Skip navigation

Lost password? | Help

เรื่องเล่า เล่าเรื่อง

สังคมศึกษา ฐานช่วยค้น

CIVILIZATION : MESOPOTAMIA

เมโสโปตาเมีย “Mesopotamia” มาจากภาษากรีก meso = between + potemia = rivers หมายถึงดินแดนระหว่างแม่น้ำ (“between the rivers”) เป็นบริเวณแหล่งศูนย์กลางอารยธรรมเมืองแรกสุดแห่งหนึ่ง อยู่ในบริเวณอิรักและซีเรียตะวันออกในปัจจุบัน ระหว่างแม่น้ำไทกรีสทางตะวันออกกับแม่น้ำยูเฟรติส อยู่ทางตะวันตก เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว เริ่มความเจริญจากตอนใต้ใกล้อ่าวเปอร์เซีย เมื่อการเมืองการปกครองเปลี่ยนไปสู่ต่างกลุ่่ม ฐานอำนาจก็เคลื่อนย้ายจากใต้ไปสู่ทางเหนือ แหล่งต้นกำเนิดการปกครองแบบนครรัฐแห่งแรกในช่วงสมัยซูเมอร์ และต่อมาเป็นจักรวรรดินิยมแห่งแรกในจักรวรรดิอักคัด การปกครองจากการที่ใช้กฎหมายและขยายไปสู่ความรุนแรง

สภาพภูมิศาสตร์

ยูเฟรติส (ภาษาอาหรับ Al Furat เตอรกิช Furat) เป็นแม่น้ำในอาเซียตะวันตกเฉียงใต้ ต้นน้ำอยู่ในตุรกี ไหลผ่านทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียแล้วเข้าสู่อิรักมารวมกับแม่น้ำไทกรีสเป็นแม่น้ำชัทท์ อัล อาหรับ (the Shatt al Arab) แม่น้ำยูเฟรตีสทอดตัวคู่ไปกับแม่น้ำไทกรีสเป็นแหล่งน้ำซึ่งสนับสนุนพัฒนาการของวัฒนธรรมเมโสโปตาเมียโบราณ Mesopotamia ตามตัวอักษรในภาษากรีกหมายถึง ระหว่างแม่น้ำ “between the rivers” และบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของรัฐเริ่มแรกเช่น ซูเมอร์ บาบิโลเนียและอัสสิเรีย

แม่น้ำยูเฟรตีสยาว ๒,๗๐๐ กม. และครอบคลุมพื้นที่ ๔๔๔,๐๐๐ ตร. กม. แม้ว่าแอ่งลุ่มน้ำจะอยู่ในตุรกีน้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ประมาณร้อยละ ๙๔ ของน้ำในแม่น้ำมาจากที่สูงตุรกี แม่น้ำโกราซูยุ (Korasuyu)หรือ การาซู (Karasu) แม่น้ำมูราท (Murat) และแม่น้ำของตุรกีอื่น ๆ มารวมกันใกล้เอลาซิก (Elâzıg) ในตุรกีตอนกลางด้านตะวันออกกลายเป็นแม่น้ำยูเฟรติสตอนบน แม่น้ำยูเฟรตีสมาถึงซีเรีย ๑๒๐ กม. ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฮาลับ (Halab) หรือ อเลปโป (Aleppo) ในทางตะวันออกของซีเรียได้มารวมกับแม่น้ำกาบูร (Khabur) แม่น้ำสาขาที่มีต้นน้ำอยู่ในตุรกีตะวันออกเฉียงใต้

ลักษณะของแม่น้ำยูเฟรตีสคู่ขนานกับแม่น้ำไทกริส หลังจากที่แม่น้ำทั้งสองเข้าสู่ดินแดนอิรัก จะมีระยะห่างไม่เกิน ๑๖๐ กม. ในอิรักตอนเหนือ แม่น้ำยูเฟรติสเป็นพรมแดนด้านตะวันตกของบริเวณที่เรียกว่า อัล จาซิราห์ (Al Jazirah) ภาษาอาหรับมีความหมายว่า“เกาะ” ในขณะที่แม่น้ำไทกริสเป็นพรมแดนด้านตะวันออก ในทางตะวันออกเฉียงใต้ดินแดนที่ราบรูปพัดระหว่างสองแม่น้ำเป็นที่ตั้งของอารยธรรมบาบิโลเนียนโบราณอันรุ่งเรือง หลังจากไหลภายใน ๔๐ กม.ของแม่น้ำไทกริส แม่น้ำยูเฟรติสได้แยกออกเป็น ๒ สาย และมารวมกันอีกครั้งห่างไป ๑๘๐ กม. แม่น้ำยูเฟรติสและไทกรีสมารวมกันในทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิรักใกล้ อัล คูรนาห์ (Al Qurnah) กลายเป็นแม่น้ำ ชัทท์ อัล อาหรับ ซึ่งไหลลงอ่าวเปอร์เซีย

แม่น้ำยูเฟรตีสมีปริมาณน้ำไหลเฉลี่ย ๒๘ ล้านคิวบิกเมตร ไหลหนักที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เมืองสำคัญบนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติสได้แก่ อาร์ รัคควา (Ar Raqqah) และ ดายร์ อัซ ซอวร์ (Dayr az Zawr) ในซีเรีย และ การ์บาลา (Karbala’) อัล ฮิลลา (Al Hillah) อัน นาจาฟ (An Najaf) ในอิรัก
แม่น้ำยูเฟรติสท้องน้ำตื้น ใช้เรือเล็กในการเดินเรือทั้งหมด แม่น้ำยูเฟรติสจึงมีความสำคัญเพียงเป็นแหล่งน้ำใช้ แม่น้ำคือแหล่งที่มาของความตึงเครียดทางการเมืองของตุรกี ซีเรีย และอิรัก ซึ่งแข่งขันกันเพื่อใช้น้ำในการชลประทานและสร้างไฟฟ้าพลังน้ำ

แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสไหลจากตุรกีลงมาทางใต้ แม่น้ำยูเฟรตีสไหลในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือเอียงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ยาว ๑๓๐๐ กม. และแม่น้ำไทกริสไหลลงทางใต้ เป็นระยะทาง ๘๘๕ กม. ก่อนที่จะมารวมกันเป็นแม่น้ำชัทท์ อัล อาหรับแล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซีย หุบเขาและที่ราบของแม่น้ำในเมโสโปตาเมียเปิดทางให้ผู้คนเข้ามาโจมตีได้จากแม่น้ำ เนินเขาทางเหนือและทางตะวันออก ทะเลทรายอาหรับ และทุ่งหญ้าสเตปป์ซีเรียในทางตะวันตก ความมั่งคั่งของเมโสโปตาเมียมักเป็นที่ต้องใจของเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่า ประวัติศาสตร์ของเมโสโปตาเมียจึงเป็นรูปแบบการแทรกซึมและการรุกรานเข้ามา พื้นที่เกือบทั้งหมดฝนตกน้อย แต่เมื่อมีการชลประทานจากคลอง ดินที่อุดมก็ให้ผลผลิตสูง ในทางใต้ มีการปลูกอินทผาลัม ใช้เป็นอาหารที่มีคุณค่า เส้นในที่เป็นประโยชน์ ไม้ และเป็นอาหารสัตว์ ทั้งสองแม่น้ำมีปลา และที่ลุ่มทางใต้มีนกป่า

เศรษฐกิจ
เริ่มแรก เมโสโปตาเมียมีลักษณะทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ ชาวสุเมเรียนให้ความสำคัญต่อเทพไม่ใช่กษัตริย์ว่าเป็นเจ้าของดินแดน การค้าและอุตสาหกรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคลและรัฐไม่ผูกขาด
ชาวบาบิโลเนียนทำการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงของรัฐ ในการเกษตรกรรม การค้า และพาณิชย์ เป็นลักษณะที่น่าสังเกต ในสมัยนี้ ชาวอัสสิเรียนยอมให้ชาวต่างประเทศเท่านั้นที่ทำกิจกรรมด้านพาณิชย์ได้ การเกษตรยังคงเป็นอาชีพหลัก

ชาวสุเมเรียนได้เปลี่ยนแปลงในด้านการเกษตรและการควบคุมน้ำได้ดี ที่ดินอันกว้างใหญ่ถือครองโดยผู้ปกครอง พระ และแม่ทัพนายกอง ที่ดินเหล่านี้เพาะปลูกโดยทาส พืชหลัก คือ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หอมหัวใหญ่ ถั่ว และอินผาลัม ชาวสุเมเรียนรู้การใช้ไถพรวนดิน สัตว์เลี้ยงที่เป็นหลัก คือ แกะและวัว

การพาณิชย์และการค้าได้ขยายตัวออกไป มีการเชื่อมโยงทางการค้ากับประเทศที่อยู่รอบ ๆ วิธี การทางธุรกิจพัฒนาขึ้น ในระดับสูง มีการทำสัญญา เกี่ยวด้วยการเขียนและมีพยาน ในส่งของ ในรับเงิน และ letter of credits พ่อค้าที่เดินทางทำการค้า บนพื้นฐานของค่านายหน้า สื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เหรียญ แต่เป็นทองแท่งหรือเงินแท่ง

ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ชาวบาบิโลเนียทำการค้าอย่างมีกฎการปฏิบัติการค้า ธนาคาร และ อุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่อยู่ ภายใต้กฎหมายของรัฐ ถ้าการติดต่อกันโดยไม่มีสัญญาและพยาน จะมีการลงโทษ มีกฎหมายลงโทษผู้ละเลยการเพาะปลูกและการอำนวยด้านการควบคุมน้ำ เกษตรกรทั้งหมดต้องจ่าย ๒ ใน ๓ ของผลผลิตให้กับรัฐ แต่ชาวอัสสิเรียนไม่สนใจเรื่องการค้า เพราะว่ารายได้หลักได้มาจากสงคราม ทาสที่ทำการเพาะปลูกในที่ดิน และเป็นผู้ทำงานให้แก่ส่วนรวมของรัฐเป็นพวกที่จนที่สุด แต่คนรวยอาศัยอยู่ในบ้านที่หรูหรา ในที่พักทหารและเพิ่มการปล้นสะดม

การปกครอง

นครรัฐของชาวสุเมเรียนปกครองโดยปาเตซี (patesis) นครรัฐเหล่านี้มีความประสงค์ทางการทหารร่วมกัน ได้มีการรวมตัวเป็นหน่วยเดียวกันในแบบสหพันธรัฐอย่างหลวม ๆ ปาเตซี (patesi) คือหัวหน้ารัฐ รวมหน้าที่ทางศาสนา กองทัพ และเศรษฐกิจ พระองค์เป็นหัวหน้าพระ เป็นแม่ทัพของทัพ และเป็นผู้สั่งการในด้านการ ควบคุมน้ำ ปาเตซีมีอำนาจมากขึ้นเมื่อได้ชัยชนะนครรัฐอื่น อาจใช้คำนำหน้าว่ากษัตริย์ เมื่อประมาณ ๒๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ดันจิ (Dungi) ได้รวมดินแดนและสถาปนา ตนเองเป็นผู้ปกครองแต่ผู้เดียว

ชาวบาบิโลเนียนดำรงชีพอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวสุเมเรียน แต่การขยายดินแดนนั้นกว้างขวางและสามารถรวมเป็นปึกแผ่นได้ ชาวบาบิโลเนียนได้เลิกการปกครองตนเองของท้องถิ่น กษัตริย์กลายมาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด จัดการเรื่องเก็บภาษี เลือกคนเพื่อมารับใช้กองทัพ และลงโทษผู้ฝ่าฝืน การลงโทษมีความรุนแรง

ชาวอัสสิเรียนทั้งหมดเป็นนักรบและการขยายดินแดนไปยังดินแดนไกล ๆ กองทัพเป็นหน่วยสำคัญที่สุดของรัฐ แม่ทัพเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดและมีอำนาจที่สุดในราชอาณาจักร บางครั้งชาวอัสสิเรียนพยายามล้มอำนาจกษัตริย์ พวกนี้เข้าโจมตีอย่างโหดเหี้ยมทุกแห่งความทารุณ คือ สื่อกลางในสิ่งที่พวกเขาปกครอง
ชาวคาลเดียนพยายามด้วยความสำเร็จบางอย่างในการฟื้นฟูรูปแบบของบาบิโลเนียนด้านการปกครอง

สังคม

สังคมเมโสโปตาเมียแบ่งช่องกว้างมากระหว่างคนรวยกับคนจน คนรวยเป็นเจ้าของที่ดินและครองตำแหน่งสูงในทางทหารและการบริหารรัฐ ทาสติดที่ดินและทาสเป็นผู้ทำงานให้การค้าและการพาณิชย์ได้พัฒนาขึ้น แต่ไม่ได้สร้างชนชั้นกลางขึ้นมา อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ดิน ยอมรับอยู่ ๓ ชนชั้น คือ ขุนนาง สามัญชน และทาส สถานภาพดังกล่าว มีการประยุกต์ใช้ กฏหมายกับคนเหล่านี้ สิทธิและสิทธิพิเศษได้แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจน


พระเป็นผู้ที่มีสถานภาพสูงในเมโสโปตาเมีย กษัตริย์เองเป็นพระไปในตัว ไม่ใช่เป็นเทพ หน้าที่ของพระคือ การนำเจตจำนงค์ของเทพออกมา พระได้พัฒนาพิธีกรรม เวทย์มนต์และไสยศาสตร์ ด้วยการเจริญเติบโตของสิ่งเหล่านี้ ความสำคัญของพระองค์ ในสังคมก็เพิ่มขึ้น

ในบาบิโลเนีย สตรีมีฐานะสูงในสังคม มีสิทธิในการมีทรัพย์สิน หย่าและฟ้องร้องทางกฎหมาย สตรีทำกิจกรรมอาชีพและ ทำการค้าได้ หญิงม่ายได้รับการตุ้มครองจากกฎหมาย

ศาสนาหนึ่งที่ปฏิบัติกันซึ่งหญิงบาบิโลเนียนได้เข้ามาเกี่ยวข้องอาจเป็นข้อสังเกตในที่นี้ สตรีปรารถนาที่จะเลี้ยงลูกที่คาดหวังว่าเกิดจากการขายตัวแก่ชายแปลกหน้าในวิหารอิชตาร์ (Ishtar) ค่าจ้างที่ได้รับจากวิธีการนี้จะถวายแก่เทพี ปกติพระ องค์หนึ่งจะแสดงบทบาทของชายแปลกหน้า พระยังได้รับของกำนัล และนั่นคือ พระได้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลและร่ำรวย

ชาวอัสสิเรียนยังคงรักษาการลงโทษที่รุนแรงโหดร้ายทารุณที่สุดสำหรับอาชญากรรมสังคม เช่นการทำแท้งและพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติและกดขี่สตรีอย่างสิ้นเชิง ชายอัสสิเรียนคนหนึ่งสามารถแต่งงานได้กับสตรีหลายคนและหย่าได้เมื่อฝ่ายชายต้องการ ภรรยาถูกกัดขอบเขตให้อยู่ในบ้านและห้ามปรากฎตัวต่อสาธารณะชนโดยปราศจากผ้าคลุมหน้า ลักษณะเช่นนี้ อาจแปลกต่อลัทธิทหารนิยมในสมัยนั้น แต่เป็นเครื่องหมายการเริ่มต้นในการแยกและกดขี่สตรีในดินแดนตะวันออก

กฎหมาย

ชาวสุเมเรียนสร้างระบบกฎหมายควบคุมประชาชน และในช่วงกลางช่วง ๓๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ของสุเมเรียน พระนามว่า ดันจิ ได้เตรียมเรื่องกฎหมายเป็นครั้งแรก กฎหมายนี้ ต่อมากษัตริย์ชาว บาบิโลเนียน คือ พระเจ้าฮัมมูราบีได้นำมาใช้ ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของสังคม บาบิโลเรียน อัสสิเรียน คาลเดียนและเฮบริว

กฎหมายสุเมเรียนยอมให้มีการแก้แค้น จำแนกความผิดระหว่างอาชกรรมที่มีเจตนาและอาชญากรรม ที่ไม่เจตนา ยอมรับในบทบาทของบุคคลและยอมให้มีการปฏิบัติต่อคน ที่อยู่ในชนชั้น ที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ปรากฎอยู่ในกฎหมายฮัมมูราบี
พระเจ้าฮัมมูราบีปกครองในศตวรรษที่ ๒๐ ก่อนคริสตกาล สิ่งที่พระองค์ได้เผยแพร่ด้วยความยิ่งใหญ่ แก่ประวัติศาสตร์ คือ กฎหมาย ซึ่งได้จารึกลงในเสาคอลัมน์สูง ๘ ฟุต ด้วยอักษร คูนิฟอร์ม คอลัมน์กฎหมายนี้ ตั้งอยู่ในวิหารเมืองมาร์ดุก ที่บาบิโลเนีย ที่ส่วนยอดของจารึกเป็นภาพสลักนูนต่ำ แสดงภาพว่าพระเจ้าฮัมมูราบี ได้รับกฎหมายนี้จากเทพเจ้า

พระเจ้าฮัมมูราบีไม่ได้สร้างสรรค์กฎหมายขึ้นมาเอง พระองค์ดูจากกฎหมาย ธรรมเนียม ประเพณีที่มีมาก่อน และนำมาจัดระบบเสียใหม่ ในขณะที่กระทำสิ่งนี้ พระองค์ได้รับแรงบันดาลใจ และได้รับแนวทางจากกฎหมาย ที่ได้เตรียมมาก่อนแล้วจากกษัตริย์สุเมเรียนพระนามว่า ดันจิ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป้นผู้พระราชทานกฎหมาย ฉบับแรกแก่สังคมมนุษย์มาจนถึงพระเจ้าฮัมมูราบี มีลักษณะเด่นดังต่อไปนี้
๑. กฎหมายอยู่บนพื้นฐานของหลักการแก้แค้น ตัวอย่างเช่น ถ้าใครถูกฆ่า ญาติของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องเอาชีวิต ของผู้เป็นฆาตรกร ในทำนองเดียวกัน ถ้าใครก็ตามที่ผู้อื่นทำให้เสีย เสียหู ฟันหัก เขาก็อาจได้รับการเรียกร้องให้ถูกกระทำ เช่นเดียวกัน
๒. กฎหมายได้มีการจำแนกประเภทอาชญากรรมโดยเจตนาและอาชญากรรมโดยไม่เจตนา ถ้าผู้ใดทำให้บุคคลอื่น ได้รับบาดเจ็บโดยอุบัติเหตุ และสาบานได้ว่า "ข้าพเจ้าทำให้เขาบาดเจ็บ โดยมิได้มีเจตนา" ผู้นั้นจะได้รับการลงโทษน้อยกว่า การกระทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยเจตนา
๓. กฎหมายยอมรับในความแตกต่างระหว่างชนชั้น และมีบทลงโทษแตกต่างกัน ระหว่าง ความผิดที่ทาส เสรีชน และขุนทางกระทำ ถ้าทางหรือทาสดินทำร้ายเสรีชน ทาสจะถูกลงโทษ หนักกว่าที่สามัญชนหรือ ขุนนางกระทำในลักษณะเดียวกัน ในการต่อสู้กัน ถ้าเสรีชนเสียดวงตา เขามีสิทธิที่จะเรียกร้องในการทำลาย ดวงตาของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าทาสเป็นฝ่ายสูญเสียดวงตา ในการต่อสู้กับเสรีชน เสรีชนเพียงเสียค่าสินไหมทดแทน เพียง ๖๐ เชเกล (shekels) หรือเหรียญ ในกรณีใช้เงินสินไหมทดแทน การลงโทษอย่างหนักจะใช้กับคนที่ สามารถจ่ายได้ ตัวอย่างเช่น ขุนนางทำความผิดอาญา ซึ่งถูกลงโทษโดยยุติธรรมแล้ว เขาจะถูกเรียกร้องให้จ่าย มากกว่าทาส หรือทาสดินในการจ่ายในกรณีประเภทเดียวกัน
แม้ว่ากฎหมายต่างกันจะนำมาใช้กับชนฃั้นที่ต่างกัน คนรวยกับเสรีชน ในทางปฏิบัติ ลักษณะที่น่าสังเกต ของกฎหมาย คือว่า แม้แต่ทาสก็ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ลักษณะนี้เป็นการ ปรับปรุงที่เหนือกว่าระบบ นิติศาสตร์ในสมัยเริ้มแรกทั้งหมด
๔. กฎหมาย ได้นำมาใช้เป็นระเบียบสังคม ภรรยาที่ซื่อสัตย์กฎหมายยอมให้หย่าขาด จากสามีที่ทารุณ โหดร้ายได้ และพ่อแม่ของฝ่ายหญิงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ ภรรยาที่นอกใจ ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามีจะถูกถ่วงน้ำ หญิงที่คบชู้จะถูกลงโทษอย่างทารุณ
๕. กฎหมายยอมรับการไต่สวนจากการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหาจะถูกโยนน้ำในที่น้ำลึก ถ้าเขาจมก็จะเป็นผู้มี ความผิด ถ้าเขาว่ายน้ำเข้าฝั่งได้ ก็จะเป็นผุ้บริสุทธิ์
แม้ว่ากฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบีจะอยู่บนพื้นฐานของการแก้แค้น สิทธิพิเศษทางสังคม และการไต่สวนโดยการพิสูจน์ แต่ก็มีองค์ประกอบที่ดีหลายประการ กฎหมายเขียนเป็นภาษาง่าย ๆ ประการนี้ช่วยให้ทุกคนทราบว่าอาชญากรรมใด จะถูกลงโทษอย่างไร ประเพณีในสมัยเริ่มแรกที่ทารุณ มากที่สุด คือ การถูกฝังทั้งเป็นจากการขว้างปา (dropped) การลงโทษหลายอย่างยังคงรักษาเอาไว้ ทาสได้รับการพิจารณาว่าต่ำกว่าเสรีชน แต่ได้รับการประกันในด้านความคุ้มครอง ภรรยาได้รับการคุ้มครองถ้าสามีที่โหดร้ายทารุณ และคุ้มครองสามีจากภรรยาที่นอกใจ ข้อบกพร่องของกฎหมาย ที่มีอยู่ในสังคมจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าฮัมมูราบีที่อาจเป็นไปได้ คือ ความพอใจในการ ปฏิรูปกฎหมายบางด้าน มากกว่าการปฏิวัติระบบกฎหมายทั้งหมดจากมุมมองต่าง ๆ กฎหมาย ฮัมมูราบีเป็นเครื่องหมายที่เด่นในอารยธรรมของมนุษย์

ศาสนา
ศาสนาของเมโสโปตาเมีย มีลักษณะเด็นจากองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ
๑. เชื่อในเวทย์มนต์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
๒. ไม่มีทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตหลังตาย
ชาวสุเมเรียนมีเทพจำนวนหนึ่ง เทพเหล่านี้เป็นตัวแทนของอำนาจธรรมชาติและแสดงลักษณะ เป็นบุคคลจากองค์ประกอบของมนุษย์ ชามาซ (Shamash) คือ สุริยเทพ เอนลิล (Enlil) จ้าวแห่งฝน และลม และ อิชตาร์ (Ishtar) เทพีของสตรี เทพเหล่านี้และเทพอื่น ๆ เป็นทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ตัวอย่างเช่น สุริยเทพให้ความอบอุ่นและแสงสว่างในด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งเผาดินและทำให้ พืชเหี่ยวเฉา เทพที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาเทพทั้งหมด คือ เนอกัล (Nergal) เชื่อกันว่าผู้ต้นเหตุ ของโรคระบาด เทพเหล่านี้บางองค์ถูกชาวบาบิโลเนียนทอดทิ้ง แต่ทัศนคติทางศาสนาของ ชาวเมโสโปตาเมียนไม่เปลี่ยนแปลง เทพของบาบิโลเนียนชื่อ มาร์ดุค (Marduk) ถือว่าอยู่ในตำแหน่ง สูงสุด อิชตาร์กับพี่ชายและเป็นคนรักของเธอ ชื่อ ทัลมุซ (Talmuz) เป็นเทพที่มีความสำคัญอีก องค์หนึ่ง การนับถือสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เชื่อในโหราศาสตร์ (astrology) เวทย์มนต์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย การบูชาเนอร์กัล จ้าวแห่งโรคระบาด กระทำกันอย่างแพร่หลาย ไม่มีการปฏิบัติใด ๆ ที่เป็น แม่มด คุณไสยและบูชายัญ ในบางศาสนา การปฏิบัติและความเชื่อทางศาสนาของชาวบาบิโลเนียนได้เสื่อมลง หรือเลือนหายไป ในช่วงลัทธิมหานิยมของพวกอัสสิเเรียน ชาวคาลเดียนได้ฟิ้นฟูมาร์ดุก และยกย่องเทพต่างๆและทำให้เทพเหล่านั้นมีอำนาจทั้งหมด เทพเหล่านี้ถูกกำหนด ให้อยู่ในสวรรค์และเทพต่างๆ ได้แสดงลักษณะที่เข้ากับดาวเคราะห์ มาร์ดุกกับดาวพฤหัส อิชตาร์กับดาวศุกร์ ฯลฯ มนุษย์ถูกกำหนดให้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา สารภาพบาป ร้องขอความปราณีจากเทพ แต่ชาวคาลเดียนไม่ได้ ไปถึงการปฏิบัติสูงสุดขั้นการรักษาศพเอาไว้

ศาสนา
ศาสนาของเมโสโปตาเมีย มีลักษณะเด็นจากองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ
๑. เชื่อในเวทย์มนต์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
๒. ไม่มีทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตหลังตาย

ชาวสุเมเรียนมีเทพจำนวนหนึ่ง เทพเหล่านี้เป็นตัวแทนของอำนาจธรรมชาติและแสดงลักษณะเป็นบุคคลจากองค์ประกอบของมนุษย์ ชามาซ (Shamash) คือ สุริยเทพ เอนลิล (Enlil) จ้าวแห่งฝนและลม และ อิชตาร์ (Ishtar) เทพีของสตรี เทพเหล่านี้และเทพอื่น ๆ เป็นทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ตัวอย่างเช่น สุริยเทพให้ความอบอุ่นและแสงสว่างในด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งเผาดินและทำให้ พืชเหี่ยวเฉา เทพที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาเทพทั้งหมด คือ เนอกัล (Nergal) เชื่อกันว่าผู้ต้นเหตุ ของโรคระบาด เทพเหล่านี้บางองค์ถูกชาวบาบิโลเนียนทอดทิ้ง แต่ทัศนคติทางศาสนาของ ชาวเมโสโปตาเมียนไม่เปลี่ยนแปลง เทพของบาบิโลเนียนชื่อ มาร์ดุค (Marduk) ถือว่าอยู่ในตำแหน่ง สูงสุด อิชตาร์กับพี่ชายและเป็นคนรักของเธอ ชื่อ ทัลมุซ (Talmuz) เป็นเทพที่มีความสำคัญอีก องค์หนึ่ง การนับถือสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เชื่อในโหราศาสตร์ (astrology) เวทย์มนต์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย การบูชาเนอร์กัลจ้าวแห่งโรคระบาดปฏิบัติกันแพร่หลาย ไม่มีการปฏิบัติใด ๆ ที่เป็นแม่มด คุณไสยและบูชายัญ การปฏิบัติและความเชื่อทางศาสนาของชาวบาบิโลเนียนได้เสื่อมลง หรือเลือนหายไป ในช่วงลัทธิมหานิยมของพวกอัสสิเเรียน ชาวคาลเดียนได้ฟิ้นฟูมาร์ดุก และยกย่องเทพต่างๆและทำให้เทพเหล่านั้นมีอำนาจทั้งหมด เทพเหล่านี้ถูกกำหนด ให้อยู่ในสวรรค์และเทพต่างๆ ได้แสดงลักษณะที่เข้ากับดาวเคราะห์ มาร์ดุกกับดาวพฤหัส อิชตาร์กับดาวศุกร์ ฯลฯ มนุษย์ถูกกำหนดให้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา สารภาพบาป ร้องขอความปราณีจากเทพ แต่ชาวคาลเดียนไม่ได้ ไปถึงการปฏิบัติสูงสุดขั้นการรักษาศพเอาไว้

เทคโนโลยี
ชาวสุเมเรียนและชาวเมโสโปเตเมียที่ตามมามีความรู้ในด้านคณิตศาสตร์ โลหะวิทยา กลศาสตร์ การออกแบบก่อสร้าง วิศวกรรมโยธา ดาราศาสตร์ (นำมาใช้ในการทำนายปรากฏการณ์) สามารถเอาหลักการมาใช้ในการสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตได้มากมาย


ศิลปะ

ศิลปินชาวเมโสโปตาเมียนไม่ได้มีความสำเร็จดีกว่าชาวอียิปต์ ในเมื่อหินขนาดใหญ่ในเมโสโปตาเมีย หายาก โครงสร้างและรูปลักษณ์ขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ ถึงกระนั้น ความสำเร็จของเมโสโปตาเมียน ในสาขานี้ก็ยังมีอยู่มากมาย

ชาวสุเมเรียนได้ทุ่มเทให้กับจินตนาการที่กว้างขวางและทักษะในทางเทคนิคที่สูง ชาวสุเมเรียนได้ผลิต งานโลหะ อัญมณี และประติมากรรมที่ประณีต เมโสโปตาเมียไม่มีหินมากพอ แต่มีดินเหนียวจำนวนมาก ดังนั้น ชาวเมโสโปตาเมียนจึงใช้ประโยชน์จาก ดินเหนียวด้วยการนำมาทำเป็นอิฐโดยการตากแดด และใช้อิฐตากแดด ในการสร้างวิหาร สุสาน ฯลฯ ในโครงสร้างเหล่านี้ ได้ใช้ส่วนโค้ง ประทุน โดม และบางโอกาสเป็นเสาคอลัมน์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมซึ่งอารยธรรมอื่น ๆ ในช่วงหลักได้ลอกเลียนแบบ หนึ่งในโครงสร้าง ที่น่าสนใจของชาวสุเมเรียน คือ วิหารที่นิปเปอร์ (Nipper) ซึ่งคล้ายกับ ปิรามิดของอียิปต์
วิหารของเมโสโปตาเมียนที่เรียกว่าซิกกูรัต (Ziggurat) สร้างในรูปเนินเขาจำลองและสร้างขึ้นเป็นชั้น ๆ ซิกกูรัตแห่งหนึ่งสูง ๖๕๐ ฟุต และสร้างเป็น ๗ ขั้น

ซิกกูรัตแห่งหนึ่งน่าเกลียดแต่ใหญ่เทอะทะ และมีโครงสร้างของอิฐตากแดดที่ซับซ้อน หอสำหรับ เทพประทับตั้งอยู่ ส่วนยอดของโครงสร้าง อาคารนี้ประกอบด้วยโถงหลักสำหรับประชุม หลายห้องสำหรับ การประกอบพิธีกรรม โถงและห้องสำหรับ สมาชิกครอบครัวของเทพ ห้องให้กำเนิด ห้องฝังศพ และสนามหญ้า ฯลฯ ผนังตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสี โมเสค และพรม ชั้นที่สูงต่างกันมากก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของซิกกูรัต

ชาวสุเมเรียนและบาบิโลเนียนใช้ดวงตราประทับจำนวนมาก ชาวบาบิโลเนียนเกือบทุกคน นับจากกษัตริย์ ไปจนถึง สามัญชนมีตราประจำส่วนตัว ตราเหล่านี้ประกอบด้วยชื่อและสัญลักษณ์

ชาวอัสสิเรียน แม้ว่าจะป่าเถื่อนในชีวิตทางสังคมและการเมือง แต่ก็แพร่กระจายในด้านศิลปะมากกว่า ชาวบาบิโลเนียน และเมโสโปตาเมียน ในสมัยนี้ ศิลปะด้านประติมากรรมได้ไปถึงในระดับสูง สามารถแกะสลักภาพฉากสงครามและการล่าสัตว์ วีรบุรุษ กีฬา ฯลฯ และลัทธิวีรบุรุษที่รุ่งเรือง พวกนี้ยังสร้างวังและวิหารด้วยหิน ไม่ใช่อิฐ พวกนี้ได้รับหินมาเพื่อประสงค์นี้จากทางเหนือ ใช้วิธีการรูปโค้งและโดม แต่ไม่มีความชำนาญในการใช้เสาคอลัมน์ สำหรับพวกนี้ ขนาดของสิ่งก่อสร้างเป็นตัวชี้ ในด้านคุณค่าทางศิลปะ ดังนั้น โครงสร้างของพวกนี้ทั้งหมดมีขนาดใหญ่ อัสสูรบานิปาล ผู้ปกครองที่ได้รับการบ่มเพาะ ในทางวัฒนธรรมมากที่สุดของอัสสิเรียให้ การส่งเสริมทางศิลปะ พระองค์ได้ให้ทำสำเนาแผ่นอิฐที่เป็นประโยชน์ทั้งหมดและ สร้างหอสมุดที่เมืองนิเนเวห์ (Nineveh) หอสมุดนี้แผ่นอิฐมากกว่า ๒๒๐๐๐ แผ่น ประกอบด้วย คาถา จดหมาย บันทึกทางการทหาร และกิจกรรมทางธุรกิจ กษัตริย์เขียนอัตชีวประวัติและจดหมายไว้หลายชิ้น

วรรณกรรม

ชาวเมโสโปตาเมียนได้สร้างระบบการเขียน ตัวอักษรของพวกเมโสโปตาเมียนเป็นรูปลิ่ม การเขียนนี้ เรียกว่าคูนิฟอร์ม ชาวเมโสโปตาเมียนเขียนบนดินเหนียวไม่ได้เขียนบนกระดาษ เขียนด้วนต้นอ้อที่มีขอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม ชาวเมโสโปตาเมียน ได้ใช้สัญลักษณ์ประมาณ 350 แบบแต่ไม่มีตัวอักษร

วรรณกรรมของชาวสุเมเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และชีวิตในทางเศรษฐกิจ ชาวเมโสโปตาเมียนยังสร้าง มหากาพย์เทพตำนานและประวัติศาสตร์ เช่น มหากาพย์การสร้างโลก และน้ำท่วมโลกอันมีชื่อเสียง มหากาพย์การสร้างโลก สร้างความเป็นยอดให้กับมาร์ดุก มหากาพย์ น้ำท่วมโลกแสดงให้เห็นความริษยาของเทพที่กระทำต่อมนุษย์ งานที่ประทับใจที่สุดของ ชาวบาบิโลเนียน คือ มหากาพย์กิลกาเมช บรรจุเรื่องราวเทพตำนานที่เป็นหลักของตน โคลงเรื่อง ที่เป็นหลักของกาพย์นี้ คือ ชัยชนะของกิลกาเมชแสดงสัญลักษณ์ของมนุษย์เหนือธรรมชาติ วรรณกรรมศาสนา บทสวด และธรรมจริยาก่อให้เกิดวรรณกรรม ของบาบิโลเนียน ในบรรดาสิ่งที่ ปราชญ์กล่าวไว้เป็นคำคม เช่น "อย่าเร่งรีบในการพูดในที่สาธารณะ" "หลีกเลี่ยงความชั่วร้ายและ การเกลียดชัง"

ความสำเร็จทางภูมิปัญญาอื่น ๆ

ชาวเมโสโปตาเมียนมีความก้าวหน้าในสาขาวิทยาศาสตร์ ชาวสุเมเรียนเป็นผู้บุกเบิกในสาขานี้ คิดวิธีการคูณและการหาร นับด้วยจำนวน ๖๐ เช่น ๑ ชั่วโมงมี ๖๐ นาที ๑ มินา(หน่วยการชั่งน้ำหนัก) ประกอบ ด้วย ๖๐ เชเกล ฯลฯ ประดิษฐคิดค้นปฏิทินมี ๑๒ เดือนทางจันทรคติ แป้นหมุนสำหรับปั้น ล้อยานพาหนะ นาฬิกาน้ำ ฯลฯ ชาวบาบิโลเนียนเติมต่อจากชาวบาบิโลเนียนน้อยมาก ชาวอัสสิเรียนมีความก้าวหน้าเพียง ในเรื่องการผลิตเครื่องใช้ในการทำสงคราม เช่น อาวุธทำจากเหล็ก รถศึก เป็นผู้ที่นำระบบ ไปรษณีย์มาใช้เป็น ครั้งแรก สร้างความก้าวหน้าในการทำแก้วและในการถลุงแร่ ได้รับการยกย่องในการแบ่งวงกลม ออกเป็น ๓๖๐ องศา และวางแนวความคิดหยาบ ๆ เกี่ยวกับลองกิจูด และละติจูด เป็นพวกที่ยอมรับหมายรู้ใน ๑๒ ราศี ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องสุขภาพ และด้วยประการนี้เองทำให้เกิดความก้าวหน้าในเรื่องการแพทย์

แต่การเผยแพร่ที่น่าสังเกตที่สุดในสาขาวิทยาศาสตร์ของชาวคาลเดียน คือ ดาราศาสตร์ เขาคิดค้นให้ สัปดาห์มี ๗ วัน และ ๑ วัน มี ๑๒ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมงแบ่งเป็น ๑๒๐ นาที สามารถทำนายคราสได้ นักดารา ศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกนี้ คือ นาบู ริมานนู (Rabu Rimannu) คำนวนระยะเวลาของปีที่แม่นตรงจนกระทั่ง นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแก้ไขความคลาดเคลื่อนเพียง ๒๖ นาทีเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวคาลเดียนอีก คนหนึ่ง คือ กิดินนู (Kidinnu) ได้พิสูจน์เรื่องช่วงการเปลี่ยนแปลงในการเอียงของแกนโลก


ข้อคิดท้ายบท
๑.สภาพภูมิศาสตร์เมโสโปตาเมียมีกี่เขต แต่ละเขตมีลักษณะเด่นอะไรบ้าง
๒.โครงสร้างการปกครองของเมโสโปตาเมียในแต่ละช่วงแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร
๓.มีหลักฐานอะไรบ้างที่แสดงให้เห็นว่าสภาพทางเศรษฐกิจของเมโสโปตาเมีย
๔.สภาพสังคมเมโสโปตาเมียมีลักษณะเด่นอะไรบ้าง ยกหลักฐานมาประกอบการอธิบาย
๕.อะไรบ้างที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของเชื่อทางศาสนา ศิลปะและเทคโนโลยี

สื่อประกอบ PPT ดาวโหลดได้ที่ Links -> MEDIAS -> CIVILIZATION 02


CIVILIZATION : SCOPECIVILIZATION : EGYPT

Write a comment

You must be logged in to write a comment. If you're not a registered member, please sign up.

January 2010
M T W T F S S
December 2009February 2010
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31