนั้นจะมีน้ำท่วม ดังนั้น ถ้าเห็นมดคาบไข่ออกจากรังเมื่อใด เราก็โยงได้ว่าจะมีน้ำท่วม
ค. อุปนัยวิทยาศาสตร์ (scientific induction) คือ การพิสูจน์จากการสัมผัสที่มีจุดหมาย โยงความสัมพันธ์ของเหตุผล และสรุปเป็นหลักได้ (ซึ่งมาแตกแยกย่อยในกระบวนการวิทยาศาสตร์ เป็น ๕ ขั้น แปดขั้นบ้าง ถ้าเอาแต่จำขั้นตอนไม่เข้าใจหลักที่มาก็ทำให้ครูสับสนได้)
๒. ลักษณะที่เป็นอุปนัยสมบูรณ์ คือ โดยหลักการเป็นการศึกษาโดยสัมผัสครบทุกกรณี จึงมีความสมบูรณ์ สามารถตอบได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่นำไปอ้างเกินข้อมูลที่ศึกษาไม่ได้ แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะย่อย คือ
ก. อุปนัยสมบูรณ์ (Perfect Induction) คือ การการพิสูจน์จากการสัมผัสข้อมูลครบทุกกรณี แล้วนำมาสรุปเป็นหลักที่ใช้ในข้อมูลที่ศึกษาว่าจริงหรือเท็จ
ข. ความคล้ายคลึงกันของการให้เหตุผล (parity of reasoning) คือ การพิสูจน์จากการสัมผัสโดยการให้เหตุผลจากความคล้ายคลึง” มีความเหมือนกันเกี่ยวข้องในทุกกรณี ปราชญ์บางท่านเรียกว่า “อุปนัยหยั่งรู้” (intuitive induction) เป็นการยืนยันข้อเสนอที่เป็นสากล โดยใช้ความต่อเนื่องไปสู่กรณีเฉพาะ ในการพรรณนาลักษณะทั่วไป มองเห็นเป็นกฎทั่วไป ตัวอย่าง เช่น ภาพที่มีเส้นปิดเป็นเส้นตรงสามเส้นและมีมุมสามมุม สรุปเป็นหลักและยืนยันได้ว่า ภาพเส้นปิดอื่นที่ประกอบด้วยสามเส้นจะต้องมีสามมุม การให้เหตุผลลักษณะนี้ใช้อย่างกว้างขวางในทางคณิตศาสตร์ มิลล์เรียกว่า “อุปนัยปรากฏ” (apparent induction) แหล่งที่มาหลักของความรู้ในการอ้าง คือ แอกเซียม (Axiom)
ค. การรวบรวมข้อเท็จจริง (collection of facts) คือ การพิสูจน์จากการสัมผัสโดยการให้เหตุผลจากการรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วนำมารวมกันเป็นหนึ่งหรือผูกรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่ง เป็นปฏิบัติการทางสมองซึ่งสามารถทำให้เรานำปรากฏการณ์ที่เราสังเกตได้ตามลักษณะที่กำหนด หรือเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เราสรุปรวมรายละเอียดลงในข้อเสนอเดียว หรือนำข้อเท็จจริงย่อยที่สังเกตมาต่อเป็นภาพรวม
จากที่กล่าวมาทั้งหมด เรามีวิธีหลักแห่งเหตุผล (logic) ตามแบบตะวันตก ๒ วิธีใหญ่ คือ นิรนัยกับอุปนัย วิธีอุปนัย แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ คือ อุปนัยแท้ และอุปนัยสมบูรณ์ อุปนัยแท้แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะย่อย คือ อุปมาน การแจงนับอย่างง่าย และ อุปนัยวิทยาศาสตร์
อุปนัยวิทยาศาสตร์นี่เองที่เป็นที่มาของกระบวนการวิทยาศาสตร์
อุปนัยวิทยาศาสตร์มาสู่กระบวนการวิทยาศาสตร์
อุปนัยวิทยาศาสตร์ คือ การพิสูจน์จากการสัมผัสที่มีจุดหมาย โยงความสัมพันธ์ของเหตุผล และสรุปเป็นหลักได้ ถ้าพิจารณาในรายละเอียดจะมีข้อที่ควรรู้ ดังนี้
อุปนัยวิทยาศาสตร์ เป็น การสร้างหลักการทั่วไป มีแนวโน้มเป็นจริงบน พื้นฐานจากการสังเกตกรณีย่อย ๆ ตามรูปแบบสภาพที่เป็นธรรมชาติกับกฎของเหตุ ลักษณะของอุปนัยวิทยาศาสตร์ คือ
๑) การสังเกตกรณีศึกษาอย่างจงใจ
๒) การพยายามโยงความสัมพันธ์ของเหตุและผล
๓) ใช้วิธีการสังเกต หรือทดลอง
๔) ไม่ตรวจสอบทุกกรณี ดังนั้นจึงไม่สมบูรณ์ แต่เป็นพื้นฐานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แน่นอน ในการสรุปเป็นหลักเกี่ยวกับทั้งหมด เพราะว่าการตรวจสอบอยู่บนพื้นฐานของรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและใช้กฎของเหตุ
๕) ข้อสรุปครอบคลุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการสังเกต สรุปจากสิ่งที่สังเกตได้โยงไปหาสิ่งที่สังเกตไม่ได้
๖) ข้อสรุปซึ่งสร้างความเชื่อมโยงของเหตุนั้นใช้เป็นหลักทั่วไปได้มากกว่าข้อมูล
๗) นำไปใช้ในการตรวจสอบค้นหาทางวิทยาศาสตร์
คำว่า science มีความหมายตามรากศัพท์ว่า “knowledge” เป็นคำที่ใช้ในภาษาฝรั่งเศสเก่าซึ่งเอามาจากคำลาติน scientia ซึ่งเป็นคำนามจากคำกริยา scire มีความหมายว่า know เริ่มแรกด้วยการส่งผ่านในความหมายว่าความรู้ที่ได้มาจากการศึกษา (study) แล้วมาเป็นสาขาเฉพาะที่มีการศึกษา แต่เน้นที่เทคนิคและคณิตศาสตร์ หรือในความหมายที่กว้างออกไป คือ การศึกษาที่ไม่ใช่ศิลปะ (non-arts) มาจนกระทั่ง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีการผูกคำ “scientist” คือ “นักวิทยาศาสตร์” ขึ้นมา โดย Willam Whewell ใน ค.ศ. ๑๘๔๐ (จาก John Ayto, Dictionary of Word Origin, Singapore, Federal Publictions, 1990, p.370)
จากอุปนัยวิทยาศาสตร์ ได้มีการปรับขั้นตอนทั่วไปเป็น ๔ ขั้น คือ
๑.ขั้นตั้งปัญหา/ระบุปัญหา
๒.ขั้นสร้าง (ตั้ง) สมุติฐาน
๓.ขั้นการรวบรวมเก็บข้อมูล (โดยการสังเกตหรือการทดลอง)
๔.ขั้นการลงข้อสรุป (ขั้นสรุปผลการสังเกตหรือการทดลอง)
บางท่านอาจขยายออกไปเป็น ๕ – ๙ ข้อ อย่างไรก็ตาม ก็ยับคงสรุปอยู่ใน การหาคำตอบอย่างมีจุดหมาย อธิบายข้อมูลที่สัมผัสด้วยเหตุผล และสรุปเป็นหลักได้
ทั้ง ๕ ขั้นนี้ ถือว่าเป็นกระบวนการทาง(อุปนัย)วิทยาศาสตร์ และ เมื่อมองว่าเป็นทักษะ ก็เรียกว่าทักษะหลัก ซึ่งประกอบด้วย
๑.กำหนดเป้าหมาย ระบุประเด็นที่ต้องการศึกษา
๒.ตั้งสมมุติฐาน
๓.ศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๔.ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล (โยงภาวะเงื่อนไขที่เป็นเหตุและผล)
๕.สรุปผลการศึกษา
ในการศึกษาข้อมูลด้วยวิธีการอุปนัยใช้การสัมผัส (จากตา หู จมูก ลิ้น กาย) การสัมผัสเพื่อหาคำตอบอย่างมีจุดหมายเรียกว่า การสังเกต การสังเกตถ้าสังเกตตามสภาพที่เป็นไปตามธรรมชาติบางสภาพการณ์มีข้อจำกัด ไม่สามารถสังเกตได้ตามที่ต้องการ จึงมีการจัดการทดลองขึ้นมาเพื่อสังเกตเงื่อนไขจำเป็น (เหตุ) และสิ่งที่ตามมา (ผล) ดังนั้นโดยทั่วไป การทดลองเป็นส่วนหนึ่งของการสังเกต (ข้อสังเกต การทดลองมักทำเพื่อสังเกตภาวะเงื่อนไขบางประการ ไม่ใช่องค์รวมตามธรรมชาติ) การทดลองจึงมักตอบคำถามเดียว
อย่างไรก็ตาม ทั้งการสังเกตและการทดลองต่างมีข้อจำกัดด้วยกัน เปรียบได้ดังนี้
สรุปข้อเปรียบเทียบระหว่างการสังเกตกับการทดลอง
การสังเกต ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ สังเกตได้เฉพาะธรรมชาติที่กลับมาปรากฏซ้ำเท่านั้น
การทดลอง เพิ่มกรณีได้มากเท่าที่เราต้องการ สามารถทดลองซ้ำได้ชัดเจนภายใต้ ภาวะเงื่อนไขเดียวกันและผลสามารถตรวจสอบและใช้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งการสังเกตไม่สามารถกระทำได้
การสังเกตขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ไม่สามารถแยกและสังเกตภายใต้ภาวะปรากฏการณ์ในการสังเกตออกจากธรรมชาติอันซับซ้อนซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้
การทดลองเราสามารถแยกปรากฏการณ์ เงื่อนไขที่ต้องการและเหมาะสมได้ สามารถศึกษาปรากฏการณ์ภายใต้กรณีแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ เปลี่ยนภาวะเงื่อนไขได้ตามที่เราต้องการ
การสังเกตต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติซึ่งเป็นตัวแสดงปรากฏการณ์ โดยธรรมชาติเลือกนำเสนอแก่เรา
การทดลองรวมเอาความแตกต่างในจำนวน ทำให้ศึกษาปรากฏการณ์ จำนวนขนาดใหญ่ได้มากกว่าการสังเกต
การทดลองเป็นการขยายงานของการสังเกต
การสังเกต อาจเกิดขึ้นจากความแปลกใจและเราไม่มีโอกาสในการสังเกตในระดับของเหตุ และความชัดเจนที่เป็นลักษณะเดียวกัน บางครั้ง ปรากฏการณ์ไม่มีเวลาให้เราสังเกตได้มากนัก
การทดลองเราสามารถสังเกตและตรวจสอบปรากฏการณ์ด้วยความระมัดระวัง ชัดเจน แม่นตรงและใช้ความใจเย็นได้ เพราะว่า ปรากฏการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม การทดลองสามารถทำได้ การทดลองสร้างการเชื่อมโยงของเหตุและผลได้แน่นอน
การสังเกตเป็นการค้นหาข้อเท็จจริง
การทดลองเป็นการสร้างข้อเท็จจริง
การทดลอง คือ การสังเกตภายใต้ภาวะเงื่อนไขที่มีมาตรฐาน ซึ่งผู้สังเกตสามารถแปรเปลี่ยนได้ ซ้ำได้ และแยกออกมาได้
การทดลองมีความหนักแน่นและชัดเจนกว่าการสังเกต
ข้อได้เปรียบของการสังเกตเหนือการทดลอง
๑. การสังเกตกว้างกว่า และโดยความหมายแล้วรวมถึงการทดลองเอาไว้ด้วย การสังเกตเป็นสิ่งที่มาก่อนการทดลอง เป็นการจัดเตรียมให้การทดลอง
๒. การสังเกตเราเริ่มได้ทั้งจากเหตุไปหาผลและจากผลไปหาเหตุ แต่การทดลองเราเริ่มจากเหตุไปหาผลเท่านั้น
๓. ในบางเรื่องเราศึกษาได้จากการสังเกตเท่านั้นและถือเป็นพื้นหลังหลักได้ เช่น เทห์ในฟากฟ้า
ย้อนไปในอดีต การสังเกต เป็นพื้นฐานในการหาคำตอบของมนุษย์ มนุษย์เริ่มต้นการสังเกตมาตั้งแต่โบราณกาล มนุษย์สังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในบางครั้งปรากฏการณ์นั้นนาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ด้วยความที่มนุษย์ต้องการคำตอบที่สงสัย จึงพยายามจัดการทดลองเพื่อดูความสีมพันธ์ของเงื่อนไขบางประการ ดังนั้น การทดลองจึงจัดมาเพื่อการสังเกตความสัมพันธ์ของเงื่อนไขจำเป็น (เหตุ) และสิ่งที่ตามมา (ผล) การสังเกตจึงเป็นวิธีการแสวงหาคำตอบอย่างมีจุดหมาย แตกต่างจากการสัมผัสทั่วไป เช่น มอง ดู เฝ้าดู ฟัง ดม ชิม จับ การสังเกต ที่จะให้เกิดความผืดพลาดน้อยที่สุด มีทักษะบางประการที่ต้องนำมาใช้ คือ
๑.ทักษะการสังเกต ( Observing ) คือ การสัมผัสปรากฏการณ์ที่ต้องการคำตอบอย่างมีจุดหมาย (ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นทักษะหรือกระบวนหนึ่งในการหาคำตอบ ครอบคลุมการทดลองด้วยซ้ำ แต่ ศธ. กำหนดมาเป็นส่วนย่อย และไม่ตรงตามหลักของตรรกะ เพราะหลักตรรกะ การทดลองเป็นส่วนย่อยของการสังเกต)
๒.ทักษะการวัด ( Measuring )
๓.ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying )
๔.ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ( Using Space/Relationship )
๕.ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers )
๖.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ( Comunication )
๗.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring )
๘.ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting )
การสังเกตจึงเป็นกระบวนการหาคำตอบอย่างมีจุดหมายจากการสัมผัส การสังเกตที่เชื่อถือได้ มีปัจจัยหลัก ๒ ประการ คือ
๑. ปรากฏการณ์นั้นต้องเป็นไปตามสภาพที่เป็นธรรมชาติ หรือเสมือนธรรมชาติ
๒. มีความสัมพันธ์ของเงื่อนไขที่จำเป็น (เหตุ)กับสิ่งที่ตามมา (ผล)
การสังเกตอาจผิดพลาดได้จากผู้สังเกต เนื่องมาจาก
๑. พื้นฐานความรู้ของผู้สังเกตไม่เพียงพอ
๒. อวัยวะการรับรู้ของผู้สังเกตบกพร่อง คึอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (แก้ไขได้โดยใช้เครื่องมือช่วยในการสังเกต)
๓. อคติของผู้สังเกต
๕. สมาธิและความต่อเนื่องในกระบวนการสังเกต
จากบทความนี้ของให้คิดเสียว่า คนเขียนอยากเล่าเรื่องตามที่ตนคิด คงไม่กระทบการศึกษาระดับชาติดอกนะ
Thursday, 17. September 2009, 08:31:18
มนุษย์ Man
มนุษย์ Man และ Human
คำนี้เป็นคำสำคัญนะ เพราะว่าทุกคนอ้างว่าตนเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ยอมเป็นคน คนกับมนุษย์มันแตกต่างกันตรงไหน กล่าวกันว่า คนก็แค่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงมีสัญชาตญาณเยี่ยงสัตว์ (ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ในหนังสือ การศึกษา คืออะไร ท่านเขียนว่า การศึกษาคือการประหารเสียซึ่งสัญชาตญาณแห่งสัตว์) แต่คำว่ามนุษย์นั้นในภาษาบาลีเขียนเป็นมนุสฺสตีความได้อย่างหนึ่งว่ามาจากคำ มน + อุสฺส มน คือ ใจ อุสฺส คือยกขึ้นสูง ดังนั้นมนุษย์ จึงมีความหมายว่าคนที่ยกระดับจิตใจสู่ระดับสูงแล้ว เห็นไหม มนุษย์นั่นไม่เหมือนคนนะจะบอกให้
ที่นี้ตามหลักวิชาการ ก็ต้องหาตัวบ่งชี้ว่า อะไร คือ บ่งชี้ลักษณะความเป็นมนุษย์ และที่ว่ามนุษย์มีจิตใจสูงนั้นวัดได้ด้วยอะไร
ความจริงแล้วคงหาตัวบ่งชี้ได้หลายแนว แต่ในฐานะที่สังคมไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ดังนั้นก็ต้องอิงทางพระพุทธศาสนาไว้ก่อน ตัวบ่งชี้ในทางพุทธศาสนาวัดจากมนุษยธรรม หรือ ลักษณะความดีของการเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยเบญจศีลและเบญจธรรม คือ
๑. ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น และมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ถ้ามองกลับกัน ต้องมีจิตเมตตากรุณาเสียก่อน แล้วจะไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น
๒. ไม่เบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่น และดำรงชีพด้วยความเหมาะสม หรือดำรงชีพตามความเหมาะสมแก่ฐานะเสียก่อน ก็จะไม่เบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่น
๓. ไม่ล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น และ มีความพอใจในคู่ครองของตน เช่นเดียวกันถ้าพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงที่ตนมีเสียแล้วก็จะไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น
๔. ไม่กล่าววาจาให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย และมีความซื่อสัตย์สุจริต นั่นคือ ถ้ามีความซื่อสัตย์สุจริตเสียแล้วก็จะไม่กล่าวเท็จหรือทุจริต
๕. ไม่เสพสิ่งที่ก่อให้เกิดความมึนเมา และ มีสติสัมปชัญญะ ถ้ามีสติสัมปชัญญะก็จะไม่ขาดสติไปทำสิ่งที่ทำให้ขาดสติ และการขาดสติจะนำไปสู่การทำชั่วอื่น ๆ ได้
ท่านประพฤติใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์หรือเปล่า ถ้าครบลองเพิ่ม หิริ กับ โอตตัปปะ คือ ละอายและเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว ถ้าทำได้ก็เข้าขั้นเทวดาทีเดียวแหละ
Man
ในภาษาอังกฤษ คน เรียกว่า man แต่น่าจะเป็นมนุษย์มากกว่า เพราะมีข้อน่าสังเกต คือ มน (ใจ) มนุษย์ มนู man เป็นคำที่มีฐานเสียงใกล้เคียงกัน อ้าวอย่าเพิ่งหาว่ามั่ว ไปดูคำภาษาสันสกฤต มนุ (Manu) มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า man นะจะบอกให้ และคำว่า man นี้ได้ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในยุโรป คำ Germanic ใช้ man สัมพันธ์กับคำเยอรมันว่า mann - “man” และ mensch - “person” ภาษาดัตช์และสวีดิช คือ man - “man” แดนิช คือ mand - “man” menniska - “person” แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ได้ว่าเป็นภาษาอินโด-ยูโรเปียน เท่านั้น
คำเหล่านี้นายอายโต (John Ayto) เขียนหนังสือ Dictionary Of Word Origins (หลายคำผมก็เอามาเล่มนี้) บอกว่าสามารถโยงไปถึงคำที่มีรากว่า men - “think” (คิด คิดด้วยอะไร คิดด้วยใจ “มน” ใข่หรือไม่ ?) หรือ “breathe” หรือ ภาษาละตินว่า manus (มานุส) - “hand” เป็นที่มาของคำว่า mano (มือ) manual (สมุดคู่มือ) manufacture (หัตถกรรม เครื่องหัตถกรรม ทำหรือประดิษฐ์ด้วยมือ) manufactory (โรงงานหัตถกรรม โรงงาน) manipulate (ทำด้วยมือ ใช้มือ)
ซึ่งในกรณีเช่นนี้(ผมว่า)อาจโยงเข้าหากันได้ว่า มน คือ ใจ มนู อาจแปลความหมายได้ว่า ผู้มีใจ(จิต) หรือ ผู้คิดเป็น หรือถ้ามองในแง่ความสามารถในการใช้มือ คน – man คือ ผู้มีความสามารถในการใช้มือ
Human
อ้าว โยงมาหาอีกคำ คือ human ตามรูปคำแล้วคำว่า man กับ human น่าจะมาจากรากเดียวกัน เนื่องจาก human ซึ่งเป็นความหมายที่โยงใยกับมนุษย์เช่นกัน human มาจากภาษาฝรั่งเศสโบราณว่า humain ซึ่งมาจากคำละตินว่า humanus เช่นเดียวกับคำว่า homo คือ person ซึ่งเป็นคำที่โยงสัมพันธ์กับคำละตินว่า humus คือ earth และเป็นต้นกำเนิดในการนำมาใช้ในความหมายว่า คน “people” ซึ่งใช้ในความหมาย เป็นดิน “earthy beings” ในศาสนาคริสต์ อดัมก็ถือกำเนิดมาจากดิน นิทานการเกิดคนของแอฟริกาก็เล่าว่าเทพ ปั้นคนมาจากดินแล้วย่างไฟ ย่างอ่อนไฟไปหน่อยก็เลยขาว กลายเป็นพวกฝรั่ง ย่างไฟแก่ไปก็ดำกลายเป็นผิวดำ ย่างกำลังดีก็พวกเรานี่แหละ คือผิวเหลือง ดังนั้น ในความหมายนี้ human กับ humus ก็ตีความว่าเป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน
Friday, 21. August 2009, 06:10:03
การคิด
การคิด
จากหนังสือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของกระทรวงศึกษาธิการ หน้า ๖ กล่าวถึงสมรรถนะที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิด ในข้อ ๒ ว่า
๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณาญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม (ศึกษาธิการ, กระทรวง, หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด, ๒๕๕๑, หน้า ๖)
สมรรถนะการคิด ดังกล่าว เมื่อมาพิจารณาทำความเข้าใจในรายละเอียดจะเห็นว่ามีความคลุมเครือ และสับสนอยู่ ลองมาเริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับการคิด ดังต่อไปนี้
๑.มนุษย์คิดด้วยอะไร
๒.ลักษณะอย่างไรจึงเรียกว่าการคิด
๓.องค์ประกอบของการคิดมีอะไรบ้าง
๔.การคิดมีกี่ประเภท
๕.การคิดมีประโยชน์อะไร
มนุษย์คิดด้วยอะไร
มนุษย์คิดด้วยจิต (จิต คือ ธาตุที่สามารถรู้ได้ และสั่งสม (จำ) ได้ แตกต่างจากวิญญาณ ซึ่งเป็นธาตุรู้ได้ สั่งสมได้ และเกิดความกระจ่างในสิ่งที่รู้
จิตมีคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ
๑. ทำงานได้ทีละหนึ่ง (ทีละอย่าง) แต่มีความต่อเนื่องและรวดเร็ว (ปรีชาญาณ) คือ เอกจรํ
๒. ไปได้ไกล (ทูรํคทํ ทูร = โทร = ไกล + คมํ = ไป)
๓. ไม่มีรูปร่าง (อสรีรํ)
๔. อาศัยอยู่ในถ้ำ (ร่างกาย) (คูหาสยํ = หูหา + อาสัย)
หมายเหตุ คิดในทางตะวันตก เท่าที่อ่านมายังไม่พบว่ามีการเอ่ยถึงว่ามนุษย์คิดด้วยอะไร (ตัวอย่างจาก Encarta 2009 ว่าด้วยความหมายของ Think จะต่อไว้ท้ายข้อเขียนนี้)
ลักษณะอย่างไรจึงเรียกว่าการคิด
การคิด คือ การปรุงแต่งของจิต ทางพุทธศาสนา ใช้คำว่า สังขาร (ปรุง คือ นำสิ่งที่มีอยู่มาดำเนินการจัดให้เป็นสิ่งใหม่ เช่น ปรุงอาหาร)
องค์ประกอบของการคิด
องค์ประกอบหรือปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการคิด ประกอบด้วย
การรับรู้ หรือ เวทนา (perceptions) หรือ ผัสสะ หรือ การรับรู้ข้อมูล
สัญญา (memory = memo and retrieve) จำได้ จำและหมายรู้ได้ (การจำแบ่งตามลำดับได้อีก คือ จำได้ (จิตบันทึก จิตสั่งสม) จำอย่างกระจ่าง (จิตบันทึกและโยงไปยังสิ่งที่เกี่ยวข้องได้ รู้ลึก รู้รอบ รู้กระจ่าง = ปัญญา)
สังขาร (think, volition) การปรุงแต่งของจิต (จิตทำการสร้างการคิด) หรือ การคิด การคิดของจิตแบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑) คิดจินตนาการ
๒) คิดอย่างมีเหตุผล
๓) คิดสร้างสรรค์
วิญญาณ (clarification, conscious) คือ ภาวะที่รู้ลึก รู้รอบ รู้กระจ่าง โยงลักษณะและความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่น ๆ ได้
ประเภทของการคิด
การคิดแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทหลัก คือ
๑) คิดจินตนาการ (จิตคิดเหนือจริงหรือคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นประเภทไร้สำนึก เพราะปล่อยให้ล่องลอยไป ปราศจากการควบคุม แต่ก็เป็นประโยชน์ เพราะเป็นฐานของการคิดสร้างสรรค์ ถ้ามีฐานเหตุผลเข้ามาสนับสนุน)
๒) คิดอย่างมีเหตุผล คือ คิดด้วยการพิจารณาเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมา เรียกว่า เหตุ และสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังเงื่อนไขจำเป็นนั้นเรียกว่า ผล
๓) คิดสร้างสรรค์ คือการคิดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ การคิดสร้างสรรค์นี้ เริ่มด้วยพื้นฐานความรู้ที่มีความชำนาญ คล่อง นำมาสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ ใช้ความยืดหยุ่นปรับแต่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ใหม่ ๆ
ในกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล “๒)” แตกออกเป็นหลักใหญ่ (กระบวนการคิดที่ใช้เป็นหลักทั่วไปในทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดกรีก โรมัน พุทธ คือการใช้หลักเหตุ-ผล หรือกระบวนการคิดของใคร (เช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์, ฟรานซิส เบคอน)ก็ตามจะจับลงในพื้นฐาน ๔ ประการ (ของโยนิโสมนสิการ)) ได้อีก ๔ ประการตามลำดับ คือ
๑.คิดอย่างมีจุดหมาย
๒.คิดเป็นไปตามลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง
๓.คิดด้วยหลักเหตุผล
๔.คิดให้เกิดเกิดประโยชน์
ในข้อ ๓ คิดด้วยหลักเหตุผล หรือ คิดถึงเหตุที่มาและผลที่เกิดขึ้น แยกย่อยได้เป็นกระบวนการคิดย่อยอีก ๑๐ วิธี คือ
๑.วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ การคิดเพื่อเป็นลำดับขั้นตอนย้อนไปดูเงื่อนไขจำเป็นของสิ่งที่ต้องการคำตอบ อาจแยกวิธีคิดนี้ได้ ๒ อย่าง คือ
ก.คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ คือ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็มองย้อนไดดูภาวะเงื่อนไขที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
ข.คิดแบบสอบสวน หรือ ตั้งคำถาม คือ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็ถามถึงภาวะเงื่อนไข เช่น ทำไม เพราะเหตุใด อะไรคือสาเหตุ อะไรเงื่อนไขที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น ฯลฯ
๒.วิธีคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ หรือกระจายเนื้อหา (วิเคราะห์) เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ในปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ในแต่ละองค์ประกอบมีลักษณะอย่างไร มีคุณสมบัติเฉพาะตัวอย่างไร เช่น ต้มยำโฮกอื อ ม.. ที่กินในหน้าฝนป้องกันหวัด เหตุจากองค์ประกอบใด น้ำ หอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำปลา มะนาว (มะขามเปียก) เมื่อแยกแยะแล้วจะเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบสมุนไพรป้องกันหวัดอยู่
๓.วิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา (กฎธรรมชาติ)คือ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ให้พิจารณาเงื่อนไขกฎธรรมชาติ คือ สรรพสิ่งทั้งหลายจะคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง และ สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้ย่อมไม่มีความเป็นอัตตา (คงแท้ แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง) หรือเรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณ์ จึงเรียกความคิดแบบนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ วิธีคิดแบบนี้มี ๒ ขั้นตอน คือ
ก. ขั้นที่หนึ่ง รู้เท่าทันและยอมรับความจริง คือ ขั้นที่มองสภาพที่ปรากฏ พิจารณาถึงเงื่อนไขที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดด้วยหลักธรรมชาติ (ธรรม = สิ่ง, ชาติ = เกิด ธรรมชาติ (ทำ มะ ชา ติ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามเงื่อนไขที่เราบังคับไม่ได้) เป็นการพิจารณามองเงื่อนไขการเกิดอย่างกลาง ๆ (ทุกสิ่งเกิดขึ้นต้องมีเหตุ (เงื่อนไขจำเป็น))
ข. ขั้นที่สอง แก้ไขและทำการไปตามเหตุปัจจัย เมื่อรู้เงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้ปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถ ปรับ ปรุง แก้ไข เปลี่ยน แปลง ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขนั้นได้
๔.วิธีคิดแบบแก้ปัญหา หรือวิธีคิดแบบอริยสัจสี่ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็เอาปรากฏการณ์นั้นเป็นผล แล้วคิดจากผลที่เกิดขึ้นไปหาเงื่อนไขที่ทำให้ปรากฏการณ์นั้นเกิด ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺ ปยุตฺโต) ได้แจกแจงย่อยเป็น ๔ ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ ๑ กำหนดรู้ คือ แจกแจงแถลงปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา สภาพและขอบเขตของปัญหาให้เข้าใจชัดเจนว่าเป็นอะไร คืออะไร เป็นที่ตรงไหนเหมือนแพทย์ตรวจดูอาการของโรค ดูความผิดปกติของร่างกาย วินิจฉัยให้รู้ว่าเป็นอะไร ที่ตรงไหน รู้เข้าใจโรคและร่างกายเฉพาะอย่างยิ่งส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของโรคให้ชัดเจน ( ทุกข์ )
ขั้นที่ ๒ สืบสวนเหตุแห่งทุกข์ที่จะพึงละ คือ วิเคราะห์ค้นหามูลเหตุหรือต้นตอของปัญหาซึ่งจะองแก้ไขกำจัดหรือทำให้หมดสิ้นไป ตามปกติขั้นนี้ตรงกับวิธีคิดแบบที่ 1 คือ วิธีคิดแบบปัจจัยการนั่นเอง เหมือนแพทย์ค้นหาสมมุติฐานของโรค หาสาเหตุของโรค ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องตรงจุด มิใช่รักษาแต่เพียงอาการ ( สมุทัย )
ขั้นที่ ๓ เล็งหมายขัดซึ่งการดับทุกข์ที่จะทำให้สำเร็จ คือ เล็งเห็นชัดเจนถึงภาวะปราศจากปัญาซึ่งมุ่งหมายว่าคืออะไร เป็นไปได้จริงหรือไม่ อย่างไร มีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายและหลักการทั่วไป หรือตัวกระบวนการของการแก้ปัญหาก่อนที่จะวางรายละเอียดและกลวิธีปลีกย่อยในขั้นดำเนินการ เหมือนแพทย์รู้ว่าโรคนั้นๆรักษาได้ มองเห็นกระบวนการของโรคชัดเจนว่าจะหายไปได้อย่างไร ( นิโรธ )
ขั้นที่ ๔ จัดวางวิธีการดับทุกข์ที่จะต้องปฏิบัติ คือ เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายและหลักการทั่วไปแล้ว ก็กำหนดวางวิธีการ แผนการและรายการที่จะต้องทำในการที่จะแก้ไขกำจัดสาเหตุของปัญหาให้สำเร็จ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายและหลักการทั่วไปนั้นเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาต่อไป ( มรรค )
๕.วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็พิจารณาจากจุดมุ่งหมาย หลักการ ของสิ่งที่ต้องการจะหาคำตอบ ว่าเงื่อนไขในแต่ละส่วน แต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์สอดคล้องว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นอันจะนำไปสู่การหาคำตอบได้ตรงกับที่ต้องการหรือไม่ กิจกรรม หรือความคิดที่ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนมีลำดับต่อเนื่องหรือไม่ ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
๖.วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก คือ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) จากข้อมูลที่มี พิจารณาศึกษาในด้านคุณประโยชน์ หรือจุดแข็ง(หมวกสีเหลืองของ เดอ โบโน หรือ Strength ใน SWOT) พิจารณาในด้านที่เป็นผลเสีย หรือจุดอ่อน (หมวกสีดำของ เดอ โบโน หรือ Weakness ใน SWOT) มองให้ครบทั้งข้อดี ข้อเสีย และปรับคิดหาทางแก้ไขในสิ่งใหม่ (คิดสร้างสรรค์)เพื่อหาทางแก้ไขหรือทางออกให้หลุดรอดปลอดพ้นจากข้อบกพร่องต่างๆ (หมวดสีเขียวของ เดอ โบโน) ให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อไป
๗.วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็นำเงื่อนไขคุณค่า (ประโยชน์ สิ่งที่มีคุณค่า คือ สิ่งที่มีประโยชน์) คุณค่าจำแนกได้เป็น ๒ ประเภท ตามคุณสมบัติ คือ
ก. คุณค่าแท้ หมายถึง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากคุณสมบัติของสิ่งนั้น เช่น เกลือ มีคุณสมบัติความเค็ม คุณค่านี้ต้องใช้ความรู้ ปัญญาในการตัดสิน
ข. คุณค่าเทียม หมายถึง ประโยชน์ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด เข่น ค่าของเงินตรา ตำแหน่ง ความสวยงาม เป็นประโยชน์เพื่อสนองตัณหา อาจเรียกว่าคุณค่าที่สนองตัณหาก็ได้
วิธีคิดแบบนี้ มุ่งให้เข้าใจและเลือกคุณค่าแท้ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
๘.วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ให้คิดการหาเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เป็นวิธีคิดส่งเสริมสิ่งที่ก่อให้เกิดในการค้นหาเงื่อนไขในที่เป็นไปการสร้างความดี ปรากฏการณ์อาจมีเงื่อนไขให้มุมมองได้หลายมุม อาจมีทั้งบวกและลบ การมองแบบนี้มุ่งให้หาเหตุที่เป็นทางบวก
๙.วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็พิจารณาจากเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปัจจุบัน และนำมายกให้เห็นว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อปัจุบัน และเงื่อนไขปัจจุบันอาจเป็นเงื่อนไขที่ต่อเนื่องไปถึงอนาคต
๑๐.วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ต้องการหาคำตอบ (เหตุ) ก็ใช้การกล่าวแยกแยะ (วิเคราะห์)จำแนกให้เห็นทุกด้าน พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวว่า “คำว่าวิภัชชวาทแปลว่า การพูดแยกแยะจำเเนกเเจกเเจง แถลงความแบบวิเคราะห์ เป็นการมองและแสดงความจริง โดยเเยกเเยะออกให้เห็นเเต่ละเเง่เเต่ละด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่จับเอาบางเเง่ขึ้นมาวินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด ความจริงวิภัชชวาทเป็นชื่อเรียกระบบความคิดของพระพุทธศาสนาทั้งหมด มีความหมายครอบคลุมวิธีคิดที่ได้กล่าวมาเเล้วข้างต้นหลายๆอย่าง”
อย่างไรก็ตาม กระบวนการคิดย่อย ๑๐ วิธีของโยนิโสมนสิการนี้ ต่างต้องใช้พื้นฐาน ๔ ประการ ของโยนิโสมนสิการ ทั้งสิ้น คือ ต้องมีจุดหมาย เป็นลำดับขั้นตอน ใช้เหตุผล และก่อให้เกิดประโยชน์
เพื่อความกระจ่างในการทำความเข้าใจการคิด มีคำที่ควรรู้เกี่ยวข้องกับการคิด คือ
คิด (think) กระบวนการปรุงแต่งของจิต กระบวนการทำงานของระบบสมอง(สังขาร ตามความหมายของพุทธ)
สงสัย ยังไม่มีความแน่ใจในคำตอบ หรือ ไม่แน่ใจในคำตอบ
ตรึก (concentrate) การเอาจิตไปจับที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (บาลี ตกฺก สันากฤต ตรก อ่านว่า ตะระกะ )
ตรอง (critique) การติดตามการเคลื่อนไหวในสิ่งที่จิตได้ตรึก (วิจาร พิจารณา)
วิจาร ,พิจาร (critique) การเอาจิตดูในรายละเอียดของสิ่งที่ได้สัมผัส
ตรึกตรอง การเอาจิตเข้าไปจับสิ่งหนึ่งแล้วยกขึ้นพิจารณา (ต้องใช้เหตุผล)
เหตุ (cause) ภาวะเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมา
ผล สิ่งที่เกิดขึ้นตามภาวะเงื่อนไขจำเป็น
พิสูจน์ (proof)การนำหลักฐานประจักษ์มายืนยันว่าจริงหรือเท็จ
ยืนยัน (affirmo) การนำจินตลักษณ์ (image) ๒ จินตลักษณ์ หรือ ๒ ความคิดรวบยอด (concepts) มาเปรียบเทียบกันและสอดคล้องกัน
ปฏิเสธ (nego)การนำจินตลักษณ์ ๒ จินตลักษณ์ หรือ ๒ ความคิดรวบยอดมาเปรียบเทียบกันและไม่สอดคล้องกัน หรือเข้ากันไม่ได้
มนสิการ การเอาจิตจับจดจ่อกับสิ่งหนึ่ง (มน = ใจ สิการ = จดจ่อ)
ญาณ (know)ภาวะรู้
ภาวะรู้ (know)การที่จิตรู้สึกจากสิ่งที่ได้สัมผัส
ความรู้ (knowledge)สิ่งที่จิตบันทึก (สั่งสม)ไว้
วิทยา ความรู้
ญาณวิทยา ความรู้ในการแสวงหาความรู้ (theory of knowledge)
ผัสสะ (sense) การที่กายกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง วัตถุ (อารมณ์)
รับรู้ (perceive) การที่จิตกระทบกับสิ่งที่ได้สัมผัส (เวทนา)
จำ (memory) การที่จิตบันทึก (สั่งสม) สิ่งที่ได้สัมผัส (สัญญา)
กระจ่างความคิด (clarify)การที่จิตได้รู้ลึก รู้รอบ รู้ทั่วในสิ่งที่ได้รู้ (วิญญาณ)
ปัญญา (wisdom) ภาวะที่จิตรู้ลึก รู้รอบ รู้ทั่ว รู้กระจ่าง (ส่วนหนึ่งใช้เหตุผล)
จินตมยปัญญาภาวะรู้กระจ่างอันเกิดจากกระบวนการคิด (ต้องใช้เหตุผล)
(การคิดโดยกระบวนการวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการคิดด้วยเหตุผลแบบอุปนัย)
วิจารณ์ ,พิจารณ์ การเอาจิตดูในรายละเอียดของสิ่งที่ได้สัมผัส (ต้องใช้เหตุผล)
วิเคราะห์ แยกแยะ (ต้องใช้เหตุผล)
สังเคราะห์นำมาร่วมกัน เกื้อกูลกัน (สงเคราะห์) (ต้องใช้เหตุผล)
ประโยชน์ของการคิดเป็น
ติดจินตนาการ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่อความสะดวกสบายทั้งหลายเริ่มมาจากจินตนาการของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงต้องฝึกการคิดจินตนาการให้สอดคล้องบนพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล
คิดด้วยเหตุผล เพื่อดูความสัมพันธ์ของภาวะเงื่อนไขจำเป็นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว เพื่อการตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ข้อเท็จจริง คือ มนุษย์มีการตัดสินใจเกือบตลอดเวลา ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีการเลือก
ติดสร้างสรรค์ คือ การคิดสิ่งใหม่เพื่อให้เกิดประโยขน์ต่อตนเองและสังคม (การคิดเพื่อประโยชน์เพื่อตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อส่วนรวม ไม่ถือว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์)
ข้อสังเกตต่อในกระบวนการคิดที่กระทรวงศึกษาต้องการ
ความสามารถในการคิดที่กระทรวงศึกษาต้องการ คือ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดอย่างเป็นระบบ
๑.การคิดอย่างเป็นระบบ ควรมาก่อน เนื่องจากเป็นกระบวนการคิดทั้งหมด ตัวบ่งชี้การคิดอย่างเป็นระบบ คือ คิดอย่างมีจุดหมาย คิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน คิดด้วยเหตุผล คิดให้เกิดประโยชน์ (ที่นักการศึกษา(ศรัทธา)ยึดมั่น คือ กระบวนการวิทยาศาสตร์ อาจใช้กับการคิดกับสิ่งที่สัมผัสได้ดี แต่ บั่นทอน จินตนาการและสร้างสรรค์)
๒.การคิดวิเคราะห์ คือ การนำส่วนรวมมาแยกแยะ ดู องค์ประกอบแต่ละส่วน ลักษณะและคุณสมบัติขององค์ประกอบ การทำหน้าที่และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่มีต่อองค์รวม
๓.การคิดสังเคราะห์ คือ การนำองค์สิ่งที่มีความแตกต่างกันมาประกอบให้เป็นสิ่งใหม่ (ที่จริงแล้วเป็นความคิดสร้างสรรค์อยู่ด้วย ถ้ามุ่งที่ให้เกิดประโยชน์)
๔.การคิดพิจารณา (วิจาร, พิจาร = การตรอง = การเอาจิตเจ้าไปจับแล้วดูลักษณะ องค์ประกอบ คุณสมบัติ การเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง ฯลฯ) น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการคิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอนของการคิดอย่างเป็นระบบ
think [thingk]
verb (past and past participle thought [thawt] or thunk (nonstandard) [thungk], present participle think·ing, 3rd person present singular thinks)
1. transitive and intransitive verb form thoughts: to use the mind to consider ideas and make judgments
Think carefully before you start writing.
2. transitive verb have something as opinion: to believe something, or have something as an opinion
I don't think it will rain today.
She seems to think she's a good dancer.
3. transitive and intransitive verb comprehend something: to imagine or understand something or the possibility of something
I can't think of letting you leave so soon.
4. transitive and intransitive verb have in mind: to bring something to mind
I can't think what the date is today.
I hadn't thought about him for months.
5. transitive verb concentrate on something: to focus the attention on something
He thinks golf day and night.
6. intransitive verb have regard for somebody: to regard somebody with care or concern
You need to think of your family.
7. transitive verb view somebody or something as something: to regard somebody or something in a particular way
Don't think me unkind.
8. transitive and intransitive verb intend: to have something as a plan
She thought she'd go out after dinner.
9. transitive verb foresee something: to anticipate something happening
I didn't think he'd actually do it.
I didn't think you'd be early.
10. transitive verb be heedful of something: to be attentive or considerate enough to do something
Didn't you think to ask about her mother?
11. intransitive verb choose something: to make a mental choice
Think of a card and I'll try to guess what it is.
12. transitive verb influence outcome with mind: to bring something to a particular condition using the mind
Try to think the pain away.
noun
spell of thinking: an act of thinking, or a period of time spent thinking (informal)
She sat down to have a think.
[ Old English þencan < Indo-European]
-think·a·ble, adjective
have got another think coming used to say that somebody is mistaken (informal)
If he thinks I'm going to help him he's got another think coming.
not think much of somebody or something to regard somebody or something as not being very good
that's what you think! used to say that somebody is quite wrong in a belief, assumption, or expectation (informal)
"It shouldn't take too long." "That's what you think!"
think better of something to change your mind and decide not to do something
She was about to speak her mind, but then thought better of it.
think nothing of something to regard something as not being unusual
She thinks nothing of working all night to finish a project.
think twice to consider something very carefully
You should think twice about lending them so much money.
From Microsoft® Encarta® 2009. © 1993-2008 Microsoft Corporation.
Wednesday, 19. August 2009, 07:25:58
ศัพท์สังคมศึกษา
ศัพท์สังคมศึกษา
ศัพท์ที่ปรากฏในที่นี้ เป็นการนำความหมายจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ มาสรุปประเด็นให้เกิดความคิดรวบยอด (และบ่งชี้เงื่อนไขได้) เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปใช้
คำย่อ ENC = Encarta 2009 Grk = Greek Lat = Latin Ita = Italian IE = Indo-European
การคิด
การปรุงแต่งของจิต (จิตสังขาร)อันสืบเนื่องมาจากการสัมผัส (perception)หรือ จำได้-หมายรู้ (สัญญา memory-retrieve)หรือ สิ่งที่รู้กระจ่างแล้ว (วิญญาณ clarification, conciousness)
การอ้างเหตุผล
Reasoning : Ratio(Lat) "calculation, thought" < past participle of reri "calculate, think"
การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของเงื่อนไขที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น (เหตุ คือ เงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดตามมา)
การพิสูจน์
Proof : proba (late Lat)< probare (Lat) "prove, test"
การนำหลักฐานประจักษ์มาอ้างเพื่อยืนยันว่าจริงหรือเท็จ
การละเล่น
Performance ?
การแสดงที่มีจุดหมายและมีแบบแผนเพื่อความบันเทิงเริงรมย์
การเล่น
วิธีการทำกิจกรรมให้เกิดความสนุก
การศึกษา
คือ การพัฒนาอบรมตน (พุทธ)การพัฒนาตนทั้งกายและจิต
(การพัฒนาตนนั้น ผู้อื่นทำให้ไม่ได้ ต้องบุคคลนั้นมีความปรารถนาในการพัฒนาตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความสำเร็จในการพัฒนาตนมีโอกาสสูง การพัฒนาผู้เรียนคือ การกระทำใด ๆ เพื่อห้ผู้เรียนมีความต้องการพัฒนาตน)
การศึกษา = education
Education :
educare (Lat) to bring up หรือ take care คิอ การอบรมเลี้ยงดูจากผู้สอน (ครูเป็นศูนย์กลาง)
educere (Lat) to bring forth คือ การดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนออกมา (ตามวุฒิภาวะ) หรือ e - out + duco - duct (นำ)ออกมา
(ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้เรียนจะต้องแสดงศักยภาพออกมา ผู้สอนเป็นเพียงจัดสภาพการณ์ให้เอื้อต่อการแสดงศักยภาพนั้น)
Education : educat- (Lat), past participle of educare "bring up, rear," related to educere "lead out" < ducere "lead" (Enc)
กุศโลบาย
strat•e•gy [stráttəjee]
ต้นคริสตศตวรรษที่ ๑๙ โดยทางภาษาฝรั่งเศส stratégie จากภาษากรีกว่า stratēgia “generalship” “แม่ทัพ” จากคำ stratēgos “general” “นายพล” จากคำ stratos “army” “กองทัพ” + agein “to lead” “นำ”
๑.ทางทหาร การวางแผนการรบ ศาสตร์หรือศิลปะการวางแผนหรือปฏิบัติการการรณรงค์สงครามหรือกองทัพ
๒.การวางแผนในสาขาใด ๆ การวางแผนอย่างรอบคอบในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือ ศิลปะในการพัฒนาหรือดำเนินการให้แผนนั้นปรากฏออกมา
๓.ชีววิทยา การปรับตัวที่สำคัญต่อความสำเร็จทางวิวัฒนาการ ในทฤษฎีวิวัฒนาการ พฤติกรรม โครงสร้าง หรือ การปรับตัวอื่น ๆ ซึ่งปรับปรุงความสามารถ
ความจำ สัญญา
Memmory : Latin memoria < memor "mindful"
สิ่งที่สะสมไว้ในจิต (จิตต = สั่งสม)
จินตลักษณ์
Image : 12th century. Via French < Latin imago "likeness"
สิ่งที่จิตรับรู้ หรือสร้าง จนนึกเห็นลักษณะรูปและส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งได้
ชีวิต
Greek bios "life, way of living" < Indo-European, "to live"
ในทางพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่ประกอบด้วยรูปกับนาม
รูป คือ สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทมั้ง ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส
นาม คือ สิ่งที่ไม่มีรูปแต่รู้ได้ คือ วิญญาณธาตุ (มโน จิตต์ วิญญาณ)ซึ่งสามารถรับรู้สึก จำได้ ปรุงแต่งได้ กระจ่างในภาวะรู้ได้
ตัวแบบ. แบบจำลอง
Model : modele (Frn) < modello (Ita) < modulus < modus (Lat) = measure
ต้นแบบแสดงระบบความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ขององค์ประกอบ ทั้งความคิด กระบวนการ และระบบ (สปส)
๑. สำเนาวัตถุ โดยเฉพาะที่ทำในขนาดเล็กกว่าต้นแบบ
๒. รุ่นเฉพาะของวัตถุ (ที่มนุษย์ทำขึ้น)
๓. สิ่งที่ทำเป็นสำเนาเพื่อใช้เป็นพื้นฐานความคิด กระบวนการ หรือระบบที่สัมพันธ์กัน
๔. แบบที่ทำให้ง่ายของบางสิ่งที่ซับซ้อนใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและทำนาย
๕. ตัวอย่างที่สมบูรณ์ (Enc)
ทดลอง
Experiment : Experimentum (Latin) "trial, test" < experiri "try out"
การตรวจสอบ หรือ ลองผิดลองถูกด้วยการสังเกต (สัมผัส) เพื่อค้นหาคำตอบ
ทฤษฎี
Theory : Theorem (Lat) <
theōrein (Grk) "look at" < theōria "contemplation, theory" < theōros "spectator"
กฎ หลักการ ที่อ้างความสัมพันธ์ของเหตุและผล และสามารถแสดงให้เห็นจริงได้ (มักเริ่มต้นจากความสงสัย ตั้งสมมุติฐาน พิสูจน์ และสรุปเป็นหลัก)
นันทนาการ
Recreation : recreatum = re - again + creatum - to build up, to fresh up
นันทนาการ (นันทน - สบาย เพลิดเพลิน + อาการ - กระทำ)การกระทำเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน (เป็นหลัก ดังนั้น สิ่งใดที่ทำเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินจึงเป็นนันทนาการทั้งสิ้น สิ่งที่ตามมา คือ กิจกรรมนั้นจะไม่เคร่งครัดทั้งในเรื่องกฎ กติกา เวลา สถานที่ จำนวนคน)
นิรนัย
Deduction : deducere (Lat) "lead out" < ducere "to lead"
รูปแบบการอ้างพิสูจน์โดยอ้างจากความจริงที่ยอมรับแล้ว (กฎ บทบัญญัติ หลักการ ทฤษฎี บรรทัดฐานฯลฯ) แล้วนำสิ่งที่พิสูจน์ไปเทียบ ถ้าสอดคล้องกัน เป็นจริง ถ้าไม่สอดคล้องกัน เป็นเท็จเท็จ
นิรนัยเป็นกระบวนทางความคิดล้วน ๆ (โยงเหตุผลจากความคิด) ไม่สนใจการสัมผัสทางกาย (สังเกต ประสบการณ์)
บูรณาการ
Integration : integrat- (Lat), past participle of integrare "make whole" < integer "whole"
การทำให้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์
การปรุงให้สมบูรณ์ตามที่กำหนด
ปฏิบัติการนิยม
Experimentalism : Experiential (Lat) < experiri "try out"
ความคิดที่เชื่อว่าการลองทำจะทำให้เกิดภาวะรู้ความจริงแท้
ปฏิบัตินิยม
Pragmatism : Latin < Greek pragmatikos < pragma "deed, action"
ความคิดที่เชื่อว่าเชื่อว่าการลงมือปฏิบัติจะทำให้เกิดภาวะรู้
ปฏิเสธ
Negation : negat- (Lat), past participle of negare "deny" ในทางตรรก ประโยคตรรกแบบ E มาจากสระตัวแรกของ Nego = ข้าพเจ้าขอปฏิเสธ
ความไม่สอดคล้องของสิ่งที่ต้องการพิสูจน์เมื่อเทียบกับสิ่งที่เป็นหลัก
ปรุง
การนำสิ่งต่าง ๆ มาเป็นส่วนประกอบแล้วดำเนินการทำให้เป็นสิ่งใหม่
ตัวอย่าง เช่น นำ น้ำสะอาด พริก หอมแดง ข่า คะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว น้ำปลา โปรตีน มาปรุง (ทำให้เป็น) ต้มยำ
ผลEffect/result : effectus (Lat) < efficere "accomplish" < facere "make, do".
resultare (Lat) "spring back, reverberate" ("result" in medieval Latin) < saltare "to jump"
สิ่งที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไข
ยืนยัน
Affirm : affirmare (Lat) "strengthen" < firmus "firm" ในทางตรรก ประโยคตรรกแบบ A มาจากสระตัวแรกของ Affirmo = ข้าพเจ้าขอยืนยัน
ความสอดคล้องของสิ่งที่ต้องการพิสูจน์เมื่อเทียบกับสิ่งที่เป็นหลัก
โยนิโสมนสิการ, หลัก
โยนิโส- เหตุ ที่มา , มนสิการ - การเอาใจจดจ่อ โยนิโสมนสิการ คือ การเอาใจจดจ่อจับพิจารณาถึงที่มา หรือเหตุ มี ๔ ขั้นตอนตามลำดับ คือ
๑. คิดอย่างมีจุหมาย
๒. คิดให้ต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอน
๓. คิดด้วยเหตุผล
๔. คิดให้เกิดประโยชน์
เล่น
Play : Old English pleg(i)an < Germanic, "to risk, exercise"
การกระทำกิจกรรมเพื่อความสนุก
วัฒนธรรม
ในทางมานุษยวิทยา หมายถึงรูปแบบของพฤติกรรมและความคิดซึ่งบุคคลที่อาศัยอยู่ในสังคมเรียนรู้ สร้างสรรค์ และร่วมปัน วัฒนธรรมจำแนกกลุ่มมนุษย์หนึ่งให้แตกต่างกับอีกกลุ่มหนึ่ง วัฒนธรรมยังจำแนกคนให้แตกต่างไปจากสัตว์ วัฒนธรรมของมนุษย์รวมถึงความเชื่อ กฎเกณฑ์พฤติกรรม ภาษา พิธีกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี แบบการแต่งกาย วิถีการปรุงอาหาร ศาสนา และระบบเศรษฐกิจและการเมือง
จาก Microsoft® Encarta® Reference Library 2003. © 1993-2002 Microsoft Corporation
สรรคนิยม สถาปนนิยม หรือ...
Constructivism : (Enc)construct- (Lat), past participle of construere "pile together" < struere "pile, build"
ความคิดเชื่อว่าการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม(สัปปายะ)จะทำให้เกิดการสร้างภาวะรู้ที่แท้จริง
สร้างสรรค์
Creative : (Enc) Latin creat-, past participle of creare "bring forth"
สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจาก (การดึง)ความชำนาญ (ออกมา) รู้จริง ทำได้ แปลกใหม่ ไม่ยึดมั่น และเป็นประโยชน์
สังคม
society : the web of relationships and interactions among human beings.
(Mid-16th century. Via French < Latin societas "companionship" < socius "companion")
สังคม = สํ - ร่วม + คม - ไป = ไปร่วมกัน การไปร่วมกันได้ ต้องมีจุดหมายร่วมกัน มีข้อตกลงสร้างเป็นแบบในการปฏิบัติ และมีวิถีชีวิตความผูกพันต่อกลุ่ม
สัญลักษณ์
Symbol : Via Latin < sumbolon (Grk) "mark" < sumballein "compare" < ballein "throw"
สิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องหมายในการสื่อความหมาย
หลักการ
Principle : principe (Frn) < principium (Lat) < princip- "somebody who takes first place"
ฐานสมมุติที่กำหนดไว้เพื่อการทำงานบางอย่าง
เหตุCause : causa (Lat) "reason, motive
เงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมา
อุดมคติ
Ideal : late Latin idealis < Latin idea < idein "to see"
ความคิดเกี่ยวกับความสมบูรณ์ (จริงแท้) ของสิ่งหนึ่ง
อุปนัย Induction : ducere (Lat) = lead > Inducere = lead into. Persuade
รูปแบบการพิสูจน์ด้วยการใช้การสัมผัสภายนอก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เพื่อทำให้เกิดการคาดการณ์และปักใจเชื่อว่าว่ามีแนวโน้มว่าเป็นจริงหรือเท็จ (เหตุที่เป็นแนวโน้มเพราะว่าเราไม่ได้สัมผัสครบทุกกรณี)
หรือ
การนำส่วนย่อย (ข้อมูลจากการสัมผัส ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ที่มีลักษณะร่วมไปสู่การสรุปเป็นหลักทั่วไป (หลักการ กฎ ทฤษฎี)
หรือ
การสรุปบนพื้นฐานหลักฐานประจักษ์ หรือการสรุปเป็นหลักทั่วไปบนพื้นฐานการสังเกตกรณี หรือ กระบวนการสรุปเป็นหลักทั่วไป ในการใช้วิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ (Microsoft Encarta 2009)
หมายเหตุ อุปนัยยังแยกย่อยในรายละเอียดและความคิดรวบยอดของวิธีการลงไปอีก คือ อุปนัยสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์
อุปนัยวิทยาศาสตร์Scientific induction
วิธีการศึกษาปรากฏการณ์จากการสังเกต (ตัวอย่าง) อย่างจงใจ โยงความเป็นเหตุผลของข้อมูล แล้วสรุปเป็นหลัก
เมื่อนำมาใช้ในการศึกษา เราเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแตกขั้นตอนวิธีการ และทักษะที่ใช้ในการศึกษา (มากข้อน้อยข้อตามคามความต้องการ คือ
ทักษะวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (ขั้นตอนตามกระบวนการวิทยาศาสตร์)
๑.ระบุปัญหา
๒.ตั้งสมมุติฐาน
๓.ทำการทดลอง
๔.สังเกตขณะทดลอง
๕.รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล
๖.ตรวจสอบข้อมูล
๗.สรุปผลการทดลอง
ทักษะขั้นมูลฐาน ๘ ทักษะ ได้แก่ (ทักษะที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสังเกต)
๘.ทักษะการสังเกต ( Observing )
๙.ทักษะการวัด ( Measuring )
๑๐.ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying )
๑๑.ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ( Using Space/Relationship )
๑๒.ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers )
๑๓.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ( Comunication )
๑๔.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring )
๑๕.ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting )
Showing posts 1 -
10 of 32.