Skip navigation

Lost password? | Help

เรื่องเล่า เล่าเรื่อง

สังคมศึกษา ฐานช่วยค้น

จิตนิยมกับการศึกษา

จิตนิยม

จิตนิยมเป็นระบบปรัชญาเก่าที่สุดเท่าที่มนุษย์ทราบ ต้นกำเนิดของจิตนิยมย้อนกลับไปถึงสมัยอินเดียโบราณในซีกโลกตะวันออก และย้อนไปถึงพลาโต สมัยกรีกโบราณในซีกโลกตะวันตก ในทัศนะที่เป็นพื้นฐานเน้นที่จิตวิญญาณ (spirit) ของมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในชีวิตมองจักรวาลว่า วัตถุไม่เป็นธรรมชาติสูงสุด แม้ว่านักปรัชญาจิตนิยมจะมีแนวคิดเฉพาะเจาะจงที่หลายหลาก อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาจิตนิยมได้มีมุมมองที่เห็นพ้องต้องกัน ดังต่อไปนี้ คือ

๑.จิตมนุษย์เป็นธาตุสำคัญที่สุดในชีวิต
๒.จักรวาล สาระในธรรมชาติสูงสุดไม่เป็นวัตถุ

จิตนิยม ไม่ควรนำไปสับสนกับความรู้สึกของแรงบันดาลใจระดับสูง นั่นคือ ไม่ใช่สิ่งที่นักปรัชญาหมายถึงเมื่อเขากล่าวถึงจิตนิยม ในความหมายของปรัชญา จิตนิยมเป็นระบบซึ่งเน้นความสำคัญของจิต วิญญาณ เป็นไปได้ในการแยกจิตนิยมออกเป็นสำนักต่างๆ กัน แต่สำหรับความประสงค์ในเอกสารนี้ เราจะจับสาระต่อเอกลักษณ์เพียงฐานนิยมทั่วไปของจิตนิยมเท่านั้น ในอภิปรัชญา ญาณวิทยา และทฤษฎีคุณค่า โดยไม่มุ่งในด้านความแปลกแยกของสำนักต่าง ๆ

อภิปรัชญาพื้นฐานของจิตนิยม ในแนวคิดจิตนิยม ความจริงแท้ทั้งมวลลดลงมาสู่พื้นฐานได้ คือ จิต (spirit) วัตถุเป็นสิ่งไม่จริงแท้ แต่ความจริงแท้เป็นความคิด การรวบยอดของจิต จิตเท่านั้นที่จริงแท้ ดังนั้น สิ่งที่เป็นวัตถุทั้งมวล ดูเหมือนเป็นจริงแท้ที่หดลงมาสู่จิต เก้าอี้ที่ท่านนั่งไม่ได้เป็นวัตถุ มันเป็นเพียงดูเหมือนวัตถุ ธรรมชาติที่แท้คือจิต ในระดับสากล จิตที่เป็นอันตะอาศัยในโลกที่มีความประสงค์ผลิตออกมาจากจิตที่เป็นนิรันดร แม้ว่าจักรวาลทั้งหมดสร้างขึ้นมาจากจิตนิรันดร ผลที่เกิดคือทุกสิ่ง และเราเป็นส่วนเล็ก ๆ ของจิต เนื่องจากมนุษย์เป็นส่วนของจักรวาลที่มีความประสงค์นี้ จิตเป็นสัต (being) ที่เลิศด้วยปัญญาและความประสงค์

ญาณวิทยาจิตนิยม จิตนิยมเชื่อว่า ความรู้ทั้งหมดเป็นอิสระจากประสบการณ์การสัมผัส การกระทำของการรู้เกิดขึ้นภายในจิต จิตเป็นประจุความสามารถในการกระทำและอยู่ภายในองคาพยพและสังเคราะห์ข้อมูลที่มาจากการสัมผัส มนุษย์สามารถรู้ได้ด้วยการหยั่งรู้ นั่นคือ มนุษย์สามารถเข้าใจความจริงบางประการได้ทันทีโดยปราศจากการใช้ประโยชน์จากการสัมผัสใด ๆ มนุษย์สามารถร็ความจริงได้จากการกระทำของเหตุผลจากสิ่งที่บุคคลตรวจสอบความเสมอต้นเสมอปลายทางตรรกะ
ของความคิดตน นักปรัชญาจิตนิยมบางท่านเชื่อว่าความรู้ทั้งมวลเป็นเรื่องของการระลึกรู้ พลาโตเป็นท่านหนึ่งที่ยึดความคิดนี้ พลาโตวางฐานข้อสรุปนี้บนฐานนิยมว่า จิตมนุษย์เป็นนิรันดร สิ่งใดที่มนุษย์รู้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในจิตของเขา จิตนิยมปรนัย (Objective Idealism)

ทฤษฎีคุณค่าของจิตนิยม นักปรัชญาจิตนิยม โดยทั่วไปฝังรากคุณค่าทั้งหมดทั้งในพระเจ้าหรือพลังธรรมชาติอื่นที่ไม่อยู่ในรูปบุคคล นักปรัชญาจิตนิยมเห็นพ้องกันว่าคุณค่าเป็นนิรันดร นักจิตเทวนิยมยืนยันว่าคุณค่านิรันดรสถิตอยู่ในเทพ ดีและชั่ว งามและน่าเกลียด ได้เป็นที่รู้ในการขยายความคิดของความดีและความคิดของความงามเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่กับความดีสัมบูรณ์และ
ความงามสัมบูรณ์พบได้ในเทพ นักจิตพหุเทวนิยมตีความว่าเทพกับธรรมชาติ คุณค่าเป็นสิ่งสมบูรณ์และไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากคุณค่าเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินการจัดระเบียบของธรรมชาติ
ทฤษฎีการศึกษาของจิตนิยมสมัยใหม่

จุดหมายของการศึกษา ความประสงค์ของการศึกษา คือ การกระจายการพัฒนาจิตและตนของนักเรียน โรงเรียนควรเน้นกิจกรรมทางปัญญา การตัดสินทางจริยธรรม การตัดสินทางสุนทรียะ การรับความจริงแห่งตน เสรีภาพส่วนบุคคล ความรับผิดชอบส่วนบุคคล และการควบคุมตนเองเพื่อให้บรรลุพัฒนาการเหล่านี้

หลักสูตร หลักสูตรอยู่บนพื้นฐานความคิดหรือฐานความคิดของธรรมชาติจิตมนุษย์ ความคิดนี้ในทางกลับกันนำไปสู่ความคิดลักษณะหน่วยที่ใหญ่ขึ้นคือครอบครัว ชุมชน รัฐ โลก และนิรันดร์ ในการรักษาสาระเนื้อหาวิชาซึ่งเป็นสาระสำหรับพัฒนาการจิตบุคคล หลักสูตรต้องรวมถึงบรรดาวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อการยอมรับความจริงทางสมองและการพัฒนาจริยธรรม วิชาเหล่านี้เตรียมคนด้วยวัฒนธรรม และหลักสูตรควรบังคับนักเรียนทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหาวิชาควรคงที่สำหรับทุกคน

กระบวนการเรียน-การสอน นักปรัชญาจิตนิยมมีการคาดหวังสูงในตัวครู ครูต้องเป็นเลิศ เพื่อจะสนองในการเป็นตัวอย่างแก่นักเรียน ทั้งในด้านสติปัญญาและจริยธรรม ไม่มีองค์ประกอบอื่นใดในระบบโรงเรียนจะมีความสำคัญยิ่งไปกว่าครู ครูต้องเป็นเลิศในความรู้และในการหยั่งเห็นมนุษย์ในการนำไปสู่ความต้องการและประจุความสามารถของนักเรียน และต้องสาธิตความเป็นเลิศทางจริยธรรมให้เห็นในความประพฤติและการลงโทษ ครูยังต้องปฏิบัติการทักษะสร้างสรรค์ในการจัดเตรียมโอกาสด้านความคิดของนักเรียนในการค้นพบ วิเคราะห์ รวม สังเคราะห์ และ สร้างสรรค์การประยุกต์ความรู้ให้ชีวิตและพฤติกรรม

วิธีการสอน โครงสร้างและบรรยากาศชั้นเรียนควรจัดเตรียมนักเรียนให้มีโอกาสในการคิด และเพื่อประยุกต์เกณฑ์การประเมินทางจริยธรรมในสภาพการณ์ที่เป็นรูปธรรมภายในบริบทของสาระเนื้อหา วิธีการของครูต้องเสริมเร้าการแสวงหาข้อเท็จจริง เท่า ๆ กับทักษะในการสะท้อนกลับข้อเท็จจริงนี้ออกมา การสอนให้นักเรียนคิดยังไม่พอ สิ่งที่สำคัญมากคือว่านักเรียนคิดเกี่ยวกับอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง หรืออื่น ๆ ที่นักเรียนจะล้อมเอาความเขลาออกไป

วิธีการสอนควรเสริมเร้านักเรียนในการขยายมุมมองทางกว้าง กระตุ้นความคิดที่สะท้อนออกมา เสริมเร้าทางเลือกทางจริยธรรมของบุคคล จัดเตรียมทักษะในการคิดชิงตรรกะ จัดเตรียมโอกาสในการประยุกต์ความรู้ต่อปัญหาจริยธรรมและปัญหาสังคม กระตุ่นความสนใจในสาระเนื้อหาวิชา และเสริมเร้านักเรียนในการยอมรับคุณค่าของอารยธรรมมนุษย์

มนุษย์กับการศึกษา : มองในแง่อภิปรัชญา

มนุษย์กับการศึกษา:มองในแง่อภิปรัชญา

อภิปรัชญาเป็นสาขาของปรัชญาซึ่งตรวจสอบปัญหาความจริงแท้อันติมะ (สูงสุด) อภิปรัชญาถามว่า “อะไรคือ ธรรมชาติความจริงแท้ของจักรวาล โลก ชีวิต จิตและผลผลิตของจิต เสรีภาพของมนุษย์ พระเจ้ามีอยู่หรือไม่ ในการศึกษาทางอภิปรัชญามีทัศนะหลักที่แตกต่างกัน ๒ ประการ คือ

๑.มนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้
๒.มนุษย์เป็นอินทรีย์วัตถุ

มนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้

นักปรัชญาผู้มีทัศนะยืนยันมนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้ มองว่าจิตมีสาระแตกต่างจากวัตถุ แม้ว่านักปรัชญาไมได้กำหนดแน่นอนว่า จิตคืออะไร แต่ได้แสดงให้เห็นฐานะของจิต ซึ่งมักรวมความว่า จิตเป็นบางสิ่งซึ่งเป็นอวัตถุ จรได้ และใช้ผัสสะ จินตลักษณ์ (image) ความคิด และอื่น ๆ เพื่อก่อรูปความคิดรวบยอด ความคิด การจำ และอื่น ๆ นักปรัชญาหลายคนมองว่า จิต (mind) เป็นคำที่แทนกันได้กับวิญญาณ (soul) ความจริงแท้ทั้งหมดสามารถลดลงมาสู่ภาวะจิตได้ และความจริงแท้เป็นพื้นฐานต่อสรรพสิ่งเป็นอวัตถุ บิชอป เบอร์กเลย์ นักจิตนิยมชาวอังกฤษในศตวรรษที่ ๑๘ อ้างว่าวัตถุและเหตุการณ์ต่าง ๆ ปกติแล้วเป็นความคิด แม้ว่าจะยอมรับความคิดของเบอร์กเล่ย์ได้ไม่ทั้งหมด แต่นักจิตนิยม นักสัจนิยม และนักวิชาการบางคนเห็นพ้องกันในพื้นฐานอวัตถุของความจริงแท้

การประยุกต์ใช้กับการศึกษา ในฐานะที่ มนุษย์ มีจิตเป็นแก่น สัต (การคงอยู่ = being) ของจิต ที่การศึกษาและนักการศึกษาได้นำไปประยุกต์ ในภาพรวม นักปรัชญาสนับสนุนที่สนับสนุนฐานะนี้เห็นพ้องกันว่าการศึกษามีผลกระทบนิรันดร นอกจากนั้น นักปรัชญายังยึดถือว่า เนื่องจากมนุษย์มีจิตเป็นแก่น ธรรมชาติของจิตมนุษย์ไม่เปลี่ยนและจิตเป็นอิสระ ความเชื่อของนักปรัชญาเป็นเหตุให้การศึกษาและนักการศึกษานำไปกำหนดสิ่งซึ่งเป็นจุดหมายทางการศึกษา มาตรฐาน หลักสูตร การจัดระเบียบทางสมอง การอุดมศึกษา เสรีภาพทางวิชาการ และโอกาสทางการศึกษา

จุดหมายของการศึกษา มีจุดหมายพื้นฐานทางการศึกษาเดียวเท่านั้น ถ้ายอมรับว่าจิตเป็นแก่นของชีวิตมนุษย์ ในขณะที่หลักการซึ่งเน้นธรรมชาติทางจิตของมนุษย์ การศึกษาต้องมุ่งที่การรู้ความจริงแห่งตน และการพัฒนาตน เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาต้องเป็นความรู้แห่งตน ซึ่งเริ่มต้นที่ความฉลาด

มาตรฐานสมบูรณ์ ความฉลาดและคุณธรรมเป็นส่วนของธรรมชาติมนุษย์ที่สร้างจุดหมายสูงสุด(อันติมะ)ของบุคคล นักการศึกษาผู้ยึดถือสภาวะนี้ได้โน้มเอียงไปในทางมองเห็นคุณค่าที่เป็นคุณสมบัติสมบูรณ์ คงที่ อยู่ภายในสิ่งที่กำหนดเป็นคุณค่า ตามมรรควิธีการมองคุณค่าแบบนี้ สิ่งที่ถูกหรือผิด ดีหรือเลว ได้มาตรฐานหรือไม่ได้เป็นมาตรฐาน คุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง การตัดสินคุณค่าเป็นจริงในปัจจุบัน ย่อมเป็นจริงเช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในอดีตที่ผ่านมานับศตวรรษ และไม่มีสิ่งใดจริงกว่า ดังนั้น การศึกษาชั้นยอด (classics) มีคุณค่าเนื่องจากการทำความกระจ่างคุณค่า (value clarification) และกำหนดมาตรฐานพฤติกรรมเป็นสิ่งเที่ยงในวันนี้ เช่นเดียวกับที่เป็นในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าและมาตรฐานเหล่านี้ ได้รับการนำเสนอในรูปแบบลีลาการเขียนที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ ในการสอน ความคิดของเชาวน์ปัญญาไม่เปลี่ยนแปลงและการพัฒนาจริยธรรมต้องไม่มีเหตุผลที่ต้องนำมาอ้าง

หลักสูตร ตามธรรมชาติของมนุษย์ หลักสูตรควรได้รับการกำหนดเพื่อให้จิตอิสระและเตรียมตัวบุคคลเพื่อจุดหมายสูงสุดของบุคคล ความรู้สาระเนื้อหาเป็นสิ่งจำเป็น พื้นฐานการอ่าน การเขียน และการคำนวณเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคคล รายวิชาพื้นฐานที่เกี่ยวกับคุณค่ามนุษย์ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา รายวิชานี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ศิลปศาสตร์ หลักสูตรเป็นสิ่งที่เหนือกว่าหลักสูตรวิชาชีพ รายวิชาชีพมุ่งที่การอบรม และไม่ควรเรียกในเชิงการศึกษา เนื่องจากเทอมการศึกษาสงวนไว้สำหรับรายวิชาที่ทำให้เกิดอิสรเสรีตามมาด้วย นักปรัชญาที่สนับสนุนแนวคิดที่โน้มไปสู่หลักสูตรที่เป็นแบบที่ยึดถือมา ไม่เปลี่ยนแปลงของทุกคน

การจัดระเบียบทางปัญญา แม้จิตเป็นสิ่งที่เรียกว่าธาตุรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง (active) ในเชิงประจักษ์ จิตสามารถฝึกได้ และจิตบางดวงสามารถฝึกอบรมได้ดีกว่าจิตดวงอื่น ผู้นำทางการศึกษาต้องส่งเสริมผู้เรียนให้คิดไปเบื้องหน้า สมาธิ วิริยะ ตื่นตัว สังเกต จำ ความสามารถในการเปรียบเทียบและมีวินัยในตนเอง ระเบียบวิชาที่แน่นอนจะช่วยพัฒนากิจนิสัยทางเชาวนปัญญาและคุณธรรมเหล่านี้ ตามสภาพนี้ ผู้สร้างหลักสูตรควรเลือกการศึกษาเหล่านั้น ซึ่งจัดเตรียมการฝึกอบรมที่เข้มข้นที่สุดเพื่อพัฒนาจิต

การอุดมศึกษา ในฐานะที่การอุดมศึกษาเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์คาดหวัง นักทฤษฎีจิตนิยม วิทยาลัยต้องเสรีสมบูรณ์ ครอบคลุมความสนใจทั้งหมด การบริหารควรอยู่ในมือนักวิชาการและมืออาชีพ ผู้ซึ่งปลอดจากการควบคุมของบางส่วนของสาธารณะ แรงกดดันทางการเมือง และผลประโยชน์ทางการเงิน หลักสูตรต้องรวมเอามนุษยศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์เอาไว้ เนื่องจากจิตนิยมเชื่อว่าคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นำบุคคลไปสู่การเข้าใจธรรมชาติ ศิลปะขยายชีวิตให้พรั่งพร้อมสมบูรณ์ขึ้น มนุษยศาสตร์เป็นการสร้างเสรีอย่างกว้างขวางในการศึกษาทั้งหมดในหลักสูตรทักษะอาชีพ รวมถึงการฝึกอบรมครู ควรอยู่บนพื้นฐานการศึกษาเป็นกลุ่มก้อนในมนุษยศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์

เสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากความเชื่อในจิต นักคิดเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกับเสรีภาพทางวิชาการมาก ในการตัดสินใจของจิตนิยม เสรีภาพในการสอนและการเรียนรู้ คือ สารัตถะต่อการพัฒนาบุคคลอย่างเสรี เสรีภาพทางวิชาการต้องมีอยู่ในทุกระดับการศึกษา

โอกาสทางการศึกษา เนื่องจากจิตนิยมเชื่อว่า สิ่งสำคัญ คือ การฝึกอบรมจิตให้เข้มข้นเท่าที่จะเป็นไปได้ นักการศึกษาเหล่านี้ยินยันว่าทุกคนควรได้รับการจัดเตรียมโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนโดยการผ่านการศึกษา หลักฐานประจักษ์ คือ บุคคลมีประจุความสามารถหลายหลาก เมื่อเป็นหลักฐานประจักษ์ว่า นักศึกษาได้มาถึงระดับสูงสุดของประจุความสามารถ เป็นเวลาในการฝึกนักศึกษา ในทักษะอาชีพที่เป็นประโยชน์บางด้าน การศึกษาต้องไมเป็นแบบเทน้ำลงไปยังผู้รับที่รออยู่ชั้นล่างสุด

มนุษย์เป็นอินทรียวัตถุ

ธรรมชาตินิยม วัตถุนิยม ประสบการณ์นิยม ปฏิบัตินิยม และนักสัจนิยมบางท่าน เชื่อว่า มนุษย์เป็นอินทรีย์วัตถุซึ่งเป็นหนึ่งในธรรมชาติ นักปรัชญาเหล่านี้ มีทัศนะว่า ไม่มีการพบสิ่งที่เรียกว่าจิตอยู่ในมนุษย์และธรรมชาติ มนุษย์อยู่ในฐานะเป็นส่วนธรรมชาติที่เป็นวัตถุ อินทรียวัตถุต้องตัดสินความพึงพอใจเพื่อการดำรงชีพ ความเด่นชัดของนักปรัชญากลุ่มนี้มีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาแตกต่างกันหลายแนวคิด

การประยุกต์ใช้กับการศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต ธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเข้าใจในบริบทของธรรมชาติ สวัสดิการและความสุขของมนุษย์ในโลกวัตถุที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา มนุษย์ต้องให้การศึกษาเพื่อความสุขทางวัตถุที่มีอยู่ การศึกษาเพื่อการดำรงชีวิตเป็นหนึ่งในวลีที่กล่าวถึงทั่วไปจากนักการศึกษากลุ่มนี้

วิธีการเชิงประจักษ์ ตามนักทฤษฎีที่ยึดแนวความคิดนี้ มีทัศนะว่า ไม่มีความจริงสมบูรณ์ในการนำทางมนุษย์ ความจริงได้ตัดสินในการทดสอบของชีวิต วิธีการที่ใช้ในการศึกษาต้องไม่ขีดวงตนเองต่อสาระที่ได้รับรู้มาก่อน ซึ่งได้รับการส่งเสริมเพื่อบรรลุสารัตถะความจริง บุคคลต้องได้รับการสอนให้คิดอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ
ในขณะที่นักการศึกษาเหล่านี้ยึดถือว่า ไม่มีความจริงสมบูรณ์ในการนำทางมนุษย์ ความจริงสามารถตัดสินได้เพียงการทดสอบในขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น อาจเป็นความจริงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่เป็นจริงในวันนี้ อาจไม่จริงในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกรณีแวดล้อม มนุษย์ไม่สามารถบอกเล่าได้อย่างแท้จริงว่าสิ่งใดเป็นจริงจนกว่าได้ทดสอบจากการสัมผัส ดังนั้น มนุษย์ไม่สามารถกำหนดวงเรื่องราวสารัตถะความจริงที่ได้รับรู้มาก่อนได้ หลักสูตรที่ดีที่สุด คือหลักสูตรที่มีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง กรณีที่หลักสูตรได้กำหนดออกมาแล้ว หลักสูตรและวิธีการควรจัดการสอนให้บุคคลเกิดความคิดสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ

การสื่อสารทางสังคม ตามความเชื่อของนักปรัชญาในค่ายนี้ ต้องแยกสารัตถะทางสังคมออกมาเฉพาะ สาระเนื้อหาทางสังคมต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไป บุคคลไม่สามารถแยกตัวออกจากสังคมได้ สังคมทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง และในทางกลับกันบุคคลก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในฐานะเป็นส่วนของสังคม การศึกษาต้องเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางสังคม การศึกษาต้องมุ่งไปที่การขัดเกลาทางสังคมเท่า ๆ กับทักษะการคิด บทบาทของการศึกษาในฐานะเป็นตัวกลางในการขัดเกลาทางสังคม เป็นหนึ่งในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งทำให้โรงเรียนเป็นส่วนที่จำเป็นของสังคม

วิทยาศาสตร์ การสนับสนุนต่อสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดให้วิทยาศาสตร์แสดงบทบาทยิ่งใหญ่ในการศึกษามากกว่าบทบาทของแนวคิดว่ามนุษย์เป็นสารัตถะทางจิต ในทัศนะของนักปรัชญากลุ่มนี้ วิทยาศาสตร์สามารถทำให้มนุษย์กำกับและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ วิทยาศาสตร์กระจายการปรับปรุงความสะดวกสบายทางกายภาพของมนุษย์และความต้องการของสังคมโดยการเพิ่มความรู้ของโลกกายภาพ วิทยาศาสตร์เป็นแวดวงความรู้ที่มีค่าสูงสุด และควรให้ความสำคัญก่อนรายวิชาอื่น

หลักสูตร ปฏิบัตินิยมเน้นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ให้คุณค่าสูงมากจนจัดให้วิทยาศาสตร์อยู่ในลำดับต้น ๆ ในหลักสูตร นักปฏิบัตินิยมมองว่า วิทยาศาสตร์จัดเตรียมโอกาสด้านประสบการณ์แก่บุคคลที่ประสบได้ด้วยตนเองจากสิ่งต่าง ๆที่ปรากฏจากการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นักสัจนิยม ให้วิทยาศาสตร์เป็นแกนกลางในการศึกษามากกว่า เน้นที่จุดหมายปลายทางมากกว่ามรรควิธีทางตรรกะ การจัดการข้อเท็จจริงของโลกกายภาพอย่างเป็นระบบ นักปฏิบัตินิยมและสัจนิยมไม่เพียงเน้นวิทยาศาสตร์มากกว่าจิตนิยม แต่มีสิ่งที่เน้นในการศึกษาในด้านการปฏิบัติและการใช้ประโยชน์มากกว่า นอกจากนั้น นักปรัชญาแนวนี้ มีแนวโน้มเชื่อว่า หลักสูตรควรยืดหยุ่นมากกว่าหลักสูตรที่แน่นอนตายตัว และควรเน้นการจัดการศึกษาเพื่อความแตกต่างระหว่างบุคคลมากกว่ามีเนื้อหาเดียวกันให้ผู้เรียนทุกคนเรียน

สัมพัทธภาพ ในทัศนะของปฏิบัตินิยม สรรพสิ่งเกือบทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นสิ่งสมบูรณ์และไม่ได้ตรึงคงที่ มนุษย์สามารถรู้และซาบซึ้งในความงามและความพอใจในระบบจริยธรรมที่เป็นคุณค่าได้จากการสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตและประสบการณ์ ประสบการณ์ของมนุษย์และไม่เป็นการกำหนดชี้แบบสมบูรณ์เป็นพื้นฐานของคุณค่าทางจริยศาสตร์และจริยธรรม ดังนั้น โรงเรียนควรช่วยผู้เรียนของตนพัฒนาจริยธรรม และให้เกิดความซาบซึ้งในจริยธรรมและสุนทรียะ มีความเข้าใจจนกระทั่งแต่ละคนสามารถสร้างแบบกำหนดเป็นของตนจากสิ่งที่เราดำรงชีพอยู่ได้

จุดหมายของการศึกษา ในทัศนะของปฏิบัตินิยม จุดหมายแกนกลางของการศึกษาควรเน้นการสอนผู้เรียนให้คิดอย่างมีเหตุผล เป็นอิสระ และเป็นไปในทางดี เนื่องจากหน้าที่ของเชาวน์ปัญญามนุษย์ คือ การแก้ปัญหา และแนะแนวพฤติกรรมบุคคลเพื่อสนองความพึงพอใจจากความต้องการและแรงดลใจ การศึกษาต้องเน้นการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมีประสิทธิผล

การศึกษา มุมมองต่างฐานะ

การศึกษาในฐานะเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคล

การศึกษา ในภาษาอังกฤษ คือ education มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ๒ คำ คือ educare มีความหมายว่าการเลี้ยงดู การยกให้สูงขึ้น หรือฉลาด กับอีกคำซึ่งอ้างว่าเป็นพื้นฐานของคำว่า education เช่นกันคือ educere ซึ่งหมายถึงการนำออกมา (to lead out) หรือมีการอธิบายความในอีกความหมายหนึ่ง จากความหมายของภาษาละติน “e” หมายถึงออกมาภายนอก กับ “duco” หมายถึงการนำ (to lead)

ดังนั้น การศึกษาคือการนำสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ออกมา จากความหมายของการศึกษา คือ ศักยภาพแฝงของมนุษย์ที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา ดังนั้น จากรากศัพท์ การศึกษาจึงมีความหมาย ๒ แนว แนวหนึ่ง ความหมายเน้นที่ การฝึกอบรมและการสอน อีกแนวหนึ่งเน้นที่การนำสิ่ง ที่มีอยู่ในบุคคลออกมา เพื่อพัฒนาตามศักยภาพที่บุคคลนั้นมี

การศึกษา ในภาษาไทยมาจากภาษาสันสกฤต หรือสิกขาในภาษาบาลีมีความหมายว่า การ ฝึกฝน อบรมตน คืออบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด จนรู้สภาวะที่แท้จริงของโลก ใส่ใจสังเกตพิจารณาจับเอาสาระ เพื่อจะนำไปปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ ทั้งในปัจจุบัน อนาคต และประโยชน์สูงสุด การศึกษา จึงเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคล ให้ดียิ่งขึ้นในทางกาย จิตใจ สติปัญญาและสังคม

นักปรัชญาบางท่านในอดีตมองการศึกษาในแง่มุมต่างกัน เช่นอริสโตเติลกล่าวว่า การศึกษาควรช่วยบุคคลให้มุ่งไปสู่ระดับ ความสุขที่สูงกว่าด้วยการดำรงชีวิตที่ดี ในฐานะเป็นพลเมืองดีของรัฐ

โคเมนิอุส กล่าวว่า จุดหมายของการศึกษา คือ การฝึกอบรมเพื่อความเป็นชาย-เป็นหญิง เพื่อประโยชน์และความสุข มากกว่าชั้นยศหรือตำแหน่งใด ๆ
ลูเธอร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ การเตรียมตัวเพื่อการรับใช้รัฐและอารามอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น

การศึกษาในฐานะเป็นสถาบันสังคม

สถาบันทางสังคม คือ รูปแบบของความคิดและการกระทำที่มีความสัมพันธ์คงเส้นคงวาโดยเน้น ศูนย์กลางที่ลักษณะของ ภารกิจที่สำคัญทางสังคม ซึ่งพิจารณาจากองค์มติ องค์พิธีการ องค์การและองค์วัตถุ การศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอน ส่งทอด และ/หรือ เปลี่ยนแปลงทั้งความรู้และวัฒนธรรมให้แก่สมาชิกของสังคม

หน้าที่ของการศึกษานั้นได้ทำหน้าที่แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทหลัก คือ การอนุรักษ์สังคมและการปรับเปลี่ยนสังคม ซึ่งในแต่ละหน้าที่นี้ยังแบ่งออกเป็นหน้าที่หลักและหน้าที่แฝงอีกด้วย

หน้าที่หลัก (Manifest function) คือ หน้าที่ที่สังคม ได้คาดหวังไว้ว่าจะต้องทำ ส่วนหน้าที่แฝง (Latent function) เป็นหน้าที่ที่สังคมไม่ได้คาดหวังแต่มีการ ปฏิบัติควบคู่ไปกับหน้าที่แฝง

หน้าที่หลักของการศึกษาในการอนุรักษ์สังคม ได้แก่การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม การบูรณาการทางสังคม การควบคุมทางสังคม ธำรงวัฒนธรรมรอง ฝึกและพัฒนาแรงงาน การเลือกสรร และกำหนดตำแหน่ง สร้างลำดับชั้นทางสังคม สร้างความไม่เท่าเทียมทางสังคม ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไม่ได้เกิดมาพร้อมกับบุคคล จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสอนให้กับคนรุ่นต่อไป ในสังคมแบบพื้นบ้าน การส่งทอดวัฒนธรรมนี้กระทำโดยผ่านสื่อกลางง่าย ๆ โดยเอาเด็กเข้าร่วมในกิจกรรมผู้ใหญ่เพื่อให้เยาวชน ได้สังเกต เลียนแบบและเรียนรู้โดยการกระทำ โดยแนวทางเหล่านี้ เด็ก ๆ ได้ไฝ่หาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาษา ค่านิยม โลกทัศน์ และทักษะของวัฒนธรรมของตน ภายใต้สิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ผู้ใหญ่เป็นครู การใช้กาลและเทศะเป็นพิเศษในการเรียนรู้แบบเป็นรูปแบบ มีน้อยมาก จากการเริ่มต้นการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมนั้น การให้เด็กเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องพิจารณาเพื่อตัวเด็กเองและ เพื่อความคงอยู่ของสังคม ดังนั้น จึงไม่มี ปัญหาในด้านความสอดคล้อง หรือ การเร้าทุกสิ่งที่เรียนรู้เป็นประโยชน์ และผูกพันโดยตรงกับ ชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นไปได้นานเท่านานเฉพาะวัฒนธรรมที่ไม่มีความแตกต่างและคงที่ ด้วยกระบวนการทำให้ทันสมัย วัฒนธรรม กลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและมีความแตกต่างกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งทอดวัฒนธรรมจาก คนรุ่นหนึ่งไปยัง อีกรุ่นหนึ่งมีปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้นในสถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องมี เพื่อเป็นการสืบเชื้อสายทางวัฒนธรรม

การบูรณาการทางสังคม (social integration) สมาชิกของสังคมย่อมมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน เช่น สภาพทางสังคม ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีการดำรงชีวิต การศึกษามีหน้าที่หล่อหลอม ในส่วนที่เป็นอุดมคติพื้นฐาน ร่วมกันด้วยการให้การศึกษา ในส่วนพื้นฐานที่จำเป็น เช่นประวัติศาสตร์ สภาพทางภูมิศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ศาสนาความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี ความรู้เพื่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน เช่น ด้านสุขภาพ อนามัย การคิดคำนวณ การแก้ปัญหาปรากฏการณ์ที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ

การควบคุมทางสังคม เมื่อมนุษย์รวมกลุ่มกันเป็นสังคม ย่อมมีข้อตกลงพื้นฐานในด้านการประพฤติปฏิบัติ และข้อตกลงเหล่านี้สมาชิกต้องกระทำตาม สถาบันการศึกษาเป็นตัวแทนแกนกลางในการถ่ายทอดข้อตกลง เหล่านี้ให้กับสมาชิก ฝึกอบรมให้ปฏิบัติตามกฎซึ่งเป็นการควบคุมระเบียบสังคมทางอ้อมหรือเป็นการส่งเสริม หรือป้องกันไม่ให้สมาชิกฝ่าฝืน ระเบียบของสังคม

ธำรงวัฒนธรรมรอง สังคมแต่ละส่วนย่อมมีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แต่ละวัฒนธรรมย่อมมีจุดเด่นเป็นของตนเองและ จะต้องธำรงเอาไว้ บางครั้งวัฒนธรรมรองเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักหรือไม่ได้สนใจ สถาบันการศึกษาสามารถสอดแทรก เข้าในบริเวณต่าง ๆ อย่างทั่วถึง เมื่อพบเห็นก็จะ ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกในวัฒนธรรมรอง เหล่านั้นธำรงวัฒนธรรมของตนเอาไว้

ฝึกและพัฒนาแรงงาน การศึกษา คือการพัฒนามนุษย์ทั้งในด้านความรู้และทักษะเพื่อเป็นแรงงานของสังคม การศึกษา จะเป็นส่วนที่ฝึกอบรมสมาชิกของสังคมให้มีความรู้ ความสามารถตามที่สังคมต้องการ

การเลือกสรรและกำหนดตำแหน่งทางสังคมและแรงงาน ในขณะที่สมาชิกของสังคมได้รับการฝึกฝนอบรม ความถนัด ความสนใจ และความ สามารถ การศึกษาก็ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองเลือกสรรแรงงาน และกำหนดตำแหน่งตามความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และศักยภาพของสมาชิก

สร้างลำดับชั้นทางสังคม เมื่อผ่านกระบวนการเลือกสรรแต่ละขั้นตอนไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การสร้างลำดับชั้นทางสังคม เช่น คนที่มีความรู้ ความสามารถสูงทำหน้าที่เป็นหัวหน้า บางคนทำหน้าที่เป็นคุมงาน บางคนเป็นแรงงาน


หน้าที่แฝงของการศึกษาในการอนุรักษ์สังคม ประกอบด้วยเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน จัดเตรียมประสบการณ์ด้านบทบาท ทางเพศและเตรียมด้านการเลือกและจัดคู่ ลดจำนวนอัตราการว่างงาน

หน้าที่หลักของการศึกษาในการปรับเปลี่ยนสังคม ประกอบด้วยการสร้างและเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ ส่งเสริมการวิเคราะห์ วิจารณ์ของสถาบันประเพณีนิยม เปลี่ยนหรือเปลี่ยนรูปลำดับทางเศรษฐกิจและสังคมดั้งเดิม

หน้าที่แฝงของการศึกษาในการปรับเปลี่ยนสังคม สร้างปัญญาชนที่เด่นล้ำหน้าให้สังคม เพาะเชื้อการล้มล้างหรือปฏิวัติ สร้างความสำนึกให้แก่ชนกลุ่มน้อย

การศึกษาในฐานะเป็นวิชาชีพ

การศึกษาถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงหนึ่ง โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของวิชาชีพชั้นสูง ดังนี้

๑. เป็นการให้บริการแก่สังคมในลักษณะเฉพาะและจำเป็น (Social Service) การศึกษาเป็นการให้บริการสังคม ในด้านการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาพลเมืองให้มีคุณลักษณะตามที่สังคมต้องการ

๒. ใช้วิธีการแห่งปัญญา (Intellectual Method) กระบวนการทางการศึกษามีวิธีการเฉพาะเป็นของตน ต้องใช้ปัญญาในการสร้างสรรค์ส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่เป้าหมายสูงสุด แสวงหาวิธีการจัดดำเนินการ และวัดคุณค่าที่ได้ออกมา

๓. ใช้เวลาในการศึกษาอบรมนานพอสมควร (Long Period of Training) วิชาชีพการศึกษาเป็นวิชาชีพชั้นสูง ใช้เวลาในการศึกษาอบรมไม่น้อยกว่า ๔ ปี จึงจะถือว่าเป็นมืออาชีพได้

๔. มีเสรีภาพในการใช้วิชาชีพ (Professional Autonomy) วิชาชีพการศึกษา นักการศึกษาสามารถตัดสินใจ เลือกวิธีการตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม และตัดสินใจได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน หรือวิธีการเพื่อ พัฒนามนุษย์

๕. มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Professional Ethics) วิชาชีพศึกษาศาสตร์ มีกฎแห่งความประพฤติ เรียกว่า จรรยาครู

แนวความคิดเกี่ยวกับการสอนศาสนศึกษา

แนวความคิดการสอนศาสนศึกษา

แนวความคิดการสอนศาสนศึกษาเป็นการกำหนดวิธีการเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความปรารถนาในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้ เจตคติ และ การปฏิบัติ มุ่งในด้านจริยธรรม ศาสนศึกษามองได้ ๒ ลักษณะ คือ

religious study ซี่งมุ่งที่บุคคลเข้าไปแสวงหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เป็นการมองจากตัวผู้ศึกษาออกไปหาศาสนา เพื่อเป็นเครื่องนำทางไปสู่ชีวิตในอุดมคติ

religious education ซึ่งมุ่งในการพัฒนาตนของบุคคล เป็นการนำเอาหลักศาสนามาพัฒนาคุณภาพของบุคคลเพื่อให้เกิดความสุขตามที่ต้องการ

ศาสนาในกระบวนการพัฒนาคน คือ religious education ซึ่งมุ่งในการนำหลักศาสนามาพัฒนาบุคคล มองได้เป็น ๒ ด้าน คือ
ด้านการพัฒนาความเชื่อและศรัทธา และการพัฒนาจริยธรรมจากหลักคำสอนของศาสนา


ด้านการพัฒนาความเชื่อและศรัทธา เป็นความเชื่อในจุดหมายสูงสุดของชีวิต เมื่อมีความเชื่อแล้ว ผลที่ตามมา คือ การปฏิบัติตนตามวิธีการที่หลักคำสอน ในศาสนากำหนด

การพัฒนาจริยธรรมจากหลักคำสอนของศาสนา เป็นการมองศาสนาในแง่ของจริยธรรม จริยธรรมเป็นความประพฤติที่ดี ที่สามารถมีหลักเกณฑ์ และ เหตุผลอธิบายได้ ดังนั้นจึงต้องใช้หลักทฤษฎีทางจริยศาสตร์อธิบาย

หลักจริยศาสตร์ที่อธิบายหลักความประพฤติของศาสนา (ศีลธรรม) มองกว้างได้ ๓ ลักษณะคือ
ความดีทั้งหลายพระเจ้าหรือเทพ หรือ สิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผู้กำหนด
ความดีทั้งหลายเกิดจากข้อตกลงของสังคม และ
ความดีคือความดี เป็นธรรมชาติของความดีอยู่ในตัว

ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจในกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสิ่งใดเป็นจริยธรรมและสิ่งใดไม่เป็น


ศาสนศึกษา เป็นการกำหนดวิธีการเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความปรารถนาในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้ เจตคติ และ การปฏิบัติ

ความเชื่อแนวคิดการพัฒนา
เชื่อว่ามนุษย์ไม่มีศักยภาพติดตัวมาแต่กำเนิด ศักยภาพจะเกิดได้ต้องมีผู้ให้การอบรมสั่งสอน ดังนั้น ครูเป็นผู้กำหนดประสบการณ์ให้นักเรียน

เชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด มนุษย์พัฒนาศักยภาพที่ปรารถนาได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ศักยภาพที่ผู้เรียนปรารถนา ผู้เรียนสามารถแสวงหาได้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ตรง

ศาสนาในฐานะเป็นกระบวนการพัฒนาคน คือ religious education ซึ่งมุ่งในการนำหลักศาสนามาพัฒนาบุคคล มองได้เป็น ๒ ด้าน คือ

ในแง่ความเชื่อ
จากความหมายของคำว่าศาสนาทั้งของไทยและภาษาอังกฤษ คือ
ในความหมายแรก ศาสนา หมายถึงคำสั่งสอนของศาสดา คำสั่งสอนจะกล่าวถึงจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต วิธีการปฏิบัติตนเพื่อไปสู่จุดหมายอันสูงสุดของชีวิต


ความหมายที่สอง ศาสนา ในภาษาอังกฤษคือ religion มาจากภาษาละตินว่า religio ซึ่งอาจมาจากคำกริยา 2 คำ คือ
religare มีความหมายว่า ผูกพัน ซึ่งเป็นการผูกพันต่อพระเจ้า ผูกพันในการปฏิบัติ ในสิ่งที่ตนมีความเชื่อ
relegere มีความหมายว่า การปฏิบัติต่อ การเกี่ยวข้องด้วยความระมัดระวัง ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติต่อพระเจ้าหรือเทพเจ้า

ศาสนาในมุมมองทางสังคมวิทยา
องค์ประกอบของศาสนามี ๔ ประการ คือ
๑. ความเชื่อ ว่ามีเทพ หรือโองการจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
๒. พิธีกรรม เป็นรูปธรรมแสดงรูปแบบความเชื่อของศาสนา เช่น การสวดมนต์ การบูชายัญ
๓. ประสบการณ์ทางจิต (Subjective experience) ประสบการณ์ทางจิตของศาสนาก่อให้เกิดความเชื่อและพิธีกรรม นำมนุษย์ไปสู่การตีความภาวะทางจิตหรือภาวะภายในของมนุษย์ พิธีกรรมอาจเป็นการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
ศาสนาในมุมมองทางสังคมวิทยา
๔. ชุมชน (Community) ความผูกพันต่อชุมชนของนับถือเป็นส่วนหัวใจของประสบการณ์ ศาสนา ร่วมในความเชื่อ พิธีกรรม และประสบการณ์ทางจิต ทำให้กลุ่มมีการแสดงลักษณะเฉพาะออกมาได้
Micheal S.Bassis และ Richard J. Gelles

การพัฒนาจริยธรรมจากหลักคำสอนของศาสนา เป็นการมองศาสนาในแง่ของจริยธรรม จริยธรรมเป็นความประพฤติที่ดี มีหลักเกณฑ์และเหตุผลอธิบายได้ ดังนั้นจึงต้องใช้หลักทฤษฎีทางจริยศาสตร์อธิบาย

ศาสนศึกษาพัฒนาผู้เรียนในด้านใด
ศาสนศึกษาพัฒนาบุคคลได้หลายแง่มุม คือ
๑. แง่ประวัติศาสตร์ ศึกษาศาสนามีอิทธิพลต่อความเป็นมาของมนุษย์อย่างไร
๒. แง่จิตวิทยา ศึกษาลักษณะเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึกและเจตนารมย์ของมนุษย์
๓. แง่ของปรัชญา ศึกษาแนวการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับปรมัตสัจจะ แต่ศาสนามีความแตกต่างจากปรัชญาตรงที่มิใช่เป็นการแสวงหาความรู้เท่านั้นแต่เป็นการปฏิบัติให้สอดคล้องกับความรู้ที่ค้นพบด้วย
๔. แง่เป็นกิจกรรมทางสังคม เพื่อศึกษาสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาโดยอาศัยหลักทางศาสนาในการวางระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคม และการควบคุมสังคม
๕. แง่วรรณคดี เพื่อศึกษาความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์ได้แสดงออกในเชิงอุดมคติ
๖. แง่ของสุนทรียะ ศึกษาสิ่งที่มนุษย์ได้แสดงออกจากแรงบันดาลใจจากศาสนาออกมาในรูปของสิ่งที่มีความงามทั้งหลาย เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศิลปะอื่น ๆ
๗. แง่ของจริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยเกณฑ์การตัดสินความประพฤติ
๘. แง่เฉพาะตัวบุคคล ว่าจะไปถึงปรมัตสัจจะได้อย่างไร
๙. แง่การเปรียบเทียบ เพื่อศึกษาความคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันของความคิด ความเชื่อของ ศาสนาต่าง ๆ

จริยธรรม คือ อะไร
จริยธรรม เป็นมาตรฐานความประพฤติที่ได้รับการพิจารณาตัดสินว่า “ดี” ด้วยเหตุผลตามหลักจริยศาสตร์
จริยธรรม ต้องเป็นในทางที่ดีเท่านั้น

หลักการพิจารณาว่าความประพฤติใดเป็นจริยธรรม ในมุมมองหนึ่ง คือ การกระทำที่ดี (ถูก)เป็นสิ่งที่สังคมยอมให้กระทำได เป็นมาตรฐานความประพฤติที่สังคมยอมรับ้
เกณฑ์มาตรฐานในการตัดสินความประพฤติ

๑. สามารถพรรณนาลักษณะได้ (Prescriptivity)การกระทำที่เป็นจริยธรรมต้องสามารถปฏิบัติได้ เช่น ความซื่อสัตว์ ความเมมตา ความกล้าหาญ
๒.ความเป็นสากล (Universalizability) เป็นหลักที่ใช้กับทุกคนได้ในสภาพการณ์ที่คล้ายคลึงกันตั้งแต่วงกว้างจนถึงวงแคบ เช่น ความซื่อสัตย์ เราสามารถใช้ได้กับจีวบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ต่อกลุ่มคน ต่อประเทศชาติ ต่อสิ่งแวดล้อม
๓. ขจัดปัญหาได้ (Overridingness)จริยธรรมเป็นสิ่งที่ปฏิบัติแล้ว สามารถลดปัญหา หรือแก้ปัญหาได้ เช่น คนที่มีความซื่อสัตย์ จะช่วยลดปัญหาได้มากมาย แก้ปัญหาในด้านความไว้วางใจ ลดค่าใช้จ่าย ได้ประโยชน์มากขึ้น เกิดความสะดวกในการติดต่อทำงาน
๔. เป็นสาธารณะ (Puplicity)จริยธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ เป็นของส่วนรวม
๕.สามารถปฏิบัติได้ (Practicability) ทฤษฎีคุณธรรมต้องปฏิบัติได้ กฎต้องไม่มีอุปสรรคหนักหนาต่อ ตัวแทนแกนกลาง มนุษย์สามารถประพฤติได้ตามปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องใช้ความพยายามที่ผิดไปจาก ปกติทั่วไปในการประพฤติเช่นนั้น เช่น ความเมตตา ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ ความมีเหตุผล

หลักจริยศาสตร์ที่สามารถนำมาอธิบายหลักความประพฤติของศาสนา (ศีลธรรม) มองกว้าง ๆ ได้ ๓ ลักษณะคือ
ความดีทั้งหลายพระเจ้าเป็นผู้กำหนด
ความดีทั้งหลายเกิดจากข้อตกลงของสังคม และ
ความดีคือความดี เป็นธรรมชาติของความดีอยู่ในตัว

ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจในกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสิ่งใดเป็นจริยธรรมและสิ่งใดไม่เป็น
การสอนศาสนามุ่งใน ๒ ด้าน

๑. การสอนให้เกิดความเชื่อและศรัทธา
๒. การสอนความรู้และการปฏิบัติตามหลักศีลธรรม (จริยธรรม)ของศาสนา

๑. การสอนให้เกิดความเชื่อและศรัทธา
การสอนศาสนาเป็นการสอนความเชื่อและศรัทธาในเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งศาสดาเป็นผู้ค้นพบหรือได้รับการถ่ายทอดจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิตนั้น

ดังนั้น การสอนศาสนาโดยภาพรวมควรเริ่มต้นที่ “ความศรัทธา” ในศาสนาคริสต์ อิสลาม จะเน้นที่ศรัทธา คือ ความเชื่อมั่นเป็นประการแรก ซึ่งจะมีเหตุผลหรือไม่มีก็ได้ และคาดว่าในทุกศาสนาจะเริ่มต้นที่ความศรัทธานี้

ศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อศรัทธาหรือไม่
ศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อศรัทธา จากศรัทธา ๔ ได้แก่
กัมมสัทธา เชื่อในกฎของการกระทำว่าเป็นจริง
วิปากสัทธาเชื่อว่าการกระทำเมื่อกระทำไปแล้วย่อมเกิดผล
กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน คือได้มีกระทำและรับผลการกระทำตามที่ตนได้ทำไว้
ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อว่าในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในเรื่องกฎการกระทำและผลการกระทำ

ด้านการพัฒนาความเชื่อและศรัทธา เป็นความเชื่อในจุดหมายสูงสุดของชีวิต

ความเชื่อ  การปฏิบัติตนตามหลักคำสอนในศาสนา
การปฏิบัติต้องเข้าใจพื้นฐานทางสังคมกับศาสนาและที่มาของหลักคำสอน ผลจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตาม

ผู้สอนต้องรู้กระจ่างเกี่ยวกับสาระเนื้อหาและวิธีปฏิบัติ เป็นผู้สร้างความศรัทธา

การศึกษา คือ การพัฒนาอบรมตน
เราไม่สามารถบังคับให้ผู้เรียนทำตามคำสั่งของเราได้ด้วยจิตใจน้อมรับโดยดุษฎีและอย่างถาวรได้ทุกคนผู้ให้การอบรมสั่งสอนเป็นเพียงผู้แนะนำชี้แนะแนวทางในการคิดและปฏิบัติ
ผู้ให้การอบรมสั่งสอนเป็นผู้สร้างความศรัทธาให้แก่ผู้เรียน ความศรัทธาของผู้เรียนที่มีต่อผู้ให้การอบรมสั่งสอน ต้องประกอบด้วย

ความรู้ ผู้ให้การอบรมสั่งสอน ต้องเป็นผู้ที่รู้ลึก รู้รอบ รู้จริง และรู้กระจ่าง ในเรื่องศาสนาที่จะสอน
มีเจตคติที่ดี เห็นคุณค่าของการนำความรู้เกี่ยวกับศาสนามาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
การปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างได้
๒. การสอนความรู้และการปฏิบัติตามหลักศีลธรรม (จริยธรรม)ของศาสนา
ความรู้และการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมเป็นการสอนด้วยเหตุและผล
การพิจารณาตัดสินความดีความชั่วในทางจริยศาสตร์ใช้การอ้างและอธิบายด้วยเหตุผล
ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องทำความเข้าใจหลักแห่งเหตุผล

เหตุ คือ ภาวะเงื่อนไขอันจำเป็นทำให้เกิดสิ่งหนึ่งตามมา ถ้าปราศจากภาวะเงื่อนไขดังกล่าว สิ่งที่ว่านั้นก็จะไม่เกิดตามมา สิ่งที่ตามมาเรียกว่า ผล

จริยธรรมเป็นผลมาจากการอ้างเหตุผลเพื่อเลือกสรรความประพฤติที่ “ดี” มีแนวความคิดหลายหลากในการอ้างโยงเหตุที่กำหนดให้เกิดความประพฤติดี
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการทำความเข้าใจแนวคิดของในการอธิบายสิ่งที่ต้องหรือควรประพฤติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชัดเจนในการออกแบบการพัฒนา จริยธรรมจากแนวคิดแต่ละแนวคิดที่มีวิธีการใช้เหตุผลในการอธิบาย

สรุป
การสอนศาสนศึกษา เป็นการกำหนดวิธีการเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความปรารถนาในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้ เจตคติ และ การปฏิบัติ เป็นการมองในด้าน religious education ซึ่งมุ่งในการพัฒนาตนของบุคคล โดยนำเอาหลักศาสนามาพัฒนาคุณภาพของบุคคล ใน ๒ ด้าน คือ ด้านการพัฒนาความเชื่อและศรัทธา และ การพัฒนาจริยธรรมจากหลักคำสอนของศาสนา
ด้านการพัฒนาความเชื่อและศรัทธา ผู้สอนต้องน้อมใจความเชื่อในจุดหมายสูงสุดของชีวิตในศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามวิธีการ ปฏิบัติตามหลักศาสนา จนสามารถนำมาอ้างเป็นตัวอย่างในการสอนได้ สามารถใช้หลักจริยธรรมมาประยุกต์กับการสอนหลักธรรมของศาสนาได้อย่างสอดคล้อง
ทฤษฎีทางจริยธรรม
ทฤษฎีจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานเป็นลักษณะนิติธรรมเกือบทั้งสิ้น เช่น
๑. อัตจริยธรรม (Ethical egoism) บุคคลควรขยายความดีของตนให้เต็มที่
๒. ทฤษฎีเทวโองการ (Divine command theory) สิ่งที่เทพบัญชาเป็นสิ่งที่ถูก
๓. คานท์นิยม (Kantianism) บุคคลควรกระทำตามกฎซึ่งทำให้เป็นสากลมากที่สุด

สถานภาพของสาขาวิชาสังคมศึกษา

สถานภาพของสาขาวิชาสังคมศึกษา
สังคมศึกษา เป็นสาขาย่อยในสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ทำหน้าที่หลักในการถ่ายทอดความรู้และวัฒนธรรมของสังคม สังคมศึกษา จะเน้นการถ่ายทอดความรู้ ความสำนึก และทักษะ ในการถ่ายทอดความรู้และวัฒนธรรม โดยการเลือกสรรค์จากวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์มาบูรณาการ ให้มนุษย์สามารถปรับตัวในสังคมให้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นได้

วิทยาศาสตร์ (รากศัพท์ sciences = Lat. scire = to know) คือ กลุ่มวิชาที่แสวงหาความรู้ หรือความจริงของโลกด้วยวิธีการสัมผัส การสัมผัสทำให้เกิดประสบการณ์ ประสบการณ์ซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการปักใจเชื่อ วิทยาศาสตร์ ใช้วิธีการที่เรียกว่า อุปนัยวิทยาศาสตร์ (scientific induction) คือ ความรู้ต้องเกิดจากการสัมผัส การสัมผัสที่เรียกว่าอุปนัยแท้ มี ๓ ประเภท คือ อุปมาน (Analogy) การแจงนับอย่างง่าย (Enumeration) และ อุปนัยวิทยาศาสตร์ (Scientific Induction)
อุปนัยแท้กับอุปนัยสมบูรณ์
อุปนัยแท้ คือ การศึกษาข้อมูลไม่ครบทุกกรณี เลือกศึกษาบางกรณีที่คาดว่าเป็นตัวแทนลักษณะรวมของทั้งหมดได้
อุปนัยสมบูรณ์ คือ การศึกษาข้อมูลครบทุกกรณี
ดังนั้น จึงมีข้อที่ควรระวัง คือ อุปนัยที่แท้จะไม่สมบูรณ์ เพราะเก็บข้อมูลไม่ครบทุกกรณี แต่อุปนัยสมบูรณ์จะไม่เป็นอุปนัยที่แท้ เพราะเก็บข้อมูลครบทุกกรณ๊ ไม่มีการละเว้น หรือสุ่มข้อมูล
อุปนัยแท้ (Inductions Proper) คือการหาคำตอบ (ความรู้ ความจริง)โดยการใช้ผัสสะ หรือประสบการณ์ เพื่อหาแนวโน้มมาเป็นสรุปเป็นหลักความรู้ และนำมาเป็นกฎได้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทย่อย คือ

๑.การอุปมาน (Analogy)
การอ้างพิสูจน์แบบอุปมานเป็นรูปแบบของอุปนัยในการอ้างถึงว่าสิ่งต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันในกระบวนการที่มีคุณภาพคล้ายคลึงกันกับสิ่งที่สอดคล้องกับประสบการณ์ในอดีต ยอมรับได้ เป็นการอ้างเหตุผล่บนพื้นฐานของ ความคล้ายคลึงกันของ ๒ สิ่ง หรือมากกว่า มีการปักใจเชื่อหนักแน่นพอที่ยืนยันต่อไปได้ว่าสามารถนำไปอ้างถึงลักษณะของสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกันอยู่ เป็นการอ้างพิสูจน์อยู่บนพื้นฐานของความคล้ายคลึงกันจากระดับหนึ่งไปสู่ความคล้ายคลึงกันอีกระดับหนึ่ง
ลักษณะของอุปมาน คือ
๑) อุปมานอยู่ในกลุ่มของอุปนัยแท้ (เพราะใช้การสัมผัสและการปักใจเชื่อ (เดา ?))
๒) อุปมานอยู่บนพื้นฐานความคล้ายคลึงกันที่ไม่สมบูรณ์ (เพราะไม่ได้ศึกษาทุกกรณี)
๓) อุปมานไม่ได้มุ่งสร้างการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุ (เนื่องจากได้สัมผัสแล้วโยงไปเทียบกับสิ่งที่ได้เคยสัมผัสมา)
๔) อุปมานเป็นอุปนัยที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่ได้เก็บข้อเท็จจริงให้ครบทุกกรณี เป็นความต้องการเพียง ๒ - ๓ กรณี หรือไม่กี่กรณีที่มีลักษณะคล้ายกันบางประการ
๕) ในการอุปมานเป็นการอ้างทันทีเฉพาะส่วนและการมองเห็นคุณสมบัติครั้งแรกเพียงครั้งเดียว
๖) อุปมานมีความสัมพันธ์ในการเชื่อมต่ออย่างน้อย ๒ สิ่ง
๗) อุปมานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระโดดข้ามทางอุปนัยไปสู่ข้อสรุป (Inductive leap) เพราะไม่ได้สังเกตครบทุกกรณี
๘) อุปมานมักเป็นการนำทางไปสู่การตั้งสมมุติฐานการเชื่อมโยงสัมพันธ์เหตุระหว่างภูมิหลัง และคุณภาพของสิ่งที่อ้าง เมื่อสมมุติฐาน ได้รับการพิสูจน์จากวืธีการทดลองก็จะกลายเป็นอุปนัยวิทยาศาสตร์ การอุปมาจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นการก้าวไปสู่การอุปนัยวิทยาศาสตร์
๙) ในการอุปมาน เราก้าวจากการสัมผัสส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่ง

๒.การแจงนับอย่างง่าย (Simple enumeration)
ลักษณะของการแจงนับอย่างง่าย คือ
๑) การแจงนับอย่างง่ายเป็นข้ออ้างทั่วไปอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ขัดแย้งกับประสบการณ์ในอดีต (คือ เทียบกับสิ่งที่เป็น ประสบการณ์ในอดีต)
๒) การแจงนับอย่างง่ายไม่ได้ค้นหาความเชื่อมโยงของเหตุและผล
๓) ข้อสรุปอุปนัยการแจงนับอย่างง่ายเป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอนไม่มากก็น้อย ดังนั้น จึงเป็นความน่าจะเป็น ความน่าจะเป็นนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนกรณีที่ได้สังเกตจำนวนมาก และไม่มีกรณีขัดแย้งใด ๆ
๔) การแจงนับอย่างง่ายไม่ได้ค้นพบการเชื่อมโยงของเหตุและผล
๕) การแจงนับอย่างง่ายอยู่ในกลุ่มของอุปนัยแท้ คือ ยังมีการโยงไปสู่ส่วนที่อยู่นอกเหนือจากการสังเกต หรือ สิ่งที่รู้ไปยังสิ่งที่ไม่ได้สังเกตหรือไม่รู้ (คือไม่ได้ศึกษาครบทุกกรณ๊)
๖) การแจงนับอย่างง่ายเป็นอุปนัยไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ศึกษา้รวบรวมกรณีที่มีความป็นไปได้ทั้งหมด

๓. อุปนัยวิทยาศาสตร์ (scientific induction)เป็นอุปนัยที่ใช้ในการศึกษาในปัจจุบัน เรารู้จักในนาม "วิธีการทางวิทยาศาสตร์" หรือ "กระบวนการทางวิทยาศาสตร" อุปนัยวิทยาศาสตร์อยู่ในประเภทการสร้างหลักการทั่วไป เป็นจริงบนพื้นฐานจากการสังเกตกรณีย่อย ๆ ตามหลักการ ในสภาพ รูปแบบที่เป็นธรรมชาติและใช้กฎของเหตุ ลักษณะของอุปนัยวิทยาศาสตร์ คือ
๑) การสังเกตกรณีศึกษาอย่างจงใจ (มีจุดหมายในการหาคำตอบ)
๒) การพยายามโยงความสัมพันธ์ของเหตุและผล
๓) ใช้วิธีการสังเกต หรือทดลอง
๔) ไม่ตรวจสอบทุกกรณี ดังนั้นจึงไม่สมบูรณ์ แต่เป็นพื้นฐานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แน่นอน ในการสรุปเป็นหลักเกี่ยวกับทั้งหมด เพราะว่าการตรวจสอบอยู่บนพื้นฐานของรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและใช้กฎของเหตุ
๕) ข้อสรุปครอบคลุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการสังเกต สรุปจากสิ่งที่สังเกตได้โยงไปหาสิ่งที่สังเกตไม่ได้
๖) ข้อสรุปซึ่งสร้างความเชื่อมโยงของเหตุนั้นใช้เป็นหลักทั่วไปได้มากกว่าข้อมูล
๗) นำไปใช้ในการตรวจสอบค้นหาทางวิทยาศาสตร์
ข้อสังเกต อุปนัยแท้ รวมถึงอุปนัยวิทยาศาสตร์ เป็นการศึกษาในเชิงปริมาณ คำตอบที่ได้เป็นเพียงแนวโน้ม ทฤษฎีที่ได้คำตอบจากวิธีการอุปนัย จึงมีคำว่าแนวโน้มแฝงอยู่ เช่น น้ำตาลโตน มี (แนวโน้มว่า)มีรสหวาน (เพราะว่าเรายังไม่ได้ชิมตาลโตนดทั้งหมด)

ส่วนอุปนัยแท้ ในการศึกษา สังเกต วิเคราะห์ มักใช้ในการศึกษาเชิงคุณภาพ ในที่นี้ยังไม่ขอกล่าวถึง

สังคมศาสตร์ (Social Sciences)
สังคมศาสตร์ คือ การศึกษาความสัมพันธ์เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสังคม ศึกษาถึงกำเนิดและพัฒนาการของสังคมมนุษย์ สถาบัน ความสัมพันธ์ และความคิดของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องในชีวิตสังคม เช่น มานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย จิตวิทยา วิทวิทยาสังคม

มนุษยศาสตร์ คือ การศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ในด้านเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ และการแสดงออกของมนุษย์ ให้ความสำคัญในคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ แนววิธีการวัด ตีค่า ประเมินจากความรู้สึก นึกคิด จินตนาการ และเหตุผล เช่น ปรัชญา ภาษา วรรณคดี ศิลปกรรม นาฎศิลป์ ดนตรี

สังคมศึกษา เป็นสาขาวิชาที่เน้นกระบวนการศึกษา (study)เรื่องเกี่ยวกับสังคมและนำมาพัฒนาตน (educate = สิกขา ศึกษา)ให้เกิดความรู้ รู้จักคิด รู้จักปฏิบัติให้อยู่ร่วมในสังคมได้ สังคมศึกษา ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาสังคม ดังนั้นสังคมศึกษาจึงอยู่ในกลุ่มสังคมศาสตร์ แต่สังคมศึกษายังได้พัฒนาความรู้สึกนึกคิดและคุณภาพของจืตใจอีกด้วย ดังนั้นสังคมศึกษาก็อยู่ในกลุี่มมนุษย์ศาสตร์

กล่าวโดยสรุป สังคมศึกษา เป็นสาขาวิฃาที่ต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่า ในสาระที่นำมาพัฒนาผู้เรียน เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ถ้าเป็นสังคมวิทยาก็เป็นสังคมศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องการพัฒนาความรู้สึกในความวามของธรรมชาติ หรือมองโลกในแม่ที่เป็นกุศล ก็เป็นมนุษย์ศาสตร์ แต่ถ้าให้ผู้เรียนออกไปสำรวจต้นไม้ใบหญ้าก็เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น สังคมศึกษา จึงต้องเป็นสาขาวิชาที่ต้องใช้การบูรณาการเป็นหลัก

การจัดหลักสูตรสังคมศึกษาในปัจจุบัน เราแยกวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ออกจากกันได้หรือไม่ ถ้าแยกจะแยกอย่างไร

ประเด็นทางสังคม: ขอบเขตและความหมาย

ประเด็นทางสังคม

ประเด็นทางสังคม คือ เรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมตี่อสมาชิกสังคมจำนวนมากหรือทั้งหมด และได้รับการพิจารณาว่าเป็นปัญหา หรือเป็นการถกเถียงกันในเรื่องที่สัมพันธ์กับค่านิยมทางจริยธรรม หรือทั้ง ๒ ประเด็น

ประเด็นทางสังคมครอบคลุมในเรื่องความยากจน ความใช้ความรุนแรง มลภาวะ ความอยุติธรรม การกดขี่ในด้านสิทธิมนุษยชน การแยกพวก และอาชญากรรม ความหมกมุ่น (autism) การสอนเรื่องวิวัฒนาการและศาสนา

ประเด็นทางสังคมสัมพันธ์โยงใยกับชุมชน รวมทั้งความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของสมาชิกชุชน และการอยู่เบื้องหลังการควบคุมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

(จับความจากวิกิปีเดีย ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๒)

ขอบเขตและความหมายของประเด็นและปัญหาทางสังคม

ขอบเขตและความหมายของประเด็นและปัญหาทางสังคม

สังเขปรายวิชา๔๖๗ ๕๑๓ ประเด็นและปัญหาทางสังคม(Social Issues and Problems)
สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ประเด็น และปัญหาสังคม ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ที่มีผลต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ทั้งระดับท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาค และโลก การนำความรู้และทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ลและมนุษยศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์

ประเด็นทางสังคมและปัญหา

การทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมและปัญหา ตามสังเขปรายวิชาดำเนินการศึกษาด้วยการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ประเด็น และปัญหาสังคม ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ที่มีผลต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ทั้งระดับท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาค และโลก การนำความรู้และทฤษฎีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีคำศัพท์พื้นฐานที่จะต้องนิยามและทำความเข้าใจเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการศึกษา ดังนี้
๑. ประเด็นปัญหาทางสังคมและปัญหา คือ เป้าหมายของการศึกษาประเด็นทางสังคมและปัญหา
๒. วิธีการศึกษาประเด็นทางสังคมและปัญหา คือ สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ประเด็น และปัญหาสังคม ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ที่มีผลต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ทั้งระดับท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาค และโลก และ
๓. นำความรู้และทฤษฎีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์
ดังนั้นผู้ศึกษาต้องทำความเข้าใจขอบเขตและความหมายของประเด็น สังคม และปัญหา
ประเด็น ในที่นี้ใช้ภาษาอังกฤษว่า issues รากศัพท์มาจากคำลาตินว่า exitus เป็น past participle ของคำกริยา exire มีความหมายว่า ไป หรือออกไปข้างนอก “ go, to go out” ซึ่งผ่านเข้ามาอยู่ในภาษาฝรั่งเศสโบราณในคริสตศตวรรษที่ ๑๓ เป็นที่มาของคำว่า exit ด้วย เรานำมาใช้มุมมองต่าง ๆ ดังนี้
๑.เรื่องที่เกี่ยวข้อง คือ เป็นหัวข้อสำหรับการอภิปรายหรือเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญที่สุดในการอภิปรายในที่ประชุม เช่น ฉันต้องการยกในหลายประเด็นในการประชุมครั้งนี้
๒.เรื่องหลัก คือหัวข้อที่เป็นแกนกลางหรือสำคัญที่สุดในการอภิปรายหรือถกแถลง เช่น ประเด็นที่แท้จริงการศึกษาคือการพัฒนาคน
๓.การเริ่มต้น ต้นกำเนิด เช่น ประเด็นทุจริตมาจากขาดการอบรมในด้านคุณธรรม
๔.การเกิดขึ้นจากเงื่อนไข เช่น ข้อสรุปของเราได้มาจากหลายประเด็น
(ปรับมาจาก Microsoft? Encarta? Reference Library 2005. ? 1993-2004 Microsoft Corporation. All rights reserved.)

ดังนั้นประเด็นในความหมายในการศึกษา คือ หัวข้อทางสังคมและปัญหาที่นำมาถกแถลงเพื่อหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น ๆ
ปัญหา คือสิ่งที่ยากที่จะผ่านไปได้ ยากต่อการแก้ไข ยากต่อความเข้าใจ มองอีกแง่คือ อุปสรรค คือ สิ่งที่กีดขวางไม่ไห้ไปสู่จุดหมายได้

เมื่อนำคำ ๒ คำนี้มาผูกโยงเข้าด้วยกันเป็น “ประเด็นทางสังคมและปัญหา” ทำให้เราสามารถมองได้หลายแง่คือ
๑.ประเด็นทางสังคมกับปัญหาของประเด็นสังคมนั้น คือการมองที่ประเด็นทางสังคมเป็นเบื้องแรก เมื่อเข้าใจประเด็นแล้วจึงมาดูปัญหาของประเด็นสังคมนั้น ดังนั้นประเด็นกับปัญหาสังคมจึงเป็นการมองที่ควบคู่กันไป และเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่แยกศึกษา
๒.ประเด็นทางสังคมและปัญหาสังคม เป็นการมองประเด็น ๒ ประเด็นแยกกัน ศึกษาคนละเรื่องแต่มารวมอยู่ในวิชาเดียวกัน คือ ศึกษาประเด็นทางสังคม ซึ่งอาจมองในแง่บวก มองในแง่พัฒนา มองปัญหาหรือไม่ก็ได้ หรือ ศึกษาปัญหาสังคมเป็นเรื่อง ๆ ไปโดยไม่มองประเด็นทางสังคมเป็นอีกส่วนหนึ่งก็ได้ เป็นการมองแบบแยกส่วน คือ ประเด็นทางสังคมก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนปัญหาสังคมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจเกี่ยวข้องกันหรือไม่เกี่ยวก็ได้

ศึกษา สามารถใช้ได้ใน ๒ ความหมาย คือ
ศึกษา (Study) ในความหมายที่บุคคลได้ใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งเพื่อแสวงหาคำตอบในสิ่งที่สงสัยหรืออยากรู้ เป็นลักษณะใช้ความสามารถ ทักษะ เพื่อให้ได้ความรู้อันเป็นคำตอบ และ
ศึกษา (Education) ซึ่งหมายถึง การพัฒนาตนของบุคคลทั้งในด้านกาย จิต และทักษะ
ซึ่งในการศึกษาในรายวิชานี้สามารถใช้ได้ทั้ง ๒ ความหมาย คือ แสวงหาคำตอบมาเพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นทั้งในด้านปัญญา จิตใจ และ ทักษะ
การสำรวจ (Survey) คือ การมองหรือพิจารณาบางสิ่งอย่างกว้าง ๆ เป็นการมองทั่ว ๆ ไป
การสำรวจ คือ การมองหรือพิจารณาในรายละเอียด โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดรูปแบบความคิด เป็นการตรวจสอบด้วยวิจารณญาณ
การสำรวจ ในทางสถิติ คือ วิธีการรวบรวมข้อมูลในสิ่งที่ประชาชนถูกถามเพื่อตอบในข้อคำถามจำนวนหนึ่ง (มักอยู่ในรูปแบบสอบถาม) ความคิดเห็นที่ประมวลมาได้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสำรวจ ความน่าเชื่อถือของผลที่ได้จากการสำรวจขึ้นอยู่กับตัวอย่างของประชาชนซึ่งให้สารสนเทศมาด้วยความปราศจากอคติและมีจำนวนมากพอ
Microsoft Encarta 2006. 1993-2005 Microsoft Corporation.

การวิเคราะห์ (Analysis) คือ การตรวจสอบบางสิ่งในรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจได้ดีขึ้น และ/หรือดึงขั้อสรุปการตรวจสอบนั้น
การวิเคราะห์ คือ การแยกบางสิ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาส่วนประกอบ เพื่อตรวจสอบส่วนย่อยเฉพาะ เพื่อตรวจสอบเฉพาะส่วน หรือ เพื่อศึกษาโครงสร้างของส่วนรวมทั้งหมด
การวิเคราะห์ คือ การประเมิน พรรณนา หรืออธิบายบางสิ่ง มักอยู่บนพื้นฐานการพิเคราะห์ ตรวจสอบด้วยความพิถีพิถัน

ประเด็นและปัญหาสังคมด้านเศรษฐกิจ
ประเด็นและปัญหาสังคมด้านการเมือง
ประเด็นและปัญหาสังคมและวัฒนธรรม
ผลต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน
ประเด็นและปัญหาสังคมระดับท้องถิ่น
ประเด็นและปัญหาสังคมประเทศ
ประเด็นและปัญหาสังคมภูมิภาค
ประเด็นและปัญหาสังคมโลก
โดยการนำความรู้และทฤษฎีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์สังคมศึกษา

CROATIA 01 June 12, 2009


โครเอเทีย "Croatia" (ภาษาโครเอเทียนเรียกว่า ฮารวาสกา "Hrvatska" เป็นประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป บนคาบสมุทรบอลข่าน ก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งของสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย โครเอเทียประกาศอิสระภาพใน พ.ศ. ๒๕๓๔ (ค.ศ.๑๙๙๑) มีเมืองซาเกรบ(Zagreb)เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุด
โครเอเทียตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของทะเลอาเดรียติก ตรงข้ามกับประเทศอิตาลี มีรูปร่างคล้ายตัว V คว่ำ ภายในตัว V ทางใต คือ ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (มักเรียกเพียงชื่อบอสเนีย) พรมแดนทางเหนือของโครเอเทียติดกับสโลวาเนียและฮังการี ทางตะวันออกจดเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ทางใต้และตะวันตกมีทะเลอาเดรียติกเป็นพรมแดน
พื้นที่ทั้งหมด ๕๖,๕๔๒ ตร.กม.
ประชากรเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ มี ๔,๔๙๑,๔๕๓ คน เป็นอันดับที่ ๑๑๔
ความหนาแน่นของประชากร ๘๑๑ตร.กม.
เพลงชาติ "Lijepa nasa domovino" Our beatiful homeland มาตุภูมิอันงดงามของเรา
ภาษาทางการ โครเอเทียน
การปกครอง สาธารณรัฐแบบสภา (Paliamentary republic)
เงินตรา กูนา "Kuna" HRK "Hrvatska kuna" ปัจจุบันเท่ากับประมาณ ๗ บาทไทย
ขับรถ ชิดขวา

การก่อตั้งรัฐ เริ่มเมื่อครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๗
๒๑ พฤษภาคม ค.ศ.๘๕๒ เป็นที่ยอมรับของสันตะปาปา
ค.ศ. ๙๒๕ ยกฐานะเป็นราชอาณาจักร
ค.ศ. ๑๑๐๒ รวมกับฮังการี
๑ มกราคม ค.ศ. ๑๕๒๗ รวมกับจักรวรรดิแฮปเบอร์ก
๒๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๑๘ เป็นอิสระจากออสเตรีย – ฮังการี
๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๑๘ รวมกับยูโกสลาเวีย
๒๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๑ ประกาศอิสรภาพ
โครเอเทีย มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐโครเอเทีย เป็นประเทศในยุโรปกลางประเทศหนึ่ง ณ จุดทางผ่านของที่ราบแพนโนเนียน (Pannonian Plain) คาบสมุทตรบัลข่าน และทะเลเมดิเตอเรเนียน เมืองหลวง คือ ซาเกรบ
ชาวโครแอตได้เข้ามาในบริเวณที่เรียกว่าโครเอเทียในปัจจุบีน เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๗ ชาวโครแอตได้สถาปนารัฐขึ้นมาเป็นเจ้าครองนครเรียกว่า Dukedom ๒ นคร กษัตริย์องค์แรก คือ โทมิสลาฟ ที่ ๑ (Tomislav I) ได้ทำพิธีราชาภิเษกใน ค.ศ. ๙๒๕ และโครเอเทียได้ยกระดับขึ้นเป็นราชอาณาจักร ดำรงอธืปไตยมาเป็นเวลาเกือบ ๒ ศตวรรษ และเจริญสูงสุดในช่วงการครองราชย์ของกษัตริย์เปตาร์ กราซีเมียร์ ที่ ๔ (Petar Kresimir IV) และซโวนิเมียร์ (Zvonimir) โดยทาง “Pacta Conventa” โครเอเทียได้รวมอย่างไม่เป็นทางการ (personal union) กับฮังการี ใน ค.ศ. ๑๑๐๒ ใน ค.ศ. ๑๕๐๖ สภาโครเอเทียเลือก เฟอร์ดินานด์ (Ferdinand) จากราชวงศ์แฮปเบอร์ก (House of Habsburg) มาสู่ราชบัลลังค์โครเอเทีย ใน ค.ศ. ๑๙๑๘ โครเอเทียประกาศอิสรภาพจากออสเตรีย-ฮังการีและเข้าร่วมกับราชอาณาจักรยูโกสลาเวียในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง (co founder)
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นาซีเข้ายึดพรมแดนโครเอเทียและสถาปนารัฐอิสระโครเอเทีย หลังสงคราม โครเอเทียได้เป็นสมาชิกก่อตั้งของยูโกสลาเวียครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๑ โครเอเทียประกาศเอกราชและกลายเป็นรัฐอธิปไตย โครเอเทียเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ องค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป นาโต และองค์กรการค้าโลก (WHO) สภายุโรป (Council of Europe) CEFTA และเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะกรรมการความมั่นคงของสหประชาชาติ
ในช่วงระหว่าง ค.ศ. ๒๐๐๘ – ๐๙ ประเทศโครเอเทียยังเป็นผู้เข้าแข่งขันเพื่อเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป นอกจากนั้นโครเอเทียยังเป็นสมาชิกก่อตั้งของสหภาพเมดิเตอเรเนียน ซึ่งได้ตั้งขึ้นใน ค.ศ. ๒๐๐๘

นักศึกษา

นักศึกษา

นักศึกษา ในคำไทยมีความหมายว่าผู้พัฒนาตน คือ กำลังทำให้ตนมีสภาวะดีกว่าที่เป็นอยู่ทั้งทาง กาย และใจ
ในทางพระพุทธศาสนา แยกออกเป็น
พัฒนากาย ได้แก่การกระทำที่เหมาะสม สื่อสารเหมาะสม และดำรงชีพอย่างเหมาะสม รวมกันเรียกว่า ศีล
พัฒนาภาวะจิต ให้รู้ในสภาพที่เป็นอยู่ มีความแน่วแน่ในจุดหมายที่เป็นกุศล และทำอย่างต่อเนื่อง รวมอยู่ในสมาธิ
พัฒนาความรู้ ความคิด ได้แก่ ความรู้ ความเห็นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ มีความคิดรวบยอดที่เป็นไปในทางกุศล เรียกว่า ปัญญา

นักศึกษา ในคำอังกฤษ คือ student มาจากคำกริยาลาตินว่า studere มีความหมายว่า to be diligent หมายถึงความขยันหมั่นเพียร หรือมีความอุตสาหะ (ความหมายของ อุตสาหะ เพียร (วิริยะ วายามะ) คือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง) ดังนั้น ผู้ที่เป็นนักศึกษาจึงต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว สำหรับจุดมุ่งหมายของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เริ่มในคริสตศาสนจักรในแต่ละระดับต่างมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ซึ่งได้นำมาใช้จนกลายเป็นระดับการศึกษาทั่วไป ดังนี้
ปริญญาตรี (Bachelor) เป็นผู้ที่มีความรู้ทั่วไป พูดเรื่องใดก็รู้สื่อสารกันได้ เรียกว่าขั้นรู้(จัก)
ปริญญาโท (Master) เป็นผู้ที่รู้จักเลือกหลักการ ทฤษฎีที่อธิบายในเรื่องเดียวกัน มาใช้ให้เหมาะสมได้ ดังนั้น จึงต้องรู้ลึก อธิบายได้ ทำได้ และสอนผู้อื่นได้ เป็นครู “Master” ได้ เรียกว่าขั้นเลือก
ปริญญาเอก (Doctor) เป็นผู้ที่มีวิธีการแสวงหาและสร้างความรู้ใหม่ ๆ ได้ เป็นลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ซ้ำแบบใคร สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ เรียกว่า ขั้นรังสรรค์

ในทางพระพุทธศาสนามีปริญญามาก่อนคริสต์ศาสนาเสียอีก มี ๓ ระดับ ดังนี้
ญาตปริญญา คือกำหนดรู้ในระดับรู้ทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่แล้ว เรียกว่า ขั้นรู้จัก
ตีรณปริญญา คือ กำหนดรู้ด้วยระดับที่มีการไตร่ตรองแล้ว เรียกว่าขั้นพิจารณา (เลือก)
ปหานปริญญา คือ กำหนดรู้ในขั้นแก้ปัญหาได้ (ในแง่อารมณ์ ละได้)

ดังนั้น การเป็นนักศึกษาไม่ใช่อยู่ที่เครื่องแบบ สถาบัน แต่อยู่ที่ท่านจะพัฒนาตนด้านใด อย่างไร ซึ่งต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จึงจะเรียกได้ว่า นักศึกษา

ทำไมต้องเรียนรู้หลักแห่งเหตุผล


เหตุใดจึงต้องเรียนรู้การใช้เหตุผล
ตราบใดที่มนุษย์มีการตัดสินใจ ตราบนั้นมนุษย์ต้องใล้เหตุผล
เหตุ คือ อะไร
เหตุ คือ ภาวะเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดตามมาเรียกว่า ผล
เหตุ มีลักษณะอย่างไรบ้าง
สรุปได้ว่ามองเหตุไดอย่างน้อย ๒ ลักษณะ คือ
๑. เหตุ คือภาวะเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
๒. เหตุ คือ ตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
จอห์น สจ๊วต มิลล์ กล่าวถึง ลักษณะความสัมพันธ์ของเหตุและผลว่า
๑. มีเหตุก็ต้องมีผล
๒. ไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล
๓. เหตุเปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน
๔. เหตุหนึ่งให้ผลหนึ่ง
ในพระพุทธศาสนา กล่าวเป็นประเด็นหลักได้ว่า สรรพสิ่งทั้งเกิดแต่เหตุ ถ้าดับเหตุเสียได้สิ่งนั้นก็ไม่เกิด
ในการศึกษาไทยเน้นว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้การใช้เหตุผล
วิฃาหลักของเหตุผล คือตรรกวิทยา น่าแปลกที่ในสถาบันฝึกหัดครูจำนวนมาก ไม่ได้ให้นักศึกษาที่จะไปเป็นครูได้ศึกษา (หรือไม่ก็เรียนเป็นวิชาพื้นฐาน)
แล้วผู้เป็นครูจะมีหลักการใช้เหตุผลใดไปสอนผู้เรียน
สังคมไทย จึงมีการตัดสินใจจำนวนมากในสื่อสารมวลชน เช่น กระโดดตึก พ่อแม่ห้ามเล่นเกมส์ก็ฆ่าตัวตาย สามีทิ้งก็เลยปล่อยลูกทิ้ง เมียทิ้งก็ฆ่าลูก ที่เรามักพูดว่า "คนที่ทำอย่างนี้ คิดไม่เป็น" หรือ "ไม่มีเหตุผล"
ท่าน คืดอย่างไร กับปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าว
December 2009
M T W T F S S
November 2009January 2010
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31