Skip navigation

Lost password? | Help

เรื่องเล่า เล่าเรื่อง

สังคมศึกษา ฐานช่วยค้น

CIVILIZATION : SCOPE

มนุษย์ปัจจุบันกำหนดตัวเองว่าอยู่ในสังคมที่มีความเจริญทางอารยธรรม และอาจคิดว่าตนเอง ”รู้” ความหมายของอารยธรรมว่าคืออะไร
เราเข้าใจว่าอารยธรรมเป็นบางสิ่งที่มนุษย์มี เมื่อมนุษย์มีความเจริญขึ้น มนุษย์ทุกคนมีอารยธรรมและอยู่ในสังคมอารยธรรมและเป็นเจ้าของอารยธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเองและสังคม
ปัญหาคือ ถ้าตั้งคำถามว่า อารยธรรมที่แท้คืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอารยธรรม และอารยธรรมมีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างไร

(ท่านที่ต้องการใช้สื่อ (PPT) ให้เลือกที่ Links แล้วเลือก MEDIAS แล้วเลือก CIVILIZATION 01)

เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำ อารยธรรม (civilization, civilized) และ วัฒนธรรม (culture) ว่าคำเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และโยงไปหาคำที่มีความเกี่ยวข้องหรือมีความหมายคล้ายคลึงกันได้อย่างไร การศึกษาความหมายที่แท้จริงของคำเหล่านี้ จำเป็นต้องมองตามสภาพที่เป็นจริง พยายามไม่ให้เกิดอคติ ความหมายของคำเหล่านี้เป็นการมองของสังคม พยายามอธิบายความหมายบนพื้นฐานตามประสบการณ์ แต่การศึกษาความหมายอารยธรรม ต้องทำตัวเสมือนว่าเราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับความหมายของคำเหล่านี้มาก่อน จากนั้นเริ่มมองและศึกษาในสิ่งที่เราต้องการค้นพบ

เริ่มต้นด้วยประเด็นคำถามว่า ความหมายของอารยธรรมที่แท้จริงนั้นคืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าเป็นความหมายของอารยธรรมที่แท้ มีตัวบ่งชี้ใดเป็นเกณฑ์ และคุณค่าที่แท้ของอารยธรรมคืออะไร

อารยธรรมเกิดขึ้นและพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงต้องย้อนไปศึกษาถึงพัฒนาการของอารยธรรมสมัยเริ่มแรก ว่าอารยธรรมเริ่มต้นเมื่อใด ที่ไหนและอย่างไร อารยธรรมที่เจริญขึ้นมามีภาวะเงื่อนไขเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่ อารยธรรมแยกประเภทได้หรือไม่ อารยธรรมมีองค์ประกอบคงที่เป็นแกนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อารยธรรมโบราณกับอารยธรรมปัจจุบันมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องหรือไม่ และอารยธรรมสมัยเริ่มแรกให้อะไรเกี่ยวกับสังคมของเราบ้าง

คำจำกัดความและขอบเขตของอารยธรรม

อารยธรรมเป็นชื่อที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ซึ่งมองเห็นอยู่รอบ ๆ ตัวเรา เป็นลักษณะและโครงสร้างของสังคม การแสวงหาคำนิยามที่สมบูรณ์จำเป็นต้องสำรวจหาข้อบ่งชี้บางประการ เริ่มต้นจากการพิจารณาความหมายของอารยธรรมทั้งความหมายในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

อารยธรรมในภาษาไทย เป็นคำภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า อารย กับ ธรรม อารยะ โดยทั่วไป เรามักใช้ในความหมายว่า เจริญ ซึ่งมีความหมายคล้ายกับ วัฒน ซึ่งมีความหมายว่าเจริญเหมือนกัน ส่วน ธรรม หมายถึง ความถูกต้องดีงาม ซึ่ง เมื่อพิจารณาคำว่า อารยธรรมกับวัฒนธรรม แล้ว โดยความหมายตามนิรุกติไม่มีความแตกต่างกัน แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว ความหมายของทั้งสองคำนี้ไม่เหมือนกัน ในฐานะที่เราศึกษาในเรื่องนี้ เราต้องศึกษาความแตกต่างของคำทั้งสองนี้

อารย ที่มาของคำนี้มาจากคำในภาษา อินโด-ยูโรเปียน ว่า อรก (arg) มีความหมายว่า ขาว กระจ่าง ใส สว่าง คำนี้ใช้ทั้งในภาษาสันสกฤต และ ในภาษาของขาวตะวันตก เช่น ชาวอารยัน คือ คนที่มีผิวขาว อารยธรรม ตามตัวอักษร คือ ธรรมของคนผิวขาว argentum คือ ธาตุที่มีสีขาว คือธาตุเงิน เหล่านี้เป็นต้น มีคำที่เกี่ยวเนื่องกันหลายคำ เช่น อารยัน อริย อิหร่าน เป็นต้น แต่ ในความหมายที่เราใช้ในปัจจุบัน เรามาใช้ในความหมายของ ความเจริญ ทั้งนี้ เนื่องจากความเจริญทั้งหลาย คนผิวขาว คืออารยัน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียโบราณ เป็นผู้คิดและเป็นผู้นำมาใช้ และเราจึงนำคำนี้มาใช้ในความหมายของความเจริญโดยทั่วไป

Civilization เป็นคำที่ใช้ภาษาอังกฤษ Ruth Whitehouse & John Wilkins กล่าวว่า ทางหนึ่งในการสอบสวนความคิดรวบยอดที่มีมาก่อนเกี่ยวกับหัวข้อใด ๆ ก็ตาม คือ การมองไปยังเบื้องหลังความหมายในการใช้คำ “civilization” มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำ ‘civil’ และ ‘civilized’ ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า civis หมายถึงพลเมือง (citizen) เมื่อเราแยกคำว่า civil หมายถึง เมือง และ -ization ซึ่งมีความหมายโดยนัยบอกว่าเป็น กระบวนการทำให้เป็น... ดังนั้น civilization จึงมีความหมายว่ากระบวนการทำให้เป็นเมือง

คำอื่นเกี่ยวกับ “เมือง” ที่เรารู้จัก จากการเชื่อมโยงแบบเดียวกัน คำ ‘urbs’ ย้อนหลังไปได้ว่า เป็นภาษาละติน หมายถึง เมือง (city) เรามีศัพท์ ‘urban’ ‘urbane’ และ ‘urbanization’ เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับเมืองทั้งสิ้น คำกรีกว่า polis ซึ่งมีความหมายว่า เมือง ได้ประยุกต์มาใช้ในสังคมปัจจุบัน เช่น ‘politic’ ‘political’ ‘policy’ หรือแม้แต่คำว่า ‘police’ ก็มาจาก polis เช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราใช้คำอารยธรรมในทางประวัติศาสตร์ดูเหมือนว่าพวกเรามองแก่นสาระอยู่ตรงที่ว่าเป็น "ชีวิตชาวเมือง" หรือ การพัฒนาชีวิตขึ้นมาเป็นชาวเมือง เราสังเกตได้ว่า ที่ใดมีอารยธรรมมักจะมีเมืองอยู่ที่นั่นด้วย อารยธรรมกับเมืองจึงแยกกันไม่ออก แต่เรายังสามารถมองนิยามที่ใช้ในทางปฏิบัติบางประการที่กำหนดนอกเหนือไกลไปจากแก่นสาระดังกล่าว จากมุมมองของนักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยา นิยามที่บุคคลกลุ่มนี้มอง ให้อิสระในการตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับสิ่งมีค่าในสังคมอารยะเมื่อเปรียบเทียบกับสังคมอนารยะ เมื่อนำนิยามเหล่านี้มาแทนที่ "ชีวิตชาวเมือง" คำนิยามนี้เน้น ความมุ่งหมายในการจัดระเบียบของสังคม ในทางกว้างเราอาจมีวิธีการเข้าถึงได้ ๓ วิธี คือ

วิธีแรก นำมาใช้โดยนักปราชญ์ เช่น เอ แอล โครเบอร์ (A.L.Kroeber) และ โคลิน เรนฟิว (Colin Renfrew) มุ่งเน้นในความซับซ้อนของการจัดระเบียบ การตีความเช่นนี้ มองอารยธรรมแตกต่างไปจากรูปแบบอื่นของสังคมมนุษย์ ไม่ใช่เป็นการแบ่งประเภท แต่เป็นเพียงการแบ่งระดับความซับซ้อน คำนิยามนี้ วิพากษ์จุดเด่นของพัฒนาการใด ๆ ของอารยธรรมที่น่าพิจารณาซึ่งสามารถแยกเด่นชัดออกมาจากรูปแบบสังคมที่มีความเป็นอยู่ง่าย ๆ

วิธีที่สอง ก็ยังเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบองค์การ แต่เน้นประเภทของการจัดองค์การภายในทางสังคมเป็นตัวตัดสิน การวิเคราะห์ของสำนักนี้ อยู่บนพื้นฐานงานนักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการของศตวรรษที่ ๑๙ บิดาผู้ก่อตั้งวิชามานุษยวิทยา เป็นผลงานเด่นของปราชญ์ชาวอเมริกัน คือ เลวิส มอร์แกน (Lewis Morgan) มอร์แกนได้จำแนก วิวัฒนาการของสังคมออกเป็น ๓ ส่วน คือ
ป่าเถือน หรือ สังคมไม่มีศาสนา (savagery หรือ ban society)
อนารยธรรม หรือ สังคมเผ่า (barbarism หรือ tribal society)
อารยธรรม หรือ สังคมรัฐ (civilization หรือ state society)

สิ่งที่สำคัญและมีอิทธิพลที่สุดได้แก่ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสังคมรัฐ สังคมรัฐเป็นประเภทที่แสดงให้เห็น โครงสร้าง การแบ่งชนชั้นระดับสูง การปกครองรวมศูนย์อย่างมั่นคง และชนชั้นปกครองมืออาชีพ ระเบียบและการควบคุมให้ธำรงอยู่ได้จากระบบกฎหมายและระบบการทำงานของรัฐในการกำกับควบคุม หลักการการจัดระเบียบองค์กรครอบคลุมในวงกว้าง ไม่ได้เป็นระบบเครือญาติ ดังเช่นในสังคมแบบง่ายอีกต่อไป หลักการอื่นที่ปฏิบัติ เช่น ชนชั้นทางสังคม ความเชี่ยวชาญในอาชีพ และรูปแบบที่อยู่อาศัยมีความแตกต่างกัน

ธีที่สาม เป็นการแสวงหาตัวผสานลักษณะที่กำหนดความสัมพันธ์ภายในสังคมมากกว่า สูตรที่ง่ายที่สุด คือ สิ่งที่กำหนดเริ่มแรกจากนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันนาม ไคลด์ คลักฮอห์น (Clyde Kluckhohn ) ผู้เสนอว่า สังคมอารยะควรมี ๒ ใน ๓ ลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีเมืองที่มีประชากรมากกว่า ๕,๐๐๐ คน
๒. มีการเขียน
๓. มีศูนย์กลางอนุสรณ์สถานพิธีกรรมที่ถาวร
ข้อแนะนำนี้ใช้ได้ดีในฐานะเป็นเครื่องวัด แต่ไม่ได้รวมถึงลักษณะที่สำคัญอีกหลายประการ

ตัวแปรที่ทำให้มองเห็นภาพได้มากขึ้นในวิธีที่ ๓ นี้ นักก่อนสมัยประวัติศาสตร์ กอร์ดอน ไคลด์ (Gordon Clyde) ได้แสดงลักษณะ ๑๐ ประการ การวิเคราะห์ด้วยวิธีการนี้เป็นประโยชน์ในการปฏิรูปสูตรเสนอโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกัน ชื่อ ชาร์ล เรดแมน (Charles Redman) เรดแมนได้จัดลำดับลักษณะ ๑ๆ ประการของไคลด์เสียใหม่ และแบ่งออกเป็นลักษณะปฐมภูมิและทุติยภูมิ ดังนี้

ปฐมภูมิ
๑. การตั้งถิ่นฐานในเมือง
๒. แรงงานผู้ชำนาญทำงานเต็มเวลา
๓. การผลิตเกินความต้องการ
๔. โครงสร้างชนชั้น
๕. การจัดระเบียบเป็นรัฐ

ทุติยภูมิ
๖.งานก่อสร้างสาธารณะถาวรเป็นอนุสรณ์สถานได้
๗. การค้าทางไกล
๘. งานศิลปะเป็นอนุสรณ์สถานเป็นมาตรฐาน
๙. การเขียนอักษร
๑๐. คณิตศาสตร์ เรขาคณิต และดาราศาสตร์

ลักษณะขั้นปฐมภูมิคือความมุ่งหมายของการจัดระเบียบ ขั้นทุติยภูมิคือลักษณะของวัฒนธรรมทางวัตถุ ซึ่งสามารถศึกษาได้ในซากวัตถุทางโบราณคดี และหมายถึงการคงอยู่ของลักษณะขั้นปฐมภูมิบางประการหรือทั้งหมด
สำหรับกรณีอาคารสาธารณะที่เป็นอนุสรณ์สถานได้ ปกติบ่งชี้ถึงการปกครองโดยอำนาจส่วนกลาง และยังแสดงให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ส่วนหนึ่งสำหรับสังคมรัฐ

วิธีการสุดท้ายนี้เป็นประโยชน์ในการประนีประนอมระหว่างคำนิยามที่กว้างของโครเบอร์ (Kroeber) กับเรนฟิว (Renfrew) และ คลัคฮอห์น2 (Kluckhohn) ซึ่งค่อนข้างเป็นเครื่องชี้วัดพื้นฐานที่สะดวก ในขณะเดียวกันยังเป็นการให้นิยามที่กว้างและต่อเนื่องเป็นโครงมากกว่าวิธีที่สองซึ่งอยู่บนพื้นฐานเกณฑ์ของการจัดระเบียบทางสังคมเพียงด้านเดียว

สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น

จากวิธีการใดก็ตาม การพิจารณาต้องไม่ยึดมั่นในกิจของมนุษย์ อารยธรรมเป็นการประดิษฐ์ของมนุษย์ จากเครื่องมือขั้นสูงสุดของมนุษย์ เป็นสิ่งแวดล้อมจากการประดิษฐ์ สร้างสรรค์ เช่น อาคาร บ้าน เรือน ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อการใช้ประโยชน์ของตนเอง หรือมองอีกมุมอาจพิจารณาได้ว่า อารยธรรมเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลกทางกายภาพ

อารยธรรมเป็นสิ่งแวดล้อมซึ่งมนุษย์ได้สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมากกับสัดส่วนอายุการเกิดของโลก เมืองปรากฏเมืองครั้งแรกเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีที่แล้ว ซึ่งมีช่วงเวลาน้อยมาก ทั้งในสัดส่วนวิวัฒนาการของมนุษย์เอง (บางทีเมื่อประมาณ ๕ ล้านปีที่แล้ว) หรือความสัมพันธ์กับยุคทางธรณีวิทยาของโลก (ประมาณ ๔,๕๐๐ ปีมาแล้ว)

ประการสุดท้าย อารยธรรมเป็นสิ่งแวดล้อมมนุษย์ที่เปราะบาง เราได้แต่สงสัยวิธีการที่ที่มนุษย์ได้ต่อสู้และสร้างโลกขึ้นมาขึ้นมา ซึ่งยังต้องพิสูจน์กันต่อไป

ลักษณะของสังคมอารยะ
คาร์ลตัน เจ เอช เฮเยส (Carlton J.H. Hayes) ได้กล่าวถึงลักษณะสังคมอารยะไว้ว่า 3 ลักษณะบางประการ ของสังคมอารยะ คือ เมืองที่มีการเมือง สังคมเศรษฐกิจรวมอยู่ในนั้นทั้งหมด คำว่า อารยะธรรม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า civilization มาจากคำภาษาละตินว่า civis หมายถึงพลเมืองของ civita (city) คือ เมืองนั่นเอง

เฮเยสได้พิจารณาลักษณะองค์ประกอบของสังคมอารยะ ไว้ดังนี้

การเกษตรกรรม การเกษตรกรรมเป็นสถาบันหลักของทุกอารยธรรมในสมัยโบราณ เกษตรกรรมมีมาตั้งแต่ สมัยบรรพกาลด้วย แต่เกษตรกรรมที่มีอยู่ในสังคมอารยะ ที่ดินไร่นาขึ้นอยู่กับเมือง ประชาชนอยู่ในที่ดินการเกษตร สะท้อนวัฒนธรรมของ เมืองในระดับหนึ่งไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งและการติดต่อสื่อสาร ที่มีอยู่ระหว่าง บริเวณการเกษตรกับเมือง

ประชากร ในสังคมอารยะจะมีประชากรจำนวนมาก สังคมบรรพกาลอาจมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ตัวอย่าง อาณาจักรอียิปต์ ประชากรเริ่มมาจาก ๑ ถึงหลายล้านคน แทนที่จะเป็นจำนวน ๒-๓ พันคนที่อยู่ในอาณาเขต เดียวกันดังเช่นสมัยเริ่มแรก อาณาเขตสังคมอารยะจะครอบครองอาณาเขตกว้างขวาง ขนาดของพรมแดนจะขยายมากขึ้นหรือแคบลงจะเป็นไป ตามการขึ้นหรือลงของ ประวัติอารยธรรม แต่ตลอดเวลา สังคมอารยะจะรวมเอาพื้นที่จำนวนมากกว่าสังคมบรรพกาลเอาไว้ ตัวอย่าง เช่น อียิปต์ก่อนจะรวมตัวกันเป็นหนึ่ง ก็จะมีเผ่าขนาดเล็กจำนวนมากครอบครองดินแดนอยู่ ต่อมามีการรวมตัวเป็นกลุ่มเดียว คือ อียิปต์ ได้ครอบครองลุ่มน้ำไนล์ สามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ และดินแดนที่อยู่ลึกเข้าไป

สถาบัน สังคมอารยะได้มีการพัฒนาสถาบัน สถาบันที่เกิดขึ้นนี้สามารถแยกศึกษาได้เป็นเรื่อง ๆ เช่น เราสามารถศึกษาการ ปกครอง เศรษฐกิจ ศิลปะ วิทยาศาสตร์อียิปต์ และอื่น ๆ ในสังคมบรรพกาล สถาบันเหล่านี้เป็นการผสมรวม ๆ กันไป ซึ่งเราไม่สามารถแยกออกมาให้เห็นเป็นส่วน ๆ ได้

การเขียนตัวอักษร สังคมอารยะมีระบบการเขียนเพื่อเก็บบันทึกและส่งทอดวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสิ่งอื่น ๆ ทุกสิ่งที่ได้คงอยู่ในการดำเนินชีวิตของตน

การใช้โลหะ สังคมอารยะเข้าใจการใช้โลหะ และสามารถแยกโลหะออกมาจากสายแร่ธรรมชาติได้ กลุ่มสังคมบรรพกาล ใช้โลหะ เช่น ทองคำซึ่งพบในลักษณะที่เป็นธรรมชาติและอาจนำมาทำเป็นรูปร่างได้อย่างง่าย ๆ แต่โดย ทั่วไป คนในสังคมบรรพกาล จะขึ้นอยู่กับเครื่องมือและอาวุธหรือหินซึ่งสามารถทำมาตกแต่งได้โดยตรง จากธรรมชาติ ส่วนในสังคมอารยะจะมีกระบวนการ ขั้นตอนซับซ้อนและละเอียด

1Ruth Whitehouse&John Wilkins, THE MAKING OF CIVILIZATION:History Discovered Through Archaeology, (New York: Alfred A. Knoff, 1988), pp.9-10.
2Carlton J.K. Hayes, ANCIENT CIVILIZATION: Prehistory to the Fall of Rome, (New York: MacMillan Publishing CO.,INC.1983), pp.54-55


จริยศาสตร์ จริยธรรม จริยศึกษา จรรยาบรรณCIVILIZATION : MESOPOTAMIA

Write a comment

You must be logged in to write a comment. If you're not a registered member, please sign up.

January 2010
M T W T F S S
December 2009February 2010
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31