Skip navigation.

ห้วงคำนึงของหุ่นกระป๋องตัวหนึ่ง

ความคิด ความฝัน เขาว่ากันว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ในหุ่นยนต์ ผมล่ะเถียงคนหนึ่ง เอ้ย ! ตนหนึ่ง

ลูกหลานของมูราคามิ


มีประชากรนักเขียนนับหัวกันแล้วในประเทศนี้ อาจไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด
หากนับด้วยฐานะของรายได้ที่บุคคลผู้เรียกตัวเองว่านักเขียนนั้น หาได้จากงานเขียนของตัวเองจริงๆ

“แกลองคิดดูสิ ถ้านักเขียนเท่าที่มีอยู่น้อยนิด พากันเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง อาทิเช่น เหตุไฉนหนอ ตูข้าถึงมาเป็นนักเขียน แล้วตูข้าจะฟันฝ่าสถานะของความล้มเหลวในผลงานที่วางอยู่บนความฝันที่สั่นคลอนได้อย่างไร มันคงจะน่าเบื่อพิลึกนะ ที่ทุกคนพากันเขียนเกี่ยวกับตัวเอง เพราะกรอบของคำว่า จงเขียนสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด มันครอบอยู่”

มันอีกแล้วครับทั่น เจ้านายผมมันเริ่มบ่นตามประสาอีกแล้ว หลังจากอ่านหนังสือ HARUKI STUDY BOOK MURAKAMI
หรือฉบับแปลในชื่อภาษาไทยว่า ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ ของ ‘ปราย พันแสง

หนังสือเล่มนี้เปลื้องเปลือยชีวิตของนักเขียนผู้เปรียบเสมือนหลักปักหมุดให้กับงานเขียนสมัยใหม่ หลังยุคสงครามเย็น
ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแสวงหาตัวตน

ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างจริงจัง อาศัยฟังเอาจากเจ้านายก็พอจับน้ำเสียงแกมอิจฉาของพี่แกได้ว่า
งานเขียนของมูราคามิ ในทัศนะของเคนซาบุโร โอเอะ ที่เป็น ภาพจำลองอนาคตญี่ปุ่นที่สะเปะสะปะไร้ทิศทาง นั้น
มันมีอิทธิพล มันมี “อะไร” มากกว่าแค่การพร่ำบ่นถึงชีวิตของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่ง
ที่พยายามอย่างยิ่งในการเติมเต็มชีวิตอันว่างเปล่าไร้ทิศทาง ด้วยการดวลเบียร์เข้าไปจนเต็มกระเพาะ ตลอดฤดูร้อน

“คุณและค่าของการที่นักเขียนคนหนึ่ง หรือคนที่กล้าเรียกตัวเองด้วยคำนั้น จรดพรมมือลงบนแป้นพิม์
เขียนแต่สิ่งที่เป็นส่วนตัวเอามากๆ อย่างชีวิตตัวเองลงในสิ่งที่เรียกว่า นิยาย นั้น วัดกันจากอะไร ?”

ผมอ้าปากหวอ สารภาพกับตัวเอง (โดยไม่กล้าเอ่ยกับเจ้านาย) ว่า กูก็ไม่รู้ (โว้ย !)

เราวัดด้วยอะไรเหรอ ? จากงานเขียนชิ้นหนึ่ง

สงครามและสันติภาพ ของทรอสทรอย มีคุณค่ามากกว่าหรือน้อยกว่า กลาย ของฟรันซ์ คาฟคา

“แกลองคิดดูสิ ถ้านักเขียนทุกคนในประเทศนี้ พากันเขียนเกี่ยวกับเรื่องของนักเขียนอีกคนในตัวเอง
เราจะมีวรรณกรรมแบบไหนบนชั้นหนังสือ ฉันก็ไม่ได้อยากชี้นิ้วโบ้ยไปที่มูราคามิหรอกนาโว้ย
แต่เราหมกมุ่นอยู่กับการค้นหา ตั้งคำถาม รื้อคำตอบ สร้างคำถามชุดใหม่
พิสูจน์สมมุติฐานจากทฤษฎีที่เราก็ไม่ได้เชื่อมั่นอะไรนักหนา เพื่ออะไรวะ ?
เพื่อบอกคนอ่านในหน้าสุดท้ายว่า ขอโต๊ด งานเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งคร้าบบบ”

เราอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนจริงๆ หรือแค่เราแสแสร้งแกล้งทำ เพราะมันทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ กันแน่ ?

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้ เท่าที่สมองผุๆ ขึ้นสนิมของผมพอจะนึกออก
การปะทะของสองยุคสมัย
การวิพากษ์และวิจารณ์คนรุ่นใหม่ของคนรุ่นก่อน
เกิดและดำเนินไปอย่างคู่ขนานมาเสมอ ไม่ว่าในยุคสมัยไหน
แต่เสรีภาพแบบไหนกัน ที่เราปรารถนา
เราจะพากันเดินดุ่มๆ ในความมืด มีแสงจากไฟแช็คราคาถูกเพื่อส่องนำทาง
แล้วหลอกตัวเอง ว่านั่นถือวิถีของกบฎงั้นหรือ ?

เพื่ออะไร ?

รอยทางของคนรุ่นก่อนที่ปูไว้ มันน่ารังเกียจ กระทั่งชวนให้ขยะแขยงถึงขั้นภาคเสธรากเหง้าตัวเองเชียวหรือ ?

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรากลายเป็นคนรุ่นก่อน แล้วหันหลังกลับไปมอง คนรุ่นหลังที่กำลังก้าวตาม
กลับพบว่า มันเอาแต่ออกนอกลู่ เอาแต่ชมนก ชมไม้ เราจะเดินไปเบิ๊ดกะโหลกมันสักเผียะดีไหม ?

มันน่าคิดนะ

คำถามเรื่องคนแต่ละรุ่น มันโยงกลับไปสู่คำถามข้างบน ถึงคุณและค่าของการเขียนที่เจ้านายผมยึดถืออยู่
ทั้งสองคำถามนี้ มันทำให้ผมนึกวลีเก่าแก่ (มั้ง) ที่พูดว่า

“ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร แต่สิ่งที่คุณทำต่างหากจะเป็นตัวบอก”

Oh ! yeh

เสียงในการสื่อสาร รากเหง้าหลังสมัยใหม่

Comments

simplifolks 19. December 2007, 09:44

Originally posted by หุ่นกระป๋องเจ้าเล่ห์:


"ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร แต่สิ่งที่คุณทำต่างหากจะเป็นตัวบอก"



งับ พอคุณคุณทำไอ้นั่นมากๆ คนเขาก็จะนิยามให้เองว่าคุณเป็นช่างทำไอ้นั่น
แต่อยู่ๆใครจะตะโกนว่า กูเป็นนักเขียนโว้ย
คนเขาก็จะบอกว่า เวงกำ เห็นๆก็ขายก๋วยเตี๋ยวนี่หว่า (ยกเว้นหมี่เป็ด ฮาฮา)

ไอ้หุ่นตัวนี้ขยันเขียนจังเว้ย ไปถามเพื่อนสักตัวสิว่ามาอยู่กะผมมั่งมั้ย หึหึ


graticnumkaeng 23. December 2007, 10:49

จากบทส่งท้ายของหุ่น

ถ้าคุณชอบเขียนคุณก็จะกลายเป็นนักเขียน ฮาาาาา

mekong 28. December 2007, 23:04

ผมเพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า งานของมุราคามิมีการแปลเป็นไทย และมีกลุ่มนักอ่านติดตามกันมากพอควร ...ก็ให้รู้สึกดีใจมากๆ ในฐานะคนที่ติดตามอ่านคนหนึ่ง
...แต่หากจะให้พูด ผมคิดว่า แม้นงานของมุราคามิจะมีความเป็นสากลอยู่ แต่โดยพื้นฐานแล้วมันก็สะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ไร้ทิศทาง และปราศจากซึ่ง "สิ่งยึดเหนี่ยวร่วม" เหมือนกับช่วงก่อนสงคราม และยุคฟื้นฟูบูรณะประเทศ ...ดังนั้น หากเราเข้าใจสภาพสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัยมากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจงานของมุราคามิมากขึ้น
........
ส่วนเรื่องการเขียน ตัวตน และความเป็นนักเขียน ...ก็อยากจะบอกว่า ผมเองไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่นักอ่าน แต่ผมชอบอ่าน ผมชอบเขียน ...Milan Kundera บอกว่า ในยุคสมัยนี้ "ใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้"

graticnumkaeng 29. December 2007, 03:53

ความดังก็มีส่วนทำให้คนกลายสภาพเป็นนักเขียนอย่างสมบูรณ์ได้เหมือนกัน
ดูอย่างพวกดาราซิออกหนังสือกันมาคนละเล่มๆ ยุคสมัยนี้ใครๆก็อาจกลายเป็นนักเขียนได้
ถ้ามีคนหนุนมันก็มีคนช่วยขัดเกลาตัวอักษรให้หน่ะ

tinrobot 29. December 2007, 13:55

อ่า ที่ผมเขียน ผมพยายามจะสื่อเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นชนชาติ
ที่มีอิทธิพลต่องานเขียนน่ะครับ

มิได้ ๆ

โน่น เจ้านายผมแน่ะ ขานั้นเขาพร่ำอยู่หน้าแป้นพิมพ์ทุกวี่วันว่าอยากเป็นเฮมมิ่งเวย์โว้ย !

Write a comment

You must be logged in to write a comment. If you're not a registered member, please sign up.