sunmul : Kanokpong Songsompane กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

THE S.E.A WRITE AWARD นักเขียนซีไรท์ ปี 2539

Subscribe to RSS feed

หนังสือใหม่ กนกพงศ์ และที่เกี่ยวข้อง


แขกในบ้านตัวเอง มีไว้เพื่อซาบ



เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 2 เล่ม

เล่มที่ 1 “แขกในบ้านตัวเอง”
รวมเรื่องสั้น คลื่นทะเลใต้ 6 ทศวรรษมุสลิมในวรรณกรรม
โดย สำนักพิมพ์ นาคร, พิเชษ แสงทอง บรรณาธิการ
287 หน้า ราคาปก 240 บาท


สำนักพิมพ์นาคร 4/24-25 อาคารหงสกุล ถนนพหลโยธิน
ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร./แฟ็กซ์ 0-2516-4605 ถึง 6, 0-25164608 แฟ็กซ์ ต่อ 14


ค่าลิขสิทธิ์และรายได้ส่วนหนึ่งสมทบ กองทุน “แสงเทียนหลังกระดานดำ เพื่อครูผู้ประสบภัยชายแดนใต้” ที่ดำเนินการโดยกลุ่มศิลป์ใส่ใจ (arts care) ที่ประกอบด้วยกลุ่มนักดนตรี กวี นักเขียนและจิตรกร เพื่อเป็นทุนช่วยเหลือครอบครัว และทายาทครูในจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยการระดมทุนได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2550 และจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2550

เป็น 14 เรื่องสั้นคัดสรรตั้งแต่ พ.ศ. 2490 – 2550 ในเล่มเริ่มจากเรื่อง

“บาโหย- มนัส จรรยงค์”, “ใครจะเปลื้องบาปนี้ให้ฉัน- นัน บางนรา”,
“ตังกาเด็ง- รัตนะ ยาวประภาษ”, “เจ๊ะอุเซ็ง- ประพนธ์ เรืองณรงค์”,
“บทกวีของรอหีม มะหมาด- มกุฏ อรดี (นิพพาน)”,
“เหตุเกิดวันตรุษ- บัณฑิต ศุภกิจบัญชา”,
”เสียงร้องไห้บนภูเขา- ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์”,
“บทกวีแห่งเทือกเขา- ยอดา ฮะเซ็มเซ็ง”,
“แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ- กนกพงศ์ สงสมพันธุ์”,
“กาลีมะฮ์, ชายผู้ที่อ้างตัวเป็น ‘เซ็ง ท่าน้ำ’- รัตนชัย มานะบุตร”,
“หนี- สายธารสิโป”, “แมงคาเรือง- ชาคริต โภชะเรือง”,
“บ่ายปลายเดือนเมษา ที่ฝนตกลงมาเป็นน้ำร้อน- ศิริวร แก้วกาญจน์”,
และ “ อึดอัดใจ- อับดุล ราซัค”


-----


เล่มที่ 2 “มีไว้เพื่อซาบ”
สิบเรื่องสั้นของ “อุรุดา โควินท์” นักเขียนนายอินทร์อะวอร์ด
โดย แพรวสำนักพิมพ์, จตุพล บุญพรัด (ชีวี ชีวา) บรรณาธิการ
208 หน้า ราคาปก 145 บาท


ในเล่ม 8 เรื่องแรก อุรุดา โควินท์ หญิงสาวของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เธอเขียนจากหมู่บ้านฝนป๊อกแป็ก (หุบเขาฝนโปรยไพร ของกนกพงศ์) อีก 2 เรื่อง เธอเขียนที่บางกอก หลังจากนักเขียนหนุ่มตลอดกาล คืนสู่แผ่นดิน


เล่มนี้เธออุทิศแด่คนร่วมเรือน-
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนรางวัลซีไรท์ ปี 2539


..พิมพ์ดาว

กวีตาย ; ราหูอมจันทร์ กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


แนะนำหนังสือ 4 เล่ม เพื่อคนวรรณกรรมและเพื่อ "กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์"
เริ่มกันด้วย ราหูอมจันทร์ นิตยสารรวมเรื่องสั้นรายฤดูกาล 3 เล่มแรกค่ะ

1. ราหูอมจันทร์ vol 1 กีตาร์หายไป 15 เรื่องสั้นไทย 1 เรื่องสั้นของชาวเบงกาลี
“กีตาร์หายไป” ที่นำมาเป็นชื่อเล่มมาจากชื่อเรื่องสั้นของ “สุรชัย จันทิมาธร” ในเล่มแรกนี้อ่านเรื่องสั้นของนักเขียนดังหลายท่านค่ะ
วินทร์ เลียววาริณ, เดือนวาด พิมวนา,ไพวรินทร์ ขาวงาม, และกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ 4 นักเขียนรางวัลซีไรท์ และเหล่านักเขียนหัวเมืองปักษ์ใต้ทีสร้างชื่อโดดเด่นมาจาก “ช่อการะเกด” อย่าง รันตชัย มานะบุตร,ชาคริต โภชะเรือง,อนุสรณ์ มาราสา,ปริทรรศ หุตางกรู,

รวมถึงนักเขียนก๊วนปาตี้ อย่าง ขวัญยืน ลูกจันทร์,ฉมังฉาย, ส.ปาลกะวงศ์,ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี และที่พลาดไม่ได้คือ หญิงคนรักของกนกพงศ์- อุรุดา โควินทร์ ทั้งกับยังมีนักแปลใหม่นาม ปรีดา ลัคนาวิเชียร

2. ราหูอมจันทร์ vol 2 พระพุทธเจ้า...มีไหม 14 เรื่องสั้นไทย 1 เรื่องสั้นของเวียดนาม และ 1 บทวิจารณ์ “ในเวลาและแผ่นดินอื่นของคนขายโรตีจากศรีลังกา” โดย อารดา เปรมพันธุ์
“พระพุทธเจ้า...มีไหม” ที่นำมาเป็นชื่อเล่มมาจากชื่อเรื่องสั้นของ “ชิด ชยากร” ในเล่มสองนี้อ่านเรื่องสั้นของนักเขียนดังรุ่นใหญ่ จำลอง ฝั่งชลจิตร, ประมวล มณีโรจน์,แดนอรัญ แสงทอง และนักเขียนที่น่าจับตา เช่น นก ปักษนาวิน,ปั้นคำ,ก้าววิโรจน์ ดำจำนงค์ ฯ

3. ราหูอมจันทร์ vol 3 วันปลดปล่อยผีเสื้อ 12 เรื่องสั้นไทย 1 เรื่องสั้นของมาเลเซีย และคอลัมน์ จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
“วันปลดปล่อยผีเสื้อ” ที่นำมาเป็นชื่อเล่มมาจากชื่อเรื่องสั้นของ “ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี” ในเล่มสามนี้อ่านเรื่องสั้นของนักเขียนรางวัลซีไรท์ 2 ท่าน คือ ไพฑูรย์ ธัญญา,อัศศิริ ธรรมโชติ, และนักเขียนดัง ประชาคม ลุนาชัย, มาโนช พรหมสิงห์,วรภ วรภา,ชิด ชยากร,สุวิชานนท์ รัตนภิมล ฯ

พกใส่กระเป๋าเล่มเล็กๆ อีกเล่ม “กวีตาย” 2 เรื่องสั้นที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ อ่านเรื่อง ความตายของบุรุษไปรษณีย์ และ กวีตาย 2 เรื่องสั้นที่กล่าวเล่าถึงความเป็น ตายได้อย่างงดงามในกระแสสำนึก ระยะห่างของการเขียนเรื่องแรกกับเรื่องที่ 2 ยาวนานถึง 10 ปี เรื่องแรกเป็นแนวเขียนอัตถนิยมมายา เรื่อง 2 แนวกระแสสำนึก

อ่านเรื่องความเป็น ตาย เกิด ดับ ของนักเขียนหนุ่มตลอดกาล แล้วคุณจะเห็นความตาย และอาจตายเสียก่อนตายได้โดยสำนึกในจิตวิญญาณของคุณ !

สำหรับท่านที่สนใจในงานเขียนเรื่องสั้น ก็สามารถส่งงานเขียนเข้าร่วมพิจารณาตีพิมพ์ได้ โดยส่งเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของท่าน ๑ เรื่อง ไปยัง "กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์"


สำนักพิมพ์นาคร 
4/24-25  อาคารหงสกุล ถนนพหลโยธิน
ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง
จังหวัดปทุมธานี   12120 (เรื่องสั้นราหูอมจันทร์)



สำหรับราหูอมจันทร์ vol 4 ภายใน ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐ นี้
ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ อุรุดา โควินท์ ๐๘-๔๐๖๒-๓๗๖๖

วรรณกรรมวิจารณ์

วิกฤติโลกาภิวัตน์ นำเสนอผ่านวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
วิกฤติโลกาภิวัตน์ในสังคมไทย
มองผ่านรวมเรื่องสั้นหลัง "แผ่นดินอื่น"
โดย..ผศ. ธัญญา สังขพันธานนท์ (ไพฑูรย์ ธัญญา)



http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999675.html
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999674.html

kk

Kanokphong Songsomphan,

He’s a writer of “The South East Asia Write Award” of 1996 from short stories collective in the name ‘The other land’ (Pan Din Unn)

Kanokphong was a young blood writer who was the inspiration for Kien Khao Group. He was our company, he came from Pattalung. He was dead on 13 February 2006. He was 40 years old.

His works combines poems and short stories 7 copies. He was an editor of Writer Magazine and Rahu Oam Chan Magazine.

With ideal on his writing way he run his work firmly. His writings become classic.

Have the goal for his destination.


Kien Khao Group

pic : ไข่พงศ์


Kanokpong Songsompane
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
THE S.E.A WRITE AWARD
นักเขียนซีไรท์ ปี 2539

หนังสือเล่มสุดท้าย

ผลงานเขียน

ผลงานเขียนของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์


1.ป่าน้ำค้าง รวมบทกวีนิพนธ์ พ.ศ. 2532
2.สะพานขาด รวมเรื่องสั้นชุดที่ 1 พ.ศ. 2534.
รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2535
3.คนใบเลี้ยงเดี่ยว รวมเรื่องสั้นชุดที่ 2 พ.ศ. 2535
4.แผ่นดินอื่น รวมเรื่องสั้นชุดที่ 3 พ.ศ. 2539. รางวัลซีไรต์ ปี 2539
5.บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ พ.ศ. 2544
6.ยามเช้าของชีวิต เรื่องเล่าเชิงบันทึกทัศนะ พ.ศ. 2546
7.โลกหมุนรอบตัวเอง รวมเรื่องสั้นชุดที่ 4 พ.ศ. 2548


ในคืนเยือกยังมีใครหรือเดินย่ำ
ในคืนค่ำยังมีใครอาลัยถวิล
ในถ้อยคำอ่อนหวานกังวานกวิน
ยังมีใครดื่มกินอยู่หนใด...

กวีนิพนธ์แนว สตรีม ออฟ คอนเซียสเนส
ป่าน้ำค้าง รวมบทกวีนิพนธ์ พ.ศ. 2532 โดยสำนักพิมพ์นาคร

สะพานขาด รวมเรื่องสั้นชุดที่ 1 พ.ศ. 2534. โดยสำนักพิมพ์นาคร
รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2535

หนังสือรวมเรื่องสั้นคัดสรร ซึ่งได้รับรางวัลในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2535
ด้วยสำนวนภาษาที่ละเมียดละไม ภาพรวมของสะพานขาดมุ่งสะท้อนให้เห็นสภาพวิถีชีวิต
ของชาวปักษ์ใต้ ที่มีความขัดแย้งอยู่กับปริบททางสังคมการเมืองอย่างหนักหน่วง ความไม่เข้าใจ
(หรือไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจ) กันของผู้ปกครองที่มีต่อผู้อยู่ใต้การปกครองเสมือนสะพาน
(ทางความคิด) ที่ขาดออกจากกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเชื่อมกันได้เมื่อไร


คนใบเลี้ยงเดี่ยว ผลงานเรื่องสั้นเล่มที่ 2 พ.ศ. 2535 โดยสำนักพิมพ์นาคร
คนใบเลี้ยงเดี่ยว เสมือนการพูดถึงความสับสนในจิตใจของปัจเจกบุคคลที่ตกอยู่ในการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
สังคมที่ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยม การเคลื่อนตัวของ
ระบบเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ผู้คนจำนวนมากมายในภาคเกษตรกรรมต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด
รากเหง้า วิถีชีวิตดั้งเดิม ของตนเองมาสู่เมืองหลวงเพื่อแสวงหาทางอยู่รอด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน
ที่จะทัดทานกับกระแสของ โลกทุนนิยมได้เพราะหนทางไม่ได้สวยหรูเสมอไป


แผ่นดินอื่น รวมเรื่องสั้นชุดที่ 3 พ.ศ. 2539. โดยสำนักพิมพ์นาคร
รางวัลซีไรต์ ปี 2539



บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ พ.ศ. 2544
โดยสำนักพิมพ์นาคร


ยามเช้าของชีวิต เรื่องเล่าเชิงบันทึกทัศนะ พ.ศ. 2546 โดยสำนักพิมพ์นาคร

“... เบรคคีโอซอรัสสองตัวมาประจันหน้ากัน ต่างคำรามแผ่วต่ำ ทว่าดูน่ากลัว เมียงมองและระวังเตรียมตัว
อีกสักครู่การโจมตีอันชุลมุนจะบังเกิดขึ้น ต้นไม้ต้นไร่อีกทั้งดงกล้วยป่าหักโค่น เฟิร์นมหาสดำกระจุยกระจาย
คำรามคำรนจนผืนดินสะเทือน ตัวเพลี่ยงพล้ำพลัดตกตลิ่งลงไปในท้องคลอง อีกฝ่ายพุ่งตามติดหมายเผด็จศึก
คาวเลือดคลุ้ง สายน้ำปั่นป่วนแดงฉาน เขี้ยวคมงับจับเข้าที่คออีกครั้ง แล้วฉีกสะบัด...” (หน้า 94)
ถ้าอ่านเพียงข้อความที่ยกมาข้างต้นท่านอาจคิดว่านี่เป็นการบรรยายฉากการต่อสู้อย่างขับเคี่ยวของไดโนเสาร์
ยุคจูราสสิคเหมือนอย่างในหนัง ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือจินตนาการที่เกิดจากภาพการทำงานของ
รถแบคโฮ 2 คันต่างหาก เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าจินตนาการเด็กๆแบบนี้ได้หายไปนานแค่ไหนแล้ว
เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวัยผู้ใหญ่
ความคิด จินตนาการอันบริสุทธิ์แบบที่เราเคยเป็นเด็กกลับหายไป นั่นเป็นเพราะกลไกของชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น
หรือเรากำลังหลงทางอยู่ในกลลวงของคำว่า “ชีวิต” เพราะบางทีความขัดแย้งหรือปัญหาที่วุ่นวนของผู้ใหญ่แล้ว
ในสายตาของเด็กกลับมองเห็นความสุขในสิ่งเหล่านั้นอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่อาจมองเห็น และควรอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่
ควรจะ หันกลับมามอง นี่คือหนังสือที่พูดถึงจินตนาการ การเสียดสีชีวิต ความขัดแย้งที่สอดประสานอยู่กับ
ปริบทของชีวิต และสังคม และพูดถึงอะไรอีกหลายอย่างเท่าที่หนังสือเล่มไม่หนาเล่มหนึ่งจะพูดได้
บางทีถ้าเพียงท่านค้นหายามเช้าของชีวิตเจอ ท่านก็อาจพบความสุขได้ไม่ยาก....


โลกหมุนรอบตัวเอง รวมเรื่องสั้นชุดที่ 4 พ.ศ. 2548 โดยสำนักพิมพ์นาคร

"หาใช่สิ่งใดอื่น ศรัทธาต่างหาก คือปัจจัยสำคัญสุดที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่และอยู่อย่างเป็นชีวิตน่าดีใจแค่ไหน
ที่วันนี้เรายังมีศรัทธา ศรัทธาต่อการเขียน อันส่งผลโดยตรงสู่ศรัทธาต่อการมีชีวิต
6 ปีก็แล้ว 7 ปีก็แล้ว... นับแต่ "แผ่นดินอื่น" เรายังไม่มีรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ออกไปสู่ผู้อ่านเลย
สายตาภายนอก คงมองเห็นเป็นว่าเราเหลวไหล
ใช่หรือไม่?.. ช่างมันเถอะ! เอ่ยอ้างคำใดออกไป รังแต่จะเป็นข้อแก้ตัว นั่นหาใช่ประเด็นสำคัญ
หรือจำเป็นเลย ในเมื่อสิ่งสำคัญที่สุด คือการที่เราได้ตระหนักอย่างยิ่งว่า เรายังคงมีชีวิตอยู่
ใช่... เรายังคงเขียน เราจึงยังคงมีชีวิตอยู่"

บางส่วนของคำนำของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ในรวมเรื่องสั้น "โลกหมุนรอบตัวเอง"

นอกจากนี้ ยังมีการนำเรื่องสั้นในเล่ม 'แผ่นดินอื่น' แยกมาพิมพ์เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว
อาทิ 'แม่มดแห่งขุนเขา' และ 'แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ'
งานที่มีแผนจะออกมาในปี 2549 รวมเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับเด็ก 'นิทานประเทศ'
กับรวมเรื่องสั้น 'แผ่นดินอื่น ภาค 2' รวมทั้งนิตยสารวรรณกรรมราย 4 เดือน ชื่อ 'ราหูอมจันทร์'
โดยเล่มแรกตั้งชื่อปกว่า 'กีตาร์ที่หายไป'


แม่มดแห่งหุบเขา

เรื่องสั้นขนาดยาว 1 ใน 8 เรื่องของรวมเรื่องสั้นชุด “แผ่นดินอื่น” (รางวัลซีไรต์ ปี 2539)
แม่มดแห่งหุบเขา มุ่งแสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างสังคมเก่าและสังคมใหม่ เมื่ออารยธรรม
ที่เรียกว่าความเจริญได้รุกรานวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมของชาวบ้านในชนบท
ผู้เขียนได้ใช้กลวิธีการเขียนแบบ “Magical Realism” ซึ่งเหมือนเป็นตัวแทนของวิถีเกษตรกรรม
หรือสังคมเก่าหรือ คุณค่าเก่า ที่ต่อสู้อยู่กับคุณค่าใหม่ ผู้เขียนให้ตัวละครหลักเป็นเพียงผู้สังเกตปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้แสดงตน ว่ายืนอยู่ข้างใดอย่างชัดแจ้ง แต่กับผลที่ออกมานั้น คือ คุณค่าเก่ากำลังถูก
คุณค่าใหม่รุกล้ำทำลายไปเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ยังคงยืนหยัดต่อต้านคุณค่าใหม่มักจะกลายเป็น
ผู้ที่แปลกแยกในสังคม
แต่ใครจะบอกได้บ้างเล่าว่าคุณค่าใหม่ที่ว่านี้ จะพาสังคมไปสู่ความรุ่งเรือง
หรือที่แท้เป็นการก้าวไปสู่ภาวะวิกฤติ



แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ

1 ใน 8 เรื่องสั้นขนาดยาวของรวมเรื่องสั้นชุด “แผ่นดินอื่น” (รางวัลซีไรต์ ปี 2539)
ที่สะท้อนภาพปัญหาความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรื้อรังมานานแม้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ตาม
จุดเด่นที่ผู้เขียนใช้ในงานชิ้นนี้ คือ การสร้าง ความคลุมเครือและความขัดแย้งให้เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง
ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นความจริงของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นว่า ภายใต้ภูมิประเทศที่ดูสวยงามกลับมีเรื่องราว
ความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย และดูเหมือนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ความคลุมเครือของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเรื่องทั้งหมด คล้ายเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า
ท้ายสุดแล้ว ปัญหาเรื่องชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเพราะใคร ด้วยสาเหตุอะไร
“แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ” จึงไม่ได้มีจุดสำคัญอยู่ที่การให้ความกระจ่างในสาเหตุของปัญหาชายแดนภาคใต้
แต่เป็นการสะกิดให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้หันมาทบทวนและทำความเข้าใจร่วมกัน ตลอดจนหาทางแก้ไขปัญหา
เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ


เรียงหนังสือและผลงาน
-ป่าน้ำค้าง (2532)
-สะพานขาด (2534)
-คนใบเลี้ยงเดี่ยว (2535)
-แผ่นดินอื่น (2539)
-บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร (2544)
-ยามเช้าของชีวิต (2546)
-โลกหมุนรอบตัวเอง (2548)

ข่าว


กนกพงศ์ สงสมพันธุ์-นักเขียน
นักเขียนรางวัลซีไรท์ปี 2539

เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549

"หาใช่สิ่งใดอื่น
ศรัทธาต่างหาก คือปัจจัยสำคัญสุดที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่และอยู่อย่างเป็นชีวิต
น่าดีใจแค่ไหน ที่วันนี้เรายังมีศรัทธา
ศรัทธาต่อการเขียน อันส่งผลโดยตรงสู่ศรัทธาต่อการมีชีวิต
6 ปีก็แล้ว 7 ปีก็แล้ว... นับแต่ "แผ่นดินอื่น"
เรายังไม่มีรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ออกไปสู่ผู้อ่านเลย
สายตาภายนอก คงมองเห็นเป็นว่าเราเหลวไหล
ใช่หรือไม่?.. ช่างมันเถอะ! เอ่ยอ้างคำใดออกไป รังแต่จะเป็นข้อแก้ตัว
นั่นหาใช่ประเด็นสำคัญหรือจำเป็นเลย
ในเมื่อสิ่งสำคัญที่สุด คือการที่เราได้ตระหนักอย่างยิ่งว่า เรายังคงมีชีวิตอยู่
ใช่... เรายังคงเขียน เราจึงยังคงมีชีวิตอยู่
"


บางส่วนของคำนำของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ในรวมเรื่องสั้น "โลกหมุนรอบตัวเอง"
ซึ่งวันนี้กลายเป็น "หนังสือเล่มสุดท้าย" ของนักเขียนซีไรต์ 2539 ผู้นี้ไปแล้ว

"โลกหมุนรอบตัวเอง" เป็นรวมเรื่องสั้นชุดที่ 4 ของกนกพงศ์ ต่อจาก "แผ่นดินอื่น" (2539)
"คนใบเลี้ยงเดี่ยว" (2535) และ "สะพานขาด" (2534)
โลกหมุนรอบตัวเอง พิมพ์ครั้งแรกในเดือนต.ค.2548 อีกเกือบ 4 เดือนหลังจากนั้น
พิษไข้หวัดใหญ่ก็พรากกนกพงศ์ไปจากโลกวรรณกรรมในเช้าวันมาฆบูชา 13 ก.พ.
หลังเริ่มต้นชีวิตในวัย 40 ได้เพียง 4 วัน

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 ก.พ.2509
ที่บ้านอำเภอควนขนุน จ.พัทลุง ในยุค "ถังแดง" ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่
ภาคใต้อย่างรุนแรง ดังที่สะท้อนออกมาในเรื่องสั้นหลายเรื่อง อาทิ "สะพานขาด"
และ "บ้านเกิด" เป็นต้น
เริ่มเรียนหนังสือชั้นประถมต้นโรงเรียนวัดไทรโกบ และมัธยมปลายโรงเรียนวัดพิกุลทอง
และจบชั้นมัธยมโรงเรียนพัทลุง
ใฝ่ฝันอยากเป็นกวี-นักเขียนมาตั้งแต่วัยเยาว์
ด้วยเติบโตมาจากกองหนังสือของพ่อวนิช สงสมพันธุ์
ในบ้านมีหนังสือมากมายให้เลือกอ่าน เช่น ชัยพฤกษ์,วิทยาศาสตร์-มหัศจรรย์,
วิทยาสาร,ขวัญเรือน เป็นต้น ไปจนถึงนวนิยายยอดนิยมยุคนั้น
อย่างเช่น "ร้อยป่า" ของ อรชร พันธุ์บางกอก
แม้กระทั่งแนวกุ๊กกิ๊ก "นิยายรักนักศึกษา" ของ "ศุภักษร"
ตลอดจนนวนิยายเพื่อประชาชนอย่างเช่น "ฟ้าบ่กั้น" ของ ลาว คำหอม,
"ปีศาจ" ของ เสนีย์ เสาวพงศ์, "จนกว่าเราจะพบกันอีก" ของ "ศรีบูรพา",
"ตึกกรอสส์" ของ "อ.อุดากร" เป็นต้น

โดยเฉพาะหนังสือ 3 เล่มที่ทำให้อยากเขียนบทกวี
คือ "ก่อนไปสู่ภูเขา" ของ สถาพร ศรีสัจจัง,
"ทางเลือกเมื่อฟ้าหม่น" ของ คมสัน พงษ์สุธรรม
และ "ในอ้อมกอดของภูผา" รวมบทกวีและเรื่องสั้นของ สำราญ รอดเพชร

แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับหนังสือ "ถนนนักเขียน"
อัตชีวประวัตินักเขียนชาวอเมริกัน เออร์สกิน คอลด์เวลล์ ที่ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มร้อนรุ่ม
และไปใช้ชีวิตเขียนหนังสือเงียบ ๆ ในป่าเขาอย่างคอลด์เวลล์ในที่สุด

กนกพงศ์รีไทร์ตัวเองวิทยาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ไปฝึกเขียนหนังสืออยู่กับ ธัช ธาดา นักเขียน-กวีในกลุ่มนาคร ทุกวันแต่เช้าตรู่
นักเขียนหนุ่มจะตรึงตัวเองอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือฝึกฝนการเขียนไปจรดค่ำทุกวัน ๆ
ตามแบบอย่างคอลด์เวลล์ โดยมีพี่ ๆ เช่น สมใจ สมคิด, อัตถากร บำรุง
และ เกษม จันดำ คอยช่วยวิพากษ์วิจารณ์ในตอนเช้าของอีกวัน

นักเขียนฝึกหัดจะนั่งฟังคำวิจารณ์อย่างใจจดจ่อและเคร่งเครียด
ด้วยรู้ดีว่า เขาจะไม่ได้รับการประนีประนอมจากพี่ ๆ แม้แต่น้อยนิด
ซ้ำกลับถูกโบยตีอย่างหนักหน่วงด้วยคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

กนกพงศ์ให้สัมภาษณ์นิตยสาร "ไฮ-คลาส" ว่า ช่วงฝึกเขียนนั้นเขียนทิ้ง ๆ ทุกวัน
แล้วแต่ว่าจะฝึกลักษณะไหน "อย่างเช่นว่าถ้าฝึกบรรยายฉาก ผมจะตั้งประเด็นขึ้นมา
แล้วก็ฝึกบรรยายฉากไป แล้วก็ทิ้ง ฝึกภาษาเขียนภาษาให้มันสวย ฝึกตัวละครก็สร้างตัวละคร
ขึ้นมาแล้วบรรยายตัวละคร ฝึกการวางพล็อตเรื่องผมก็จะสร้างพลอตขึ้นมา"

นักเขียนหนุ่มฝึกเขียนอย่างมุ่งมั่นนับร้อยชิ้น ก่อนจะลงมือเขียนเรื่องสั้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ
ในปีต่อมา และเริ่มส่งตามนิตยสารต่าง ๆ

ระหว่างปี 2531-2533 กนกพงศ์เป็นเจ้าของสถิตินักเขียนผู้มีเรื่องสั้นตีพิมพ์
ในหน้านิตยสารมากสุด ทั้งยังเป็นนักเขียนที่สร้างปรากฎการณ์ให้วงวรรณกรรมไทย
ด้วยเรื่องสั้นที่มีขนาดยาวกว่า "ขนบ" ทั่วไป
เหนือไปกว่านั้น ยังได้รับประดับ "ช่อการะเกด"
จาก "บ.ก.เครางาม" สุชาติ สวัสดิ์ศรี ถึง 2 ปีซ้อน
จากเรื่องสั้น "สะพานขาด" ปี 2532 และ "โลกใบเล็กของซัลมาน" ในปี 2533

เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงทางเรื่องสั้น กนกพงศ์เข้าทำงานกับสำนักพิมพ์เคล็ดไทย
ทำตั้งแต่จัดอาร์ตเวิร์คและบรรณาธิการ 2 ปีให้หลังก็ลาออก
เพราะเห็นว่าถูกงานประจำดูดกลืนความคิดและเวลาในการเขียนหนังสือไปเสียหมด
จึงหวนคืนสู่อ้อมกอดภูเขาอีกครั้ง

ปี 2532 ออกหนังสือเล่มแรกรวมบทกวี "ป่าน้ำค้าง" กับสำนักพิมพ์นาคร
ซึ่งกนกพงศ์บอกว่าเป็นงานเขียนตามกระแสช่วงนั้น
ปี 2534 ออกรวมเรื่องสั้นชุดแรก "สะพานขาด"
และ "คนใบเลี้ยงเดี่ยว" รวมเรื่องสั้นชุดที่ 2 ในปี 2535 ในนามสำนักพิมพ์นกสีเหลือง
เกือบทุกเรื่องในสองเล่มนี้เกิดขึ้นในช่วงฝึกหัดเขียนอยู่กับธัช ธาดา
ปี 2536 ชื่อ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ดังกระฉ่อนไปทั้งวงการ หลัง "มือมืด"
ส่งรวมเรื่องสั้นทั้งสองเล่มของเขาเข้าประกวด "ซีไรต์" และกนกพงศ์ประกาศถอน
จนได้ชื่อเป็น "นักเขียนขบถ" และ "เด็กก้าวร้าว"

ประเด็นร้อนนี้ กนกพงศ์ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร "ไรเตอร์" ฉบับส.ค.2536
ชนิดดับเครื่องชนว่า ไม่เคยปฏิเสธ "ซีไรต์"!
"ผมพร้อมจะส่งก็ต่อเมื่อผมรู้สึกว่างานของผมดีหรือมีค่าพอที่จะคู่ควรกับรางวัล
อย่างน้อยก็อยู่ในขั้นที่ไม่ทำให้รางวัลตกต่ำลง และผมมี "ใจ" ที่จะส่ง"

สำหรับทำเนียบเรื่องสั้นซีไรต์ในปี 2536 นั้น
ผู้ที่ได้รับรางวัล คือ "ศิลา โคมฉาย" จากรวมเรื่องสั้น "ครอบครัวกลางถนน"

ในปี 2539 ซีไรต์เวียนกลับมาถึงรอบเรื่องสั้น กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ก็ถูกจับตาอีกครั้ง
เมื่อสำนักพิมพ์นาครส่งรวมเรื่องสั้นชุดที่ 3 "แผ่นดินอื่น" ของเขาเข้าประกวด
และคว้ารางวัล "ซีไรต์" ไปในที่สุด

หลังจากได้รับรางวัลใหญ่สุดของประเทศ
กนกพงศ์รับไม้เป็นบรรณาธิการนิตยสาร "ไรเตอร์" ต่อจากเพื่อนนักเขียนหนุ่ม ขจรฤทธิ์ รักษา
โดยที่ยังใช้ชีวิตเขียนหนังสือในหมู่บ้านเชิงเขาหลวง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

ในช่วงนี้ กนกพงศ์มีผลงานออกมา 3 เล่ม
คือ ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ "บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร" (2544)
และเรื่องเล่าเชิงบันทึกทัศนะ "ยามเช้าของชีวิต
(บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ขบวน 2)" (2546)
และรวมเรื่องสั้นชุดที่ 4 "โลกหมุนรอบตัวเอง" (2548)

"ชมพู" อุรุดา โควินทร์ นักเขียนสาวคู่ชีวิต
บอกเล่าถึงวันก่อนที่นักเขียนหนุ่มจะลาจากไปชั่วนิรันดร์ว่า กนกพงศ์ล้มป่วยเมื่อวันที่ 26 ม.ค.
จึงพาไปพารักษาที่คลินิกทราบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ หมอให้ยามากิน

วันที่ 7 ก.พ.อาการทรุดลง อุรุดาพากนกพงศ์ส่งโรงพยาบาลนครินทร์ เมืองคอน
แพทย์เอกซเรย์พบว่าปอดติดเชื้อ พักรักษาตัวอยู่ 3 วัน กระทั่งอาการดีขึ้น
หมอจึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านและให้ยามากิน

วันที่ 12 ก.พ. กนกพงศ์เริ่มทรุดหนัก ถูกส่งตัวกลับไปยังโรงพยาบาลนครินทร์อีกครั้ง

ก่อนจะเสียชีวิตลงอย่างสงบในยามเช้าวันที่ 13 ก.พ.
[/COLOR]


http://www.matichon.co.th
รู้ไปหมด – น้าชาติ ประชาชื่น/ มติชน

บทกวีแด่..กนกพงศ์


แด่เพื่อน.. กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
นักเขียนซีไรท์ ปี 2539
จากผลงานรวมเรื่องสั้น "แผ่นดินอื่น"
ผู้เดินทางคืนสู่แผ่นดิน

กุมภาพันธุ์ กุมภาพันธุ์ กุมภาพันธุ์ ปีนี้- 2549
เพิ่งได้รู้ข่าวว่าเพื่อน- ลูกพี่วรรณกรรม
ของกลุ่มเขียนข้าวของพวกเรา
ได้ล้มร่าง สิ้นลมไปแล้ว,- 3 วัน
ฉันเพิ่งรู้ข่าวจากรุ่นน้องขณะเร่งร่ำกับการเรียน,-
มีนาคม, เสร็จสรรพจากกาละแห่งการศึกษา
ฉันนั่งรำลึกถึงเพื่อน- ไข่พงศ์,
ภาพเปลผ้าที่ฉันใส่ไว้ในสเปซนี้-
ก่อนการจากของกนกพงศ์,
ฉันยังรำลึกถึงเขา- ศิลปินนอนเปล,
เกือบ 4 ปี เขาปั้นแผ่นดินอื่น,
ฉันเขียนถามข่าวถึงเขา
และรวมเรื่องสั้น แผ่นดินอื่น
ว่าเมื่อไร จะออกตั้งแผง,
ไม่กี่เดื่อน รวมเรื่องสั้นชุด แผ่นดินอื่น ก็ปรากฎ,
พร้อมการได้ข่าวว่าตนเอง ได้รับรางวัลซีไรท์
เขาถามถึงและอยากพบ กลุ่มเขียนข้าว
พี่เจน สงสมพันธุ์ พี่ชายของเขา
ก็มารับพวกเรา ไปพบที่ทุ่งหลวงรังสิต...

* โลกหมุนรอบตัวเอง ยามเช้าของชีวิต
ณ หุบเขาฝนโปรยไพร แผ่นดินอื่น
คนใบเลี้ยงเดี่ยว, สะพานขาด
ป่าน้ำค้าง- - คืนสู่แผ่นดิน *

http://spaces.msn.com/panupichy

แด่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

เห็นมาแต่อายุสิบเก้าเยาวบุตร
ผมสั้นกุดนัยน์ตาใสหัวใจกระจ่าง
ค่อยเติบตนเป็นหนุ่มใหญ่ยิ้มบางบาง
เก็บทุกอย่างที่พบไว้ในตาลึก
ค่อยเปิดโลกเปิดความคิดพินิจหนัก
แต่ละเล่มเคี่ยวคลั่กตกผลึก
แต่ละตัวหนังสือคือเต็มนึก
แต่ละเรื่องฝ่าฝึกจารึกรอย
ยังมีไฟยังมีฝันยังวันอยู่
แล้วจู่จู่มาลาลับดับลงผล็อย
เหมือนฟ้าฟาดเขาหลวงลงร่วงลอย
โอ้น้องน้อยน้องรักมาจากลับ
จะไปสู่ "แผ่นดินอื่น" แล้วหรือเจ้า
ที่นั่นเขาดีกว่าใช่ไหมจึงไม่กลับ
ปล่อย "สะพานขาด"ใจไว้เยินยับ
"คนใบเลี้ยงเดี่ยว" ครับ ไยลับลา
เป็นยามเช้าแห่งกาฬปักษ์ทักทิน
แมวดำบินข้ามฝั่งยังโลกหน้า
"โลกหมุนรอบตัวเอง"อย่างช้าช้า
เป็นเช้าแห่งน้ำตาทะลักทลาย
ประเทศเสียนักเขียนที่ดีที่สุด
ถนนหนังสือเสียหมุดที่จุดหมาย
สะกดใจทำใจใครใครก็ตาย
พอนึกหน้าน้องชายน้ำตาเท
พอนึกหน้าน้องชายน้ำตานอง

ชมัยภร แสงกระจ่าง
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙


...........................................
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ที่ฉันรัก
เขียนเรื่องสั้นดีนัก ฉันอ่านพบ
“สะพานขาด”ประกาศฝีมือลือตระหลบ
ไม่เคยพบเรื่องดีเช่นนี้เลย

ฉันเขียนชมกนกพงศ์ลงนิตยสาร
เมื่อได้อ่าน “สะพานขาด”มิอาจเฉย
ฉันกล่าวว่าเขามาใหม่ไฉนเลย
จึงเขียนเหมือนคนเคยได้รางวัล

ฉะนั้นไซร้ต่อไปคงได้ผล
คงสร้างงานบรรดาลดลอักษรสรรค์
เขาก็สร้างงานเขียนพากเพียรครัน
แต่แล้วเขาดับขันธ์ ไม่ทันไร

ฉันเสียใจเสียดายกนกพงศ์
ลืมไม่ลงบทประพันธ์ที่สรรค์ไว้
เสียดายที่ฝีมืออันลือไกล
ชะงักงันทันใดเพราะ “สิ้นบุญ”

ไม่เป็นไรเพื่อนสนิทมิตรสหาย
แฟนทั้งหลายยังอยากอ่านงานที่คุ้น
สำนักพิมพ์จงมีจิตคิดเจือจุน
จงการุญพิมพ์งานเก่าของเขาซ้ำ.

โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙-
-(ผมไปพัทลุงไม่ได้ ขอมอบบทกลอนนี้ให้เขาก็แล้วกัน)

........................................

ได้เขียน ได้คิด ได้สิทธิ์นี้
สรรค์สร้างวิถีตามที่หมาย
ดำรงค่าของมนุษย์ผู้จุดประกาย
ส่องแสงพรายโดดเด่นในเส้นทาง

ได้ใช้ชีวิตตามสิทธิ์นั้น
เต็มขั้น เต็มคราวทุกก้าวย่าง
เต็มตื่น เต็มฝัน ทุกชั้นวาง
โลกกว้างย่อมจดจารตำนานคุณ

โดย ประชาคม ลุนาชัย--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
....................................

ยังจำคืนหนึ่ง ริมน้ำปิง
นิ่ง นิ่ง นิ่ง เงียบงัน
กนกพงศ์ สงสมพันธ์
เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างเขา

อ่านงานของคุณเล่มล่า
ลมปลิว ใบไม้ป่า
หลับตาถอนใจยาว
เจ้าหงิญของเรา เตาะแตะ ตามรอยเท้าคุณ หลายขวบปี

เสียดายหรือชีวิต
ถ้าคิด เขียน ได้เพียงนี้
วันหน้า ณ ริมฝั่ง มหานที
สอนผมอีกที ในความเงียบงัน

โดย บินหลา สันกาลาคีรี--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙-
-(ผมไม่สนิทกับเขา แต่ผมรักเขา)

ขอให้ดวงวิญญาณ ของท่าน สู่สุคติหมดสิ้นซึ่งทุกข์และความกังวลทั้งปวง
ผลงานและคุณความดีอันประมาณค่ามิได้ จะปรากฏและถูกกล่าวขานไม่รู้ลืม
...............................................

ตัวหนอนบนกองหนังสือ

ขอไว้อาลัยแด่...กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เจ้าของแมวแห่งบูเก๊ะกรือแซะ
: ปุถุชน & ปีศาจสุรา

สัมผัสแห่งภาษาที่จารึกในกาลเวลา

เขา ผู้มาเยือนยังโลก
เพื่อจารึกชื่อบนผิวน้ำ
ฝากรอยเท้าบนผืนทราย
เดินฝ่าหุบเขาฝนโปรยไพร
ใต้ร่มเงาแห่งความตาย

เขา ผู้เป็นแรงบันดาลใจ
เพื่อความรักนิรันดร์
เพื่อสันติภาพสุกสกาว
ใต้ดวงดาวแพรววาว

เขา ผู้มีเรื่องราวเล่าขาน
เป็นตำนาน...
คือผู้ฉีกกระชาก
และตีแผ่...
ความสวยงามและความโหดร้าย
ของวิถีแห่งกาลเวลา

เขา ผู้มาจากกาลเวลา
และลาจากไป...ในกาลเวลา
เสียงหัวเราะและหยดน้ำตา
ที่เขาทิ้งร่องรอยเอาไว้
จะสถิตในดวงใจ
ของจิตวิญญาณ
อันพิสุทธิ์
นิรันดร...
สัมผัสแห่งสุนทรีย์ที่จารึกเอาไว้ในภาษาของเขา
เป็นเสมือนเงาอันสว่างไสวแห่งจิตวิญญาณ
ที่ผลิบานอยู่ในอนันตกาล
เนิ่นนานเช่นที่ผ่านมา
ยาวนานเช่นที่กำลังจะผ่านไป

ความเป็นอมตะผนึกเข้าเป็นหนึ่งเดียวในอ้อมกอดของเขา
เป็นความกึกก้องกัมปนาทในความเงียบ
ทว่าเป็นพลานุภาพในความสงบนิ่ง
ที่จะยังคงเคลื่อนไหว
ภายใต้กระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลง
แห่งกาลเวลาอันปราศจากจุดจบ
ตลอดไป
......................

ชายผู้อยู่ในหุบเขา


ตรงริมรั้วบ้านไม้โบราณ
เขาโปรยหว่านเมล็ดฟักไว้
แล้วหันหลังให้
ไปนั่งถักปลอกหมอนกับหญิงสาว
ความรื่นรมย์ผลิงอกเป็นเรื่องราว
ในหุบเขา

วันเวลาของโลก
ปลอกหมอนสงบนิ่งบนเตียงไม้
คล้ายยังถักไม่เสร็จ
นอกหน้าต่างออกไป
ทอดใบเลาะรั้วคือเถาฟัก
โลกเหมือนจำหลักอยู่ในความนิ่งงัน
แล้วทวนถามความฝันของเขา

คำตอบใดเล่า
วิถีทางของเขาได้ตั้งคำถาม
ต่อเส้นด้ายที่กำลังกลายเป็นปลอกหมอน
หรือผลฟักอ่อนที่รอวันเก็บเกี่ยว
ความโดดเดี่ยวของบทสนทนา
ดั่งว่าเป็นคำตอบเดียวกัน

ในหุบเขา
ท่ามเงาแสงแห่งดวงตะวัน
เขายังคงอยู่ที่นั่น
เหมือนเส้นด้ายที่กำลังกลายเป็นปลอกหมอน
และผลฟักอ่อนที่รอวันเก็บเกี่ยว
คือสิ่งเดียว
กลางหัวใจเปลี่ยวเศร้าของผู้คน.

อภิชาติ จันทร์แดง
.........................
* อาลัยการจากไปของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ / 15 กุมภาพันธ์ 2549

ขอโทษทีพี่ชาย
ตอนมีชีวิต ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมเยือน
แค่รับรู้ข่าวสารตามหน้าหนังสือก็พอใจ
แต่ทำไมพอเธอจากไป
ใครๆก็ต่างพากันไปห้อมล้อม
ทั้งที่ตัวเธอไม่รู้สึกรู้สา
นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงสี่เหลี่ยม
ไม่ใช่แต่คนอื่นหรอก
ตัวฉันเองทันทีที่ได้รับข่าวร้าย
ภาพของเธอก็วนเวียนอยู่ในหัว
สลัดอย่างไรก็ไม่ออก
พี่ชาย...
ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อ
ขอโทษที่อ่านผลงานแล้วได้แต่คิดถึง
แต่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหา
พี่ชาย...
ขอโทษที่ทิ้งให้พี่ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว
แม้พี่จะจากไปอย่างไม่โดดเดี่ยว
แต่พี่ทิ้งพวกเราเอาไว้อย่างโดดเดี่ยว
โดยไม่มีพี่ชาย..ที่น่ารักอย่างนี้อีกแล้ว

สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์
.............................

หุบเขาฝนโปรยไพร-ฝนไม่โปรย
ใบไม้เคยโบกโบย ลมโชยผ่าน
เงียบนิ่ง ประหนึ่งหลับอยู่นับนาน
กิ่งก้านน้อมค้อมลา - คารวาลัย…
……………….
ชั่วขณะที่ทราบข่าวพี่หนก-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียชีวิต
ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะหยุดนิ่งลงเบื้องหน้าด้วยอาลัย
ที่หุบเขาฝนโปรยไพรหรือภายในหัวใจผมก็คงเฉกเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าพี่จะจากไปแผ่นดินอื่นหรือผืนดินใด
พี่ยังคงเป็นนักเขียนในดวงใจ
ที่คอยเติมเชื้อไฟความคิดฝันของผม
ตั้งแต่บาทก้าวแรกของการอ่าน
ยาวนานตลอดมา และจะตลอดไป...

นพดล ปรางค์ทอง
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ /๑๑.๔๕ น.

...................................

ข้าง ๆ ฉัน
มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม

คอยอ่านงานของฉัน.. นะพี่ชาย
จบประโยคสุดท้ายจะให้พี่
รบกวนช่วยตรวจทานด้านเลวดี
ถากถางเสียดสีจะน้อมฟัง

ฉันเชื่อว่า.. พี่ยังอยู่ข้างฉัน
คอยแต่งแสงหมื่นพันปลุกไฟหวัง
ชี้หนุ่มสาวสู่เช้าอันจีรัง
โลกพินพังอย่างไรไม่สิ้นเช้า!.

............................
ตกเต็มแคว้นแผ่นดินอื่นท่วมผืนใจ
ทิ้งหุบเขาฝนโปรยไพรไปสู่ฟ้า

ในหุบเขาเงางามต้อยตามฝัน
ฝนโปรยไพรไหวสั่นฝันกลั่นถ้อย
ทิวฟ้าครามขุนเขาเฝ้ารอคอย
เมฆอารมณ์บ่มถ้อยฝนปรอยไพร

กนกพงศ์ กระหนกพง แต่งพงพฤกษ์
ร้อยรู้สึกลึกล้ำเมฆฉ่ำไหล
ไหลอารมณ์บ่มเรื่องอยู่เรืองไร
เขียนหัวใจไหลเนื่องยิ่งเรืองรอง

ป่าน้ำค้างค้างชุ่มทุกลุ่มลาด
ข้ามสายธารสะพานขาดเกินปัดป้อง
ปลิดชีพคนใบเลี้ยงเดี่ยวลงเหี่ยวกอง
ปล่อยโลกของซัลมานร้าวรานใจ

กลั่นชีวิตจิตวิญญาณธารอักษร
คืนสัญจรซ่อนเมฆวิเวกไหล
ตกเต็มแคว้นแผ่นดินอื่นท่วมผืนใจ
ทิ้งหุบเขาฝนโปรยไพรไปสู่ฟ้า

โชคชัย บัณฑิต'
........................
ปากกากนกพงศ์

น้ำตามาตกเหย้า
ที่หุบเขาฝนโปรยไพร
กลางควันอันอวลกระไอ
"โลกใบเล็กของซัลมาน"
มาอยู่มายงยุค
มายงยามเป็นตำนาน
ให้เห็นหัวใจหาญ
แห่งผู้คนบนแผ่นดิน
ดูดั่ง "แผ่นดินอื่น"
แท้ดินเดียวในธรณิน
คือชนอันชาชิน
ยังหยัดอยู่สู้พาลา
ขุนน้ำทะเลใต้
แลขุนไพรแห่งภาษา
ขุนภูเหยียบเมฆา
จักโปรยปราณหว่านภูพง
ตื่นแล้วในโลกนี้
แลโลกหน้าอย่างทระนง
ฝากนามสำคัญคง
"กนกพงศ์ สงสมพันธุ์"
หุบเขาฝนโปรยไพร
โปรยดอกไม้มาลาวรรณ
บานอยู่คู่กัปกัลป์
กับปากกา "กนกพงศ์
"


*เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
.....................

อาลัยกนกพงศ์

รับรู้ข่าวร้ายไม่รู้จบ กี่ร้อยพันศพ...ศึกแดนใต้
เรือนหมื่นคลื่นกวาดอนาถใจ ทิ้งรอยหม่นไหม้อันดามัน
แล้วมาข่าวร้ายรายล่าสุด จบชีวิตปิดสมุดหยุดเขียนฝัน
เพื่อนเรา "กนกพงศ์ สงสมพันธุ์" ฉับพลันจากพรากยากทำใจ
ไร้เงาเหงาโค้งควนขนุน พิกุลร่วงบนพื้นป่าใหญ่
วรรณกรรมบทอำลา...สุดอาลัย ฝากผลงานคนใต้ให้แผ่นดิน


*จิระนันท์ พิตรปรีชา

.........................

...แม้ชีพสิ้น ลาลับ ไม่กลับแล้ว
ชื่อที่แพร้ว ผ่องงาม นามนี้
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ จำให้ดี
คนพัทลุง บ้านที่ ควนขนุน

...สุดท้าย ปลายฟ้า ที่จ้าเจิด
รับไปเถิด วิญญาญหนึ่ง ซึ่งสร้างสรร
ดูโลกมา 40 ปี หรือนานวัน
จึงสร้างสรร วิญญาญเขา จากเราไป
เสียงร้องให้ ฮือฮือ กระพือปีก
นกบินหลีก สู่ทิวป่า มันน่าเศร้า
จงดำรง ชีวิต ต่อไปเรา
เขาไปสู่ สุขคติแล้ว กนกพงศ์

โดยคุณ: ดวง
......................

รำลึก กนกพงศ์

ยืนตรง เคารพศพ กนกพงศ์
ความตาย ยังเที่ยงตรง เสมอหน้า
ชายผู้เดิน ไปก่อน สู่ป่าช้า
“ดุจตะวันอันเจิดจ้า” ได้ลับลง
“โลกใบเล็กของซัลมาน” อันเติบกว้าง
ฝั่งทะเล อันเคว้งคว้าง ยังเหลือหลง
“สะพานขาด” พลันสิ้น จิตจำนง
ลมบ้านนอก โชยส่ง กลิ่นสาปไพร
“ชวย หัวควน” ชวนคงรู้และซาบซึ้ง
และรู้ถึง ตัวตน คนปักษ์ใต้
“แผ่นดินอื่น” จึงยืนยัน กวีไท
ลมหายใจแห่งเรื่องสั้น “กลุ่มนาคร”
“แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ” หลับแล้ว
พักผ่อนเถิด กวีแก้ว กล่อมเปลหมอน
ลม หุบเขาฝนโปรยไพร ได้หลับนอน
ลาก่อน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
ในเครื่องหมาย “…” คือ ส่วนหนึ่งของผลงานกนกพงศ์
แด่การจากไปของพี่ชายแห่งเรื่องสั้น


ภราดร-ติภาพ
14 กุมภาพันธ์ 2549
ตีนดอยสุเทพ เจียงใหม่
..............................

บทกวี
จากหุบเขาฝนโปรยไพร : โลกนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ยังยิ่งใหญ่แม้จักไปอยู่ในแผ่นดินอื่น
ฤดูกาลแห่งความรักยังมิทันมาเยือน
ความเศร้าแสนล้านความเศร้า ก็ผุดพรายพลิกพลิ้วกับอาณาจักรลี้ลับในใจเรา
ท่ามตรู่เช้าคายคละเศร้า
ข้ามไกล ยังแผ่นดินอื่น
โมงยามแห่งชีวิตการงานแห่งชีวิตลอยคว้างไหนเกินคว้าไขว่
ต่างร่วม สายถนนสายใดสายหนึ่งซึ่งไร้ชื่อเพรียก
ดินแดนซึ่งเหนือกรอบห้วงฝันหวานจักจินตนาการได้
อัศจรรย์แสนมหัศจรรย์ ลี้ลับแสนเร้นลับ
ฤดูกาลแห่งความรักยังมิทันมาเยือน
รวงน้ำตา ก็รวมหน่วยข่าวคราวเหว่ว้าแสนเหว่ว้า
บั้นสะพานแห่งชีวิตพรูพรายคล้ายควันสูบยา
ในเดือนกุมภา ในเดือนกุมภา
ที่เรามิได้เอื้อนคำรักซึ่งกันและกัน
ใบหน้าสุดท้าย คล้ายมีเท่านี้
ผิวผ่านมาพักเพียงกะพริบตาแล้วโบยบินไปห่างไกล
ทิ้งไว้เพียงฉากอ้างว้าง กับบางวิญญาณแห่งการงานชีวิตทั้งหมดทั้งปวง
ฤดูกาลแห่งความรักยังมิทันมาเยือน
เสียงระฆังความเศร้า ส่งเสียงเพรียกหวาดไหวสั่นไหว
บทเพลงแห่งหุบเขาฝนโปรยไพรแผ่วจางลงแล้ว
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์จากไปแล้ว
ดวงไฟในหุบเขาหับดาลค่อยแต้มแตะไต่เงียบ
ปลดทุกชีพ เปลื้องทุกเปลือกผิวร่างวางสู่ว่าง
ฤดูกาลแห่งความรักยังมิทันมาเยือน
ความตายก็พรากเธอไปไกล คงไว้เพียงรักที่ฉุดเธอขึ้นผลิบานในใจเราตลอดกาลนิรันดร์

ธวัชชัย ทนทาน

.......................

"ถ้อยคำและน้ำตาในเดือนกุมภาพันธ์"

- ข่าวคราวหลายระลอก บอกเช่นนั้น
ชีวิตช่างแสนสั้น ช่าง ! แสนเศร้า
เราพบรักทักถามในยามเช้า
พอแดดสายร่ายเงา เราร้าวราน

- ข่าวคราวหลายระลอก บอกเช่นนั้น
อาจชีวิตคือสวรรค์อันแสนหวาน
เราอาจเพริดเตลิดไปในผลิบาน
จนหลงลืมอีกด้านการร่วงโรย

- ข่าวคราวหลายระลอก บอกเช่นนั้น
คลื่นกระชั้นผ่านแล้วย่อมแผ่วโผย
ชีวิตผ่านกาลเวลาย่อมล้าโรย
อาจล้าโดยชราวัย อาจไม่ชรา

- ข่าวคราวหลายระลอก บอกเช่นนั้น
แม้ว่าฉัน แม้ว่าเธอไม่เพ้อหา
ความตายไร้สุ้มเสียง เพียงพริบตา !
พรากเธอ-ฉันไม่ทันลา เหลืออาลัย

- ชีวิตช่างแสนสั้น ใช่ ! แสนเศร้า
เราสูญเสียยามเช้าไปเท่าไหร่
ข่าวคราวหลายระลอกบอกความนัย
ว่าเราควรหายใจเช่นใดดี ?

- ข่าวคราวหลายระลอก บอกเราเช่นนั้น

ศิริวร แก้วกาญจน์ เขียนขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549
หลังรับรู้ข่าวคราวการจากไปของนักเขียนหนุ่ม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
......................................

ไว้อาลัย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนซีไรต์
แด่…เพื่อชีวิตคนสุดท้าย*

นักฝันนั่งฝันริมขอบฟ้า
นักสู้ปรารถนายิ่งกว่าฝัน
เพื่อชีวิตเพื่อคนทุกชนชั้น
ขอบฟ้ามิเคยกั้นทุกชั้นชน

โลกหมุนรอบตัวเอง…
บรรเลงเพลงชีวิตอย่างเข้มข้น
กนกพงศ์ คนเข้มคนเต็มคน
เข็นเคี่ยวตนคนคม สงสมพันธุ์

“โลกใบเล็กของซัลมาน”
ทุนนิยมรุกรานอยู่เต็มขั้น
ข่มขู่คุกคามตามตามกัน
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเขมือบกลืน

สะพานขาด…แล้ว
เพื่อนแก้ววรรณกรรมกลั้นเต็มตื้น
ผู้มาก่อนไปลับไม่กลับคืน
ผู้รับไม้ต่อยื่นยืนหยัดยง.

*กนกพงศ์เคยกล่าวว่า เขาเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้ายแห่งยุคสมัย

อชันตะ
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
จากคุณ : อฃันตะ

..............................

คิดถึงคืนวันจันทร์กระจ่าง

ยังฟังพี่เล่านิทานใต้แสงจันทร์
ข้างลำธารแห่งความฝัน-เขาโปรยไพร
เสียงหัวเราะครึกครื้นกลิ่นฟืนไฟ
กาน้ำชาแขวนขอนไม้-วงนิทาน
คืนยังแจ่มจันทร์กระจ่างคนสร่างเมา
คืนไม่เหงาคืนคนเขียนกวีหวาน
คือคืนหนึ่งคืนนั้นคืนตำนาน
ที่พบพานน้ำมิตรวรรณกรรม
แต่คืนนี้กาลนี้กลับเงียบเหงา
มีแต่เรื่องแห่งความเศร้าไม่น่าขำ
จันทร์กระจ่างฟืนยังสุมความทรงจำ
กี่ร้อยคำไม่อาจเปล่งออกบอกใคร
พี่จากไปเหมือนจันทร์ในคืนหม่น
ลำธารเงียบแม้ฟ้าฝนสะอื้นไห้
ฟืนมอดดับกาน้ำชาร้างลาไกล
เขาโปรยไพรคืนนี้ไม่มีเงา

ด้วยความอาลัยยิ่ง
วศิณพรหม สุราษฎร์

...............................

ฟ้าหม่นเหนือหุบเขาฝนโปรยไพร

๐ฟ้าหม่น ฝนพรำ เสียงร่ำไห้
หุบเขา ฝนโปรยไพร โศกสะอื้น
ขุนเขา พรหมคีรี ชี้หยัดยืน
กนกพงศ์ มิกลับคืน สู่หุบไพร
๐หุบเขา ในฝัน กับวันเก่า
เรื่องสั้น สะท้อนเงา ทั้งดีไพร่
บทกวี เสียงเพลง เคล้ากลิ่นไอ
หุบเขา ฝนโปรยไพร รอรับเธอ
๐พักเถอะ กนกพงศ์ ตรงหุบนี้
ขุนเขา พรหมคีรี ต้อนรับเสมอ
ธารสวย น้ำใส เคยพบเจอ
สวรรค์ของเธอ ยังรอรับ เธอกลับคืน.

คนเมืองคอน

..........................

บทกวีอาลัย กนกพงศ์ สงสมพันธ์
โดย - วัฒนา ธรรมกูร

สู่แผ่นดินนิรันดร

สิ้นดับ...แผ่นดินอื่น
วันและคืนแว่วครวญคร่ำ
คนแกร่งวรรณกรรม
กนกพงศ์ สงสมพันธ์

ลดธงลงครึ่งเสา
นิ่งและเนาเศร้าโศกศัลย์
นาคร คนสำคัญ
จักนิรันดร์ในใจเรา

ตระหนักแผ่นดินนี้
แผ่นดินที่พลีรากเหง้า
ฟ้าฟ้อนมิผ่อนเพลา
เพียงชีวิตโหยอาวรณ์ฯ


“คารวาลัยแด่...กนกพงศ์ สงสมพันธ์”
เมืองหลวง ณ วันแห่งความรัก ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

............................

ชายหนุ่มของสี่สิบปี

๑. เป็นนักใช้ชีวิตของแผ่นดิน
เป็นนักเขียนพื้นถิ่นโลกยินเสียง
เป็นนักคิดจริงใจในสำเนียง
เป็นนิยามอย่างเยี่ยงคนยืนยัน
๒. คือคนหนุ่มของยุคสมัย
คือผู้เดินทางไปตามใจฝัน
คือผู้มอบวิญญาณ์ท้าตะวัน
คือผู้หมายสร้างสรรค์อย่างมั่นใจ
๓. สี่สิบปีผ่านไปไม่สูญเปล่า
สี่สิบปีของเขาคือยิ่งใหญ่
สี่สิบปีจึงดูสั้นลงทันใด
สี่สิบปี-ทำไม,ผ่านไปเร็วฯ

มาโนช นิสรา...๑๗ ก.พ. ๔๙
ด้วยความอาลัย
สำหรับการจากไปของคนหนุ่ม "กนกพงศ์ สงสมพันธุ์" นักเขียนผู้เป็นความหวัง

.........................

เรื่องสุดท้ายที่เขาเขียน

ดุจตะวันอันเจิดจ้ามาปรากฏ
ฉายชีวิตทุก(ข์)รสเต็มสดสี
สะพานรุ้งพุ่งพาดชาติกวี
สะพานขาดก็บัดนี้มีปีกบิน
ในตำนานใต้ปีกซีกโลกเก่า
มีเรื่องเล่าถึงบางชื่อระบือถิ่น
เล่าเรื่องเขาที่เคยเล่าให้เรายิน
เรื่องแผ่นดินที่กลบเงาเขาหายไป
เชื่อหรือไม่ –เกิดที่ไหนของที่นั่น!
“แผ่นดินอื่น” แม้สวรรค์ก็หาใช่
ที่ “บ้านเกิด” บ้านเก่าความเข้าใจ
มีพ่อแม่อาลัยเมื่อลูกมา
ชาติกวีชาตินักเขียนชาติเรียนรู้
จรรโลงสู่เรื่องใหม่ในชาติหน้า
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ กลั่นวิญญา
เพื่อเขียนเรื่องอนัตตาเรื่องสุดท้าย...

ด้วยอาลัยยิ่ง
ภู

...........................
อาทิตย์นี้ผ่านไปเชื่องช้าและยาวนาน
มองปฎิทินอีกครั้ง...
เวลาเดินทางมาถึงแล้วหรือ

อักษรบนหนังสือคือพลังเงียบ
เสียงนั้นทำให้เราผูกพันกัน
แม้รู้จักผ่านความเงียบ
แต่ความเงียบในตัวหนังสือนั้นยิ่งใหญ่เกินบรรยาย

ขอให้ดวงวิญญาณเดินทางสู่แดนถิ่นสุขสงบ
ด้วยจิตคาระวะ

นิวัต พุทธประสาท
18 กุมภาพันธ์ 2549
..........................

ความจริงที่เป็นไป *

ชีวิต ก่อกำเนิดเกิดร่าง
คือไม้ใหญ่ต่างเติบโตเต็มต้น
ค้นค่าหาค่าท้าทุกข์ทน
ผ่านหม่นกร้านแรงแสวงมา

เพื่อยืนหยัดทะนงองอาจ
มิระย่อมุ่งมาดปรารถนา
ณ เชิงเขา ริมภู สู่สายตา
ของปวงป่าน้ำค้างพร่างเม็ดพราว

ชีวิตดุจตะวันอันเจิดจ้าปรารถนาสู่โลกและห้วงหาว
งานทุกถ้อยร้อยอักษรเด่นสกาว
ผ่านผ่าวชีวิตวิญญาณอันอุดม

เมื่อความตาย บั่นทอนวิญญาณ
ดั่งสะพานขาดสะบั้น ไห้ห่ม
ดั่งฝันละเมอ เพ้อผ่านซ่านตรม
บ่มไว้ในใจถวิล รินคำจาร

ให้เรื่องเล่าของคนรุ่นอื่น
พลิกฟื้น ทอดต่อทอประสาน
จิตสู่แผ่นดินอื่นที่พบพาน
คือตำนาน...ความจริงที่เป็นไป.

วิกมล ดำด้วงโรม

หมายเหตุ : * กวีบทแรกของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ตีพิมพ์ใน “สยามใหม่” ปี 2523
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวพี่กนกพงศ์ พร้อมทั้งอุรุดาเพื่อนรัก

..........................

ขนานชื่อคือ “คนดีของซีไรต์”
คือนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่มุ่งมั่น
ยึดสร้างอุดมการณ์วรรณกรรม
ตอกย้ำความเป็น “นักเขียนเพื่อชีวิต”

ก่อกำเนิด “ดุจตะวันอันเจิดจ้า”
บทกวี “ป่าน้ำค้าง” พร่างในจิต
“สะพานขาด” ประดับช่อฯก่อสัมฤทธิ์
ทั้งพิชิตช่อฯสองจาก “โลกฯซัลมาน”

“คนใบเลี้ยงเดี่ยว” เคี่ยวกรำย้ำรากเหง้า
“แมวแห่งบูเก๊ะฯ” ทอดเงาชนกล่าวขาน
“แผ่นดินอื่น” เตือนใจให้จดจาร
ถึงวันวารกับปัญหาชายแดนใต้

ล่าสุด “โลกหมุนรอบตัวเอง” บรรเลงหมุน
เพื่อเกื้อหนุนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษา
“ชายหนุ่มแห่งหุบเขาฝนโปรยไพร” ใช่จากลา
ฝากผลงานตรึงตราไว้.....ชั่วนิรันดร์

ถ้อยคำรำลึกจากวรรณชนรุ่นหลัง
กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ
...........................

วันพระ-กนกพงศ์

วันพระใหญ่วันพี่หลับ
ล่วงลาลับภาระสิ้น
แผ่นดินอื่นอีกแผ่นดิน
รอบินโบยโดยเสรี,

วันวารอ่านป่าน้ำค้าง
นักแรมทางทอดก่อศรี
ผมพึมพำบทกวี
ของผู้พี่กนกพงศ์,

เสวนาแผ่นดินอื่น
พี่หยิบยื่นกระดาษส่ง
ด้วยดินสอเขียนบรรจง
กนกพงศ์ลงลายเซ็น,

ได้ตรวจคำสะพานขาด
เกินที่คาดคำล้ำเห็น
โลกใบเล็กซัลมานเป็น
อีกหนึ่งเน้นน่าศรัทธา,

เมื่อวานนี้รีบตรวจคำ
จะพิมพ์ซ้ำกวีสง่า
บรรจงแก้ที่ผิดตา
แต่ยังล่าช้าเกินการณ์,

วันพระใหญ่ให้พี่หลับ
เมื่อพี่ดับสิ้นสังขาร
ชื่อจักก้องเกียรติกังวาล
เป็นตำนานคนแผ่นดินฯ

ธีรทรรศน์
๑๔ กุมภ์ ๔๙
...................

เช้าวันหนึ่ง
เช่นทุก ๆ เช้า...
เราตื่นขึ้นมาในความเที่ยงตรงของดวงอาทิตย์
ร่องรอยยับย่นยังฝังอยู่บนใบหน้า
ผ่านไปแล้วอีกคืน....
หยิบยื่นมาแล้วอีกวัน
ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์-จันทร์
เป็นเช้าของวันจันทร์
ที่ใครก็ไม่อยากให้ผันผ่านมาถึง

เช่นทุกเช้า...
นอกเหนือข่าวเศร้า ๆ
ของใครสักคนในหน้าหนังสือพิมพ์

เช้าของวันนี้...
ข่าวแสนเศร้าของคนบางคน
ท้นแน่นอยู่ในอก
สะทกเทือนจนน้ำนัยน์ตาพร่าไหว

เช้าวันนี้...
เราตื่นขึ้นมา
ขณะที่ เขา-หลับฝันถึงความดีนิรันดร์

เช้านี้...
เราตื่นมา
เพื่อพบว่า...
เขา -ได้ลาจากพวกเราไปแล้ว
จริง ๆ

นี้...
เป็นยามเช้า
ของกลางคืน
ที่จะสุกสว่างด้วยจันทร์เพ็ง.

นพดล ปรางค์ทอง
ด้วยจิตคารวะและอาลัย
เมื่อได้ทราบข่าวพี่หนก-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียชีวิต
มาฆปุรณมี วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ มหานคร
..................................

13 กุมภา
เวียนเทียนอยู่บนยอดเขารอบพระธาตุจอมภูสี
ที่นั่นมองเห็นดาวตก...
แต่ที่นั่นไม่มีข่าวคราวของอีกดาวหนึ่ง...

เรื่องราวเศร้าๆ ของเดือนกุมภา
กลับมา, จึงทราบข่าว...

....ใจหาย.....

"มีคนจากเราไปคนหนึ่งก็เท่ากับมีใครให้เราคิดถึงเพิ่มขึ้นมาอีกคน"

ขอร่วมไว้อาลัยค่ะ
*ดาริกามณี*
....................

แค่ได้ข่าวคนเขียนหนังสือที่ไม่รู้จักกันเสียชีวิต ก็เศร้ามากพอแล้ว แต่นี่เป็นข่าวของกนกพงศ์
น้องที่น่ารักที่สุดคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องเศร้าที่สุดซึ้ง จากที่เขียนจดหมายคุยกันนาน ๆ ครั้ง ปี 40
เขาไปนอนค้างที่บ้านเขาชะเมา ปี 45 ผมไปนอนที่บ้านหุบเขาฝนโปรยไพรของเขาพร้อมด้วย
ไพวรินทร์ จำลอง ขจรฤทธ์ และเสรี ปี 46 กนกพงศ์เขียนจดหมายชวนไปเดินป่าเขาหลวง
ด้วยกัน 2 คืนที่บ้านในหุบเขาฝนโปรยไพร 3 วัน 3 คืน ในป่าเขาหลวงที่เจอทั้งฝนหนัก
ทั้งน้ำป่า และทากมหาโหด เป็นอะไรที่ผูกพันกันไปชั่วชีวิต
ปลายมกราที่ผ่านมา กนกพงศ์ส่งหนังสือมาให้ บอกว่าอ่านเสร็จแล้ววิจารณ์ให้ฟังด้วย
แล้วจะชวนไปเดินป่าเขาหลวงอีกด้านหนึ่ง 2 กุมภาฯ ผมตอบจดหมายไปว่าอ่านเรื่องสั้นแล้วด้วย
ความประทับใจสุด ๆ กำลังรอวันเดินป่าด้วยกัน
แต่ อนิจจา วันนั้นกลับมาไม่ถึง ขอให้ไปดีเถอะน้องรัก สักวันคงได้ไปเดินป่าด้วยกันอีก
ในป่าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก

จากพี่ชายคนหนึ่ง ( วัธนา บุญยัง )
........................

. 1
จักมุ่งหน้าฝ่าไปที่ใดหนอ
สู่สายรุ้งทอดทอแสงสว่าง
หรือดุ่มด้นโดยโดดเดี่ยวเที่ยวอ้างว้าง
สู่ขอบฟ้าไกลกว้างอย่างเดียวดาย

มีสิ่งใดพกไว้ในย่ามบ้าง
สำภาระจัดวางได้อย่างหมาย?
หรือหนักอึ้งอกแอ่นอันตราย
หรือปล่อยวาง ณ ผืนทรายปลายขอบฟ้า

สำเร็จบ้างหรือไม่ในใจหวัง
หรือค้างคั่งดังเฝ้ารอขอภพหน้า
กิจแสนงามกรรมแสนดีที่ทำมา
คุ้มหรือไม่ในค่าราคาคน
2
เธอด้นทางดั้นทุ่งมุงจากโลก
สานเปลโศกโยกไกวในสายฝน
กุมภาพันธ์พลันสะท้านวิญญาณคน
ฝากน้ำตาท่วมท้นฝนโปรยไพร

แผ่นดินชื้นฝนพลันร่ำไห้
หมอกขาวอวลไอขึ้นตลบเช้าแห่งกุมภาพันธ์
แว่วข่าวคราวจากสายลมแห่งป่าโรยฝน
ดอกจานแห่งอีสานร้อนแล้งพลันร่วงพรู
ชีปะขาวกรูกระจายขึ้นพรายฟ้า
ร่วมร่ำอำลาดวงดาวแห่งเขาหลวงอันล่วงลับ

ขอไว้อาลัยแสงดาวแห่งวรรณภากาศผู้ล่วงลับ
หทัยสินธุ
......................

ฝากฟ้ามาร่วมอาลัย "กนกพงศ์"

ฝากเรื่องราววรรณกรรมนำแนวคิด
ฟ้าลิขิตคมแสงแรงสร้างสรรค์
มาเติมโลกแต่หล้า-ค่าชีวัน
ร่วมแบ่งปันความสุขปลุกมวลชน
อาลัย "กนกพงศ" ผู้เปี่ยมศักดิ์
นักเขียนที่ทำงานหสักมาแต่ต้น
"ซีไรต์" ประกาศไกลในสากล
"แผ่นดินอื่น" ประจักษ์บน...แผ่นดินไทย

"กอนกูย"
......................

พายุน้ำค้างกลางฤดูฝัน


เหน็บหนาวในเช้านั้น
ครั้งเธอฝันถึงอุ่นอวล
ปวงป่ายังแปรปรวน
แผ่นดินเปื้อนยังป่วยเหงา

เรือนโลกใบเล็กเล็ก
กับวัยเด็กอันอ่อนเยาว์
พลังฝันที่บางเบา
ก็เติบกล้าขึ้นท้าทาย

สู้ศึกบนกระดาษ
ด้วยเห็นธาตุอธรรมกราย
โชนแสงธรรมาฉาย
สว่างวาบซึมซาบเห็น

พายุป่าน้ำค้าง
กระพือพร่างกระหน่ำเย็น
สะบั้นฝันนิรันดร์เป็น
ตำนานนาม " กนกพงศ์ "

"กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ "
ดวงดอกฝันแม้ปลดปลง
เมล็ดพันธุ์แห่งวรรณวงศ์
จักสืบทอดตลอดไป

ภาษาจิตวิญญาณ
คือศิลป์สานสร้างภายใน
เชื่อมร้อยใจต่อใจ
เป็นโซ่ขยายยาว

สู่สุคติภพ
ณ จุดจบบนดวงดาว
หลับเถิดทั้งร้อนหนาว
เป็นสุขเถิด " กนกพงศ์ "

ด้วยรักและอาลัยน้องชาย
จาก... พี่เสฯ
14 กุมภาพันธุ์ 2549

....................................

*Great Writer* <Dedicated to Kanokpong Songsompun>
The ink from a pen you used
Has invented the great stories
from the world of the truth.
Thousands of wonderful words
you complied from the youth
Has ignited the light of intelligence
that no one could.
February 13, 2006
The Sky was crying.
The wind was moaning.
The Great Valley was weeping.
Your tired heart was slowly beating.
Your respiration was lightly breathing.
Yoour Soul was now waiting
for the last eternity resting. [/SIZE]

*.:。✿*゚‘゚・。◕‿◕。☀ Stupidity is for tomorrow's smartness!◕‿-。* *.:。✿*・
http://spaces.msn.com/keaixiongmao
February 2012
S M T W T F S
January 2012March 2012
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29